แวดวงเพลงทั่วโลกกำลังมีผู้ประกอบการเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งบ่งบอกถึงทิศทางอันตีบตันของวัฒนธรรมการฟังเพลง...
... "จุดประกาย” เดินทางติดตามร่องรอยของกระแส “เร็คคอร์ด สโตร์ เดย์” ในสหรัฐอเมริกา เพื่อสำรวจดูว่าใกล้ถึงวันล่มสลายของอุตสาหกรรมดนตรีแล้วหรือ
-1-
“ทุกครั้งที่ผมขับรถไปดาวน์ทาวน์ดิสนีย์ ผมจะแวะร้านเวอร์จิน (virgin) เมกะสโตร์เพื่อมองหาอัลบั้มออกใหม่ แล้วซื้อติดมือกลับมาทุกครั้ง ผลปรากฏว่า การเดินทางไปครั้งหลัง ผมแทบช็อค ! เวอร์จินเมกะสโตร์ที่นั่นปิดตัวลงแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับวงการเพลง ? ทุกอย่างดูหดหู่ลงเรื่อยๆ ทุกอย่างดูไร้ความหวังลงทุกที” พลวิทย์ โอภาพันธุ์ นักแซ็กโซโฟน เริ่มต้นบอกเล่าถึงประสบการณ์ของเขากับทริปไปฟลอริดาเที่ยวล่าสุด
ไม่เพียงร้านทุนยักษ์อย่าง “เวอร์จิน” เท่านั้น แม้กระทั่ง ร้านเชนสโตร์ทรงอิทธิพล อย่าง “บอร์เดอร์ส” และ “บาร์นส์ แอนด์ โนเบิล” ซึ่งเน้นขายสินค้าจำพวกหนังสือ ซีดี ดีวีดี ซอฟ์แวร์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ค่อยๆ ลดพื้นที่จำหน่าย “ซีดีเพลง” ลงอย่างต่อเนื่อง จนลูกค้าสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ว่า พวกเขาเลิกสต็อกซีดีเพลง โดยเฉพาะซีดีเพลงที่สะท้อนถึงรสนิยมอันเลิศหรู ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสหรัฐอเมริกาเท่านั้น หากเป็นไปในทุกสาขาทั่วโลก รวมทั้งฮ่องกง และ สิงคโปร์
ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา เฉพาะในสหรัฐอเมริกามีร้านค้าซีดีปิดตัวไปแล้วอย่างน้อย 540 ร้านด้วยกัน !
ประจักษ์พยานที่ตอกย้ำความเป็นจริงของสถานการณ์นี้ คือหนังสือ Last Shop Standing: Whatever Happened to Record Shops ที่เขียนโดย แกรห์ม โจนส์ หนึ่งในผู้ประกอบการเดนตาย ผู้ก่อตั้ง Proper Records ที่ผ่านประสบการณ์จัดจำหน่ายร่วมกับธุรกิจค้าปลีกร้านซีดีเพลงอิสระทั้งหลาย ข้อเขียนในหนังสือยังผนวกรวมประสบการณ์ของเขาในการเดินทางเยือนร้านซีดีเพลงที่เขาชื่นชอบ พร้อมๆ กับการมองเห็นอนาคตที่ดับสูญรออยู่เบื้องหน้า
อย่างที่ คมสัน นันทจิต กล่าวกับ "จุดประกาย" หนังสือเล่มนี้อ่านสนุก ให้ข้อมูลระดับลึกลงถึงรากหญ้า และให้กลิ่นอายตามคำรำพันของ นิค ฮอร์นบี ในวรรณกรรมเรื่อง Hi-Fidelity อย่างไรอย่างนั้น
-2-
การล่มสลายของร้านซีดีในสังคมอเมริกัน ส่งผลกระทบต่อบรรดามิตรรักแฟนเพลงที่เป็นลูกค้า ไม่แตกต่างจากคอกาแฟที่ตื่นเช้าขึ้นมาในวันหนึ่ง แล้วประสบพบว่าร้านกาแฟประจำหรือมุมกาแฟสุดโปรดของตนเอง ต้องปิดตัวลง ไม่สามารถให้บริการได้ดังเดิม
