หลายชีวิตรอบๆ แยกราชประสงค์ จำเป็นต้องเปลี่ยนไป บนพื้นฐานว่า "ต้องอยู่ให้ได้" ไม่ว่ารูปแบบชีวิต(จอแจ)เดิมๆ จะคืนมาช้าหรือเร็ว...ก็ตาม
พระพรหมเหงา
สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของแยกราชประสงค์ก็คงหนีไม่พ้น พระพรหม บริเวณโรงแรมเอราวัณ ที่เคยมีผู้คนหลั่งไหลมาสักการะบูชากันอย่างล้นหลาม แต่ในวันนี้กลับดูบางตาลงไปมาก
เจ้าของร้านขายดอกไม้และเครื่องสักการะภายในบริเวณศาลพระพรหมเล่าว่า คนที่มาไหว้จากเดิมที่ดูหนาแน่น วันนี้กลับน้อยลงไปกว่าครึ่ง รายได้ที่เคยมีก็ลดน้อยตามไปด้วย กลุ่มคนที่เข้ามาไหว้พระพรหมก็เปลี่ยนไป จากส่วนใหญ่
จะเป็นคนที่ทำงานละแวกใกล้เคียงและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในตอนนี้กลายเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาแทน
แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ต่อว่าหรือกล่าวโทษการชุมนุมครั้งนี้แต่อย่างใด และทิ้งท้ายเอาไว้อย่างมีความหวังว่า “ก็ขายๆ ไป ตามหน้าที่ของเรา สักวันหนึ่งเมื่อสถานการณ์คลี่คลายทุกอย่างก็คงกลับมาเป็นเหมือนเดิม”
เมื่อมองออกไปอีกฟากหนึ่งตรงนอกรั้วศาลพระพรหม แม่ค้าที่กำลังขายอาหารให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่เล่าให้เราฟังว่า เดิมทีแล้วเธอขายดอกไม้และเครื่องสักการะบูชาเช่นกัน แต่เมื่อมีการชุมนุม ก็คิดไว้แล้วว่าคนที่มาไหว้พระพรหมคงลดน้อยลง จึงเปลี่ยนมาขายอาหารแทน เพราะอย่างน้อย คนที่มาชุมนุมก็ยังต้องกิน
“แต่ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ขายดอกไม้ดีกว่าเยอะ ขายดีและไม่เหนื่อยด้วย ขายอาหารเหนื่อยกว่า” เธอพูดด้วยท่าทางเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด
สยามซบเซา
ตั้งแต่ราชประสงค์ถูกปิด บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "ลูกค้าน้อยลงไปมาก" สำหรับ อุบลสิริ พชรวรรณ เจ้าของร้าน “กาแฟบางรัก” ในย่านสีลมก็ไม่ต่างกัน
อุบลสิริเล่าว่าลูกค้าน้อยลงครึ่งต่อครึ่ง เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่สงบ และการเดินทางที่ไม่สะดวก อีกอย่างหนึ่งคือลูกค้าก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะสังสรรค์กันมากนัก คือเลิกงานแล้วก็จะรีบกลับบ้านเพื่อดูแลตัวเอง
"ส่วนใหญ่ลูกค้าของร้านจะเป็นกลุ่มคนทำงาน เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น บางออฟฟิศก็สั่งปิดเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน เราเป็นผู้ประกอบการก็ย่อมได้รับความเดือดร้อนเป็นธรรมดา แต่ก็ต้องยอมรับสภาพความเป็นไปของบ้านเมือง ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพราะต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตน เขามาชุมชุม ส่วนเราทำมาค้าขาย ตรงนี้เราก็จะไม่เกี่ยวกัน" เธอกล่าว พร้อมกับความตั้งใจว่าจะเปิดร้านต่อไปทุกวัน
