กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 12 พฤษภาคม 2553 01:00

พจนานุกรม 'เล่มแดง'

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

พจนานุกรมเล่มนี้ไม่ได้เริ่มจาก ก ไล่ไปถึง ฮ แต่เริ่มต้นที่ "คิดต่าง" ก่อนจะบรรจุคำอีกมากมายที่หลายคนรอคอยและหวังให้จบลงตรงคำว่า "สันติสุข"

 

ท่ามกลางความร้อนแรงทางการเมือง นอกจากสีเสื้อที่ใช้เรียกพลังมวลชนแล้ว ผลิตผลที่เป็นรูปธรรมอีกอย่างหนึ่งก็คือ "คำ" หรือ วาทกรรมต่างๆ ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรับใช้เป้าหมายของการเคลื่อนไหว


 การชุมนุมของคนเสื้อแดง ไม่ใช่ครั้งแรกที่ส่ง "ศัพท์ใหม่-ภาษามวลชน" มาให้คอการเมืองได้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก แต่ต้องยอมรับว่าการรวมพลครั้งนี้ได้ผลิตถ้อยคำเป็นกอบเป็นกำพอที่จะทำพจนานุกรมเฉพาะกิจไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาปรากฎการณ์ทางการเมืองใน พ.ศ.นี้อย่างมีนัยสำคัญ

 ในมุมมองของนักภาษาศาสตร์ การชุมนุมสะท้อนการแสดงออกทางภาษาของมวลชนที่ชัดเจนที่สุด และยังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางด้านสังคมที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย แต่ถึงอย่างนั้นภาษาทางการเมืองแบบไทยๆ ก็ยังไม่ลืมที่จะสอดแทรกอารมณ์ขันและอารมณ์ประชดประชันไว้ด้วย

 

 

ทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ “อย่ามาเหวง”

  ในจำนวนคำประดิษฐ์ วลีฮิตที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง "ทหารแตงโม" กับ "ตำรวจมะเขือเทศ" ดูเหมือนจะได้รับการกล่าวขวัญอย่างมากว่าเป็นการใช้โวหารภาพพจน์อย่างมีชั้นเชิง เป็นการใช้คำในเชิงเปรียบเทียบที่ทำให้เกิดมโนภาพอย่างชัดเจน เปลือกนอกสีเขียวของแตงโมเทียบได้กับเครื่องแบบของทหาร ส่วนสีแดงที่เป็นเนื้อในนั้นคือหัวใจที่เป็นหนึ่งเดียวกับคนเสื้อแดง แม้จะไม่สามารถสืบสาวหาเจ้าของวลีนี้ได้ แต่ ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวชื่นชมว่า นี่คือคำอุปลักษณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์


 "ผมชอบคำว่า ทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ มันเห็นภาพ แม้ว่าทหารจริงๆ ก็ไม่อยากถูกกล่าวหาว่าแตงโม ตำรวจก็ไม่ได้ภูมิใจที่เป็นมะเขือเทศ แต่มันสะท้อนอารมณ์ขัน การเปรียบเทียบอย่างมีชั้นเชิง และการเสียดสีประชดประชัน ภายใต้คำสั้นๆ อย่างแตงโม ข้างนอกเขียว แต่ผ่าออกมาแล้วแดง หรือมะเขือเทศ ไม่มีที่ใดของมะเขือเทศที่จะเป็นสีอื่น เป็นคำที่พอได้ยินปุ๊บเข้าใจได้ทันที"

 ส่วนอีกคำหนึ่งที่มาแรงแซงทางโค้งหลังจากมีการเจรจาออกโทรทัศน์ระหว่างแกนนำนปช. กับนายกรัฐมนตรี ต้องยกให้ "อย่ามาเหวง" คำนี้มีที่มาจากการแสดงความเห็นของ น.พ.เหวง โตจิราการ ในวันนั้นซึ่งถูกวิจารณ์ในโลกไซเบอร์ว่า พูดไม่รู้เรื่อง วกไปวนมา จนหลายคนหยิบมาใช้เป็นสแลงยอดนิยม

 เรื่องนี้ไม่พ้นหูของเจ้าของชื่อ เพราะแม้แต่เพื่อนร่วมเวทีนปช.ยังแอบ "เหวง" ตามประสาคนเห็นโลกมามาก หมอเหวงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ไม่ได้รู้สึกอึดอัด หรือมีปัญหากับวลีฮิตนี้แต่อย่างใด เพราะจริง ๆ คำว่า เหวง มีความหมายที่ดี เพราะเป็นคำแผลงมาจากภาษาจีน แปลว่า สว่างไสว รุ่งโรจน์

 "คิดว่าคนที่คิดคำนี้ขึ้นมาน่าจะเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือคนที่ไม่พอใจผม ต้องการจะดิสเครดิตมากกว่า"

  ทว่าในมุมของครูภาษาไทย คำสแลงโดยทั่วไปจะใช้เฉพาะกลุ่ม แต่ "เหวง" ถูกนำมาใช้ในวงกว้างจึงเป็นเรื่องน่าสนใจ โดยเป็นการเชื่อมโยงคุณสมบัติของบุคคลมาเป็นกิริยา ใช้ในความหมายว่า พูดไม่รู้เรื่อง ส่วนคำนี้จะอยู่ในสังคมนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความนิยมของผู้ใช้ ถ้าใช้อย่างต่อเนื่องอาจกลายเป็นคำปกติไปเลย และเมื่อนั้นอาจได้รับการบันทึกไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็เป็นได้
 

 

วาทกรรมอำมาตย์-ไพร่ "รัฐไทยใหม่"

 นับจากวันแกนนำนปช.ประกาศ "รวมพลไพร่โค่นอำมาตย์" วาทกรรมนี้ไม่เพียงถูกโยนเข้าไปกลางวงสนทนาสภากาแฟ ยังร้อนถึงนักวิชาการหลายสาขาที่ต้องออกมาถกแถลงกันอย่างออกรส เช่นนั้นแล้ว...นักภาษาศาสตร์จะพลาดได้อย่างไร


 ดร.อนันต์ วิเคราะห์ว่านี่เป็นเพียง "วาทกรรมอำพราง" ในความหมายที่ว่าชุดความคิดที่สื่อสารออกมาอาจมีนัยอื่นแอบแฝงอยู่

 “ปกติแล้ว ความคิดอาจจะชัดหรือไม่ชัดก็ได้ ถ้าความคิดไม่ชัด แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นภาษา มันก็ค่อนข้างยากที่ภาษาจะสื่อได้ชัดเจน หรือบางครั้งมีความคิดที่ชัดเจน แต่สื่อออกมาได้ไม่ได้ คนรับสารก็จะเข้าใจไขว้เขวได้ ทีนี้ถ้าเรามองเวทีของนปช. ผมคิดว่าเขามีชุดความคิดที่ชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร แต่เนื่องจากความคิดของเขาตรงนั้น อาจจะไม่สามารถพูดอย่างชัดเจนได้ว่าจริงๆ แล้วเขาคิดอะไร เพราะฉะนั้นเขาจำเป็นต้องอำพรางความคิด และเมื่อมีการเบี่ยงประเด็นขึ้นมาแล้ว ก็จำเป็นต้องกำหนดความหมายใหม่ให้กับคำที่ไม่เคยมีความหมายอย่างนี้มาก่อน พยายามที่จะไปขุดคำที่เราแทบจะไม่ได้ใช้ในสังคมแล้ว หรือใช้ในอีกความหมายหนึ่งมากำหนดความหมายใหม่ เพราะฉะนั้นความหมายที่บนเวทีเสื้อแดงใช้จึงไม่เหมือนกับความหมายทั่วๆ ไปที่ใช้กันอยู่”

 แม้จนบัดนี้จะยังไม่มีการกำหนดนิยามอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในพจนานุกรมเล่มแดง แต่นักวิเคราะห์การเมืองต่างเห็นตรงกันว่า อำมาตย์ในความหมายของนปช.นั้น ทางตรงมีเป้าอยู่ที่องคมนตรี ก่อนจะชี้ชัดๆ ลงไปว่าคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ส่วนอ้อมๆ จะกระทบชิ่งไปถึงใครบ้าง ขอละไว้ในฐานที่แต่ละคนจะเข้าใจกันไปเอง ซึ่งทั้งหมดนี้อ้างอิงจากการปราศรัยของประธานนปช. วีระ มุสิกพงศ์ ที่บอกว่า คำนี้หยิบมาจากหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

 “สมัยพ่อขุนรามคำแหง มีพ่อขุน มีไพร่ สมัยนั้นใครเดือดร้อนสามารถไปสั่นกระดิ่งถวายฎีกาต่อพ่อขุนได้ แล้วพ่อขุนจะตัดสิน แก้ไขความเดือดร้อนให้กับทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ชนิดตาชั่งไม่เอียงเหมือน พ.ศ. 2553”

 “ถามว่า พ.ศ.นี้ มีพ่อขุนหรือไม่ 'มี' มีการเคาะกระดิ่งถวายฎีกาหรือไม่ 'มี' แต่อำมาตย์ขโมยกระดิ่งไปไม่เปิดโอกาสให้ความถึงพ่อขุน เหตุฉะนี้ไพร่ฟ้าจะหน้าใสอยู่ฤา”  วีระ ให้เหตุผลถึงการเคลื่อนพลไพร่มาไล่อำมาตย์หลงยุค แต่จะเป็นอย่างไรเมื่อชาวบ้านตาดำๆ ตะโกนใส่หน้าตัวเองว่า "ไพร่" อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 “คำว่า 'ไพร่' ในการชุมนุมเมื่อใช้ย้ำๆ มากๆ เข้า คนจะมีความรู้สึกเป็นสองประการ หนึ่ง อยากพ้นสถานภาพที่ถูกตราหน้า กับอีกประการหนึ่งคือ อยากจะทำให้คนที่ตราหน้ามาอยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกับเขา ทีนี้อารมณ์และการปลุกเร้าแบบนี้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะฉะนั้นการสร้างถ้อยคำหรือการสร้างวาทกรรมของแกนนำบนเวที ต้องพยายามที่จะคิดมุก หาคำมาใช้อยู่เรื่อยๆ แล้วที่สำคัญ คำที่เขาใช้จะไม่นิ่ง มันจะขยับไปเรื่อยๆ และจะไม่ใช้คำนั้นอยู่นาน" อ.อนันต์ ตั้งข้อสังเกต

 แต่ไม่ว่าใครจะ "ส่ายหน้า" กับการหยิบคำมาใช้เพื่อแบ่งแยกคน หรือ "พยักหน้า" ขานรับ นักวิชาการแถวหน้าอย่าง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอมุมมองไว้ในบทความของตนเองว่า การที่คนเสื้อแดงเลือกคำว่า "ไพร่" มาใช้ เป็นการเลือกคำที่ชาญฉลาด

 "ไพร่ คำเดียว แทนประเด็นที่เขาชุมนุมกันได้แทบหมด ไม่ว่าจะเป็นความอยุติธรรม, สองมาตรฐาน หรือความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการรักษาผลประโยชน์ตนเองอย่างมืดบอดของเหล่าอภิสิทธิชน " ทั้งนี้เพราะไพร่ในความหมายนี้ถูกใช้ในเชิงประท้วง ต้องการเน้นความเสียเปรียบ หรือความต่ำต้อยของตนเองอันเกิดจากระบบแห่งความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย...

 "ไพร่ก็เหมือนคำในภาษาทั่วไป คือมีชีวิตของมันเอง หากไม่ตายหรือถูกเลิกใช้ไปเสีย ก็เคลื่อนคลายความหมายไปได้เรื่อยๆ ทั้งความหมายตรงและความหมายแฝง ในปัจจุบันหากไม่ใช้ในความหมายของศัพท์วิชาการแล้ว "ไพร่" มักมีความหมายในเชิงประท้วงหรือประชดอย่างนี้แหละครับ”

 และแล้วเมื่อการประชดประชันดำเนินมาได้ระยะหนึ่ง ไพร่กลางสี่แยกราชประสงค์ก็ได้ประกาศยกระดับการชุมนุมด้วยวาทกรรม “ใหม่” ภายใต้ความหมายอันคลุมเครือของ “รัฐไทยใหม่” เดือดร้อนนักวิชาการและคอการเมืองให้ต้องมาตีความกันอีกครั้ง

 ถ้าฟังจากนักเศรษฐศาสตร์การเมือง รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คำนี้อธิบายง่ายมาก เพราะรัฐ ประกอบด้วย ดินแดน ประชาชน และผู้ปกครอง สำหรับรัฐไทย ดินแดนย่อมเป็นดินแดนเดิม เช่นเดียวกับประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่อยู่ในข่ายต้องเปลี่ยนใหม่ ก็คือ ผู้ปกครอง (ส่วนจะตีความกันไปไกลแค่ไหน โปรดใช้วิจารณญาณของตนเอง) แต่ในมุมของนักภาษาศาสตร์ วาทกรรม ไพร่โค่นอำมาตย์ สงครามชนชั้น และรัฐไทยใหม่ เป็นชุดความคิดเดียวกัน รวมถึงคำว่า ล้มเจ้า ที่รัฐบาลใช้ แต่นปช.ไม่ยอมรับด้วย

 

 

โรดแมพ-เรดแมพ "ปรองดอง”

 ระหว่างที่สังคมใจจดใจจ่ออยู่กับคำตอบจากตู้คอนเทนเนอร์ อันเป็นที่ประชุมของบรรดาแกนนำนปช. คำใหม่ๆ ก็ยังรอการบันทึกในพจนานุกรมเล่มแดง ทั้ง "ขอนแก่นโมเดล" "ไปเป็นล้าน หมู่บ้านละคัน" รวมไปถึง "เรดแมพ" ที่จะเดินคู่ไปกับโรดแมพของรัฐบาล ทว่ายังมีอีกบางคำที่บางคนพยายามยัดเยียดไว้ แต่กลับไม่ได้ผลเหมือนในอดีต
 

เช่นประโยคที่ว่า “อภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือด” มีการคาดหมายกันว่า หากมีการปราบปรามผู้ชุมนุม และมีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีไม่ว่ายุคสมัยใดย่อมไม่พ้นตราบาปนี้ แต่กับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่คิด

 “ทุกวันนี้มันไม่เหมือนพฤษภาทมิฬ ตอนนั้นไม่มีภาพบันทึก แต่คราวนี้บันทึกกันเยอะมาก เทคโนโลยีมันไปไกล ทุกคนมีกล้องติดตัว มือถือมันไม่เพียงแค่ถ่ายภาพนิ่ง มันบันทึกทั้งภาพและเสียง มีภาพจากทุกที่ โกหกกันไม่ได้ สมมติว่าภาพหนึ่ง โกหก ภาพสอง โกหก มันก็มีภาพสาม สี่ ห้า หก เจ็ด มาเป็นตัวเช็ค”
 

เมื่อภาพที่เห็นไม่เป็นเอกฉันท์ เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่นเดียวกับอีกประโยคที่แกนนำผู้ชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเคยเจอมาแล้ว นั่นคือ “จำลองพาคนไปตาย” ครั้งนี้แม้จะมีความพยายามที่จะตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการสั่งปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรง ด้วยการสร้างวาทกรรม “...พาคนไปตาย” แต่การเติมชื่อใครสักคนลงในช่องว่าง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และอาจไม่มีพลังในการสื่อสารเช่นเดิม

 ยิ่งไปกว่านั้น ทันทีที่ท่านนายก โยนคำว่า “ปรองดอง” ออกมาทางหน้าจอโทรทัศน์ ทุกความสนใจก็พุ่งตรงไปที่คำคำนี้ อุณหภูมิทางการเมืองเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ...ไม่ใช่เย็นลง แต่ก็ไม่ถึงกับร้อนแรง ออกแนวร้อนๆ หนาวๆ มากกว่า โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ยังคาใจว่า...ทำไมต้อง “ปรองดอง”

 ตามพจนานุกรม ปรองดอง อาจมีอยู่หลายความหมาย ตั้งแต่การออมชอม, ประนีประนอม, ยอมกัน, ตกลงกันด้วยไมตรีจิต แต่ถ้าถามว่า ทำไมต้องปรองดอง คำตอบมีอยู่ในถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี

 “ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมีหลายสาเหตุครับ เป็นการสะสมปัญหามาเป็นระยะเวลาหลายปี ...ทำให้ความขัดแย้งนั้นทำให้เกิดความแตกแยก ร้าวลึก และรุนแรงมากขึ้นโดยลำดับ คำตอบทางการเมืองที่ผมอยากจะนำเสนอกับพี่น้องประชาชนในวันนี้ และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม เข้ามาช่วยกันแก้ไขให้กับบ้านเมือง ก็คือการที่จะสร้างกระบวนการการปรองดองขึ้นมา ...ผมคิดว่าถ้าวันนี้พี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือกับรัฐบาล จะทำให้บ้านเมืองของเรานั้นสามารถกลับสู่ความสงบสุขได้อย่างแท้จริง”

 ฟังดูเข้าที แต่หลายคนอาจรู้สึกไม่เข้าหู จึงเป็นที่มาของคำอีกคำหนึ่งที่คนเสื้อหลืองหยิบมาใช้ นั่นคือ "เกี๊ยะเซี๊ยะ" ขณะที่ทักษิณ ชินวัตร ก็แปลความแบบเหยียดๆ ว่าคงหมายถึง "ให้เสื้อแดงยุติการชุมนุม"

 “ที่จริง 'ปรองดอง' มันเข้ามาแทนคำว่า สมานฉันท์ หลังจากที่สมานฉันท์มันใช้มากจนหมดพลัง เมื่อสมานฉันท์ไม่มีพลังใดๆ เหลืออยู่แล้ว ในที่สุดคำใหม่ก็ต้องถูกคิดขึ้นมาเพื่อแทนกัน ทีนี้ปรองดองจะมีพลังอย่างชัดเจนหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับว่าคุณอภิสิทธิ์จะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่ แต่หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ยังมีอุปสรรคอีกมากมาย ผมมองอนาคตไม่เห็นว่ามันจะปรองดองกันได้อย่างไร ที่สำคัญ สังคมจะต้องจับจ้องไม่ให้การปรองดองกลายเป็นการฮั้วกันทางการเมือง” ดร.อนันต์ ให้ความเห็น ก่อนจะแสดงความคาดหวังต่อไปว่า

 “ผมยังมองในแง่ดีว่า การปรองดอง ถ้าในแง่ของการทำให้คนในชาติปรองดองกัน ใช่ แต่คนที่ทำผิดอาญา ผิดรัฐธรรมนูญจำเป็นที่จะต้องรับผลกรรมของตัวเอง และต้องมีคนรับผิดชอบชีวิตคนที่ตายไป ...การปรองดองต้องไม่นำไปสู่การเว้นโทษทางอาญา ซึ่งเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐในราชอาณาจักรและความมั่นคงของรัฐนอกราชอาณาจักร”

 แม้วันนี้ความปรองดองยังเป็นความหวังอันลางเลือน และไม่รู้ว่าพจนุกรมฉบับนปช.จะบันทึกคำสุดท้ายไว้อย่างไร แต่กับคำกล่าวที่ว่า "คำพูดเมื่อออกจากปากไปแล้ว ย่อมเป็นนายของผู้พูด" ทั้งแกนนำนปช.และนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่างต้องตระหนักถึงความจริงข้อนี้

Tags : พจนานุกรม นปช. ศัพท์การเมือง

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement