ถ้าใครยังไม่มีแผนจะไปทำบุญที่ไหน วันนี้ วัดปทุมวนารามฯ พร้อมเปิดให้ไปชำระล้าง สงบจิตใจ และให้อภัยเป็นทาน ถึงแม้งานจะเงียบกว่าทุกปี...
ก่อนวิสาขบูชาแค่สองวัน บรรยากาศในวัดกลางใจเมืองแห่งนี้ ดูสงบเงียบ...เงียบกว่าปีที่แล้ว ปีก่อนหน้านั้น กระทั่งปีก่อนหน้าโน้นก็ยังคึกคักกว่า
เพราะสาเหตุใดนั้น หลายคนทราบดี
แต่ใครที่เตรียมตัวไปทำบุญ ณ เขตอภัยทานแห่งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผน เพราะแม้ไม่ได้ติดป้ายประกาศกันเอิกเกริกหรือบอกบุญกันอย่างเป็นทางการ แต่ปีนี้วัดปทุมวนารามราชวรวิหารยังยืนยันจะจัดงานวันวิสาขบูชาเหมือนเดิม หากตัดทอนบางรายการออกไป และขอปิดประตูวัดเร็วกว่าปกติด้วย
ถึงกระนั้น พระลูกวัดราวๆ 60 รูปและสามเณรอีก 40 รูป ก็เร่งมือเตรียมงานกันขยันขันแข็ง บ้างผูกผ้าสีรอบอุโบสถ บ้างทำความสะอาดจิตรกรรมฝาผนัง และบางรูปก็กำลังกวาดลานวัดอย่างขมีขมัน
เพื่อที่วัดปทุมวนารามจะได้กลับมาเหมือนเดิม
วัดป่า ใจกลางเมือง
"เรายังอยู่ในช่วงปรับปรุงพื้นที่อยู่ ยังไม่เรียบร้อยดี การเตรียมงานใหญ่ต้องมีอย่างน้อย 1-2 อาทิตย์ เราจึงไม่สามารถจัดได้เหมือนเดิม" พระมหาสุริยันต์ ปภังกโร ผู้ช่วยเลขานุการวัดปทุมวนาราม ให้เหตุผลถึงการไม่ประกาศงานบุญอย่างเป็นทางการในปีนี้
อารามหลวงชั้นตรีแห่งนี้ สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2400 โดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่อยากจะดัดแปลงทุ่งนาหลวงริมคลองบางกะปิที่มีลุ่มน้ำขังตลอดปี และมีบัวขึ้นทั่วผืนนี้ให้เป็นรมณียสถานนอกพระนคร
"เดิมที บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวล้านช้าง ที่อพยพเข้ามาตั้งแต่สมัยกบฎเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทร์ และทำนากันอยู่ตามริมคลองแสนแสบ" พระมหาสุริยันต์ กำลังจะอธิบายถึงที่มาความผูกพันระดับพิเศษ ระหว่างวัดปทุมวนารามกับประชากรจากที่ราบสูง และจนถึงทุกวันนี้ ลูกหลานก็ยังคงอาศัยอยู่ในชุมชนด้านหลังวัด
เจ้าอาวาสรูปแรก พระครูปทุมธรรมธาดา (อ่ำ) พื้นเพก็เป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบัน พระส่วนใหญ่ของที่นี่ก็มีภูมิลำเนาอยู่ภาคอีสาน สืบทอดกันมาเป็นรุ่นๆ
ข้อกังขาต่างๆ นานาเกี่ยวกับพระแนวร่วม พระมหาสุริยันต์ไม่ถึงกับแก้ต่างหรืออธิบาย แต่อยากให้ค่อยๆ ทำความรู้จัก "วัดป่ากลางใจเมือง" แห่งนี้ตั้งแต่ก่ออิฐก้อนแรก
ที่บอกว่าเป็นวัดป่า นอกจากจะมีสวนป่าผืนใหญ่ซ่อนอยู่ภายในตัววัดแล้ว หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า วัดปทุมวนารามคือวัดสายปฏิบัติ หรือ ธรรมยุตนิกาย มาตั้งแต่ต้น
"พระอาจารย์มาพัก จำพรรษา ส่วนใหญ่เป็นสายปฏิบัติ ต้องอย่าลืมว่าสมัยโน้น แถวนี้ยังเป็นป่า ทุ่ง พระสายปฏิบัติเกือบทุกรูปจะมาที่วัดนี้ แต่จะมาระยะสั้น 1-2 เดือน แต่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านจะมาจำอยู่ 1 พรรษา ตอนนั้นกรุงเทพฯ ยังมีวัดสายปฏิบัติน้อย วัดนี้เป็นวัดลูกพี่ลูกน้องกับวัดบรมนิวาส หลวงปู่มั่นเข้ามาเรียนพระกรรมฐานที่วัดบรมนิวาส เวลาท่านมาเรียนก็มาพักที่นี่ จากนั้นท่านก็ไปๆ มาๆ ก่อนธุดงค์ขึ้นเหนือ ลงใต้ ท่านก็จะแวะมาที่นี่ก่อน"
