กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 7 มิถุนายน 2553 01:00

'ดอกหญ้า' ปลิวไปตามลม...

ปกิภาณ จันทร์แก้ว

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เพื่อนร่วมกองเพลิงน้อยใหญ่ ถูกพูดถึงถี่ยิบ บ้างมีเฟซบุ๊คให้กำลังใจหรือไม่ก็ไว้อาลัยกันสุดซึ้ง แต่ร้านหนังสือดอกหญ้าที่วอดทั้งหลังกลับเงียบ..

ปี 2532 อาคารสูง 4 ชั้นของร้านหนังสือ "ดอกหญ้า" ได้เปิดพื้นที่ให้กับคนรักหนังสือย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้เข้ามาผูกพันตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีรถไฟฟ้าตัดผ่าน ขนาดและความโอ่โถงของร้านเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าในอดีตนั้น ร้านหนังสือดอกหญ้าเคยเฟื่องฟูมากแค่ไหน ก่อนที่ในวันนี้จะเหลือเพียงซากเถ้าถ่านของอาคารที่ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า
 

เป็นเวลากว่า 21 ปีที่ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นทั้งที่นัดพบ พักผ่อน ฆ่าเวลา หรือฝากกระเป๋าของเด็กนักเรียนมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น

 "ไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น"

 ถึงร้านจะเปลี่ยนสภาพเป็นซากเถ้า พอเห็นเค้าโครงสร้าง(บ้าง) แต่ ปฏิภาณ จันทร์แก้ว ก็ยังรู้สึกเช่นนั้น

 ปฏิภาณ เป็นกรรมการบริษัท เดอะ บุ๊คส์ เลิฟเวอร์ จำกัด และบรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ผู้บริหารเจเนอเรชั่นสองของร้านหนังสือดอกหญ้าทั้งหมด 9 สาขา รวมถึงร้านดอกหญ้าสาขาใหญ่แห่งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  

 

เวลามีข่าวออกไปส่วนใหญ่จะพูดถึงห้างเซ็นเตอร์วันเป็นหลัก แต่ไม่ค่อยเอ่ยถึงร้านดอกหญ้าเท่าไรนัก?
 

คงเป็นเพราะเซ็นเตอร์วันจะมีผู้ประกอบการรายย่อยรายน้อยเยอะมากประมาณ 300 กว่าราย กระทบพันกว่าชีวิต แต่ว่าอาคารของดอกหญ้าเองมีผู้ประกอบการแค่ 5-6 รายเท่านั้นเอง คือจะมีร้านหนังสือดอกหญ้า ร้านวัตสัน ร้านเซเว่นฯ ร้านตัดผม ร้านขายเสื้อผ้า จะมีอยู่แค่ 5-6 รายเท่านั้น เพราะฉะนั้นคนเดือดร้อนเขาเยอะกว่า แต่ถ้าพูดถึงมูลค่าความเสียหายของเราเสียหายเยอะมาก

 

ประเมินจากความเสียหายรวมเป็นมูลค่าเท่าไร

 เฉพาะตึกมูลค่าประมาณ 70 ล้านบาท ส่วนมูลค่าหนังสือและทรัพย์สินที่อยู่ข้างในร้านหนังสือดอกหญ้า ประมาณ 20 กว่าล้านบาท ไม่รวมรายอื่นอีก 5-6 รายที่กล่าวมา เพราะตัวตึกสร้างขึ้นมา 4 ชั้น และทั้ง 4 ชั้นเป็นร้านหนังสือทั้งหมด พื้นที่ประมาณ 1,200 ตารางเมตร ซึ่งเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในสมัยนั้น คือสร้างขึ้นเมื่อปี 2532 และสาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นสาขาลำดับที่ 13 ทุกวันนี้ยังเป็นสาขาหลัก เรียกว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่เส้นหนึ่งของร้านหนังสือดอกหญ้าทีเดียว  สร้างรายได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งหมด

 

 
ทั้งๆที่ร้านดอกหญ้าไม่ได้เป็นเป้าหมายแต่ทำไมถึงถูกเผาได้

 คงเป็นเพราะชั้น 1 เราให้เซเว่นฯเช่าและสถานการณ์วันนั้นเริ่มจากผู้ชุมนุมบุกเซเว่นฯก่อน พอกระจกร้านแตกปุ๊บก็มีคนเข้าไปกวาดสิ่งของในเซเว่นฯไม่ว่าจะเป็นเหล้า บุหรี่ เบียร์ ทุกอย่างที่สามารถกวาดได้ (ยกเว้นหนังสือ) กวาดของใส่ถุงแล้วก็หิ้วออกมา เหมือนเพิ่งช็อปออกมายังไงยังงั้น เราก็ทำอะไรไม่ได้ พอกวาดของเซเว่นฯเสร็จ ตรงหน้าร้านจะมีตู้เอทีเอ็ม เขาก็เริ่มรื้อตู้เอทีเอ็ม 


 พอกวาดของทุกอย่างเสร็จก็เผาแล้วคราวนี้ มันเลยลุกลาม ทรัพย์สินสำคัญไม่สามารถเอาออกมาได้เลย เพราะไม่คิดว่าจะเผาลุกลามใหญ่โตขนาดนี้

 

ถ้านับเป็นจำนวนเล่มแล้วหนังสือโดนเผาไปประมาณเท่าไร?