สำหรับสังคมไทย ประสบการณ์ที่ว่าอาจแตกต่างกันไป หากเปรียบเทียบกับยุคสมัยหนึ่งที่เคยมีร้านเทปเพลงอยู่ตามหัวมุมถนน เราคงเคยผ่านบรรยากาศแบบนั้นไปแล้ว เหลือเพียงความทรงจำที่มีต่ออดีตอันงดงาม เช่นเดียวกันกับที่ นิติพงษ์ ห่อนาค เคยหวนรำลึกถึงวันวานแสนงามของค่ายแกรมมี่ที่ยอดขายอัลบั้มแต่ละชุด ต้องมีอย่างน้อย 5 แสนก็อปปี้ ศิลปินคนไหนมียอดขายน้อยกว่านั้น ก็ไม่มีนักแต่งเพลงคนไหนอยากทำงานด้วย
ยุคนั้น ศิลปินดาราต้องเดินสายไปแจกลายเซ็นต์กันตามร้านเทปทั่วทุกภาคทุกจังหวัดกันเลยทีเดียว
มาในวันนี้ ยอดขายอัลบั้มเพียง 3 หมื่นชุดของวงการเพลงไทย ก็นับว่าหรูเลิศมากแล้ว
แต่เนื่องจากร้านค้าซีดีเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการฟังเพลง ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา จึงมีความพยายามของบุคคลหลายฝ่ายในสหรัฐออกมารณรงค์เพื่อกระตุ้นให้คนฟังเพลงมีจิตสำนึกและร่วมกันรักษาร้านค้าปลีกซีดีของตนไว้ นำโดย คริส บราวน์ ลูกจ้างของเชนสโตร์ที่ชื่อว่า "บูล มูส" ซึ่งผลปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด โดยมีอีกหลายพลังร่วมแรงร่วมใจ
"เร็คคอร์ด สโตร์ เดย์" (Record Store Day) หรือวันร้านค้าปลีกเพลง กำหนดให้มีขึ้นทุกเสาร์ที่ 3 ของเดือนเมษายน มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 และเพิ่งผ่านการจัดงานครั้งที่ 3 ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา
แนวคิดในการทำ "วันพิเศษ" นี้ เพื่อให้คอเพลงทุกคนต่างเล็งเห็นความสำคัญของ "กลไกทางวัฒนธรรมเล็กๆ " นี้ และร่วมกันอุดหนุนเพื่อให้อยู่รอด โดยทุกคนต่างออกมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อซีดี, แผ่นเสียง ในวันนั้นยังมีการออกซิงเกิลเฉพาะกิจ มีศิลปินชื่อดังจากค่ายต่างๆไปปรากฏตัว แสดงสด หรือแจกลายเซ็นต์ตามร้านต่างๆ ในเครือข่าย รวมไปถึงการเพนท์ตัว, ทำสีผม, พาเหรด, ดีเจ ฯลฯ
ปีนี้ กลุ่มศิลปินร็อคระดับซูเปอร์กรุ๊ป อย่าง เดม ครูกด์ วัลเจอร์ส (Them Crooked Vultures) ทำหน้าที่ "ทูต" ของงาน พวกเขาออกแผ่นไวนิลขนาด 10 นิ้วที่ดูเท่มาก นอกจากนี้ยังมีศิลปินอังกฤษ เบลอร์ (Blur) ที่เพิ่งกลับมารวมตัวกันใหม่ ก็มีซิงเกิล "Fool's Day" ออกมาเป็นซิงเกิลแรกนับจากปี 2003 เป็นต้นมา
ในวันเดียวกัน วงร็อคอัลเทอร์เนทีฟรุ่นใหญ่อย่าง เดอะ สแมชิง พัมกินส์ (The Smashing Pumpkins) สร้างความเกรียวกราวด้วยการแสดงสดที่ร้านซีดี "อะมีบา" บนถนนคาฮึงกา ฮอลลีวูด ลอสแองเจลิส เช่นเดียวกับศิลปินอีกนับไม่ถ้วนที่กระจายไปทำกิจกรรมต่างร้านรวงต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ผนวกด้วยผลงานเฉพาะกิจแบบ "ลิมิเต็ด เอดิชั่น" ตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง เดอะ โรลลิง สโตนส์, บรู้ซ สปริงสทีน จนถึง มิวส์, กอริลลาซ์ เลยทีเดียว
