กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 23 เมษายน 2553 01:00

มือตัดอินดี้หมายเลข 1

ภาพโดย : ธัชดล ปัญญาพานิชกุล

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

สนทนากับมือวางอันดับ 1 ด้านการตัดต่อหนังอินดี้ ผู้มีความสุขกับการทำงานเงียบๆ เพียงลำพังในห้องมืดสลัว...

หลังการรับรางวัล สาขาตัดต่อยอดเยี่ยม จากเวทีเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ที่ประเทศฮ่องกง มาถึงสองครั้งและครั้งล่าสุด เมื่อเดือนมีนาคม 2553 ที่ผ่านมา ลี ชาตะเมธีกุล นักลำดับภาพและตัดต่อเสียง ที่มีผลงานหนังอิสระระดับรางวัลการันตีหลายเรื่อง โดยเฉพาะงานของผู้กำกับเด่นดังในสายอินดี้ อย่าง อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล อาทิตย์ อัสสรัตน์ และอโนชา สุวิชากรพงศ์


 จนอาจจะเคลมได้ว่าเขาคือ มือหนึ่ง ของการตัดต่อหนังไทยนอกค่ายใหญ่ในวันนี้เลยทีเดียว

 

 

ลำดับเพียงลำพัง

 ในยุคที่หนังอิสระหรือหนังอินดี้ ได้ออกไปสร้างชื่อให้ประเทศไทยในเทศกาลหนังนานาชาติทั่วโลก ชื่อของผู้กำกับหนัง มักจะได้รับการกล่าวขานถึงเสมอ แต่เมื่อเร็วๆนี้ บทบาทของ “มือตัดต่อ” หรือ นักลำดับภาพ( Film Editor) ก็กลายเป็นอีกหน่วยหนึ่งที่สร้างชื่อให้กับวงการหนังไทย และเป็นตำแหน่งในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ ที่วงการหนังต้องการ


  และบทบาทนี้ ที่ ลี ชาตะเมธีกุล ได้สร้างชื่อให้ตัวเอง
 

“ผมไม่ชอบออกกอง(ถ่าย)เท่าไหร่ แต่สามารถทำงานในห้องมืดเพียงคนเดียวได้” ลี บอกกับเรา เมื่อไปเยี่ยมเยียนที่ ฮูดินี่ สตูดิโอ (www.houdinistudio.com) บริษัทรับงานโพสต์โปรดักชั่น รวมทั้งการลำดับภาพและเสียง ในย่านทาวน์อินทาวน์ ที่ลีก่อตั้งร่วมกับเพื่อนอีกสองคน ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ

 “เปิดบริษัทเพื่อรับงานหนังโดยเฉพาะ จุดมุ่งหมาย คือ ไม่อยากจะต้องรับงานโฆษณาเพื่อเลี้ยงตัวเอง แต่อยากโฟกัสที่การทำหนังเป็นหลัก”  ลี บอก และยอมรับว่าความเป็นจริง ธุรกิจรับทำงานโพสต์โปรดักชั่น (ขั้นตอนการทำหนังหลังขั้นการถ่ายทำ) นั้น “มันพอจะอยู่ได้ (ค่าตอบแทน)ไม่เท่างานโฆษณา แต่เราก็มีความสุข”

 อีกเหตุผลที่เขาไม่รับโฆษณา เนื่องจากต้องการสมาธิ ในการทำงานหนังอย่างเต็มที่นั่นเอง

 ก่อนจะมาเป็นมือตัดต่อให้กับคนทำหนังยุคอินดี้เฟื่องของไทยนั้น ลี จบการศึกษาด้านภาพยนตร์จากสหรัฐอเมริกา และตัวเขาเองเคยผลิตหนังสั้นเมื่อ พ.ศ. 2542 ชื่อเรื่อง "เมืองมายา..กรุงธิดา" (Miami Strips, Hollywood Dreams) ฉายที่เทศกาลภาพยนตร์สั้นเอเชียที่ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ และได้รับการคัดเลือกให้ร่วมประกวดในเทศกาลภาพยนตร์สั้นโอเบอร์เฮาเซ่นส์ เยอรมนี มาแล้วด้วย

 ในห้องสลัว ที่มีอุปกรณ์การทำงานอย่างคอมพิวเตอร์และจอมอนิเตอร์ทีวี เป็นห้องนี้เองที่ “ลุงบุญมีระลึกชาติ” หนังยาวเรื่องล่าสุดของผู้กำกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งได้รับเลือกเข้าร่วมสายประกวดชิงรางวัลปาล์มทองคำที่เมืองคานส์ ฝรั่งเศส ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ถูกเรียงร้อยให้เป็นเรื่องราวสมบูรณ์ โดยฝีมือของลีเช่นกัน

 “งานตัดต่อหนังส่วนใหญ่เป็นอินดี้ เพราะรู้จักกับคนสายนี้เป็นส่วนใหญ่ แต่บริษัทของเราเปิดรับงานทั่วๆ ไปนะ” ลี อธิบาย

 เมื่อถามถึงบทบาทของคนตัดต่อ ในการผลิตหนังให้ออกมาสมบูรณ์นั้น ลี บอกวิธีการทำงานในตำแหน่งนี้ของเขาว่า

“ถ้าถามว่าเรามีอิทธิพลต่อหนังที่ออกมาหรือไม่ จริงๆ เราก็ทำตามบท เป็นคนเรียงเรื่องให้ตาม vision ของผู้กำกับ"

 “หน้าที่ของเราคือพยายามเชื่อมบทภาพยนตร์กับฟุตเตจที่เขาถ่ายทำกันมา และก็หาแกนเรื่องที่ผู้กำกับเขาอยากจะเล่า เราจะเป็นคนดูว่าซีนไหนถ่ายมาแล้วน่าจะเอาออก ไม่ลงตัวกับทิศทางเรื่องที่ผู้กำกับอยากเสนอ แต่เราจะพยายามจะรักษางานที่เขาทำมา ยกเว้นมันไม่เวิร์กจริงๆ เราจะทำให้หนังออกมาเป็นเรื่อง และก็ให้ผู้กำกับมาดูว่าเป็นอย่างไร”

 ในขั้นตอนของการตัดต่อหนังนั้น ลี ยังบอกด้วยว่า ตัวหลักที่จะร่วมกันปั้นหนังสักเรื่องให้เสร็จในขั้นนี้นั้น ประกอบด้วย โปรดิวเซอร์หรือผู้ดูแลการผลิต ผู้กำกับและคนตัดต่อ

 “เหมือนการเดินทางร่วมกัน เพื่อหาตัวหนังที่สมบูรณ์ที่สุด”

 แต่อย่างไรก็ตาม ลีบอกว่า ธรรมชาติของงานตัดต่อนั้น จะมีความยืดหยุ่นสูง

 “เมื่อลำดับภาพเรียงเรื่องแล้ว ผลที่ออกมาถ้าผู้กำกับโปรดิวเซอร์ไม่ชอบก็เอาออกได้ โดยทั้งสองฝ่ายก็เปิดรับความคิดเห็นกันด้วย”

 แล้วในแง่การตัดสินรางวัลสาขา ตัดต่อ ตัดสินกันอย่างไร? ลีบอกด้วยเสียงหัวเราะว่า

 “ไม่รู้เหมือนกันว่ากรรมการชอบใจอะไร”  แต่สิ่งที่เขารู้คือการตัดต่อหนังบางเรื่อง “โครงเรื่องดีอยู่แล้ว ฟุตเตจที่ได้มาก็ดีอยู่แล้ว เราก็แค่ทำหน้าที่เรียบเรียงให้มันเป็นตามบท แต่บางเรื่องก็อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อยกว่าจะปรับให้มันได้สมบูรณ์ แต่ผลสุดท้ายที่คนดูเห็นในโรงหนัง มันจะไม่สะท้อนหรอกว่า งานตัดต่อที่เราทำแต่ละเรื่องมันยากหรือง่ายอย่างไร”

 กรณี Karaoke หนังมาเลเซีย ที่ลี ไปทำหน้าที่ตัดต่อ และคว้ารางวัลเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นงานที่มีจำนวน cuts หรือช่วงการตัดต่อน้อย โดยตัวหนังดำเนินเรื่องด้วยการปล่อยให้แต่ละฉากดำเนินอย่างยาวนาน ไม่เปลี่ยนมุมกล้องมากนัก ลีจึงให้ความเห็นว่า เหตุผลที่กรรมการให้รางวัลตัดต่อยอดเยี่ยมกับหนังที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีการตัดต่อสักเท่าไร อาจเป็นเพราะ

 “จังหวะหนังที่ดีมั้งครับ ปริมาณการตัดมันอาจจะน้อย แต่คิดว่ากรรมการดูที่การเล่าเรื่องมากกว่า ตัวหนังเรื่อง Karaoke จะมีปริมาณฉากน้อยมาก แต่ตัวหนังเป็น narrative ผสมกับเมโลดราม่า

 เอาสิ่งต่างๆ มาประกอบชิ้นส่วนกัน อารมณ์หนังผู้กำกับต้องการให้เป็นอย่างไร คนตัดต่อคือคนทำหน้าที่ตรงนั้น และบางทีคนที่อยู่ในกองถ่ายเขาจะตัดอารมณ์คึกคักไม่ได้ คนตัดต่อก็ช่วยให้มันลงตัวเป็นหนังหนึ่งเรื่องได้”