 เกือบแสนเล่มและเป็นของสำนักพิมพ์อื่นทั้งนั้น ตอนนี้ต้องรอฟังว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือเรายังไง แล้วจะคุยกับประกันภัยว่าจะจ่ายให้เราไหม เนื่องจากมีข้อยกเว้นว่า "สงคราม จลาจล และก่อการร้าย" ต้องคุยกับประกันภัย ตีความออกมาว่าจะจ่ายไหม แล้วจึงจะไปเจรจากับซับพลายเออร์ได้ว่าที่เราถูกเผาไปเกือบ 10 ล้านบาท จะสามารถจ่ายคืนได้เท่าไร

 คือช่วงสองสามวันแรกที่ร้านหนังสือดอกหญ้าถูกเผา ผมเบลอเลย ทำอะไรไม่ถูก ข่าวก็ออกว่าต้องไปคุยกับทางนั้นทางนี้ ไม่ว่าจะเป็น กทม.หรือ ศอฉ.และสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี

 สามวันแรกได้แต่ตั้งสติ รวบรวมเอกสาร พยายามฟังว่าความช่วยเหลือจะมาจากทางไหนบ้างแล้วไปติดต่อ ตอนนี้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นเริ่มมีส่งมาแล้ว ผมเชื่อว่าดอกหญ้าได้แล้ว คนอื่นๆ ต้องได้ด้วย แต่ว่าแค่นี้ยังไม่พอ ควรจะมีมาตรการช่วยเหลือขั้นที่สอง เพราะว่าสิ่งที่เสียไปมันเยอะมากเสียจนไม่อาจจะประเมินราคาได้ เบื้องต้นได้รับเงินช่วยเหลือ 50,000 บาท จากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และขอกู้กับธนาคารเอสเอ็มอีไป 1 ล้านบาท นอกนั้นจะมีอีก 10,000 บาทจากทางกรุงเทพมหานครแค่นั้น  

 

อีกกว่า 90 ล้านบาทที่หายวอดไปกับเปลวเพลิงจะมีใครรับผิดชอบอีกบ้าง

 ทางร้านเรามีทำประกันอัคคีภัยเอาไว้ แต่ว่าในประกันอัคคีภัยจะมีข้อหนึ่งที่บอกว่า "ยกเว้นเกิดภาวะสงคราม จลาจล และก่อการร้าย" ทีนี้เราได้พยายามติดต่อประกันและได้เข้ามาดูในเบื้องต้นแล้ว แต่ว่าต้องรอสำนักโยธาฯของ กทม.ที่จะเข้ามาเคลียร์ทุกอย่างเพื่อให้ประกันได้เข้ามาประเมินความเสียหายทั้งหมด สภาพตึกตอนนี้ชั้น 4 ถล่มลงมาแล้วเพราะว่าไฟมันเริ่มเผาตั้งแต่หนึ่งทุ่มจนถึงเช้าถึงเที่ยงอีกวันหนึ่งยังดับไม่ได้ ฉีดน้ำเข้าไปมันเป็นหนังสือทั้งนั้น เลยปะทุขึ้นมา

 

เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะสร้างตึกดอกหญ้าขึ้นมาใหม่?

 หวังว่าวันหนึ่งจะสามารถสร้างกลับคืนมาได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันมีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นระยะร่นของ กทม.หมายถึงตึกที่จะสร้างใหม่ต้องร่นเข้าไปจากถนนกี่เมตรๆ รวมถึงเรื่องเงินทุนที่จะได้ ฝ่ายไหนจะเป็นผู้ยื่นมือลงมาช่วยเหลือเรา ยังรออยู่ มันมีปัจจัยหลายเรื่องเลย


