"เกาะเจมส์ บอนด์ สวยมั้ย ไปยังไง"
เพื่อนสาวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งถามขณะที่เรากำลังนั่งอร่อยอยู่กับอาหารอินเดียในร้านแห่งหนึ่ง ย่านมหาวิทยาลัยมัลติมีเดีย เมืองไซเบอร์จายา ประเทศมาเลเซีย
ฉันยิ้มให้เธอเล็กน้อยก่อนจะกลบคำถามนั้นด้วยการคว้า "นาน" (แป้งแผ่นคล้ายโรตี) แผ่นโตกับแกงไก่เข้าปาก นึกขอบใจเพื่อนอีกคนที่ชวนคุยเรื่องอื่นไป ไม่อย่างนั้นฉันคงจุกตายเพราะอาจจะต้องกินนานเข้าไปอีกหลายคำ
ไม่ได้อยากจะหลบเลี่ยงคำถาม แต่...เกาะเจมส์ บอนด์ อยู่ที่ไหน ไม่รู้จริงๆ ให้ตายเถอะโรบิ้น!!
1.
เครื่องบินค่อยๆ ลดระดับลง ก่อนส่งผู้โดยสารทุกคนถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตด้วยความปลอดภัย กลิ่นแดดภาคใต้บาดจมูกดีไม่แพ้แดดกรุงเทพฯ ฉันคว้าหมวกแก็ปออกมาใส่แล้วเดินตามเพื่อนอีก 4-5 คนไปที่รถตู้
"โธ่เอ๊ย เป็นนักเดินทางยังไงไม่รู้จักเกาะเจมส์ บอนด์ เสียชื่อหมด" เพื่อนร่วมทริปค่อนขอด ทำเอาหน้าหดเหลือ 2 นิ้ว และพอรู้ว่า "เกาะเจมส์ บอนด์" คือ "เกาะตะปู" ที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ฉันก็ยิ่งไม่มีหน้าไปพบใครๆ อยากจะร้อง "โธ่เอ๊ย" ให้กับความเบาปัญญาของตัวเองจริงๆ
เพียงชั่วโมงเศษจากสนามบิน รถตู้ก็พาเรามาหยุดที่ท่าเรือบ้านท่าด่าน ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา เพื่อลงเรือหางยาวเช่าเหมาลำ แล้วไปชมสิ่งมหัศจรรย์ 4 อย่าง (ตามความคิดของผู้เขียน) ในอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา
อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน มีพื้นที่ทั้งหมดราว 250,000 ไร่ ครอบคลุมตำบลกระโสม ตำบลกะไหล ตำบลคลองเคียน อำเภอตะกั่วทุ่ง ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมืองพังงา และตำบลเกาะยาวน้อย ตำบลเกาะยาวใหญ่ อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา โดยพื้นที่ 80 เปอร์เซ็นต์ของอุทยานฯ เป็นน้ำทะเล พื้นทะเลเป็นดินเลน โคลน และทราย มีเกาะน้อยใหญ่ในความดูแลมากถึง 42 เกาะ
เนื่องจากบริเวณนี้เป็นรอยเลื่อน มีชื่อทางธรณีว่า รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย หรือรอยเลื่อนพังงา ทำให้โครงสร้างของหินมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดแร่ธาตุที่เป็นทรัพยากรสำคัญมากมาย เช่น แร่ดีบุก ตะกั่ว เหล็ก วุลแฟรม พลวง แมงกานีส แบไรต์ ฟลูออไรด์ และทองคำ ส่วนโครงสร้างภูเขาเหนือผิวน้ำบริเวณอ่าวพังงาก็เป็นภูเขาหินปูนเสียส่วนใหญ่ มีรูปลักษณ์แปลกตาน่าสนใจ วางตัวสลับซับซ้อนอยู่ในทะเลอย่างสวยงาม
เรือหางยาวพาเราล่องฝ่าเปลวแดดร้อนๆ ผ่านป่าชายเลนในละแวกท่าเรือบ้านท่าด่านมาจนถึงภูเขากลางน้ำหน้าตาประหลาด เขาหมาจู นายท้ายบอกเราอย่างนั้น ลักษณะเป็นภูเขาหินที่มีรูปร่างคล้ายสุนัขกำลังนั่งหมอบ เห็นส่วนหัว ลำตัว และหางเป็นพู่ มองแล้วก็คล้ายจริงๆ (ว่าแต่ หมาจูหน้าตาเป็นยังไงกันหนอ) นี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์แรกบนอ่าวพังงาในทัศนะของฉัน
ไม่ได้จอดเรือ แค่ขับผ่านเพื่อบันทึกภาพเท่านั้น พอสมใจแล้วก็เดินทางต่อไปยังสิ่งมหัศจรรย์แห่งที่ 2 เกาะปันหยี ที่บอกว่ามหัศจรรย์เพราะเกาะแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในน้ำกลางอ่าวพังงา ก่อสร้างบนพื้นน้ำทะเล แต่ยกระดับให้พ้นการขึ้น-ลงของน้ำ
ตามประวัติว่า “โต๊ะบาบู” ผู้นำชาวอินโดนีเซียได้อพยพครอบครัวมาเมื่อ 200 ปีก่อน เมื่อเจอเกาะแห่งนี้จึงได้ขึ้นไปปักธง เพื่อให้สมาชิกที่อพยพมาด้วยกันรู้ว่า สถานที่แห่งนี้เหมาะสมที่จะตั้งบ้านเรือน ซึ่งคำว่า “ปันหยี” นั้น เป็นภาษาอินโดนีเซียที่แปลว่า “ธง” นั่นเอง
มาถึงเอาเที่ยงวันตะวันตรงศีรษะพอดี เกาะปันหยีมีร้านอาหารมากมาย แล้วแต่ว่าจะสนใจเลือกร้านไหน ฉันและเพื่อนเลือกร้านที่อยู่ใกล้จุดจอดเรือมากที่สุด เหตุผลก็เพราะหิวสุดๆ ไม่อยากเดินหาร้านอื่นแล้วนั่นเอง
อิ่มท้องแล้วต้องเดินย่อย ถึงจะเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีพื้นราบแค่ 1 ไร่ แต่ความที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีบ้านเรือนหนาแน่นเกือบ 300 หลังคา ทำให้การเดินชมหมู่บ้านไม่ใช่ความคิดที่เหมาะสมนัก เอาแค่เดินตลาดหาซื้อของฝากของที่ระลึกแค่นั้นก็พอ
ชาวเกาะปันหยีส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก ส่วนอาชีพขายของฝาก ของที่ระลึก และกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอื่นๆ ถือเป็นอาชีพเสริม ป้าเจ้าของร้านของฝาก "มุกตาเราะห์" บอกว่า ชาวเกาะปันหยีอยู่กันมาหลายชั่วอายุคน นับที่รุ่นป้าก็ปาเข้าไปรุ่นที่ 4 แล้ว
"คนปันหยีไม่ค่อยไปทำงานที่ไหน เพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว อยู่ที่นี่สบายกว่า ป้าเคยไปขายของฝากที่ภูเก็ต แต่ก็ต้องกลับมาบ้านเพราะเราไม่ต้องเสียค่าที่ แถมขายได้ตลอดทั้งปี ขนาดช่วงสึนามิที่คิดว่าต้องโดนแน่แล้ว บนฝั่งแจ้งมาให้พวกเรารีบอพยพ เพราะน้ำที่นี่ลดลงไปมาก แต่เราก็โชคดีไม่โดน"
เราเลือกของฝากไป คุยกับป้าไป จนรู้ว่าของฝากที่นี่ไปไกลทั่วโลก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ชอบของฝากประเภท มุก เปลือกหอย ที่เอามาทำเป็นสร้อย แหวน กำไล ส่วนผ้าบาติกลายอินโดก็ขายดี ไหนจะน้ำพริกกุ้งเสียบ กะปิ ที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยและคนเอเชีย เรียกว่า มาแล้วกระเป๋าแห้งกันเลยทีเดียว
2.
