ถ้าบทเรียนสมัยมัธยมบอกไว้ว่าภาษาดิ้นได้ แล้ว 'ก่อการร้าย' ของคุณคืออะไร ใช้อาวุธหนักแค่ไหน ต้องเผาหรือไม่ ราชบัณฑิตฯก็ยังไม่ได้บัญญัติชัดเจ
ห่ากระสุน ตลอดจนลูกระเบิดตูมสนั่นลูกแล้วลูกเล่า แล้วยังมีพระเพลิงเผาห้างสรรพสินค้าและอาคารวอดไปหลายหลัง ยังผลให้ใจกลางเมืองกรุงจมหายในม่านควันนานข้ามวัน
มาถึงขณะนี้แม้กรุ่นควันจะจางหาย แต่ที่ยังกรุ่นอยู่ในใจกลับเป็นคำถามที่ว่า "การก่อการร้าย" กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเราแล้วใช่หรือไม่
ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้น คือ การก่อการร้าย ตามที่รัฐบาลอ้างไว้จริง และถ้าคนบางคนหรือบางกลุ่มยังยืนยันที่จะทำ "สิ่งนั้น" ต่อไปในแบบที่เรียกว่า "ใต้ดิน" จริง... ก็ถึงเวลาที่จะต้องคิดใหม่เสียแล้วสำหรับใครที่เคยมองว่าเรื่องการก่อการร้ายคือเรื่องไกลตัว โดยอาจเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ก่อนว่า "ก่อการร้ายคืออะไร"
แม้คำว่า การก่อการร้าย จะไม่ใช่คำใหม่ในสังคมไทย โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับพี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ปรากฏเป็นข่าวต่อเนื่องมานับสิบปีนั้น น่าจะทำให้เราๆ ท่านๆ ได้ยิน ได้ฟัง เรื่องราวเหตุการณ์การก่อการร้ายมาไม่มากก็น้อย
..แต่กระนั้น "รู้จัก" กับ "เข้าใจ" มันคนละเรื่องกัน
ก่อการร้าย Vs ชาวบ้าน
"การก่อให้เกิดความวุ่นวายแก่บ้านเมืองและส่วนรวม เกิดผลเสียต่อคนหมู่มาก ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ สถานที่สำคัญ โดยผู้ก่อเหตุกระทำโดยคิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ถ้าเทียบกับการจลาจล จลาจลจะเกิดขึ้นในพื้นที่แคบกว่า ไม่ได้กระจายเป็นวงกว้างเท่าก่อการร้าย อีกทั้งจลาจลก็ไม่ได้กินระยะเวลานานเท่า ที่สำคัญคือ จลาจล แก้ง่ายกว่า ก่อการร้าย"
คือ นิยามคำว่าการก่อการร้าย ของโสฬส ขุนพานเพิง เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ เรือนจำกลางคลองเปรม คนหนึ่ง ซึ่งย้ำแล้วย้ำอีกว่าตอบคำถามนี้ด้วยความเป็นกลางเพื่อส่วนรวม ทั้งนี้เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าข้าราชการถูกสั่งห้ามไม่ให้แสดงความเห็นทางการเมืองอันจะนำมาสู่ความแตกแยกในสังคม
ขณะที่ความเห็นของพนักงานไอที บอกว่า การก่อการร้าย คือ
"การก่อความไม่สงบของบุคคล กลุ่มบุคคล ทำให้เกิดความกลัวกับคนหมู่มาก สร้างความเสียหายในวงกว้าง เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายขนาดใหญ่กับประเทศ และทำให้เกิดขึ้นได้ทั้งโดยการใช้อาวุธ และ ไม่ใช่อาวุธ อย่างเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่อเมริกา ก็ไม่ได้ใช้อาวุธ แต่มีความเสียหายใหญ่หลวง แล้วก็เรียกว่าเป็นการก่อการร้าย"
ด้านสาวออฟฟิศ รายหนึ่ง ให้นิยามว่า