-3-
การดำรงอยู่ของร้านค้าซีดี มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมการฟังเพลงร่วมสมัยไม่มากก็น้อย ดังที่ ธานี โหมดสง่า บรรณาธิการนิตยสาร GM2000 เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การฟังเพลงจากฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุไฟล์ขนาดๆ ใหญ่เป็นร้อยๆ กิ๊กถึง 1 เทราไบท์ เอาเข้าจริงๆ แม้จะมีปริมาณมากมาย แต่ผู้ฟังอาจจะไม่มี "โฟกัส" ในการฟังแน่นอน ทำให้คุณภาพการซึมซับเนื้อดนตรี และสุนทรียรสของเสียงเพลงลดลง
"ฟังเพลงด้วยการเปิดผ่านคอมพิวเตอร์ ปล่อยให้เพลงไหลไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดสนใจหลัก ไม่มีอะไรให้อ่าน แม้จะเป็นการฟังเพลงที่ให้ความสะดวก แต่การได้รับสารของเพลงอาจจะแตกต่างจากการที่เราหยิบปกซีดี หรือปกแผ่นเสียงมานั่งอ่านไปฟังไป"
ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีนักฟังเพลงจำนวนไม่น้อยที่พึงพอใจกับการจับต้องแผ่นเสียงและแผ่นซีดี จนเกิดเป็นวัฒนธรรม "ตามล่าเพลงสุดขอบฟ้า" ขึ้นมา ยิ่งเมื่อร้านค้าซีดีล้มหายตายจากไป การรู้แหล่งซื้อหาซีดีหรือแผ่นเสียงจึงกลายมาเป็น "ลายแทงขุมทรัพย์" ที่นักเลงเพลงหวังว่า จะได้ไปเจอผลงานที่แสวงหามานาน
คมสัน นันทจิต หนึ่งในนักเล่นแผ่นเสียงและซีดี บอกกับ "จุดประกาย" ว่า B2S และร้านโดเรมี สยามสแควร์ ยังเป็นทางเลือกลำดับแรกๆ ของเขา ขณะที่คอเพลงในบ้านเราบางส่วนเลือกไปร้าน "แกรโมโฟน" บนสยามพารากอน และอีกไม่น้อยชอบไปขุดหาแผ่นมือสองในย่านฟอร์จูนทาวน์ และห้างบางลำภู งามวงศ์วาน
จากการสำรวจของ "จุดประกาย" ในสหรัฐอเมริกา หลังวัน "เรคคอร์ด สโตร์ เดย์" มีร้านค้าที่รวบรวมสินค้าเพลง ตั้งแต่แผ่นเสียง, เทปแคสเซ็ต, ซีดี และ ดีวีดี (รวมหนังด้วย) ซึ่งยืนหยัดท่ามกลางมรสุมแห่งความเปลี่ยนแปลง และยังมีทีท่าว่าจะไปรอดอยู่หลายร้านด้วยกัน
นี่คือรายชื่อร้านค้าที่เป็นเสมือน "ขุมทรัพย์" ให้มิตรรักแฟนเพลงไปตามล่า และยังคราคร่ำไปด้วยลูกค้าขาประจำหลากวัย
1. Amoeba ตั้งอยู่ที่ 6400 ถนนคาฮึงกา ย่านซันเซ็ทบูเลอวาร์ด ในลอสแองเจลิส มีขนาดใหญ่สุด ตามมาด้วยสาขาซานฟรานซิสโก ที่มีขนาดเล็กกว่า และสาขาเบิร์คลีย์ จุดเด่นของ "อะมีบา" อยู่ตรง "บ็อกเซ็ท" ของศิลปินทุกแนวทั้งแจ๊สและร็อคที่หาได้ยาก
2. The Record Exchange ตั้งอยู่ที่ 5320 แฮมพ์ตัน แอเวอนู ในเมืองเซนต์หลุยส์ มิสซูรี จุดเด่นอยู่ตรงเป็นร้านขายแผ่นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ทุกแนวทุกสไตล์ โดย บ๊อบ ผู้ดูแลร้านบอกกับเราว่า "ที่นี่เป็นการรวมตัวของ 9 ร้านย่อยมารวมไว้ในที่สุดเดียวกัน" อย่าพลาดไปชมห้องน้ำที่บุด้วยแผ่นเสียงทุกมุมตั้งแต่ผนังยันเพดาน !