 อาจจะยังคงอยู่หรือว่าหายไปเลยตลอดกาล เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะระยะร่นของ กทม.จะทำให้ร้านที่เคยมีอยู่แค่นั้นแคบลงไปอีก พอคำนวณออกมาหรือถ้าสร้างขึ้นมาแล้วพื้นที่จะคุ้มกับการสร้างไหม คือหลังจากที่เราทำร้านหนังสือมาทุกสเกลตั้งแต่ร้านเล็กๆ จนถึงร้านใหญ่มาก การจะทำร้านหนังสือให้ประสบความสำเร็จคือการบริหารสินค้าบนชั้นหนังสือให้มีกำไรต่อตารางเมตรสูงที่สุด ปัจจุบันเลยไม่จำเป็นต้องมีร้านใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือครบทุกอย่าง แต่ต้องคำนึงว่าหนังสืออะไรควรมีในร้านหนังสือ หนังสืออะไรขายดี จะพยายามคัดเข้ามามากกว่า 

 

ปกติร้านดอกหญ้าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการวันละกี่คน?

 ประมาณ 3,000-4,000 คนต่อวันได้ เดินเข้าเดินออก เดินเข้าไปตากแอร์บ้าง เดินเข้าไปฝากกระเป๋าแล้วไปกินข้าวที่อื่น บางทีเด็กนักเรียนเอากระเป๋ามาฝากเสร็จก็ไป เย็นๆ ค่อยกลับมารับกระเป๋านักเรียนแล้วกลับบ้าน บางคนหอบของพะรุงพะรังมาฝากไว้เคาน์เตอร์แล้วก็ไปประชุมบ้างอะไรบ้าง เย็นๆ กลับมารับกระเป๋า เป็นที่ฝากกระเป๋า เป็นที่นัดเจอกัน เป็นที่อ่านหนังสือรอเพื่อฆ่าเวลา

 แต่ถือว่าเป็นสาขาที่มียอดขายสูงสุดตั้งแต่ดอกหญ้ามีสาขามา จะสร้างใหม่หรือไม่ คงต้องดูหลายๆ เหตุผลประกอบ คงต้องหาพันธมิตรมาช่วยฟื้นตรงนี้ขึ้นมา อาจจะเป็นวัตสันหรือเซเว่นฯ ถ้าประกันไม่จ่ายเราก็ลำบาก ต้องให้รัฐบาลมาเป็นตัวกลางเจรจาเพราะร้านค้าอย่างเราคงไม่มีใครไปทำประกันภัยจลาจล สงคราม ก่อการร้าย ทำประกันอัคคีภัยถือว่าดีที่สุดแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ร้านหนังสือดอกหญ้าเองเคยเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ถึงกับล้มละลายและครั้งนี้ก็โดนพิษการเมืองอีก?

 ถ้าย้อนกลับไปร้านหนังสือดอกหญ้าร้านแรกเริ่มจากสาขาท่าพระจันทร์ หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2524 และสาขาอนุสาวรีย์ชัยฯ สร้างขึ้นเมื่อปี 2532 ผู้ก่อตั้งเป็นคุณณรงค์ศักดิ์ ตันติพินิจวงศ์ บริหารมาตั้งแต่ปี 2524 จนถึงปี 2543 แล้วผมเริ่มเข้ามาทำงานปี 2544 หลังจากที่ดอกหญ้าเดิมเริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูแล้วเริ่มแก้ปัญหาของเขาไป จนสุดท้ายไม่ผ่านแผนฟื้นฟู แล้วถูกศาลสั่งล้มละลายไป ผู้บริหารชุดเก่ารับผิดชอบอะไรกันไป
 

เมื่อก่อนจะมีเป็นแฟรนไชส์มากกว่า 80 สาขา จริงๆ เหมือนเป็นวัฏจักร คือ "เกิดขึ้น เบ่งบาน และร่วงโรย" ประมาณปี 2540 เรียกได้ว่าดอกหญ้าเบ่งบานเต็มที่เลย อยู่ดีๆ ก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เลยทำให้ไม่สามารถซัพพอร์ตสินค้าให้กับแฟรนไชส์ทั่วประเทศได้ พอไม่สามารถซัพพอร์ตสินค้าได้ เนื่องจากเราผิดสัญญากับเขา ผู้บริหารดอกหญ้าชุดเดิมเลยตัดสินใจอนุญาตให้แฟรนไชส์สามารถดิวโดยตรงกับซัพพลายเออร์ได้ ปัจจุบันจะมีแฟรนไชส์หลายสาขามากอยู่ได้ด้วยตัวของเขาเอง อย่างในกรุงเทพฯ ยกตัวอย่างเช่น เดอะมอลล์งามวงศ์วาน บิ๊กซีบางใหญ่

 

แต่ร้านดอกหญ้าเดิมบางร้านเปลี่ยนป้ายไปเป็นร้านนายอินทร์บ้าง?

