ลิวคีเมียเป็นมะเร็งอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตเด็กไทย แต่ ณ รพ.ห่างไกลแห่งหนึ่ง พยายามช่วยชีวิตเจ้าตัวน้อย ด้วยเครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า "หัวใจ"
โรคมะเร็งในเด็กที่พบได้บ่อยที่สุด คือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ข้อมูลจากสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย ปรับปรุง มกราคม 2553)
เฉลี่ยแล้ว ปีหนึ่งจะมีเด็กป่วยด้วยโรคนี้ราว 1,000-1,500 คน
ถ้าจะถามถึงสาเหตุ ก็คงเหมือนกับมะเร็งในผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถระบุชัดลงไปได้ว่าเกิดจากอะไร มีความเป็นไปได้ทั้งพันธุกรรมที่ผิดปกติ สิ่งแวดล้อม การติดเชื้อ ยาฆ่าแมลง กระทั่งการอยู่การกินของแม่ขณะตั้งครรภ์ หรือ เด็กได้รับรังสีบางอย่างสูงผิดปกติ
ข้อมูลที่เก็บมาจากทั่วประเทศอาจเป็นภาพกว้างเกินไป แต่ถ้าลดสเกลลงไปเป็นภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ภาพเตียงผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ไม่เคยว่างเว้นมานานติดต่อกัน 8 ปี อาจสะท้อนสถานการณ์ได้ดีที่สุด
โรงพยาบาล "หรรษา"
ณ หอผู้ป่วยเคมีบำบัดเด็ก โรงพยาบาลขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา พบว่าผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเข้ารักษาต่อปี มีไม่ต่ำกว่า 1,500 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ยแล้ว มีผู้ป่วยเด็กเข้ารับการบำบัด 25-30 รายต่อวัน
สภาพแออัดเช่นนี้ มีผลบั่นทอนสุขภาพจิตของผู้ป่วยเด็กโดยตรง เพราะพื้นที่อันจำกัดและคับแคบไปด้วยคนไข้ ทำให้เด็กๆ ไม่อยากจะมาโรงพยาบาล พาลเบื่อ เกลียด เหม็น และอีกสารพัด
"สุขภาพเด็กๆ ก็แย่ลง เขาเจ็บป่วยทรมานอยู่แล้ว แล้วต้องมารักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน มองไปทางไหนก็มีแต่เด็กเจ็บป่วยเหมือนกัน ทำให้จิตใจเขาห่อเหี่ยว บางคนร้องไห้ตลอดเวลาไม่อยากอยู่ ไม่อยากรักษา เหมือนไปบีบคั้นอารมณ์ของเด็ก"
ร้อนถึงทีมแพทย์และพยาบาลของหอผู้ป่วยฯ ต้องมาคิดกันว่า จะทำอย่างไร ที่จะทำให้หอผู้ป่วยน่าอยู่ ดึงดูดให้เด็กไม่อยากจะกลับบ้าน
"เราต้องเปลี่ยน ไม่ใช่มองไปทางไหนเห็นแต่เด็กป่วย ถูกโกนผม ใส่ชุดคนป่วย เลยมาคิดกันว่าจะจัดบรรยากาศโรงพยาบาลให้เหมือนบ้าน มีห้องนั่งเล่น ห้องของเล่น ห้องหนังสือ ห้องเรียน ทำมุมกระจุกกระจิก ให้เด็กๆ รู้สึกผ่อนคลาย ผู้ปกครองที่มาก็ได้เล่นกับลูก มีโอกาสดูแลลูกๆ เหมือนอยู่บ้านตัวเอง จะได้ไม่เครียด"
จึงเกิดโครงการ "บ้านเลขที่ 2" ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตผู้ป่วยเด็กให้สามารถต่อสู้กับโรคร้ายให้หายขาดได้
สมพร แสนเหนือ พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้าหอผู้ป่วยเคมีบำบัดเด็ก โรงพยาบาลขอนแก่น เล่าว่า โครงการนี้เกิดเมื่อปี 2543 ก่อนจะถูกจัดการอย่างเป็นระบบเมื่อปี 2548
ส่วนหนึ่งเพราะเธอทำงานดูแลผู้ป่วยเด็กลิวคีเมียมานาน ประสบการณ์และความเอื้ออาทรที่สะสม เป็นแรงผลักดันสำคัญของโครงการนี้
โครงการบ้านเลขที่ 2 สำหรับเด็กป่วยโรคมะเร็งแห่งนี้ ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาลตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านสื่อคอมพิวเตอร์ให้กับผู้ป่วยเด็ก จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามชั้นเรียนและกิจกรรมสันทนาการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเด็ก มีสุขภาพจิตที่ดี สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองอย่างเหมาะสม
"โครงการนี้ ทำให้เด็กๆ ที่เข้ามารักษายิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศดีขึ้น เพราะที่นี่ต้องรับเด็กป่วยโรคมะเร็งตั้งแต่แรกเกิด - 16 ปี"
สภาพจิตใจของเด็กวัยนี้มีความสำคัญมาก ควบคู่ไปกับการใช้ยาเคมีบำบัด
"ที่ผ่านมากว่า 60 เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสหายขาดได้ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของทีมสุขภาพหรือเรียกง่ายๆ ว่า ต้องย้ายบ้านมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 2 เลย จนกว่าจะหายขาดถึงจะได้กลับบ้านจริง"
มีทั้งหมู่บ้านและโรงเรียน
แนวความคิดหลักของบ้านหลังที่ 2 คือ จะต้องทำให้เหมือนบ้าน แต่พอสมาชิกที่เพิ่มมากขึ้นก็ต้องยกระดับขึ้นเป็น "หมู่บ้าน" ที่มีการบริหารจัดการแบบหมู่บ้านจริงๆ มีผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำในการดำเนินกิจกรรม
"คนเหล่านี้เป็นอาสาสมัคร ผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กเขาตั้งขึ้นกันเอง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือกันฉันท์พี่น้องได้ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็มีหน้าที่แนะนำสถานที่ให้ผู้ป่วยที่มาใหม่ ตลอดจนการช่วยเหลือดูแลความสะอาดบริเวณเตียงผู้ป่วยเหมือนเป็นบ้านของตนเอง"
ส่วนผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มีหน้าที่รับผิดชอบอุปกรณ์ด้านสวัสดิการในหอผู้ป่วย เช่น การจัดการน้ำดื่ม จ่ายอาหารให้ผู้ป่วยในแต่ละมื้อ ลูกบ้านเองก็ต้องคอยช่วยเหลือแกนนำยามขาดเหลือสิ่งต่างๆ หรือในเวลาที่ไม่อยู่ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ปฏิบัติกันเป็นประจำทุกวัน จนกว่าผู้ปกครองผู้ป่วยรายใหม่จะเข้ามาแทน รายเก่าที่ย้ายออกไป
"ระบบหมู่บ้านอย่างนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ทีมสุขภาพกับผู้ปกครองสนิทสนมเป็นกันเอง ผู้ป่วยเด็กก็มีสุขภาพจิตดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยเด็กแต่ละคนที่เข้ามารับการบำบัดรักษาต่อสู้กับโรคร้ายได้ดี รักษาโรคจนสงบตรวจหาเชื้อไม่พบการกลับซ้ำของโรค บางรายมีสุขภาพดีจนหายขาดก็จะออกจากบ้านนี้ไป"
สมพร บอกอีกว่า บ้านเลขที่ 2 ยังต้องเป็น "ห้องเรียน" ของผู้ป่วยเด็ก เพราะเด็กบางคนต้องขาดเรียน เนื่องจากเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ที่นี่จึงจัดการเรียนการสอนเสริมให้กับเด็กๆ
"หลังจากที่แพทย์ตรวจรักษาเสร็จแล้ว จะจัดให้เด็กทุกคนเข้ามาประจำโต๊ะเรียน จะมีครูอาสา 2 คน ซึ่งทางโรงพยาบาลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด โดยมีตั้งแต่อนุบาลไปถึงมัธยมศึกษา และแยกสอนตามวัย ถึงแม้ว่าคุณภาพการศึกษาจะไม่เท่าที่โรงเรียน แต่ก็ถือได้ว่าสร้างความรู้ เสริมทักษะให้กับเด็กๆที่เจ็บป่วยจนขาดโอกาสได้ในระดับหนึ่ง"
ระหว่างมาเฝ้าไข้ลูก ทวี คำปลิว ก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านโครงการบ้านเลขที่ 2 เขาเอ่ยชมโครงการนี้ไม่ขาดปากว่าทำให้เด็กๆ มีความสุขมากขึ้น สภาพแวดล้อมเหมือนบ้านทำให้เด็กไม่ตื่นกลัว ส่งผลโดยตรงต่อจิตใจให้ดีขึ้น การรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาการเจ็บป่วยทุเลาลง กลับบ้านได้เร็วกว่ากำหนด
"พ่อแม่เด็กคนไหนติดธุระ ก็ฝากดูแลแทนกันได้ พึ่งพากันได้" ผู้ใหญ่ทวี เอ่ยข้อดี
ขณะที่ วิชุดา อ่อนเพ็ง เด็กสาววัย 13 จาก ต.เขวาไร่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ที่เพิ่งล้มป่วยด้วยโรคลิวคีเมียเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้แผนการเรียนต่อชั้น ม.1 ต้องหยุดชะงักลง
เด็กสาวเล่าอาการให้ฟังว่า ก่อนหน้านั้นสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาตลอด จู่ๆ ก็เจ็บป่วยบ่อยครั้ง จนร่างกายซูบผอม เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโลหิตจาง และตามมาด้วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวในระยะกระชั้นชิด
นอกจากจะไม่มีแรงไปโรงเรียน อาการยังทรุดลงมาก เจ้าตัวบอกความรู้สึกตอนนั้นว่า "ทรมานมาก อยากไปเรียนหนังสือก็ไปไม่ได้"
สุดท้ายวิชุดา ต้องจำใจลาออกเพื่อเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง จนร่างกายดีขึ้น หมออนุญาตให้กลับบ้านได้
แต่โชคร้าย ขณะพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เธอโดนมดกัดขา จนเกิดผดผื่นและสุดท้ายเป็นหนอง แผลลุกลาม
หมอดูอาการแล้วบอกว่า ถ้าปล่อยไว้เกรงว่าจะเป็นอันตรายมากกว่านี้ จึงต้องตัดขาทิ้งเพื่อระงับการลุกลามของแผล
ครั้งแรกที่ได้ยิน วิชุดาทำใจไม่ได้ ร้องไห้อยู่หลายวัน โชคดีที่คุณหมอบ้านเลขที่ 2 คอยให้กำลังใจพร้อมๆ ไปกับการค่อยๆ อธิบายเหตุผล
"ตอนถูกตัดขา เจ็บปวดมากร้องไห้ทุกวัน มันท้อแท้ เพราะคิดอย่างเดียวว่าไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้เหมือนเดิมอีกแล้ว สภาพจิตใจยิ่งแย่ลง คุณหมอต้องพานักจิตวิทยาเข้ามาดูแลบำบัด ทำให้พอมีกำลังใจและสามารถลุกขึ้นมาสู้กับความเป็นจริงได้ ตอนนี้แผลที่ขาและอาการป่วยด้วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเริ่มดีขึ้นแล้ว ไม่นานคงได้ใส่ขาเทียมและเริ่มหัดเดิน หลังจากนั้น หนูคงได้กลับบ้าน“ความหวังของ ด.ญ.วิชุดา
เช่นเดียวกับ ด.ช. นนประวิทย์ สหะวงศ์ วัย 9 ขวบ ชาวพานอ้อ อ.วังสะพุง จ.เลย ผู้ป่วยอีกรายของบ้านหลังนี้ ที่ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาเป็นผู้ป่วย