3. Jazz Record Mart ตั้งอยู่ที่ 27 ถนนอีตส์อิลลินอยส์ เมืองชิคาโก ถือเป็นร้านที่รวมแผ่นแจ๊สที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในเมืองอันเป็นที่ตั้งของนิตยสาร "ดาวน์ บีท" นอกจากซีดี แผ่นเสียง และ ดีวีดี แล้ว ร้านนี้ยังมีคอลเลคชั่นของหนังสือดนตรีและเสื้อยืดที่หลากหลายมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งด้วย
4. Rasputin ตั้งอยู่ในหลายเมืองทางฝั่งเวสต์โคสต์ เช่น สต็อคตัน, ซานฟรานซิสโก, เมาเทนวิว, เบิร์คลีย์ ถือเป็นร้านที่มีความหลากหลายที่สุดอีกแห่งหนึ่ง
เป็นที่สังเกตว่าร้านเหล่านี้ มักเป็นร้านค้าปลีกอิสระ (อาจจะไม่สาขาไม่มากนัก) มากกว่าเชนสโตร์, พนักงานในร้านมีความรู้ด้านดนตรี "ดีกว่า" ร้านเชนสโตร์หรือโมเดิร์เทรดอย่างเห็นได้ชัด (บางคนเป็นนักศึกษาเอกดนตรี) และมักขายอัลบั้มออกใหม่มือหนึ่งควบคู่ไปกับขายแผ่นมือสอง โดยรับซื้อ แลกเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้า
ในอนาคตที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถหาฟังหาเสพได้ เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านการดาวน์โหลดด้วยอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แต่บางส่วนของร้านค้าเหล่านี้สามารถหยัดยืนต่อไปได้อย่างแน่นอน เพราะยังมีคนฟังบางกลุ่มที่ชื่นชอบการฟังเพลงในรูปแบบที่ "จับต้องได้" เพราะสำหรับพวกเขา ผลงานเหล่านี้ไม่แตกต่างจาก "ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า" เท่าใดนัก
..............................................................
วัฒนธรรมการฟังเพลงในอนาคต
ตัวเลขของ IFPI รายงานการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีโลกเมื่อต้นปี 2010 ว่าเป็นไปตามความคาดหมายของหลายฝ่าย เมื่อยอดขายดนตรีโดยรวมทั่วโลกตกลงอีก 10 เปอร์เซนต์ในปี ค.ศ.2009 และตกลงถึง 30 เปอร์เซนต์เมื่อนับจากปี ค.ศ.2004 ทั้งนี้เป็นผลมาจากการดาวน์โหลดอย่างผิดกฎหมายที่ขยายวงกว้างขึ้น ครอบคลุมถึงพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดเดิม ทั้งในส่วนของดาวน์โหลดที่ถูกกฎหมายและสินค้าจำนวน physical (ซีดี , ดีวีดี)
อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นข่าวร้ายสำหรับคนในวงการเพลง แต่มีแนวโน้มด้านบวกเช่นเดียวกัน เมื่อมากกว่า 25 เปอร์เซนต์ของรายได้โดยรวม มาจากยอดขายดิจิตัล (เช่น ดาวน์โหลด) ซึ่งนั่นหมายความว่า หนทางใหม่ๆ ในการหารายได้ของอุตสาหกรรมนี้กำลังขยับขยายไปได้ แทนที่จะขายเพียง physical product อย่างเดียว
แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ดีว่า การขายดิจิตัลดาวน์โหลดจะเป็นความหวังได้จริงหรือไม่ เพราะอัตราการเติบโตของยอดดาวน์โหลดลิขสิทธิ์ที่เคยมาแรงในช่วง 2-3 ปีเริ่มมีทิศทางถดถอยลง และดูท่าว่าจะสู้ดาวน์โหลดผีไม่ได้ ดังเห็นจากตัวเลขดาวน์โหลดลิขสิทธิ์ที่โตขึ้นราว 12 เปอร์เซนต์ ในปี 2009 ขณะที่เคยเติบโตถึง 25 และ 30 เปอร์เซนต์ในปี ค.ศ.2008 และ 2007 ตามลำดับ