 อย่างไรก็ตาม เคยมีกรณีที่มี “มุมมองสด” จากคนตัดต่อ ที่มองเห็นบางสิ่งหลังจากนั่งดูฟุตเตจภาพเคลื่อนไหวทั้งหมดที่ผู้กำกับได้ถ่ายทำมา คนตัดต่อจะเป็นคนได้ “ทบทวน” กรอบของเรื่องราวที่กำหนดกันไว้ และบางครั้งบางจุด สามารถเสนอแนะกับผู้กำกับได้

 “บางครั้งเราก็สามารถเสนอมุมมอง และก็ consult (ปรึกษาหารือ) กันกับผู้กำกับได้ ส่วนใหญ่ผู้กำกับที่เคยทำงานด้วยกันมาแล้ว เขาจะมีความไว้วางใจเราในระดับหนึ่ง ว่าเข้าใจหนังของเขา และมองสิ่งที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอไปในทางเดียวกัน”

 หนึ่งในผู้กำกับที่วางใจให้ลี รับหน้าที่ประกอบชิ้นส่วนเฟรมให้เป็นหนังหนึ่งเรื่องนั้น มีอภิชาติพงศ์ รวมอยู่ด้วย โดยลี เป็นผู้ตัดต่อหนังอภิชาติพงศ์มาตั้งแต่ สุดเสน่หา (2545), สัตว์ประหลาด! (2547) และหนังสั้น จดหมายถึงลุงบุญมี และ แสงศตวรรษ ที่เขาคว้ารางวัลตัดต่อยอดเยี่ยมมาจากเวทีเอเชียน  ฟิล์ม อวอร์ดส์ เป็นครั้งแรกด้วย

 

 

ตัดอย่างอินดี้   

 ในระหว่างการสัมภาษณ์ ลี อยู่ในช่วงตัดต่อ "ลุงบุญมีระลึกชาติ" ของอภิชาติพงศ์ เมื่อถามความเห็น ในการทำงานร่วมกับผู้กำกับอินดี้ชื่อดัง ลีนิ่งไปนานหลายอึดใจ และเปรยออกมาว่า อธิบายยาก แต่เขาก็พยายามอธิบายในที่สุด และเนื้อหาคือ


 "สามคน พี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์) พี่จุ๊ก (อาทิตย์ อัสสรัตน์) และใหม่ (อโนชา สุวิชากรพงศ์) เขาทำหนังกันคนละสไตล์ ลายเซ็นต์ของผู้กำกับแต่ละคนต่างกันมาก ซึ่งคนตัดต่อจะปรับตัวเข้าหาผู้กำกับนะ ในแง่การทำงานคลิกกัน ตั้งแต่ตัดหนังเรื่องแรกของแต่ละคน และทำมาแต่ละเรื่องเราก็จะรู้จักกันมากขึ้น พอเรารู้ว่าจังหวะหนังแบบเก่าของคนนี้เป็นยังไง  เรื่องต่อไปที่เขาเปลี่ยนไปอีกจังหวะเราก็พอจะไปกันได้"

 ผลงานหนังยาวเรื่องแรกของอาทิตย์ อัสสรัตน์ เรื่อง Wonderful Town ที่เป็นหนังยอดเยี่ยมสุพรรณหงส์ทองคำ เมื่อปีที่ผ่านมา และ เจ้านกกระจอก กำกับโดย อโนชา ก็เป็นผลงานตัดต่อของเขาเช่นกัน และปัจจุบันเขากำลังตัดต่อหนังยาวเรื่อง Hi-so ของอาทิตย์ อัสสรัตน์ ที่มีอนันดา เอเวอริงแฮม นำแสดง

 "หนังของพี่เจ้ยจะหนักไปในทางบรรยากาศและตัวละครเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ ส่วนหนังของพี่จุ๊กจะเดินเหรื่องจากตัวละครมากกว่า"

 ประสบการณ์ของลี นอกจากจะเป็นหนังอินดี้ของไทย และภูมิภาคเอเชียแล้ว เขายังเคยรับจ้างตัดหนังอเมริกัน Bitter/Sweet ที่เข้ามาถ่ายทำและทำขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่นในเมืองไทย

 Bitter/Sweet เป็นเรื่องราวของมหาเศรษฐีไร่กาแฟบองคาเฟ่ ซึ่งลีบอกว่า ได้เรียนรู้การทำงานที่แตกต่างกัน ระหว่างหนังอินดี้ไทย ที่ผู้กำกับมีความเป็นอิสระและคุมทิศทางของงานได้สูง กับหนังอเมริกัน ที่แม้จะเป็นหนังฟอร์มเล็กเช่นกัน แต่ก็ยังมีวิธีคิดต่างออกไป

 "การตัดหนังอินดี้ ความเป็นตัวตนของผู้กำกับจะมีค่อนข้างสูง เราต้องเข้าใจว่าหนังของเขาจะเล่าออกมายังไง เราพยายามจะทำให้ได้ตรงกับที่เขาอยากเล่า เพราะการทำงาน ผู้กำกับเขาจะไว้วางใจเรา ถึงแม้เราจะตัดต่อเก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีความไว้วางใจ การทำงานจะยากมาก" ลีอธิบาย และพูดถึงงานกับโปรดักชั่นทางฝั่งอเมริกาว่า

  "หนังฝรั่งจะยึดเนื้อหาตามบทภาพยนตร์ประมาณหนึ่ง และทางผู้สร้างเขาจะต้องการงาน craft (งานฝีมือ) จากเรา เน้นทิศทางการเล่าเรื่องที่กระชับ การวางเพลงที่ถูกจังหวะ เป็นทิศทางของหนังตลาด"

 เมื่อราวเดือนกันยายนปีที่แล้ว อโนชา สุวิชากรพงศ์ คนทำหนังอิสระที่มีผลงานอย่าง  Graceland หนังสั้นเรื่องแรกเรื่องเดียวจากคนไทยที่ได้รับเลือกอย่างเป็นทางการเข้าร่วมในเทศกาลหนังนานาชาติเมืองคานส์ และ “เจ้านกกระจอก” หนังยาวที่คว้ารางวัลไทเกอร์ อวอร์ดส์ ที่เทศกาลหนังร็อตเตอดามในปีนี้ ได้เคยบอกเล่าว่า ทุกวันนี้ ตำแหน่งมือตัดต่อ เป็นที่ขาดแคลนอย่างยิ่ง ในกระบวนการสร้างหนังไทย โดยเฉพาะหนังอิสระ

 เพราะ ใครๆ ก็อยากเป็นผู้กำกับหนัง ไม่มีใครอยากนั่งในห้องมืดดูแลฟุตเตจมหาศาลที่ผู้กำกับและทีมงานกองถ่ายได้ถ่ายทำกันมา และจัดการสะสางภาพสวย ภาพฟุ้ง อารมณ์ฟุ้งซ่านทั้งหมดนั้น แล้วเรียงร้อยให้เป็นเรื่องเล่า ไปสู่เรื่องราวที่เหมาะแก่การจัดฉายในโรงภาพยนตร์ในเวลาเฉลี่ยราวสองชั่วโมง โดยเก็บเนื้อหา และความงามตามมุมมองของผู้กำกับไว้ให้ได้สมบูรณ์ที่สุด

 ในความเห็นของลี ต่อความสนใจของคนรุ่นใหม่ใน ตำแหน่ง "นักลำดับภาพ"  เขาตอบว่า

 "มันอาจจะไม่สนุก หวือหวาเท่ากับงานในกองถ่ายนะ คนที่ทำงานตัดต่อต้องเป็นคนชอบอยู่ในห้องคนเดียวพอสมควร ขณะที่การออกกองถ่ายมีอะไรตื่นเต้นทุกวัน รวมถึงบรรยากาศ คนและธรรมชาติของงานด้วย"

 สำหรับคนที่สามารถเก็บเกี่ยวชื่อเสียงจากการทำงานในห้องมืดตามลำพังอย่างเขานั้น....

 "ผมชอบอารมณ์การทำงานในห้องตัดต่อ ไม่ชอบไปออกกองเท่าไหร่ จะไปเยี่ยมกองถ่าย(หนังที่ต้องตัดต่อ) ก็ต่อเมื่อเป็นฉากที่อาจจะต้องใช้ CG หรือเทคนิคอื่นๆในขั้นตอนหลังถ่ายทำด้วยเท่านั้นเอง"

 แต่ในปีนี้ ลี เตรียมจะก้าวออกจากหน้าจอและการคุมแป้นคีย์บอร์ด ออกสู่งานกองถ่าย เมื่อโปรเจคต์หนังยาวเรื่องแรกของเขาในชื่อ Past Love ที่เขาวิ่งเต้นหาทุนจากเทศกาลต่างๆ ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว

  จะเป็นอีกหนึ่งหนังไทยอินดี้ที่ได้รับการตอบรับในแวดวงหนังนานาชาติจากผู้กำกับที่ก้าวมาจากมือตัดต่อหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

Tags : ลี ชาตะเมธีกุล

advertisement

advertisement

advertisement