"คือ การประสงค์ร้ายแก่บ้านเมือง ทำลายบ้านเมือง ประชาชน และเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องตัวเอง ต้องการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับบ้านเมือง หรือ สังคม โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วก็คิดว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้มีอุดมการณ์ ...อุดมการณ์ คืออะไร ถ้าบอกว่า อุดมการณ์เพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มนั้นๆ ส่วนตัวคิดว่านั่นไม่ใช่อุดมการณ์"
ส่วน กฤตยุค เรืองธีระพันธุ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน ปี 4 ตอบว่า
"การก่อการร้าย คือ การกระทำที่ส่งผลให้ความสงบสุขในสังคมถูกทำลายหรือบั่นทอนลงไป ก่อให้เกิดความเสียหาย สูญเสีย สูญหาย เผา ขโมย ทุบ ทำลาย มีคนตาย"
แม้คำตอบที่ได้มาจะไม่ได้เหมือนกันทุกประการ แต่ก็มีส่วนที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจนในส่วน "ความรุนแรง" ที่ผู้ก่อเหตุมุ่งกระทำต่อสังคมและรัฐบาล อันนำมาสู่ความเสียหาย ทั้งต่อชีวิต และ ทรัพย์สิน อย่างมหาศาล โดยความรุนแรงที่ว่าไม่ได้มีการสนับสนุนด้วย "เป้าประสงค์" ของการดำเนินการที่ชัดเจนนัก
ก่อการร้าย Vs วิชาการ
ไม่น่าแปลกใจ หากคำตอบที่ได้รับจากคนทั่วไปเกี่ยวกับนิยามของก่อการร้ายนั้น บางคำตอบก็คลาดเคลื่อน.. บางคำตอบก็เป็นแค่ส่วนย่อยในส่วนใหญ่.. แต่ก็ไม่มีคำตอบไหนที่ถูกหรือผิดไปเสียหมด
เพราะขนาดนักภาษาศาสตร์อย่างราชบัณฑิตเอง ก็ดูเหมือนจะยังไม่สามารถหานิยามที่เหมาะที่ควรให้กับคำไทยแท้สะกดง่ายเช่นนี้ โดยปัจจุบันก็ยังไม่มีการบัญญัติความหมายของคำนี้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต
ราชบัณฑิตยสถาน ที่มีอีกหนึ่งสถานะการันตีคือ นายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย อย่าง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ได้บอกถึงความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ในคำว่า "ก่อการร้าย" ว่าเป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก เดิมทีเป็นคำที่มักใช้กับเหตุการณ์ขนาดใหญ่ และเป็นเรื่องระหว่างประเทศ แต่เมื่อจู่ๆ รัฐบาลนำมาใช้เป็นข้อกล่าวหากรณีส่วนหนึ่งของความรุนแรงระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงว่าอยู่ในขั้น "ก่อการร้าย" นั้น ก็ทำเอาราชบัณฑิตต้องมาทบทวนกันเสียใหม่ และเห็นพ้องว่าถึงเวลาที่จะต้องมีการให้ความหมายที่ชัดเจนแก่คำว่า "ก่อการร้าย" เพื่อการนำมาใช้ที่ถูกต้องและไม่ให้เกิดความสับสนกันเสียที
และไม่ใช่เพียงแต่นักภาษาศาสตร์เท่านั้นที่ยังไม่สามารถเคาะแป้นพิมพ์ความหมายของ "ก่อการร้าย" ได้อย่างเป๊ะๆ เพราะจนถึงวันนี้โลกเราก็ยังไม่มีนิยามของการก่อการร้ายนิยามใดเป็นที่ยอมรับกันเป็นการสากล
สกล หาญสุทธิวารินทร์ คอลัมนิสต์ "ค้าๆขายๆกับกฎหมายธุรกิจ" เจ้าของบทความเรื่อง "คดีก่อการร้าย" ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 8 มิถุนายน 2553 บอกว่า แม้กระทั่งองค์การสหประชาชาติเองก็ยังไม่สามารถตกลงกำหนดคำนิยามของคำว่าก่อการร้ายได้ โดยคำนิยามที่หน่วยงานบางแห่งหรือตามพจนานุกรมหรือสารานุกรมบางฉบับที่มีการกำหนดไว้นิยามไว้นั้นก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียด อาทิ
พจนานุกรมทางทหารของสหรัฐอเมริกา ให้ความหมายว่า คือ การใช้กำลังหรือคุกคามจะใช้กำลังตามแผนการที่วางไว้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกกลัว โดยเจตนาบังคับขู่เข็ญรัฐบาลหรือชุมชน เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองศาสนาหรือแนวคิดของตน
สารานุกรมกฎหมาย (Law Encyclopedia) บอกว่าก่อการร้าย คือ การใช้กำลังหรือความรุนแรงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน เพื่อบังคับขู่เข็ญรัฐบาล ประชาชนพลเมือง เพื่อให้บรรลุผลถึงจุดมุ่งหมายทางการเมืองหรือสังคม
แม้ว่าคำนิยามของการก่อการร้ายของแต่ละแห่งจะแตกต่างกัน แต่คอลัมนิสต์คนดังกล่าว ก็สรุปรวมสาระสำคัญที่อาจถือได้ว่ามีความหมายร่วมกันว่า ก่อการร้าย คือ การใช้กำลังหรือคุกคามจะใช้กำลัง ให้เกิดความกลัวในหมู่ประชาชน มุ่งหมายบังคับขู่เข็ญรัฐบาลหรือสังคม เพื่อบรรลุเป้าหมายตามแนวคิดของตน
วิเชียร ปรีชาธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาบริหารงานยุติธรรมและความปลอดภัย ภาควิชารัฐศาสตร์ฯ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ อธิบายถึงนิยามของการก่อการร้าย โดยตีความผ่านคำแปลของพจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด ที่บอกว่า การก่อการร้ายคือ "องค์กรลับหรือองค์กรระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายเพื่อบังคับรัฐบาล ด้วยการกระทำที่ใช้ความรุนแรงต่อรัฐบาลนั้น หรือสมาชิกของรัฐนั้น" ได้ว่า..
การก่อการร้าย คือ การกระทำที่เป็นการข่มขู่รัฐ และส่งผลต่อคนจำนวนมาก โดยสิ่งที่ผู้ก่อการร้ายใช้เป็นเครื่องมือ คือ กิจกรรมที่ใช้ความรุนแรง ผิดศีลธรรม ตัวอย่างเช่น สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
“เราจะเห็นว่ามีลักษณะของการเป็นผู้ก่อการร้ายเพราะมีเรื่องของเป้าหมายที่มุ่งต่อรัฐ กดดันหรือข่มขู่รัฐบาลไทย โดยใช้ความรุนแรงคือการวางระเบิด ฆ่า และ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ส่วนต่างประเทศนั้น ก็ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มก่อการร้ายอัลเคด้า”
ทั้งนี้ อ.วิเชียร บอกว่า องค์ประกอบของการก่อการร้าย จะต้องมีทั้งเป้าหมาย และ ความรุนแรงประกอบกัน
"บางครั้งต้องการต่อต้านรัฐบาลแต่วิธีการทำไปโดยสันติก็ไม่ถือว่าเป็นการก่อการร้าย แต่เมื่อใดที่วิธีการรุนแรง ผิดศีลธรรม และเป้าหมายเพื่อข่มขู่หรือต้องการให้รัฐบาลทำตามข้อเรียกร้องนั้นก็เข้าข่ายการก่อการร้ายได้"
นอกจากนี้ อ.วิเชียร ยังได้อธิบายต่อถึง 6 ลักษณะสำคัญของการก่อการร้าย ซึ่งอ้างอิงจาก Gwynn Nettler อาจารย์ Department of Sociology, University of Alberta บอกว่าจะต้องประกอบด้วย No rules คือไม่มีกฎ No innocents คือ ไม่ซื่อ เพราะผู้ก่อการร้ายมักใช้ระบบไม่ยุติธรรม Economy ก่อการร้ายด้านเศรษฐกิจ Publicity พยายามใช้สื่อในการแสดงวิธีการก่อการร้ายต่างๆ Individual therapy เป็นการกระทำเพื่อบำบัด หรือเพื่อหาความยุติธรรมสำหรับเป้าหมายของพวกเขาเอง และ Varied objectives เป็นธรรมดาเมื่อสมาชิกในกลุ่มผู้ก่อการร้ายจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน
สำหรับที่เกิดขึ้นแล้วในเมืองไทยและเรียกว่าเป็นการก่อการร้ายอย่างชัดแจ้ง ก็ได้แก่ขบวนการก่อการร้ายใน 3 ชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อถามถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
"ถ้ารัฐบาลไทยยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายได้ โดยกฎหมายไม่สามารถถูกนำมาใช้ หรือ ประชาชนยังไม่มีความเคารพในตัวกฎหมาย สังคมยังไร้ระเบียบ ตกอยู่ในสภาวะ Anomie (ขาดศีลธรรม) ดังที่ผ่านมา โอกาสที่การก่อการร้ายจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นนั้นมีแน่นอน โดยประเทศไทยเองก็อาจเป็นเครือข่ายย่อยๆ ขององค์กรการก่อการร้ายข้ามชาติได้เช่นกัน" คือ คำตอบของ อ.วิเชียร ที่ทิ้งไว้ให้คิดต่อ
ก่อการร้าย Vs วิชาชีพ
ระหว่างที่ชาวบ้านและนักวิชาการ นั่งขบคิดตีความถึงความหมายของคำว่า การก่อการร้าย สถาปนิก อย่าง วิญญู วานิชศิริโรจน์ ก็กำลังขบคิดถึงความหมายของการก่อการร้าย เพื่อจะได้ออกแบบอาคารป้องกันเหตุการณ์ความสูญเสีย
"ถ้าอยากจะจับโจร ก็ต้องคิดแบบโจร" วิญญู กล่าว พร้อมกับสวมวิญญาณโจรก่อการร้าย เพื่อคิดและจำลองรูปแบบความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับตัวอาคารได้
โดยวิธีที่ให้ผลดีที่สุด คือ ต้องป้องกันเสียตั้งแต่เริ่มออกแบบอาคาร หรือพูดง่ายๆ ก็คืออาคารสร้างใหม่ ส่วนอาคารที่สร้างแล้วและต้องการจะปรับเปลี่ยนหรือใช้มาตรการต่างๆ เพิ่มเติมนั้นก็สามารถทำได้ แต่ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และ อาจได้ผลไม่เท่าการออกแบบเพื่อป้องกันไว้ตั้งแต่แรก
พร้อมกันนี้วิญญูยังบอกอีกว่า ควรมีการแบ่งระดับประเภทของอาคารที่ต้องมีการวางแผนและออกแบบเพื่อป้องกันการก่อการร้ายตามความเสี่ยง ออกเป็น 4 ระดับ
อาคารที่เสี่ยงมากที่สุด คือ อาคารที่หากเสียหายแล้วจะสร้างแรงกระเพื่อมที่รุนแรง โดยยิ่งเสียหายมาก ชื่อเสียงขององค์การหรือกลุ่มก่อการร้ายนั้นๆ ก็จะยิ่งดังมากตามมา ชนิดของอาคารที่ว่า คือ สถานีขนส่งสาธารณะ อาทิ สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีรถโดยสารขนาดใหญ่ สถานีรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดิน ฯลฯ
อาคารที่มีความเสี่ยงเป็นลำดับที่สอง คือ สถานที่ราชการต่างๆ อาทิ ศาลากลางจังหวัด สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง และหมายรวมถึงอาคารที่เกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารต่างๆ เช่นสถานีโทรทัศน์ ซึ่งวิญญู ยกตัวอย่างการที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ถูกเผานั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่อยู่ใกล้กันกลับไม่ได้รับอันตรายใดๆ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะการออกแบบที่คิดมาแล้วเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายนั่นเอง
อาคารที่มีความเสี่ยงระดับสาม คือ อาคารใหญ่ และ อาคารสูง ซึ่งโดยมากก็คือ อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ยิ่งขนาดใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกใจผู้ก่อการร้ายมากเท่านั้น ส่วนลำดับสุดท้ายก็คืออาคารทั่วไป และบ้านเรือนประชาชน ที่ไม่ใช่เป้าหมายโดยตรง
ทั้งนี้เมื่อลงรายละเอียดเกี่ยวกับการออกแบบนั้น วิญญู บอกว่าเป็นเรื่องไม่ตายตัว ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหลายๆ อย่าง แต่ก็อาจยกตัวอย่างจำลองสถานการณ์การเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ได้ว่า หากอาคารดังกล่าวได้มีการเพิ่มระยะห่างในการเข้าถึงอาคาร ให้มีทางเบี่ยงไม่ให้เป็นเส้นตรงเข้าสู่อาคารได้โดยง่าย(เกินไป) และ ทำทางลาดเอียงเพียงเล็กน้อย น่าจะป้องกันการเข็นยางรถยนต์ขึ้นไปเพื่อใช้เผาอาคารได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยคนร้ายก็ต้องเสียเหงื่อไม่น้อยกว่าจะดำเนินการสำเร็จ
“แต่ในความเป็นจริงแล้ว แผนการก่อการร้าย ไม่ได้สำเร็จรูป และ ตื้น อยู่แค่นั้น เพราะคนโฉดชั่วที่แท้จริงมักเป็นคนเจ้าปัญญา ดังนั้นวิธีป้องกันที่ว่าจึงได้ผลเพียงทำให้ คนร้ายทำงานได้ยากขึ้นเท่านั้น” วิญญู ฝากเอาไว้
..............................................
ก่อการร้ายของเพื่อน (พม่า)
"ผมมองถึงการเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับสถานที่ราชการ สถานที่สาธารณะ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อย่างในปากีสถานที่มีการโจมตีป้อมตำรวจ การวางระเบิดรถไฟใต้ดินในลอนดอน หรือสถานที่ที่มีคนอเมริกันอยู่เยอะๆ เพราะตอนนี้ ผมว่าอเมริกาน่าจะเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ในโลก สำหรับกลุ่มก่อการร้าย หรือที่อินโดนีเชีย ก็มักจะเหตุการณ์ไม่ปกติ เกิดขึ้นกับโรงแรมต่างๆ เพราะความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนรวยกับคนจน
ในพม่าเองการโจมตีต่างๆ แต่ไม่ได้เรียกว่าเป็นการก่อการร้าย มันคือการจู่โจมจากฝ่ายตรงข้าม หรือ อย่างกรณีการชุมนุมในประเทศไทย (ทั้งเหลือง และแดง) ผมว่าก็ไม่ใช่ก่อการร้ายนะ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันมาจากการที่ผู้คนออกมาแสดงพลัง หรือเรียกร้องอะไรบางอย่างซึ่งอาจทำไปตามอารมณ์ขณะนั้น ไม่เหมือนอย่างที่บินลาเดนตอบโต้อเมริกา” หม่อง (นามสมมติ) นักเคลื่อนไหวชาวพม่า
Tags : ก่อการร้าย • ศ.กิตติคุณ กาญจน นาคนันท์ • สกล หาญสุทธิวารินทร์ • วิเชียร ปรีชาธรรมวงศ์ • วิญญู วานิชศิริโรจน์

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น