อย่างที่ ประธาน IFPI จอห์น เคนเนดี ให้สัมภาษณ์ "รอยเตอร์" ไว้ ปีที่ผ่านมาเป็นปีทองของการให้บริการสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้านวิทยาการและธุรกิจดิจิตัล แต่ในเวลาเดียวกัน ปัญหาหลักยังอยู่ตรงการเผชิญหน้ากับบรรดาผีๆ ทั้งหลายที่ยังไม่หนีหายไปไหน
แน่นอนคนในอุตสาหกรรมเพลงต่างเฝ้าหวังว่า คงมีสักวันที่การเพิ่มขึ้นของรายได้ของธุรกิจดิจิตัล จะสามารถมาทดแทนรายได้ของยอดขายซีดีที่ร่วงหล่นลงเรื่อยๆ (จาก 8 เปอร์เซนต์ในปี ค.ศ.2007 , 7 เปอร์เซนต์ในปี ค.ศ.2008 และลงอีก 10 เปอร์เซนต์ในปีที่ผ่านมา) เพียงแต่ถึงวันนี้มันยังไม่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง
ยิ่งกว่านั้น ว่ากันว่าที่ผู้คนกำลังดาวน์โหลดเพลงฟังผ่านทางอินเตอร์เน็ตทุกวันนี้ เป็น "ผี" เสีย 95 เปอร์เซนต์ หมายความว่าคนฟังเพลงในกลุ่มนี้ แทบไม่เคยจ่ายค่าลิขสิทธิ์จากมันสมองของนักดนตรีเลย
หากมองในภาพรวม สถานการณ์ในหลายประเทศที่มีวัฒนธรรมการฟังเพลงเข้มแข็ง และเคารพต่อทรัพย์สินทางปัญญา การแพร่หลายของไฟล์เพลงดิจิตัลคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ในอีกหลายๆ ประเทศ สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงไม่น้อย แม้กระทั่งบางประเทศในยุโรป เช่น สเปน ที่มียอดรายได้จากการขายเพลงตกลงถึง 17 เปอร์เซนต์ในปีที่ผ่านมา และยอดขายรวมหดหายเหลือเพียง 1 ใน 3 ของรายได้ที่เคยได้รับในปี ค.ศ.2001
ส่วนที่ญี่ปุ่นก็น่าจับตามองไม่น้อย เพราะเดิมที ที่นี่มีตลาดเพลงดิจิตัลที่เข้มแข็ง แต่ยอดขายดิจิตัลในครึ่งปีแรกของ ค.ศ.2009 กลับทรงตัว ขณะที่ยอดขายซีดีร่วงไปถึง 20 เปอร์เซนต์ ! ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าทำความเข้าใจอย่างยิ่ง
มีการวิเคราะห์ว่าน่าจะมาจาก "ผี" ที่กระทำผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ก็ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ที่ญี่ปุ่นเผชิญอยู่
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมเพลงคงต้องเดินหน้าการให้บริการเพลงดาวน์โหลดกันต่อไป โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการทั่วโลกกว่า 400 ราย และมีเพลงที่พร้อมจะให้ดาวน์โหลดทั่วโลกถึง 11 ล้านเพลงเลยทีเดียว
นอกจาก Itune Store ของแอปเปิลแล้ว ต่อไปเราคงจะได้เห็นรายใหญ่ๆ ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น อย่าง Spotify หรือในบ้านเรากำลังมีการรวมตัวของบริษัทชั้นนำในชื่อ Music One ซึ่งน่าจับตาว่าจะตอบสนองความต้องการของคนฟังกลุ่มต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด
ในเมื่อร้านซีดีล้มหายตายจากกันเป็นแถว ส่วนร้านที่ยังมีอยู่ก็ไม่มีทางเลือกหลากหลาย ค่ายเพลงเลือกออกเฉพาะเพลงตลาด บุคลากรในแวดวงดนตรีบ้านเราเอง ตั้งแต่คนค่ายเพลงยันคนขายหน้าร้าน ก็แทบจะไม่มีความรู้มากพอจะให้คำแนะนำนักฟังได้ ครั้นจะไปหาช่องทางจ่ายเงินดาวน์โหลดในเน็ตก็ยังถูกปิดกั้น ดังนั้น ทางออกของคนฟังเพลงที่มุ่งสู่การแบ่งปันกันฟัง หรือที่เรียกกันว่า "การละเมิด" นั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงได้
Tags : เร็คคอร์ด สโตร์ เดย์ • สหรัฐอเมริกา • คมสัน นันทจิต • ธานี โหมดสง่า • พลวิทย์ โอภาพันธุ์






ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น