นนประวิทย์ได้รับการดูแลจากคุณหมอและผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด ถึงอย่างนั้นเด็กชายก็ยังร้องไห้ทุกวัน เพราะเจ็บปวดจากการให้ยา
"ทุกครั้งที่ได้รับยา มันทรมานมาก ผมอยากกลับไปเรียน กลัวว่าจะตามเพื่อนไม่ทัน เพราะเพื่อนๆ ได้เลื่อนชั้นไปหมดแล้วแต่ผมยังไม่ได้เลื่อนไปไหนเลย"
ด้วยความกังวลในจุดนี้ ทุกๆ วันนักจิตบำบัดและผู้ปกครองต้องหาหนังสือมาให้เด็กน้อยอ่าน รวมทั้งให้ทำแบบฝึกหัดอย่างเพลิดเพลิน จะได้ลืมความเจ็บปวดไปได้
ตอนนี้จิตใจ ด.ช.นนประวิทย์เริ่มเข้มแข็งและดีขึ้น เล่นกับเพื่อนๆ ผู้ป่วยด้วยกันได้ เขาบอกว่าจะรักษาตัวเองให้หายแล้วกลับไปเรียนกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเหมือนเดิม
"ถึงแม้จะช้าก็ต้องกลับไปเรียนหนังสือให้ได้ เพราะคิดถึงเพื่อนๆมาก" เด็กชายมุ่งมั่น
ในขณะที่ พ.ญ.สุอร ชัยนันท์สมิตย์ แพทย์หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม รพ.ขอนแก่น บอกว่า ในหอผู้ป่วยเคมีบำบัดเด็ก รพ.ขอนแก่น ว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่เข้ามารับการรักษา จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
และถ้ายังอยู่ในระยะแรก เมื่อเข้ารับการบำบัดรักษาทางเคมี ผู้ป่วยที่อยู่ในอายุแรกเกิดถึง 16 ปีราวๆ 60 เปอร์เซ็นต์จะหายขาด ไม่เกิดการกลับซ้ำของโรคอีก
สังเกตง่ายๆ ถ้าพ่อแม่เริ่มเห็นว่า ลูกของตัวเองซูบผอม ตัวเหลือง เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยอยากจะเดินไปไหนมาไหนและไม่ค่อยกินข้าว เป็นไข้อยู่บ่อยครั้ง ให้สันนิษฐานว่าเข้าข่าย
"อาการเหล่านี้อาจจะเป็นอาการเริ่มแรกของการเกิดเชื้อมะเร็งเม็ดเลือดขาว ถ้าหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาให้โรคสงบก็จะเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้ แต่ถ้าหากพบการเกิดเชื้อแล้วให้รีบเข้ารับการรักษาหรือปรึกษาแพทย์ทันทีโอกาสรักษาหายขาดก็จะมีสูง"
ในด้านการรักษา พ.ญ.สุอร อธิบายว่า จะเป็นไปตามมาตรฐาน โดยญาติสามารถเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจในวิธีรักษา การให้ยา อีกทั้งยังมีเภสัชกรที่เข้ามาเตรียมยาเคมีบำบัด หรือทำคีโม ให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำเรื่องยา
"ในโครงการบ้านเลขที่ 2 นั้นการดูแลรักษาเหมือนญาติทำให้เด็กๆ ที่เข้ามารับการรักษามีสภาพจิตใจดี เมื่อได้รับการรักษาเคมีบำบัดส่วนใหญ่ก็มักจะหายขาดได้"พ.ญ.สุอร ยืนยันอีกแรง
...............................................................
บ้านคือวิมานก็จริง แต่ถ้ามีเหตุทางสุขภาพให้จำต้องย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ในโรงพยาบาลชั่วคราว โรงพยาบาลก็เป็นวิมานได้ อย่างน้อยๆ ก็ที่บ้านเลขที่ 2 แห่งนี้
Tags : โครงการบ้านเลขที่2 • โรงพยาบาลขอนแก่น • ลิวคิเมีย


ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น