ขณะที่แม่ค้าร้านขายผลไม้ ณ สยามสแควร์ ซอย 5 วรรณทนีร มีศิลป์ ก็กล่าวไปในทางเดียวกันว่า เริ่มค้าขายไม่ได้ตั้งแต่ที่มีการเริ่มกั้นถนน ทางร้านก็ต้องหยุดมาตลอด เพิ่งจะมาเปิดเมื่อ 2 - 3 วันที่ผ่านมา แต่คนที่เคยมาเดินซื้อของก็น้อยลง รายได้ที่เคยมีก็หายไปครึ่งต่อครึ่ง และถ้าจะหยุดต่อไปอีกก็คงไม่สามารถทำได้ เพราะทางร้านก็ต้องเสียค่าเช่าทุกวัน
“เราขายของสด หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น หรือมีการสลายการชุมนุม ทางร้านก็จะเสียหายหมด เพราะเราไม่ได้ขายเสื้อผ้า หากขายของไม่ได้ก็เท่ากับเราขาดทุนไปเลยในวันนั้น ของที่ขายก็ต้องทิ้งทั้งหมด หรือไม่ก็นำไปแจกให้คนอื่น" วรรณทนีร เผย
ในขณะที่ผู้ประกอบการเจ้าของทำเลเดิมขายของไม่ดี บางเจ้าก็ต้องหยุดขาย แต่อีกด้านหนึ่งจะเห็นว่ามีพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มใหม่เกิดขึ้นมามากมายในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยกันเอง โดยอาศัยที่มีฝีมือทางด้านการทำอาหารหรืออาจจะมีอาชีพขายอาหารอยู่แล้วแต่เดิม มาตั้งโต๊ะเล็กๆ ขายอาหารง่ายๆ บางร้านเป็นแบกับดินซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้ร่วมชุมนุมด้วยกันเป็นอย่างดี
ปิดซัมเมอร์ไม่มีกำหนด
สถาบันโรงเรียนกวดวิชาคณิตศาสตร์ โอพลัส (O-plus) เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมครั้งนี้ ฉันทพิชญา โสดชัยชิด ผู้จัดการโรงเรียนโอพลัส สาขาสยามสแควร์ กล่าวว่านักเรียนที่มาเรียนมีปัญหาในเรื่องของการเดินทาง บางครั้งผู้ปกครองก็ไม่ยอมให้มาเรียน เนื่องจากไม่สามารถมาส่งบุตรหลานด้วยตนเองได้
"จากเหตุการณ์นี้ทำให้จำนวนนักเรียนลดลงไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยเทียบจากจำนวนนักเรียนที่เคยสมัครเรียนตอนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้น และยังทำให้น้องหลายคนที่ลงทะเบียนไว้ ต้องเปลี่ยนไปเรียนในคอร์สเปิดเทอมไปเลย เพราะไม่กล้ามาเรียน" ผู้จัดการโรงเรียนโอพลัส สาขาสยามฯ กล่าว
ในมุมกลับกัน บางสถาบันสอนพิเศษก็ดูจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป อย่างเช่น สถาบันโรงเรียนกวดวิชาภาษาไทย และสังคมศึกษา ดาว้องก์ (Davance') ชุติมา เลิศสัตยพร เจ้าหน้าที่ประจำโรงเรียนกวดวิชาดาว้องก์ สาขาสยามสแควร์ กล่าวว่าส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะนักเรียนส่วนมากก็มาเรียนกันได้ตามปกติ จะมีก็แต่เรื่องของผู้ปกครองที่เป็นห่วงมากกว่า
“เราเปิดโรงเรียนตามปกติ เพราะก็ต้องเผื่อไว้สำหรับน้องบางคนที่เขามาเรียน เพราะไม่รู้ว่าเปิดหรือปิด แต่ก็มีต้องปิดกะทันหันบ้าง เพราะผู้ปกครองโทรมาขอร้อง แต่ถ้าโรงเรียนจะปิดจริงๆ สาเหตุหลักๆ คงเป็นเพราะรถไฟฟ้าบีทีเอสปิด เพราะน้องที่มาเรียนจะกลับบ้านไม่ได้"
โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนเอกชนที่ก็ต้องปรับตัวเพื่อความปลอดภัย ซึ่งนับตั้งแต่ที่มีการขยายการชุมนุมมาจนถึงบริเวณถนนราชดำริ ทางโรงเรียนก็ต้องปิดการเรียนมาเป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว มาเซอร์มารีหลุยส์ พรฤกษ์งาม เลขาธิการคณะภคิณีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร หนึ่งในผู้บริหารของโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน
"เรื่องใหญ่ๆ คือเราต้องปิดเรียนภาคฤดูร้อนมาจะ 2 สัปดาห์แล้ว และในตอนนี้ทางทหารก็เข้ามาขอพักในโรงเรียน ทำให้ทางโรงเรียนต้องคิดหนัก เพราะกลัวว่า หากเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ อาจจะไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้"
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องผู้ปกครอง ที่ต้องการจะทราบว่าโรงเรียนจะเปิดเมื่อไร บางคนโทรมาถามรายวันก็มี โดยทางโรงเรียนก็ได้มีการแจ้งไปยังสถานีวิทยุจ.ส.100 และสถานีตำรวจใกล้เคียงว่าทางโรงเรียนต้องปิดเรียน และในขณะเดียวกันก็จะพยายามสื่อสารให้ผู้ปกครองทราบว่า การเรียนภาคฤดูร้อนนั้น หากไม่สะดวกจริงๆ ก็อนุญาตให้หยุดเรียนได้ ยกเว้นนักเรียนชั้นมัธยมปลาย ที่มีการนับการเรียนการสอนเป็นหนึ่งภาคการศึกษา ซึ่งก็จะต้องขยายเวลาเรียนออกไป เพราะไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดก็ยังคงเป็นเรื่อง ความปลอดภัย
“ทราบว่าทางด้านผู้ปกครองเองก็ไม่สบายใจ ตอนนี้ก็ต้องดูสถานการณ์กันวันต่อวันจริงๆ คิดอะไรล่วงหน้ามากไม่ได้" มาเซอร์กล่าวพร้อมถอนใจกับอนาคตที่ไม่สามารถคาดเดาได้
ผู้ป่วยเครียด
นายแพทย์อดิสรณ์ สร้อยสุวรรณ แพทย์ศัลยกรรม ผู้ดูแลผู้ป่วยประจำตึกอาทร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กล่าวว่า มีเสียงบ่นมาจากกลุ่มผู้ป่วยอยู่ตลอด เนื่องจากเสียงปราศรัยที่ดังมาจากลำโพง ซึ่งเป็นรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย มีผลทำให้บางรายนอนไม่หลับ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มชินกันบ้างแล้ว
"ตึกนี้นับว่ายังยังได้รับผลกระทบน้อย (วอร์ดอาทรเป็นวอร์ดด้านหลังของโรงพยาบาล) เพราะอยู่ห่างจากสถานที่ชุมชุม ตึกที่จะได้รับผลกระทบจริงๆ ก็จะเป็นตึก ภ.ป.ร. และ ส.ก. ตรงด้านหน้า เพราะตรงนั้นจะได้ยินเสียงค่อนข้างชัด ผู้ป่วยบางรายขอย้ายห้องเลยก็มี" น.พ.อดิสรณ์กล่าว
น.พ.อดิสรณ์ยังเล่าถึงผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเครียดหนัก ที่ทางโรงพยาบาลต้องจัดหาแพทย์เพื่อคอยดูแลสุขภาพจิตโดยเฉพาะ เนื่องจากเสียงดังรบกวนจนไม่สามารถพักผ่อนได้เพียงพอ
แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ ความเจ็บป่วยก็ยังเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ผู้ป่วยบางรายยังคงต้องมาพบแพทย์ตามนัด เจ้าหน้าที่ศูนย์บรรจุผู้ป่วยโรงพยาบาลจุฬาฯ กล่าวว่า ยอดการใช้บริการของโรงพยาบาลยังคงปกติ แต่จะมีปัญหาในเรื่องการเดินทางของผู้ป่วย เนื่องจากตอนนี้เหลือเพียงเส้นทางเดียว คือจะต้องเข้าทางด้านถนนอังรีดูนังค์
"ช่วงนี้ก็จะมีโทรมาสอบถามเรื่องของการเดินทาง ซึ่งผู้ป่วยบางรายก็มีหลงทางบ้าง โดยปกติแล้วคนไข้จะกังวลในเรื่องของสุขภาพของตนมากกว่า เพราะเขาอยู่ในฐานะผู้ป่วย เมื่อหมอนัดก็ต้องมาตามนัด" เจ้าหน้าที่กล่าว
ถ้ามองถึงโอกาสที่เกิดขึ้นก็คงจะตกเป็นของคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีผู้ใช้บริการมากขึ้นเป็นพิเศษ แต่ก็มีผู้ให้บริการบางคนฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าโดยสารมากจนเกินไป บางครั้งเรียกรถจากสถานีรถไฟฟ้าสยาม ไปที่บริเวณพระพรหม อาจถูกเรียกเก็บค่าบริการสูงถึง 100 บาท
อีกส่วนหนึ่งในด้านการจราจรที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ.ต.ท.วิรัช เสือสืบพันธ์ สารวัตรจราจร สน.พญาไท ให้ข้อมูลว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นในเรื่องปัญหาการจราจรติดขัด การแก้ปัญหาก็คือมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถ เพื่อบรรเทาปัญหารถขาดระยะเนื่องจากการจราจรที่ติดขัด
"จากเมื่อก่อนที่การจราจรบริเวณประตูน้ำจะมีผู้คนและยานพาหนะที่ใช้ในการสัญจรไปมาอยู่ตลอด แม้รถจะมากแต่ก็พอวิ่งได้ แต่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้รถที่จะผ่านไปแยกประตูน้ำไม่สามารถผ่านไปมาได้ หรือหากผ่านไปได้ก็ไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร" พ.ต.ท.วิรัชกล่าวขณะปฎิบัติหน้าที่
“อยู่” ท่ามกลางวงล้อม
ปัทม ยืนยง หนึ่งในชาวบ้านผู้พักอาศัยอยู่บริเวณถนนหลังสวน ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่ถูกปิดล้อมในการชุมนุม ได้ระบายให้ฟังว่า ผลกระทบอย่างแรกคือการเดินทางลำบากขึ้น เพราะถนนปิดหมด รถวิ่งลำบาก เวลาจะเดินทางไปเรียนจึงจำเป็นต้องเดินหรือนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างเลาะกลุ่มผู้ชุมนุมไปบ้าง การเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าก็ลำบากขึ้น เพราะมีการตั้งเต้นท์ยาวตลอดทางเท้า
เรื่องของอาหารการกินก็เป็นปัญหา เนื่องจากร้านส่วนอาหารส่วนใหญ่บริเวณนั้นปิดหมด และยังมีเรื่องมลภาวะทางเสียง การตั้งลำโพงปราศรัยทั้งวันทั้งคืนทำให้เสียงดังรบกวน
"แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่มันน่ารำคาญ ไม่สามารถนอนเงียบๆ เหมือนปกติได้"
นายปัทมยังเล่าต่อไปว่า ห้องน้ำสาธารณะที่มีการมาตั้งไว้บริเวณหน้าปากซอย ส่งกลิ่นเหม็นสร้างมลภาวะทางอากาศเป็นอย่างมาก เมื่อถูกใช้จนเต็มแล้วก็ตั้งอยู่ตรงนั้น และไม่มีคนมาดูแลจัดการตรงส่วนนี้เลย
การชุมนุมครั้งนี้ทำให้ปัทม และครอบครัวต้องอยู่บ้านมากขึ้น หรือหากแม่กลับดึก เขาต้องค้างบ้านเพื่อนแล้วค่อยกลับบ้านตอนเช้า เพราะว่าตอนกลางคืนจะมีการตรวจคนเข้าออกของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เข้มกว่าเวลากลางวัน และมีการปิดถนนไปจนถึงแยกวิทยุ ทำให้ไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้เลย
"ตอนนี้จากที่กลับบ้านมาตอนหัวค่ำแล้วจะได้เจอแม่ ได้ใช้เวลาด้วยกัน เลยต้องมาเจอแม่ตอนเช้า ที่ต่างคนก็ต่างรีบออกไป ผมไปเรียน แม่ไปทำงาน ใช้เวลาร่วมกันน้อยลงมาก และตอนนี้บางทีอยู่บ้านก็รู้สึกหวาดระแวงด้วย กลัวว่าวันไหนพวกเขาจะเข้ามาถึงบ้านเรารึเปล่า" นายปัทมทิ้งท้าย
Tags : ราชประสงค์