ครึ่งวันผ่านไป เกาะเจมส์ บอนด์ ที่ตั้งใจมาชมก็ยังไม่ปรากฏโฉมให้เห็น นายท้ายเรือคนเดิมค่อยๆ จุ่มหางเสือเรือลงไปในทะเลอีกครั้ง แล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไปทันที
แผงภูเขาที่กางกั้นอยู่ข้างหน้า มีเรือโดยสาร 2-3 ลำจอดลอยน้ำอยู่ ดูบนเรือเหมือนไม่มีผู้คน ก็จริงๆ นั่นแหละ เพราะคนทั้งหมดลงไปนั่งพายเรือแคนูชมธรรมชาติกันอย่างสนุกสนานแล้ว ใจเราก็อยากลงไปพายกับเขาบ้าง แต่เวลามันเอื้ออำนวยที่ไหน นายท้ายเรือจึงเร่งเครื่องผ่านกิจกรรมนั้นไป
แต่ผ่านไม่ผ่านเปล่า ลุงแกยังทำเราหวาดเสียวไปด้วย ก็ทางข้างหน้ากว้างขวางเสียที่ไหน เป็นเพียงอุโมงค์เล็กๆ ที่เรือลอดผ่านได้ทีละลำเท่านั้น เพราะบริเวณนี้คือ เกาะทะลุนอก เป็นเขาหินปูนที่มีถ้ำทะลุ คล้ายๆ ถ้ำลอดใหญ่ (เราไม่ได้ไป) แต่มีขนาดเล็กกว่า บริเวณนี้มีหินแปลกตามากมาย และเป็นจุดพายเรือแคนูที่มีนักท่องเที่ยวนิยมกันมาก
ผ่านไปอย่างง่ายดายและสวยงาม หันกลับไปมองอีกครั้งมีเรือนำเที่ยวอีกหลายลำลอดตามเรามา ประเมินดูแล้วน่าจะเป็นชาวต่างชาติ ไม่ญี่ปุ่นก็เกาหลี
จริงดังคาดเดา เมื่อเรือของเราเกิดขัดข้องกลางทะเล "ใบพัดหัก" นายท้ายเอ่ยปากคล้ายเป็นเรื่องธรรมดา แต่นี่มันกลางทะเลนะลุง...
แล้วพระเจ้าก็ทรงเมตตา ส่งเรือนำเที่ยว 1 ลำมาช่วยเรา เจ้าของเรือลำนั้นจอดเรือเทียบมาข้างๆ เรือของเรา ตอนแรกนึกว่าจะมีการถ่ายผู้โดยสารไปลำโน้น แอบดีใจเพราะลำนั้นมีหนุ่มเกาหลีหน้าเลี่ยมนั่งอยู่หลายคน เปล่า!...ลุงให้เรานั่งเฉยๆ บอกว่ามีอะไหล่ เปลี่ยนแป๊บเดียวเท่านั้น หมดกัน อุตส่าห์ส่งเสียง "อันยอง" ไปแล้วด้วยสิ
หลังจัดแจงเปลี่ยนอุปกรณ์เสร็จ พ่อหนุ่มเกาหลี 4-5 คนก็โบกมือลา เราทำได้เพียงมองตามตาละห้อย ลุงสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้งแล้วเร่งเครื่องตามไปติดๆ ภาพรางๆ ด้านหน้ากระตุกตาให้เบิกโพลงขึ้นอีกครั้ง
ใช่แล้ว ที่นี่ต้องเป็นฐานยิงขีปนาวุธในหนัง James Bond 007 ตอน เพชฌฆาตปืนทอง (The Man with the Golden Gun) ที่กระฉ่อนไปทั่วโลกแน่ๆ ลุงจ๋า...ไปไวกว่านี้จะได้ไหม
เกาะตะปู หรือเขาตะปู หรือเกาะเจมส์ บอนด์ มีศัพท์เฉพาะทางธรณีวิทยาว่า เกาะหินโด่ง (Stack) มีลักษณะเป็นแท่งหินขนาดใหญ่ส่วนปลายด้านบนกลมโตด้านล่างเรียวเล็กปักอยู่ในทะเล มองจากระยะไกลคล้ายตะปูขนาดยักษ์ปักลงน้ำ มหัศจรรย์ไม่ใช่เล่น และนี่ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 3 คู่กับเขาพิงกันที่อยู่ด้านหลัง
อยากเข้าไปดูใกล้ๆ แต่นายท้ายท้วงว่า จะต้องชมไกลๆ เข้าไปใกล้ไม่ได้ เพราะฐานของเกาะตะปูถูกน้ำกัดเซาะจนสึกกร่อน อาจเป็นอันตราย ว่าแล้วแกก็พาเราอ้อมไปด้านหลัง
"จะขึ้นไปบนเกาะหรือเปล่าครับ" พอเราพร้อมใจพยักหน้า แกก็จอดเรือเทียบท่าที่หาดทรายทันที
มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากมายบนหาดทรายนั้น เราแทบจะเป็นคนไทยกลุ่มเดียว ยิ่งเดินอ้อมผาไปอีกด้านของเกาะ ยิ่งเหมือนมาเที่ยวต่างประเทศ เพราะทุกคนพูดจาคนละภาษาหมดเลย
หาดด้านหน้าตรงนี้มองเห็นเกาะตะปูชัดเจน ตอนกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องเจมส์ บอนด์ มาถ่ายทำเมื่อปี พ.ศ. 2517 ก็ปักหลักกันตรงนี้แล้วซ้อนภาพให้ดูเป็นฐานยิงขีปนาวุธ เนื้อเรื่องสนุกสนานติดตลก จนคนทั่วโลกรู้จักเกาะตะปูในชื่อ James Bond Island
มีนักวิชาการเคยศึกษาแล้วพบว่า เกาะตะปูแห่งนี้เป็นเขาหินปูน ยุคเพอร์เมียน (Permian) หรือประมาณ 295-250 ล้านปี เนื่องจากหินปูนมีคุณสมบัติสึกกร่อนจากการละลายน้ำได้ง่าย ดังนั้นเกาะต่างๆ ในบริเวณอ่าวพังงาจึงมีรูปร่างแปลกๆ และมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการผุพังทำลายของเนื้อหิน เกาะตะปูก็เช่นกัน
นอกจากนี้เกาะตะปูยังมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสมัยโบราณ กล่าวคือ เกาะตะปูและเกาะเขาพิงกันด้านตะวันออกเดิมนั้นมีสภาพเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน และอยู่บนผืนแผ่นดิน แต่เมื่อมีการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกทำให้เกิดมีรอยเลื่อนใหญ่ที่เรียกว่า รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย และรอยเลื่อนย่อยๆ อื่นๆ มากมาย ซึ่งรอยเลื่อนนั้นทำให้เกิดการหักพังของหินบริเวณรอยต่อระหว่างเกาะตะปูและเขาพิง เกาะตะปูแยกออกมาเป็นเขาลูกโดดและถูกคลื่นกัดเซาะและขัดเกลาจนมีรูปทรงเรียวสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 4 เมตร อย่างที่เห็น
ส่วน เขาพิงกัน ก็แยกออกมาพร้อมๆ กับเกาะตะปู ลักษณะการเกิดเกิดจากหินที่เล็กกว่าเลื่อนลงมา ฐานจมลงไปในดิน ส่วนบนยังคงพิงกันอยู่ เดินไปดูก็น่าอัศจรรย์ พิงกันอยู่ได้อย่างไรแบบไม่แตกหัก บ้างก็สร้างตำนานให้ว่า หินมันรักกันเลยโอนเข้าโอบกัน ว่าไปนั่น
จริงๆ ทิวทัศน์บริเวณนี้จะสวยงามมาก สามารถมองทะลุจากหาดด้านหนึ่งไปถึงเกาะตะปูได้ แต่เสียดายที่ร้านขายของที่ระลึกยึดพื้นที่กลางหาดไปเสียหมด ทำให้บดบังความสวยงาม การจัดการพื้นที่ถือเป็นปัญหาหลักที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยไม่พัฒนา (อันนี้ไม่ได้กล่าวหา แต่พูดจริง)
กลับออกมาพร้อมความสบายใจ (ที่ได้เห็นเกาะเจมส์ บอนด์) นายท้ายค่อยๆ เร่งเรือช้าๆ พาเราย้อนกลับมาทางเดิม แต่คราวนี้ไม่แวะจุดไหนไล่ยาวไปจนถึงภูเขาลูกหนึ่ง ลุงเบาเครื่องยนต์ก่อนจะจอดเรือแล้วชี้ให้เราชมอะไรบางอย่างบนแผ่นผา
"เห็นมั้ย ภาพเขียนสีอายุเป็นพันๆ ปี" ลุงชี้ เราแหงน มีภาพอยู่ตรงนั้นจริงๆ
ภาพเขียนสี ที่บริเวณเขาเขียน เป็นภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งกรมศิลปากรได้ทำการสำรวจ พบว่าภาพเขียนสีเหล่านี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี สันนิษฐานว่าเป็นภาพวาดโดยนักเดินเรือสมัยโบราณที่แวะมาจอดพักหลบมรสุม
ภาพเขียนส่วนใหญ่เป็นภาพลายเส้น มีการระบายสีบ้าง ทั้งวาดเส้นด้วยสี เขียนด้วยสี และเขียนด้วยการหยดสี สะบัดสี มักเขียนด้วยสีแดงและสีดำ มีสีอื่นๆ บ้าง แต่เป็นส่วนน้อย รูปลักษณ์ที่เขียนมีทั้งลักษณะที่เป็นรูปร่างของคนและสัตว์ เช่น ภาพคนแบกปลา ปลา กุ้ง ค่าง นก ช้าง และรูปลักษณ์ของสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ลายเส้นคล้ายยันต์หรือตัวอักษร ลูกศร เครื่องมือจับสัตว์น้ำ เรือ
คนวิเคราะห์เขาเก่งจริงๆ เพราะสามารถบอกได้ว่าเป็นรูปอะไรบ้าง เราจ้องกันตั้งนานมองไม่ออกสักกะภาพ แต่ก็แปลกตา ฉันจึงจัดให้ภาพเขียนสีเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 4 ของอ่าวพังงา
มากกว่าการตามหาเกาะเจมส์ บอนด์ การนั่งเรือชมอ่าวพังงาในวันนี้ยังทำให้ฉันรู้จักสภาพภูมิประเทศและประวัติศาสตร์โบราณคดีเพิ่มขึ้น
ทีนี้ก็กลับไปคุย(โม้)กับเพื่อนที่อยู่ฝรั่งเศสได้แล้วว่า เกาะเจมส์ บอนด์ มหัศจรรย์อย่างไร
...............
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ไปพังงาได้หลายรูปแบบ ทั้งเครื่องบิน รถไฟ รถโดยสารประจำทาง และรถยนต์ สอบถามข้อมูลการเดินทางที่ ททท. Call Center 1672 เมื่อถึงพังงาแล้วให้ต่อไปยังอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา โดยเริ่มจากตัวจังหวัดบนทางหลวงหมายเลข 4 มุ่งหน้าลงใต้ไปที่ตำบลโคกกลอย ผ่านศาลากลางจังหวัด ห่างจากตัวเมืองประมาณ 8 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4144 นำไปสู่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ซึ่งอยู่ห่างจากทางแยก 4 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถโดยสารรถประจำทางไปจากตัวจังหวัดก็ได้
ส่วนการเช่าเรือล่องอ่าวพังงา มีเรือบริการนำเที่ยวออกจากท่าเรือต่างๆ เช่น ท่าเรือท่าด่านศุลกากร ใกล้โรงแรมพังงาเบย์รีสอร์ท มีเรือนำเที่ยวหลายขนาด ถ้าเดินทางมาเป็นคณะใหญ่ ควรลงเรือที่ท่านี้ เพราะมีเรือขนาดใหญ่คอยบริการ ท่าเรือสุระกุล หรือ ท่าเรือกะโสม ในอำเภอตะกั่วทุ่ง มีเรือให้เช่าขนาดนั่งได้ 21-30 คน ส่วนท่าเรือในบริเวณอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา มีเรือเร็ว และเรือหางยาวไว้บริการ
สำหรับที่พัก อุทยานฯ มีบังกะโลและเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว มีบ้านพัก 5 หลัง พักได้ 4 คน และ 12 คน สอบถามรายละเอียดได้ที่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา โทรศัพท์ 0-7641-2188 และ 0-7641-1136
Tags : อ่าวพังงา • เกาะเจมส์ บอนด์ • เกาะปันหยี • เขาพิงกัน





