หลายครั้งที่นักข่าวมืออาชีพถูกปรามาสว่าไร้น้ำยา พร้อมๆ กับเกิดขึ้นของชุดความเชื่อใหม่ที่ว่า "ใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้"
อุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่าในช่วงที่ผ่านมา แหล่งข่าวของหลายๆ คนไม่ใช่โทรทัศน์ วิทยุ หรือ หนังสือพิมพ์อีกต่อไป เพราะได้ช่องทางน้องใหม่อย่าง โซเชียล เน็ตเวิร์ค มาช่วยรายงานกันอย่างคึกคัก จริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่ที่แน่ๆ ...เร็วกว่าเพื่อน
บทหนักสุดตกลงที่สื่อกระดาษอย่างหนังสือพิมพ์ ที่เกือบทุกฉบับต้องมีเวอร์ชั่นออนไลน์ไว้ควบคู่ ฉบับที่ไม่มีก็ต้องล้มหายตายไปจากแผง
ในอีกด้านหนึ่ง นอกเหนือจากมุมของวิชาชีพสื่อสารมวลชน คือ ด้านการศึกษา วิชาการ สาขาวารสารศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์ ก็ได้รับความนิยมลดน้อยลงเช่นกัน นักศึกษาที่เข้าเรียนวิชาสื่อกระดาษ ลดน้อยลงเรื่อยๆ จนบางสถาบันการศึกษาต้องยุบสาขานี้ไปรวมกับสาขาอื่น หรือปิดหลักสูตรวารสารศาสตร์ไปเลยก็มี
คำถามร้ายๆ จึงมีอยู่ว่า วารสารศาสตร์ใกล้ตายแล้วใช่ไหม?
บ๊ายบาย วารสารศาสตร์
ในมุมของนักเรียนที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ปาริษา นิ่มน้อย นักเรียนชั้น ม. 6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี กล่าวว่าตัวเธออยากเรียนคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ที่ไม่ได้สนใจในสาขาวารสารศาสตร์นั้นเพราะมองว่า ในปัจจุบันมีสื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายและหนังสือพิมพ์กลายเป็นสื่อที่ด้อยกว่าสื่ออื่นไปมากแล้ว ทั้งเข้าถึงคนน้อย ต้องใช้เวลาในการอ่าน แต่วิทยุโทรทัศน์สามารถเข้าถึงคนได้มากกว่าเร็วกว่า
ขณะที่ ฐิตวัฒน์ ชูรักษ์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ บอกว่า เขาอยากเรียนคณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ เพราะเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจและน่าจะเรียนสนุก สำหรับวารสารศาสตร์นั้นเขามองว่า เป็นการสอนเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์และสื่อที่เป็นสิ่งพิมพ์เพียงอย่างเดียว ซึ่ง ณ ตอนนี้เทคโนโลยีมันก้าวล้ำไปไกล ไม่ค่อยมีใครสนใจอ่านหนังสือพิมพ์กันแล้ว เด็กรุ่นใหม่นิยมใช้อินเตอร์เน็ตรับข่าวสาร ทำให้หนังสือพิมพ์กลายเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากวารสารศาสตร์มีการสอนทำสื่อออนไลน์ จะทำให้เด็กมีความสนใจที่จะเรียนมากขึ้น
เช่นนี้แล้ว จัดว่าเป็น “วิกฤติ” ของชาวนกน้อยในไร่ส้มแล้วหรือยัง?
อ.บุปผา บุญสมสุข หัวหน้าภาควิชา วารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่าจำนวนนักศึกษาที่สมัครเข้าเรียนในวารสารศาสตร์ ม.รังสิต ปีการศึกษา 2553 นี้ลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด จากปีก่อนหน้าที่ลดน้อยลงจากอดีตอยู่แล้ว แต่ในปีนี้ยังลดลงจากที่คาดการณ์ไว้อีกถึงครึ่งต่อครึ่ง
พร้อมกับเล่าว่า จากการที่ได้คุยกับเด็กมาเด็กคิดว่าวารสารศาสตร์เป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจ เพราะเกี่ยวกับการอ่าน การคิด การเขียน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นปัญหากันอยู่แล้วสำหรับสังคมไทย จึงทำให้สาขานี้ไม่เป็นที่นิยม และความเข้าใจของเด็กและผู้ปกครองอีกส่วนหนึ่งที่ว่าวารสารศาสตร์เน้นสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลัก ซึ่งตามกระแส ณ ตอนนี้คือสื่อใหม่เข้ามามีอิทธิพลมากทำให้สื่อสิ่งพิมพ์กลายเป็นสื่อที่กำลังจะตาย มีการเข้าใจผิดว่าคนจบวารสารศาสตร์ต้องทำสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อกระดาษเท่านั้น
ด้าน อ.ศรีลัดดา อุทยารัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่าสาขาวิชาวารสารศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในขณะนี้มีนักศึกษาเข้ามาเรียนน้อยลงทุกปี แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถจะเปิดการเรียนการสอนได้
ความเห็นของ อ.ศรีลัดดา มองว่าในความเป็นจริงแล้วคนเรียนวารสารอาจจะไม่ได้ลดน้อยลงแต่เป็นการแปรสภาพการเรียนเป็นไปในอีกรูปแบบหนึ่ง อย่างเช่น ระบบสารสนเทศเพื่องานวารสารหรือแม้กระทั่งการเรียนที่เกี่ยวกับสื่อใหม่ต่างๆ ก็จะมีการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับวารสารศาสตร์
"ตัวข่าวมันอาจจะไม่ลดลง แต่นักหนังสือพิมพ์กลับลดลง" คือข้อสังเกต ของ อ.จักษุ ตะกรุดแก้ว อาจารย์ประจำแขนงวิชาวารสารศาสตร์ ม.ราชภัฏจันทรเกษม
“ในขณะที่นักข่าวออนไลน์ นักข่าวทีวีเพิ่มมากขึ้น มันเป็นไปตามกระแสโลก ที่สะท้อนอย่างหนึ่งว่า ตัวหนังสือพิมพ์เองมีความต้องการแรงงานลดลง สาเหตุมันค่อนข้างจะสอดรับกันหมด ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของตัวหนังสือพิมพ์เอง อัตราการพัฒนาที่ลดลง หัวหนังสืออาจน้อยลง ผู้บริโภคสื่อที่เป็นสิ่งพิมพ์น้อยลง แน่นอนว่า บัณฑิตที่จะเข้าสู่วิชาชีพหนังสือพิมพ์ก็ต้องลดลงไปตามสภาวะการณ์” อ. จักษุ กล่าว
ถึงเวลาปรับทัพ
แม้จะยอมรับว่าความสนใจวิชาวารสารศาสตร์ในหมู่คนรุ่นใหม่จะลดน้อยลง แต่ในมุมมองของคณาจารย์หลายท่านก็ไม่ได้สิ้นหวังถึงขนาด คิดว่านี่คือจุดจบ
"ตอนที่วิทยุและโทรทัศน์กำเนิดขึ้นมา มีหลายๆ คนพูดกันว่าหนังสือพิมพ์จะตายไปจากโลก แต่จนถึงวันนี้หนังสือพิมพ์ก็ยังคงอยู่" อ.ศรีลัดดา อุทยารัตน์ จากธุรกิจบัณฑิตตั้งข้อสังเกต โดยเชื่อว่าสาขาวารสารศาสตร์จะสามารถอยู่ได้เรื่อยๆ ด้วยตัวของมันเอง ในทางกลับกัน น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะเด็กที่เข้าเรียนจำนวนเพียงหยิบมือ คือ ตัวคัดกรองความมุ่งมั่นตั้งใจ พร้อมความหวังว่าจะได้ช้างเผือกมาประดับวงการสื่อ
รศ.ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความเห็นว่า จากปัญหาตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสของงานด้านการข่าวที่จะบูมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะทุกวันนี้คนเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิทยุโทรทัศน์ หรือแม้แต่ประชาสัมพันธ์ก็ต้องเรียนการเขียนและรายงานข่าวเช่นกัน ดังนั้นเราจึงสามารถมองได้ว่าตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสให้มีการปรับเปลี่ยนการเรียนในรูปแบบ ดับเบิ้ล ดีกรี หรือปริญญา 2 ใบควบคู่กันน่าจะดีกว่า เพราะเด็กรุ่นหลังโตมาพร้อมกับสื่อในรูปแบบใหม่ๆ ควบคู่กับสื่อในรูปแบบเก่า ดังนั้นจึงถือเป็นอีกยุคหนึ่งของวงการสื่อและในอนาคตหน้าตาของสื่ออาจจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยตามยุคสมัยและกาลเวลา
เสริมด้วยความเห็นของ อ.จักษุ ตะกรุดแก้ว ที่มองว่า หลักสูตรด้านวารสารศาสตร์จำเป็นต้องปรับตัวใหม่ เพราะหากปล่อยให้หลักสูตรการเรียนการสอนเป็นเช่นด้านวารสารศาสตร์เป็นเช่นเดิม นอกจากเด็กรุ่นใหม่จะหันไปสนใจสื่อใหม่แทนแล้ว เด็กที่จบออกไปจากสาขาวิชานี้ยังไม่มีโอกาสได้นำความรู้ในวิชาที่ตนเรียนมานำไปใช้ในวิชาชีพโดยตรง
อ.บุปผา บุญสมสุข เสนอว่าการจะไม่ให้เรื่องนี้เป็นวิกฤติสถาบันการศึกษาและคนวารสารศาสตร์ต้องสร้างความเข้าใจให้แก่เด็กผู้ปกครองรวมทั้งคนทั่วไปเข้าใจให้ถูกต้องว่า การเรียนวารสารศาสตร์ไม่ใช่ว่าจบไปแล้วจะทำได้แค่สื่อสิ่งพิมพ์ เพราะ "วารสารศาสตร์เป็นพื้นฐานและหัวใจของการผลิตสื่อทุกแขนง"
"ในแง่ของภาควิชาการ สถาบันการศึกษาเรามองข้ามตัวสื่อไปแล้ว วารสารศาสตร์เราต้องการผลิตบุคคลากรออกไปทำสื่อทุกสื่อ เน้นให้เด็กไปสร้างเนื้อหาสารที่ดีมีคุณภาพเพื่อสร้างสรรค์สังคมมากกว่า โดยเราได้ปรับหลักสูตรให้เข้ากับยุคสมัยแล้ว เช่น มีการสอนการผลิตสื่อใหม่ การเขียนและการรายงานข่าววิทยุ โทรทัศน์ หลักสูตรมันตอบโจทย์แล้วเพียงแต่ชื่อยังไม่ตอบ”อ.บุปผา ตอบก่อนจะโยนคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า
“จะมีคำไหนที่สามารถสื่อให้เห็นถึงกิจกกรมการสื่อสารที่ดีกว่าคำว่า วารสารศาสตร์ หรือ สื่อสารมวลชน?”
คุณภาพ คือ ทางรอด
พิเชษฐ ชูรักษ์ หัวหน้าข่าวในประเทศ หนังสือพิมพ์ โพสต์ ทูเดย์ ยอมรับว่า ณ ขณะนี้หนังสือพิมพ์อยู่ในขั้นวิกฤติจริง เนื่องจากมีสื่อใหม่เกิดขึ้นมา โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่มาทำหน้าที่แทนสื่อสิ่งพิมพ์ มีประชาชนผู้รับสารจำนวนมากนิยมรับสื่อทางออนไลน์มากกว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศหลายๆ เล่มมีการปิดตัวและเปลี่ยนไปทำสื่อออนไลน์ หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยเองก็เช่นกัน แต่ละสำนักต่างก็มีการปรับตัวไปเป็นมัลติมีเดีย
แต่ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์จะตายหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ว่าจะปรับตัวได้มากน้อยแค่ไหน สามารถสร้างคอนเทนท์ที่มีคุณภาพได้แค่ไหน สิ่งที่จะทำให้หนังสือพิมพ์อยู่ได้คือ หนังสือพิมพ์ต้องมีคอนเทนท์ที่แตกต่างจากสื่อออนไลน์ ไม่ใช่ว่าพอทำทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออนไลน์แล้ว จะเอาข่าวทุกข่าวที่มีในสื่อสิ่งพิมพ์ไปลงในสื่อออนไลน์
ขณะที่ วีระศักดิ์ พงศ์อักษร เลขาธิการ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์แนวทางในอนาคตของสื่อสิ่งพิมพ์ว่า หนังสือพิมพ์จะไม่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญคืออาจจะลดน้อยลงไปด้วยซ้ำ แต่สื่อที่มีคุณภาพจริงๆ จะสามารถอยู่ได้ เพราะสิ่งที่หนังสือพิมพ์มีแต่สื่อใหม่ไม่มี และ “ความน่าเชื่อถือ” นี่เองที่เป็นคุณค่าหลักของสื่อ ดังนั้นการที่หนังสือพิมพ์มีสิ่งนี้ หนังสือพิมพ์จึงอยู่เหนือสื่ออื่น
ในมุมของนักวิชาชีพเสนอแนะว่าสถานศึกษาต้องปรับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นการผลิตบุคลากรมืออาชีพ ต้องสอนวิชาปรัชญาการมองโลก เพื่อให้เด็กคิดเป็น มองโลกเป็น ไม่ใช่แค่เขียนข่าวเป็นอีกต่อไป เพราะการเขียนข่าวนั้นเมื่อมาทำงานจริงจะสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้เอง แต่ถ้าไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักมองโลก จะทำให้ไม่เข้าใจในสิ่งที่จะเขียน
“คุณต้องรู้จักคิด รู้จักตั้งคำถาม สืบสวน สอบสวน ไม่ใช่นำเสนอแต่ข้อเท็จจริงที่มองเห็นเพียงอย่างเดียว”
ส่วนคำถามที่ว่า วารสารศาสตร์วิกฤติหรือไม่นั้น คงต้องถามตัวเองว่า หลังจากอ่านบรรทัดแรกจนจบประโยคสุดท้าย ความหมายของวารสารศาสตร์เปลี่ยนไปหรือไม่ ยังคงเป็น "พาหนะ" อย่างสื่อกระดาษ หรือกลายเป็นอาวุธสำคัญอย่าง "การเขียนที่มีคุณภาพ" ที่พร้อมจะปรับตัวไปและ "พร้อมใช้" ในทุกสื่อ
Tags : วารสารศาสตร์

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น