เป็นเวลากว่า 100 ปีที่วัดปทุมวนารามอยู่อย่างสงบเงียบและไม่มีกิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านมากนัก หนักไปทางทำบุญเสียเป็นส่วนใหญ่
แต่เมื่อความเจริญเข้ามาพร้อมกับอาคาร สิ่งก่อสร้างโอ่อ่า เป็นธรรมดาที่ "วัดป่า" แห่งนี้จะต้องปรับตัว
"ชาวบ้านรอบๆ นี้เขารู้อยู่แล้วว่าเป็นวัดสายปฏิบัติ กลุ่มที่เพิ่มเข้ามาคือ นักธุรกิจ มาทำวัตร สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม แล้วบอกต่อๆ กัน จาก 1 คน 2 คน 3 คน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" จนปี พ.ศ.2535 สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อนุญาตให้ใช้สถานที่ส่วนหนึ่งที่อยู่หลังวัด สร้างศาลาพระราชศรัทธา เพื่อเป็นสถานที่รองรับให้พุทธศาสนิกชนมาปฏิบัติธรรม
พ.ศ.2540 พอห้างมาขนาบข้าง วัดปทุมวนาราม ปรับตัวครั้งใหญ่อีกรอบ ด้วยการจัดทำแผนแม่บท จัดพื้นที่ภายในวัดให้เป็นหมวดหมู่ อาทิ พื้นที่หน้าวัด พื้นที่พุทธาวาส (สำหรับประชาชน) และ พื้นที่สังฆาวาส (สำหรับพระสงฆ์)
ถึงแม้จะจัดพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเมื่อร้อย 143 ปีที่แล้ว คือ ประตูที่เปิดอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับทุกคนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น
"แม้แต่ด้านหลังของวัดยังทะลุออกชุมชนได้ อย่างที่เจ้าอาวาส (พระธรรมธัชมุนี) บอกว่า วัดก็คือวัด แต่ไหนแต่ไรประตูวัดไม่เคยปิด แต่ก่อนไม่มีประตูด้วยซ้ำ เพิ่งจะทำประตูเมื่อไม่นาน ขนาดไม่กี่ปีก่อน คุณจำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรขอเข้ามานอน 1 คืน วัดก็ไม่ปฏิเสธ"
แต่ปีนี้ วัดปทุมวนารามฯ เตรียมปิดประตูตอน 4 ทุ่ม รวมถึงวันพระใหญ่วันนี้ ที่กำหนดการสุดท้ายไปสิ้นสุดก่อนเคอร์ฟิว 2 ชั่วโมง เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางกลับ
เขตอภัยทานตลอดชีพ
แม้เหตุการณ์จะคลี่คลายลงแล้ว แต่พระมหาสุริยันต์ ก็ยืนยันว่า วัดปทุมวนารามยังคงเป็น "เขตอภัยทาน" อยู่ และจะเป็นต่อไป
"แต่ไหนแต่ไร วัดคือเขตอภัยทานอยู่แล้ว ตามคลองแม่น้ำก็ติดป้าย คนจะได้ไม่ไปจับปลา ไม่จำเป็นต้องไปประกาศ ที่ประกาศออกไปก็เข้าใจกันคลาดเคลื่อน" ท่านยังบอกอีกว่า วัด จัดเป็นที่สาธารณะอยู่แล้ว โดยเบื้องต้น ไม่ว่าฝ่ายไหน วัดก็เปิดให้เข้ามา โดยเฉพาะผู้คนที่เข้ามาในอาการหวาดกลัว แตกตื่น
"เป็นใครจะปฏิเสธได้ วัดเป็นที่สาธารณะ เขาหวังหนีร้อนมาพึ่งเย็น วัดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด" พระภิกษุรูปเดิม กล่าว
ในจังหวะที่ญาติโยมมาขอพึ่งพิง ท่ามกลางการต่อสู้รอบนอกที่เต็มไปด้วยความรุนแรง พระสงฆ์เองก็ต้องครองผ้าเหลืองไว้ด้วยใจที่เข้มแข็งยิ่งกว่า
"ภาวะอย่างนั้น ความตกใจก็มี พูดตรงๆ ว่าเราก็ไม่ได้กลัวความรุนแรงตรงนั้น แต่กลัวเรื่องอัคคีภัยมากกว่า" พระมหาสุริยันต์ บอกถึงสิ่งที่ยึดมั่นต่ออีกว่า "พระต้องเป็นกำลังใจ ไม่สามารถจะเสียใจได้ (ยิ้ม) แม้บางหน่วยงานที่ขอให้พระไปหลบภัยด้านนอก เราก็ยังไม่ไป"
ในเขตสังฆาวาสที่เจ้าอาวาสมีคำสั่งให้พระทุกรูปอยู่แต่ในบริเวณนั้น โดยเณรน้อยห้ามออกจากเขตพระเด็ดขาด ส่วนอารมณ์ของเณรน้อยทั้งหลายนั้น พระมหาสุริยันต์ เผยว่า หนักไปในทางตื่นเต้นมากกว่าตกใจกลัว เพราะได้ยินแต่เสียง ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปเห็นภาพ
เยียวยาผ้าเหลือง
ชุมชนรอบข้างที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าด้านทรัพย์สิน บ้านเรือน หรือ จิตใจ ตอนนี้หลายฝ่ายเข้ามาช่วยเยียวยา หวังคืนสภาพให้อยู่กันปกติสุขเหมือนเดิม
แล้วภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในเหตุการณ์ตลอด มีรูปไหนได้รับผลข้างเคียง อย่างน้อยก็ทางจิตใจ และต้องได้รับการเยียวยาบ้าง...
"ที่กลัวมีน้อย แต่จะเศร้าใจมากกว่า เพราะพระก็ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น"
ส่วนเรื่องเยียวยา พระมหาสุริยันต์ ตอบว่า คงไม่ต้องเดือดร้อนหลายฝ่าย เพราะพระสงฆ์เองต้องวางตนในฐานะ "ผู้ให้กำลังใจ" โดยเฉพาะสำหรับผู้เดือดร้อน
"เราต้องให้ยาใจกันและกัน ฟื้นฟูใจ และให้กำลังใจ ซึ่งเป็นบทบาทที่สอดคล้องกับหลักธรรม"
ในทางโลก ก็คือหลักมนุษยธรรม ที่วัดปทุมวนารามฯ พยายามช่วยเหลือ ช่วยชีวิต แต่กลับกลายเป็นว่า ภาพต่างๆ สื่อออกมา เขตอภัยทานคือสถานที่ไม่ปลอดภัย
"ถ้ามองวัดว่าเป็นเขตน่ากลัว คนๆ นั้นไม่มีความมั่นใจในศาสนา ในวัด เพราะฉะนั้น ถ้าเขาเข้ามาก็แสดงว่าเขามั่นใจ แต่ข่าวต่างๆ กลับสื่อออกมาว่า มีคนตายในวัด ทั้งๆ ที่เรื่องเกิดขึ้นตรงกำแพงด้านหน้า แล้วค่อยพาร่างผู้เสียชีวิตเข้ามาพักข้างใน" พระมหาสุริยันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ได้ต่อว่าต่อขานฝ่ายใด
เวียนเทียนได้เหมือนเดิม
หากจะช่วยเยียวยาวัดจริง การทำให้เหมือนปกติ อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
"คงปล่อยให้เป็นไปตามวาระมากกว่า คงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ เราต้องให้เวลา บางคนไม่เคยเข้ามา เห็นวัดในข่าวก็สรุปไปในทางลบ แต่ญาติโยมที่เคยมาจะเข้าใจดีว่าวัดเป็นอย่างไร"
กิจกรรมในวันวิสาขบูชาปีนี้ จึงยังคงดำเนินไปตามปกติ แต่จะดำเนินพิธีอย่างกระชับมากขึ้น
วันพระใหญ่ทุกปี ที่วัดปทุมวนารามฯ จะมีกิจกรรมตลอดทั้งคืน ทั้งธรรมเทศนา นิทรรศการ บรรยายธรรม ส่วนพุทธศาสนิกชนก็เดินเข้ามาทำบุญกันทั้งคืนจริงๆ
"วัยรุ่น คนทำงาน จับจ่ายใช้สอยเสร็จก็แวะเข้ามาทำบุญ ส่วนคนทำงานกลางคืนแถวนี้ก็มากันดึกๆ ดื่นๆ เยอะ" นับรวมได้เรือนหมื่นเกือบทุกปี
แต่ปีนี้ทางวัดก็ขอสงวนการจัดนิทรรศการ ธรรมเทศนา แต่เปิดให้เข้ามาทำบุญได้ตั้งแต่เช้าตรู่ ตกเย็นทำวัตร เวียนเทียน และปิดประตูวัดตอนสี่ทุ่ม
และถ้าใครอยากได้หลักธรรมกลับบ้านไป พระมหาสุริยันต์ก็มอบให้แบบกะทัดรัดและได้ใจความ
"มีสติมากขึ้น รู้ถึงเหตุรู้ถึงผล เหตุมีมาอย่างไรจะได้รู้ถึงผล ระลึกว่าเราทำอะไร รู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไร และมีเมตตากันมากๆ เจริญพร"
.............................
เสียงจากญาติโยม
เกือบ 20 ปีที่แวะเวียนเข้ามาเพื่อหาความสงบที่วัดปทุมคงคา มาโดยตลอด เมื่อต้องงดเว้นการเข้ามานั่งสมาธิช่วงที่มีการชุมนุม ญาณินท์ โชติสุต สาวเปรี้ยวที่กำลังเดินทอดน่องอยู่ในบริเวณ “สวนป่าพระราชศรัทธา" ด้านหลังของวัด ยอมรับว่า "เหมือนอะไรขาดหายไป"
ปกติญาณินท์มักจะแวะเข้ามาสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ที่วัดปทุมวนารามเป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละ 2-3 ครั้ง แต่สำหรับวันนี้ เธอบอกว่าพิเศษหน่อย เพราะเธอมาสวดมนต์ให้ประเทศกลับคืนสู่ความสงบสุขโดยไว
"ชอบมานั่งสมาธิที่วัดนี้มาก เพราะนอกจากจะเดินทางสะดวกแล้วก็ใกล้ที่ทำงานแล้ว ที่นี่ยังสงบมากจนแทบไม่เชื่อว่าอยู่ใจกลางเมือง" ญาณินท์ เล่าพร้อมทั้งบอกว่าโดยส่วนตัวแล้ว มักจะมาวัดในยามที่ตัวเธอมีความสบายใจ เพราะเมื่อจิตใจปลอดโปร่ง เมื่อได้นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม จะยิ่งได้ความสงบ
แต่สำหรับช่วงที่ต้องว่างเว้น เธอบอกว่าค่อนข้างเป็นกังวล ห่วงว่าพระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ และคนที่อยู่ในวัดจะได้รับอันตราย และเมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย เธอจึงรีบมุ่งหน้ามาที่นี่ เพื่อหวนระลึกถึงความสุขสงบที่เคยได้รับ
ส่วนข่าววัดในทางลบ ญาณินท์ บอกว่าไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก เพราะไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคล หรือ สถานที่ โดยเธอเข้ามายังที่แห่งนี้ก็เพราะที่นี่มีพระธรรม เธอเข้ามาหาพระธรรม วัดเป็นเพียงสถานที่ พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร ที่พูดเช่นนี้เธอบอกว่าไม่ได้จะมองข้ามพระสงฆ์ เพียงแต่เธอมุ่งค้นหาสิ่งที่เป็นแก่นมาากว่าเปลือก
"แอ้ว" ปารินทร์ พยัคฆฤทธิ์ นิสิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เพิ่งเสร็จจากการนั่งสมาธิในศาลาพระราชศรัทธา เล่าถึงความใกล้ชิดระหว่างตัวเขากับอาณาเขตธรรมอย่างวัดปทุมนั้น เกิดขึ้นจากการชักชวนของเพื่อนนิสิตที่ปวรณาตัวเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ท่านหนึ่งที่วัดนี้ หลังจากนั้นมาเขาก็เข้าออกวัดนี้อยู่เป็นประจำ
สำหรับแอ้ว สาเหตุสำคัญของการเข้าวัดของเขา ก็เพื่อนำสู่สภาวะจิตใจที่สงบ ถึงแม้ว่าแอ้วจะเข้านอกออกในวัดปทุมบ่อยๆ แต่เขาไม่ได้ยึดติดกับสถานที่สักเท่าใด ฉะนั้นข่าวคราวทางลบเกี่ยวกับวัด ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในจิตใจของเขาที่มีต่อวัด
"ตราบใดที่วัดยังมีพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นั่นก็เพียงพอแล้วที่ผมจะมาวัดต่อไป"



ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น