 เนื่องจากช่วงนั้นดอกหญ้ามีอยู่ 80 กว่าสาขา ถือว่าเยอะที่สุดในเวลานั้น พอดอกหญ้าเริ่มอ่อนแอก็จะมีแฟรนไชส์บางส่วนเริ่มหันไปเข้ากับนายอินทร์ คือเปลี่ยนป้ายจากร้านดอกหญ้าไปใช้นายอินทร์ แล้วนายอินทร์ก็ส่งหนังสือและช่วยกันบริหารร้านหนังสือมาเรื่อยๆ แต่ว่าบางส่วนอย่างภาคอีสาน ภาคเหนือ เขายังคงยืนหยัดยึดมั่นว่ายังเป็นดอกหญ้าอยู่ แต่จะบริหารของเขาเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปเสียค่ารอยัลตี้ฟรีให้กับนายอินทร์ และเราไม่ได้มีส่วนไปช่วยเขา
ทำอย่างไรให้ร้านหนังสือดอกหญ้ากลับมาเฟื่องฟูได้เหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อน
 

จากประสบการณ์ของดอกหญ้าเก่าซึ่งใหญ่มากเลย แล้วเขาอุ้ยอ้าย จะขยับตัวที ทำอะไรลำบาก เพราะประกอบด้วยหลายส่วนงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารเยอะ แล้วตอนนั้นเขาต้องการที่จะครองตลาด เลยเร่งขยายสาขาเพื่อที่จะไปจองในแต่ละพื้นที่เอาไว้ก่อน โดยไม่คำนึงถึงว่าตรงนี้กำไร ตรงนี้ขาดทุน คือเขาเหวี่ยงแห พอถูกสถาบันการเงินดึงกลับเลยพลาด ทีนี้เราเอาตรงนั้นมาเป็นบทเรียนว่าจะบริหารเฉพาะสาขาที่ทำกำไร คือ หนึ่ง-ทำเล สอง-ค่าเช่าไม่แพง สาม-การบริหารสินค้าในร้าน ต้องเป็นร้านหนังสือที่มีหนังสือที่ควรต้องมี หนังสือที่ต้องอ่าน หนังสือทรงคุณค่า และหนังสือขายดี ต้องคัดหนังสือเข้าร้านมากขึ้น ทั้ง 9 สาขาที่มีอยู่อาจจะมีกำไรมาก-น้อยต่างกัน แต่กำไรทั้งหมด

 

วางแผนการขยายร้านหนังสือในอนาคตไว้อย่างไร?

 เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าอยากเป็นบริษัทมหาชน ถ้าเกิดเราหานักลงทุนมาร่วมลงทุนได้ หวังว่าจะไปไกลเหมือนร้านซีเอ็ดหรือนายอินทร์อย่างนั้น เพราะความคิดของผู้ก่อตั้งคือ "ดอกหญ้า" เวลาปลิวไปตกที่ไหนแล้วเกิดและแผ่กระจายได้ อยากให้ดอกหญ้าเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา ตกไปอยู่ตรงไหนก็เกิดขึ้นงอกงาม คนรุ่นหลังที่รับมาก็อยากจะให้ดอกหญ้าไปตกตรงโน้นก็เกิดขึ้น ตกตรงนี้ก็เกิดขึ้น แต่จะเป็นมหาชนหรือเปล่า บางทีการทำงานเพื่อให้ได้กำไรเยอะๆ แล้วมาปันผลให้กับหุ้นส่วนมันทำให้วิญญาณของคนทำหนังสือบิดไป

 หนังสือบางอย่างไม่ควรขาย แต่ความที่เราต้องการให้คนมาซื้อแล้วมีขาย มันทำให้บางทีเรากลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ไม่ค่อยเอาสังคมเท่าไร ผมมองว่าการที่เราต้องการกำไรเพื่อที่จะไปแบ่งให้หุ้นส่วนเยอะๆ บางทีมันเป็นมีดที่มาจ่ออยู่ข้างหลังเรา บังคับให้ต้องทำผิดไปด้วย ฉะนั้น ร้านดอกหญ้าจะไม่ได้เน้นที่หนังสือขายดีอย่างเดียว แต่ต้องเป็นหนังสือดีๆ หนังสือทรงคุณค่าเพราะว่าสโลแกน "เพียงแวะเข้ามาชม เราก็แอบนิยมคุณอยู่ในใจ" แต่ไม่อยากให้แวะมาแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย..เอาอะไรมาให้เราอ่านเนี่ย ฉะนั้นต้องพยายามคัดเลือกหนังสือดีๆ มากพอสมควร

 

Tags : ร้านหนังสือดอกหญ้า ปฏิภาณ จันทร์แก้ว

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement