ผ่าน "วันที่ร้อนที่สุด" ในรอบปีมา 1วัน (และวันนี้ก็ยังร้อนอยู่) เคยคิดบ้างไหม หากเราต้องอยู่ในอุณหภูมิหลัก 4 ตลอดทั้งปี ชีวิตจะเป็นอย่างไร
ถ้าไม่นับการบุกยึดโลกของกองทัพมนุษย์ต่างดาวใน "สงครามวันดับโลก" หรือ ID4 บางคนอาจจะคิดถึง อุกกาบาตลูกมโหฬารแบบ Armageddon และ Deep Impact ขณะที่อีกหลายคนอาจนึกถึงคำทำนายใน 2012 ที่ฟ้าถล่ม ดินทลาย ซึ่งก็พ้องกับ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างเฉียบพลันที่เกิดขึ้นใน The Day After Tomorrow ด้วย และยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่จะมองเห็น "ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก" แบบที่ An Inconvenient Truth เคยนำเสนอ ก็เป็นไปได้เช่นกัน
โดยเฉพาะ กระแส "ภาวะโลกร้อน" ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทำให้มีการคาดเดาไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งความแปรปรวนของสภาพอากาศ และภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดตามมา (บางความเชื่อมองถึงขั้นอาจต้องวาดแผนที่โลกกันใหม่ก็เป็นได้)
สำหรับประเทศไทยเองอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระทั่งรายงานล่าสุดจากทางสถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์ก็ระบุถึงวันที่ร้อนที่สุดในรอบปีนี้ ว่าจะมีอุณหภูมิสูงถึง 42 องศาเซลเซียส (เพชรบูรณ์ 42.2 องศาฯ)
คำถามมีอยู่ว่า หากวันหนึ่ง เราต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เริ่มสตาร์ทด้วยเลข 4 แบบนี้ตลอดทั้งปีแล้ว เมืองที่มีสภาพเป็น "เกาะความร้อนขนาดใหญ่" อย่างกรุงเทพมหานครจะเกิดอะไรขึ้น
มีใครจินตนาการออกบ้าง...
- ก่อนถึงองศาที่ 40
วันนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ถึงผลกระทบของสภาพอากาศที่มีต่อการดำเนินชีวิต ยิ่งในเมืองที่มี "มหานคร" ต่อท้ายอย่างกรุงเทพฯ หมอกจางๆ ในตอนเช้าถูกแทนที่ด้วยฝุ่นควัน และไอเสีย แดดที่เคยพอให้รู้สึกร้อนกลายเป็น "แสบผิว" ทั้งๆ ที่เฉียดไปโดนไม่ถึง 5 นาที ยังไม่นับถึงอาการเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝน ที่บ่อยครั้งก็หักปากกาเซียนพยากรณ์อากาศอย่างกรมอุตุฯ แบบไม่มีชิ้นดี ที่สำคัญ "ความวิปริต" เหล่านี้ยิ่งเพิ่มกระแส "โลกร้อน" ให้มี "น้ำหนัก" ยิ่งขึ้น
กระทั่งผลงานศึกษาวิจัยเรื่อง "ผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" (The Economicsof Climate Change in Southeast Asia:A Regional Review) ของ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asia Development Bank) หรือ เอดีบี ก็ออกมายืนยันว่า ไทยเป็นหนึ่งประเทศในภูมิภาคที่กำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยตรง
ถึงอย่างนั้น ในสายตาของนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องสภาพอากาศร้อนในประเทศไทยอย่าง สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขายังไม่อยากให้ไป "ตื่นตูม" กับเรื่องนี้มากจนเกินไปนัก
"เราต้องเข้าใจธรรมชาติก่อนว่าโลกร้อนมันเป็นความเปลี่ยนแปลงระยะยาว และจะเปลี่ยนแค่ประมาณครึ่งองศาฯ ขณะที่อาการที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คือ การเปลี่ยนแปลงระยะสั้น มันมาแล้วก็ไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของลมที่พัดเข้าสู่บ้านเรา ลักษณะของแดด และภูมิประเทศ รวมถึงกิจกรรมของผู้คน" เขาอธิบาย
เมื่อเทียบเคียงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่ออุณหภูมิเข้ากับสภาพความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ สำหรับสธนถือว่า "เชื่อไม่ได้"
"แค่คุณเปิดแอร์เพื่อลดอุณหภูมิในห้องนอน ทุกๆ 1 องศาที่ลด แอร์ก็จะระบายความร้อนไปเพิ่ม 1 องศาข้างนอก ดังนั้น สภาพของกรุงเทพฯ จะเป็น ถนนหนทาง รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นภูมิอากาศเฉพาะ เป็นโดมความร้อนขนาดใหญ่อยู่แล้ว"
หากมองภาพรวมเขาก็ยอมรับว่าในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมา เมืองไทยมีวันที่อากาศร้อนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 10-15 วัน นั่นเป็นเพราะพื้นที่สีเขียวของผืนป่าที่เคยมีอยู่อย่างหนาแน่นในอดีตถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น "ลานกว้าง" สำหรับการพัฒนาประเทศไปกว่าร้อยละ 80 อากาศร้อนลักษณะนี้จึงถือเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังมีโอกาสที่อุณหภูมิระหว่างวันจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย
"ถ้ากิจกรรมเรายังมากขึ้น และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยของกรุงเทพเองก็จะสูงขึ้น จนในที่สุดก็จะถึง 40 องศา มีความเป็นไปได้ แต่ผมว่าตัวเลข 40 อาจจะไกลเกินไป แค่อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศเพิ่มขึ้นประมาณ 2 องศา หรืออยู่ที่ 38 องศา สูงกว่าอุณหภูมิร่างกายเราคนก็จะเกิดปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศแน่นอน"
- อากาศ "วิปริต" คน "อันตราย"
พัฒนาการของความร้อนในกรุงเทพฯ ในช่วงฤดูร้อนนี้ ถึงแม้จะเริ่มใกล้เคียงสมมติฐานที่ตั้งไว้ เพราะมีหลายวันที่อุณหภูมิทะลุขึ้นแตะระดับเลขสี่อยู่บ่อยๆ แต่หากมองให้ทะลุถึงแบบจำลองของวันที่ กรุงเทพฯ และประเทศไทยมีอุณหภูมิเริ่มต้นที่ 40 องศาจริงๆ จะมีผลกระทบเกิดขึ้นตามมามากมาย
ปริมาณความร้อนในอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น ในรายงานของเอดีบีระบุถึงผลกระทบทางกายภาพที่จะตามมาก็คือ การผลิตข้าวอาจละลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว พอๆ กับปริมาณน้ำฝน ทำให้ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนที่สุดในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ นอกจากนั้น ยังส่งผลกระทบต่อป่าไม้ แนวชายฝั่งทะเลเกือบ 3,000 กิโลเมตร อาจประสบกับน้ำท่วม และการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อป่าไม้ของไทยเสียหาย ทำให้ระบบนิเวศและความหลายทางชีวภาพจากป่าเปลี่ยนไปด้วย
สำหรับสภาพอากาศในเมืองใหญ่ สธน คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็วระหว่างวันไม่ต่างอะไรกับสภาพอากาศแบบ "ทะเลทราย"
"อากาศร้อนตอบยากกว่าอากาศหนาว หรืออากาศฝน เพราะมันอาจจะเป็นไปได้หลายอย่าง แต่ถึงอย่างไร อากาศบ้านเราน่าจะแปรปรวนมากขึ้น อุณหภูมิน่าจะแปรปรวนมากขึ้น จะสูงและต่ำ ในช่วงเวลาอันสั้น คือ อุณหภูมิสูงมากในเวลากลางวัน และต่ำมากในเวลากลางคืน"
การเปลี่ยนสภาพอากาศอย่างฉับพลันดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบโดยตรงกับร่างกายของเรา รายงานจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ร่างกายมนุษย์สามารถทนความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ไม่มากนัก หากร้อนจัด เย็นจัด ก็สามารถทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ อากาศร้อนจัด เสียเหงื่อมาก ทำให้เลือดข้น ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่พอ ทำให้เป็นลม ช็อก และเสียชีวิตได้ โดยจะเริ่มต้นจากอาการเจ็บป่วยจากแดดร้อนจัด คือ ตะคริวแดด เพลียแดด และเป็นลมแดดในที่สุด
ส่วนเชื้อโรคในสภาพอากาศ 40 องศานั้น ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกว่าไม่ส่งผลอะไรต่อการเปลี่ยนแปลงของเชื้อโรคมากนัก เพราะเชื้อโรคจะตายเร็วขึ้นในอุณหภูมิระดับนี้ แต่ที่ต้องระวังน่าจะเป็นระบบการป้องกันของร่างกายมากกว่า
"อากาศร้อนจัดทำให้ระบบการป้องกันเชื้อโรคอย่าง ทางเดินหายใจ ที่มีขนในโพรงจมูกหรือน้ำมูกกันอยู่ แต่ถ้าแห้ง ก็อาจจะมีปัญหาได้ จริงๆ เราก็มีการศึกษาอยู่ แต่ยังไม่ชัดเจน เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันที่อาจจะไม่ปกติในสภาพอากาศแบบนี้ ที่ต้องระวังอีกอย่างก็คือเรื่องสุขอนามัยในการบริโภค น้ำอาจจะไม่สะอาด อาหารบูดเสียได้ง่าย หรือพาหะอย่างยุงที่พร้อมจะออกมาตลอดเวลาที่มีการเปลี่ยนสภาพอากาศอย่างฉับพลัน รวมทั้งคนที่มีอาการเส้นเลือดตีบ เลือดไหลช้าก็จะมีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ หรือโรคหัวใจได้ง่ายกว่าปกติ
...หรือคนที่เป็นไมเกรนอยู่ก็จะเป็นบ่อย และรุนแรงขึ้นด้วย" เขายืนยัน
- ใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้
ไม่ว่าอุณหภูมิจะทะลุปรอทไปแค่ไหน แต่บรรดา "คนเมือง" ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ คงต้อง "ปรับตัว" ตัวรับสภาพกับลักษณะอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง
ครีมกันแดดที่มีค่า Spf สูงๆ ดูจะกลายเป็นเครื่องป้องกันอย่างแรกๆ เท่าที่ วราภรณ์ วิจิตรภาพ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิตพอจะคิดออก หากวันหนึ่ง กรุงเทพฯ มีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 40 องศา จริงๆ และถ้าธุระไม่จำเป็น การนอนอยู่บ้านเปิดแอร์ดูจะเป็นทางออกที่เวิร์กที่สุด
"ทุกวันนี้อากาศบ้านเราก็ถือว่าร้อนและแดดแรงมากจนไม่อยากจะออกไปไหนอยู่แล้ว ยิ่งถ้าอากาศร้อนมากกว่านี้ก็คงไม่ไหว ขืนออกไปมีหวังตัวไหม้เกรียมแน่ๆ" เธอบอก
ขณะที่ พงศ์ธร พริบไหว นักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ออกความเห็นถึง "ชีวิต 40 องศา" ว่าการหันมาปลูกต้นไม้รอบๆ บ้านน่าจะช่วยคลายร้อนลงได้ในระดับหนึ่ง หรือไม่ก็เก็บเงินสักก้อนแล้วอพยพหนีร้อนข้ามไปอยู่อีกซีกโลก
ส่วนมุมมองของคนทำงานอย่าง บุญญิสา เพ็งบุญมา และ ปิ่นดาว นวลเกลี้ยง ทั้งคู่ต่างยอมรับว่า การปรับเครื่องแต่งกายให้เข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น และการหลบไปหาที่เย็นๆ อยู่ดูจะเป็นทางเลือกที่สามารถทำได้จริงในยุคนั้น
แต่สำหรับ ป้าศรี (นามสมมติ) แม่ค้ารถเข็นที่ขายผลไม้อยู่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าย่านบางนา เมื่อถามถึงชีวิต "กลางแจ้ง" ในวันข้างหน้า ป้าบอกว่า "ก็คงได้แต่ทำใจ"
"อากาศร้อนขึ้นก็ทำไงได้ ก็ต้องทำใจทนทำไป คนหาเช้ากินค่ำอย่างเราจะให้หลบหรือหนีไปไหนก็คงไม่ได้หรอก อากาศร้อนคนก็คงไม่ออกมาซื้อของหน้าห้าง พวกเขาคงอยู่แต่ในห้างอากาศเย็นๆ กัน ทุกวันนี้เราก็ขายของตากแดดอยู่ทุกวันจนชินแล้ว จะร้อนกว่านี้ก็คงไม่เป็นไรหรอก ทนเอาได้" เธอตอบพร้อมเสียงถอนหายใจ
นอกจากการปรับตัวของผู้คนแล้ว สภาพแวดล้อมในย่านชุมชนยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม ทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์เล่าถึงสภาพที่อยู่อาศัยใต้ร่มองศาที่ 40 ว่าน่าจะอยู่ที่การแก้ปัญหาส่วนที่รับความร้อนโดยตรงอย่างหลังคาบ้าน และการใช้สภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์อย่างจริงจังเสียที
"ความร้อนหลักวันนี้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์มาจากหลังคาบ้าน เราคงต้องคำนึกถึงเรื่องการลดความร้อนจากหลังคาเป็นอันดับแรก อาจจะต้องมีเทคโนโลยีที่สะท้อนความร้อนมากกว่าปกติ ต้องถูกนำมาใช้ รวมทั้งคุณภาพสารเคลือบพื้นผิวที่ช่วยสะท้อนความร้อน หรือฉนวนกันความร้อนที่เป็นไยไฟเบอร์ ที่สำคัญ เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ธรรมชาติอย่างจริงจัง"
"วันนั้น ธรรมชาติ ต้องสำคัญที่สุด น่าจะมีการออกกฎหมายให้ทุกคนปลูกต้นไม้ เพราะถ้ามีต้นไม้อยู่รอบอาคาร เราจะสามารถลดอุณหภูมิได้ 2 องศา บริเวณด้านข้างก็สร้างบรรยากาศให้ความร่มรื่น เหมือนกฎหมายระยะร่นทุกวันนี้ ที่การสร้างบ้านหลังหนึ่งต้องร่นระยะ 2 เมตร รวมทั้งการคำนึงถึงทางลม หรือทิศทางของการสร้างอาคารด้วย" เขาอธิบาย
การออกมาตรการ "พื้นที่สีเขียว" สำหรับตัว สธน เองก็มองเหมือนกับทวีจิตรว่าควรจะเป็นเรื่องที่น่าจะสามารถทำได้ง่าย และเร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอให้สถานการณ์เกิดในอนาคตแล้วค่อนหามาตรการแก้ไข วางนโยบายกันเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
เพราะอย่างไรก็ตาม การไหวตัวทันเพื่อหาทาง "ป้องกัน" ย่อมดีกว่า การที่เราต้องมานั่งคิดถึง "ทางแก้" อากาศ 40 องศา ที่จะเกิดขึ้นตามมาเป็นไหนๆ
