กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 12 เมษายน 2553 01:00

กีฬา 'สี' ตานี้ หนูขอมั่ง

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เรื่องดูเหมือนจะเล็ก (แต่ใหญ่) ของเด็กตัวจ้อย ที่ไม่อาจเข้าใจปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไปมากกว่าเรื่องของ "กีฬาสี"

"แดงเดือด!" คำพูดที่ออกจากปากเล็กๆ ดูตกใจ จนครูแน้นต้องละจากเปียโนตรงหน้า ถาม "มิตตรี" ลูกศิษย์ตัวเปี๊ยกที่กำลังหน้าตาตื่นว่า เกิดอะไรขึ้น?


 สมุดโน้ตเพลงคริสมาสต์ยังอยู่ในมือน้อย แต่นอกจากตัวโน้ตแล้ว บนหน้ากระดาษเดียวกันยังประดับด้วยรูปคุณลุงซานต้าในชุดสีแดงที่เพิ่งจะถูกละเลงสีลงไป

 ใครๆ ก็รู้ ว่าซานตาคลอสใส่ชุดสีแดง แต่การแต้มสีแดงให้กับลุงซานต้าครั้งนี้ กลับทำให้มิตตรี ทำหน้าเหมือนกับว่านั่นคือ “ความผิด”


 "เห็นมิตตรีหน้าตื่นแล้วพูดว่าแดงเดือด ก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอเด็กถามประมาณว่าระบายสีแดงไปแล้วทำยังไงดี ก็ถึงได้เข้าใจ ว่าน้องเขาคิดว่าการระบายสีแดงที่ชุดซานตาคลอสเป็นสิ่งผิด เราก็ต้องอธิบายให้เข้าใจว่า การระบายสีแดงไม่ได้ผิด แล้วซานตาคลอส ก็ต้องใส่ชุดแดงน่ะถูกแล้ว" นันทนา อุตมเพทาย หรือ "ครูแน้น" ครูสอนเปียโนที่โรงเรียนสอนศิลปะ คูลคิดส์ เล่า

 พร้อมกับบอกว่าโดยส่วนตัวแล้วมีความกังวลอยู่บ้างกับสิ่งที่ได้พบ เพราะนั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้เห็นผลกระทบจากสงครามสาดสี(การเมือง) ที่เกิดขึ้นกับลูกศิษย์ของเธอ

 

ต้มยำทำสี


 "พันช์" วัย 6 ขวบครึ่งที่มาเรียนศิลปะที่โรงเรียนคูลคิดส์ โดยคุณครูได้สอนให้ทำตุ๊กตาเต่าทอง แล้วน้องพันช์ ก็เลือกที่จะระบายสีเต่าทองตัวเก่งให้มีลายจุดสีเหลือง โดยเพื่อนครูที่สอนศิลปะเล่าให้ครูแน้นฟังว่า ระหว่างเรียนเด็กหญิงก็ระบายและเลือกใช้สีไปตามปกติไม่มีทีท่าว่าจะวิตกกังวลอะไร

 แต่พอถึงเวลาต้องกลับบ้าน เต่าทองเจ้ากรรม กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กหญิง เพียงเพราะมันมีลายจุด "สีเหลือง!"


 "คุณแม่ขา เราจะเอาเต่าทองไปแอบที่ไหนดีคะ.. ม็อบเขาจะว่าอะไรมั้ยคะ.. เขาจะให้เราผ่านทางรึเปล่าคะ.." สารพัดคำถามพรูออกจากปาก "ปั่นปั๊น" ของคุณแม่ "ดาว" เพราะกังวลว่า ลายจุดสีเหลืองจะไปเตะตาบรรดาคนเสื้อแดง จนทำให้เกิดปัญหาให้กับเธอและคุณแม่

 "โรงเรียนอยู่แถววัดตรีฯ ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้กับกลุ่มที่ผู้ชุมนุมปักหลักมาก ทุกครั้งที่เด็กจะมาเรียนพิเศษ คุณพ่อคุณแม่จะต้องโทรมาถามที่โรงเรียนทุกครั้งว่าโรงเรียนเปิดมั้ย เหตุการณ์เป็นอย่างไร ปลอดภัยหรือเปล่า ซึ่งเด็กก็รับรู้ในทางอ้อม เก็บข้อมูล และสรุปเอาเอง ว่าม็อบคือปัญหา คือความวุ่นวายที่เกิดขึ้น แล้วขณะที่เดินทางมาเรียนส่วนมากก็จะต้องผ่านม็อบ ซึ่งก็จะได้เห็นภาพที่ค่อนข้างจะรุนแรง จนเด็กตีความไปว่า สีแดง เป็นสีที่ไม่ดี ไม่สมควร" ครูแน้นเล่า

 ที่บอกว่าน้องพันช์ตีความเอาเอง ก็ด้วยคำยืนยันจากคุณแม่ดาว ดวงดาว เจริญบัณฑิต ที่เล่าว่าโดยปกติน้องพันช์อยู่บ้านก็ดูแต่การ์ตูน ไม่เคยสนใจข่าวสารบ้านเมือง แถมที่บ้านก็ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองสักเท่าไหร่ จะมีก็แค่คุยกันเรื่องการเดินทางมาเรียน เช่น ไปได้หรือไม่ มีการติดตามสถานการณ์บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับวิพากษ์วิจารณ์อะไรมากมาย

 "เวลามาเรียนเปียโน ก็จะต้องขับรถผ่านราชดำเนิน น้องเห็นม็อบก็ถามว่าเขามาทำอะไรกัน คุณแม่ก็เล่าให้เขาฟังว่าเขามาชุมนุมกันทำไม ใครเป็นใคร ซึ่งก็แค่นั้น แต่เขาคิดต่อเอาเอง เอาไปเชื่อมโยงกับสีเหลืองของกลุ่มพันธมิตร โดยมองว่าสีเหลืองเป็นสีตรงข้ามกันกับสีแดงของ นปช. พอมีตุ๊กตาเต่าทองลายจุดสีเหลือง ก็เลยจะหาที่ซ่อน บอกว่ากลัวเสื้อแดง กลัวเขาจะเอาเลือดมาสาดหนู" คุณแม่น้องพันช์เล่า

 ขณะที่สองพี่น้อง สตางค์ และ มินท์ ที่โตมาในครอบครัวที่ค่อนไปทางฝ่าย "แอนตี้ทักษิณ" ก็จะพูดอย่างหนักแน่นว่าสีเหลืองดี สีแดงไม่ดี

 "แม่ครับ ถ้ามีใครถามว่าเราสีอะไร คุณแม่ต้องบอกว่าสีแดงนะครับ เพราะถ้าบอกว่าสีเหลือง เดี๋ยวเขามาทุบรถเรา" คำพูดที่ออกจากปาก "สตางค์" ลูกชายวัย 8 ขวบ ของคุณแม่ ศิริพร บัวอินทร์  กับชุดความเชื่อชนิด "ฝังหัว" ว่า "สีแดงโหดร้าย"

 "ที่บ้านก็ไม่ได้คอการเมืองจ๋า แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะเรายืนอยู่ข้างความถูกต้อง อย่างช่วงที่เสื้อแดงมาปิดถนน แล้วก็นัดเคลื่อนไหวทุกวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันที่ต้องพาลูกมาเรียนศิลปะ ก็เลยต้องมีการพูดคุย ติดตามข่าวสารการเมือง พอได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน เด็กก็จะคอยถามว่าเขาเป็นใคร ออกมาทำไม คนที่เขาขับไล่ไม่ดียังไง ซึ่งคุณแม่ก็อธิบายให้เขาเข้าใจอย่างง่ายๆ แต่ลูกเขาก็ไปคิดต่อแล้วก็ตีความเรื่องสีกันเอง"


 แต่เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่คนโตทำให้เกิดขึ้น ยากที่จะเข้าใจได้ด้วยสมองน้อยๆ เด็กจึงเลือกที่จะมองความขัดแย้งนั้นให้เป็นเรื่องของสีอย่างเดียว โดยเห็นสีเป็นตัวแทนของความคิดที่อยู่สองขั้วตรงกันข้าม

 "เด็กเดี๋ยวนี้จะแบ่งเลยว่า สีเหลือง หรือ สีแดง ถ้าครอบครัวไหนเป็นเหลือง เด็กก็จะเหลือง ซึ่งอย่างบ้านเราก็เคยเข้าร่วมกับพันธมิตร ถึงแม้เราจะไม่ได้ยัดข้อมูลการเมืองใส่หัวลูก แต่ลูกก็ซึมซับไปเอง แล้วยิ่งมาเจอม็อบเสื้อแดงที่เด็กๆ กลัว ก็เลยยิ่งมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเสื้อเหลือง ก็เลยมีปฏิกิริยาอย่างที่เห็น

 สตางค์ ซึ่งโตหน่อยก็จะกลัวมากกว่าน้องสาว โดยจะมองว่าเสื้อแเดงโหดร้าย ใครใส่เสื้อสีแดงต้องอยู่ฝ่ายเสื้อแดง ส่วนมินท์ก็จะมีบ้างเพราะโรงเรียนอยู่แถวที่ชุมนุม ประเด็นที่มักถูกหยิบมาคุยที่โรงเรียนกลับเป็นว่าใครอยู่สีไหน เด็กก็เลยสนอกสนใจกับเรื่องการแบ่งแยกสี"

 แต่ถ้าถามว่ามันซึมลึกเลยหรือเปล่า คุณแม่ศิริพร บอกว่าคงยังไม่ถึงขนาดนั้น เพราะสตางค์ก็ยังใส่รองเท้าสีแดงคู่เก่ง ขณะที่มินท์ แม้จะลังเลบ้างเวลาเลือกซื้อชุดสีแดง แต่เมื่อคุณแม่ให้คำยืนยันว่าไม่เป็นไร เด็กหญิงก็จะเลือกหยิบชุดที่ชอบไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตาม
 

 

ใส่สีตีความ

 "ในความเป็นครู เมื่อเหตุการณ์เซ้นซิทีฟเช่นนี้ มันก็ทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้นในการพูดคุยกับเด็ก โดยเราจะไม่พูดอะไรที่เกี่ยวกับสองสีนี้ ในเชิงแบ่งแยกเลย อย่างที่โรงเรียนตอนนี้มีการบอกครูทุกๆ คนว่าห้ามแซว ห้ามทัก ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะใส่เสื้อสีเหลืองหรือแดง แล้วก็ห้ามพูดเรื่องการเมืองต่อหน้าเด็ก เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะเก็บข้อมูลผิดๆ ถูกๆ ตรงไหนไปบ้าง"


 "ผู้ใหญ่เองบางครั้งเวลาทำหรือพูดอะไร ก็ไม่ทันคิด ว่าเด็กอยู่ตรงนั้น ถึงแม้เราไม่ได้พูดกับเขาโดยตรง แต่มันก็เข้าหูเขาอยู่ดี" ครูแน้นเล่าถึงการปรับตัวของครูที่โรงเรียนในสถานการณ์ปัจจุบัน

 "ผู้ใหญ่เวลารับสาร จะมีการกรอง คิดวิเคราะห์ ประมวลเหตุและผล ก่อนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเด็กยังมีวิจารณญาณไม่ถึงขนาดนั้น อีกทั้งไม่ได้รับข้อมูลโดยตรง ซึ่งครูแน้นเชื่อว่าครอบครัวส่วนมากคงไม่มีใครตั้งใจที่จะนั่งเล่าเรื่องการเมืองให้เด็ก อย่างมากก็อธิบายสั้นๆ เวลาถูกถาม ดังนั้นสิ่งที่เด็กได้รับจึงเป็นการเก็บข้อมูลเอาเองจากสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น การดูทีวี, ฟังผู้ใหญ่คุย ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อมูลที่ไม่ได้ผ่านการกรองหรือคัดสรรให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจสำหรับเด็กโดยเฉพาะ"

 นอกจากนี้ ครูแน้นยังได้เอ่ยถึงเรื่องการรับรู้เรื่องสีของเด็กในวันนี้เท่าที่สังเกตจากการระบายสีของเด็ก ได้เห็นว่าจริงๆ แล้วการตีความในเรื่องของสียังไม่ได้ฝังหัวมากนัก เพราะเวลาที่เด็กระบายสี เด็กก็จะเลือกใช้สีทุกสีอย่างปกติ แต่เมื่อทำเสร็จแล้วและหยุดดู เด็กจะเกิดการคิดต่อ และ ตีความสีที่ตัวเองใช้ อย่างเช่นที่มิตตรีระบายซานตาคลอสสีแดง หรือ พันช์ระบายสีเต่าทองสีเหลือง แล้วมาตกใจทีหลังเป็นต้น

 "ที่น่าเป็นห่วง คือ เด็กยุคนี้และถัดจากนี้ที่เกิดมาท่ามกลางการแบ่งแยกโดยใช้สีเป็นตัวแทน ก็น่าเป็นห่วงว่าสัญญะ และการตีความของสีรูปแบบใหม่จะเกิดขึ้นมา โดยมองว่าสีนี้ดี สีนั้นเลว ซึ่งเป็นการตีความหมายโดยที่เด็กไม่ได้คิดเอง มันเป็นความหมายที่ถูกกรอบขึ้นโดยสังคมขณะนั้นและส่งผลต่อความคิดของเด็ก โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงสีสองสีอย่างเหลืองกับแดง

 ถ้าบ้านของเด็กคนนั้นเป็นเสื้อเหลือง เด็กก็มักจะเชื่อว่าสีเหลืองดี แต่สีแดงเลว ในทางกลับกันก็คือเด็กที่บ้านอยู่ฝ่ายเสื้อแดง ก็จะซึมซับความคิดที่ว่าแดงดีเหลืองเลวด้วยเช่นกัน

 มันเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ที่ถึงแม้วันนี้จะไม่ได้ถึงขนาดฝังหัว ซึ่งถ้าเหตุการณ์คลี่คลายความขัดแย้งลง เด็กก็จะค่อยๆ เลือนไปเอง แต่หากยังยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ ก็น่าห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการตีความสีเหลืองและแดงในอนาคต"

 แม้มุมมองต่อสีเช่นนี้จะไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับเด็กทุกคน แต่ที่แน่ๆ เกิดขึ้นจริงแล้ว อย่างน้อยก็กับเด็กที่โรงเรียนคูลคิดส์ ซึ่งต้องพบเจอสภาพแวดล้อมของกลุ่มสีทางการเมืองที่รุนแรงอย่างในปัจจุบัน

 

 

เลวหรือดี "สี" ไม่เกี่ยว

 อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี หรือที่รู้จักกันในนาม ครูมอส จิตรกร และ นักศิลปะบำบัด แสดงความเห็นถึงโอกาสที่การตีความของสีเหลืองและแดงในมุมมองของเด็กเล็กที่จะฝังลึกในวันข้างหน้า ว่ามีทั้งความเป็นไปได้ และ เป็นไปไม่ได้ โดยปัจจัยหลักที่จะทำให้เป็นเช่นนั้น อยู่ที่ความยาวนานของสถานการณ์ ตลอดจนบริบททางสังคม และ สิ่งแวดล้อมที่เด็กได้พบเจอ


 การที่เด็กจะเกลียดหรือรักสีใดสีหนึ่ง พร้อมๆ กับตีความหมายไปถึงความดีและความเลวได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยากมาก เพราะนั่นหมายถึงเด็กคนนั้นจะต้องรับรู้เรื่องเหล่านี้ตลอดเวลา

 เขามองว่าน่าจะมีผลเพียงเล็กน้อย ผิวเผิน และเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่น่าจะฝังลึกในจิตใจของเด็ก แต่จะเลือนความเชื่อนั้นได้เร็วหรือช้า ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม เพราะอย่างลูกศิษย์เด็กเล็กที่ครูมอสผ่านการสอนมา ไม่ได้ปรากฏพฤติกรรมเช่นที่เกิดขึ้นกับเด็กที่โรงเรียนคูลคิดส์

 โดย ครูมอส วิเคราะห์ให้ฟังว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมน่าจะมีอิทธิพลลำดับต้นๆ ที่ทำให้เด็กตีความหมายของสีไปในทางเลวหรือดี เพราะหากดูทำเลที่ตั้งโรงเรียนของครูแน้น จะเห็นว่าอยู่ไม่ไกลกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้เด็กต้องรับรู้เรื่องความรุนแรงของคนเสื้อแดงอยู่เรื่อยๆ ขณะที่ลูกศิษย์ของครูมอสไม่ได้อยู่ในย่านนั้น จึงไม่มีพฤติกรรมดังที่ว่ามา

 "สี คือ เรื่องของสุนทรียะ ไม่ใช่ความน่ารังเกียจ อย่างที่กลุ่มการเมืองพยายามสื่อให้เป็น" ครูมอส เอ่ยถึงสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า เพราะ สี ในทัศนะของคนทำงานศิลปะไม่ได้ถูกออกแบบให้สื่อ "ความหมาย" มากเท่ากับหน้าที่ในการสื่อ "อารมณ์" แต่เคสที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนของครูแน้น อธิบายง่ายๆ ก็คือ เด็กกำลังคิดถึงสี ในระดับของ "Thinking" ไม่ใช่ "Feeling" อย่างที่ควรจะเป็น

 การตีความหมายดี-เลว จึงเกิดขึ้น เพราะสังคมให้คุณค่ากับ "สี" เพียงแค่นั้น

 พร้อมกันนี้ ครูมอสก็ยังได้ยกตัวอย่าง สัญญะ ของสี ว่าสีมีหน้าที่สื่ออารมณ์ ไม่ใช่ ความหมาย เช่นว่า สีแดง จะให้อารมณ์แอ็คทีฟ ร้อนแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความถึง "คน" ที่มีความร้อนแรง (จนถึงขั้นรุนแรง) เช่นที่คนไทยกำลังตีความกันไป

 ไม่ต่างกับสีดำ ที่ดูจะเป็นสีที่มีความหมายชัดและสากลที่สุดในมุมมองของคนไทย ว่า เป็นสีแห่งความตาย ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักที่จะปฏิเสธสีดำ ซึ่งกว่าที่อาการ "ชัง" สีดำจะแทรกอยู่ในวิถีชีวิต ความเชื่อคนไทยได้ลึกและแน่นขนาดนี้ ก็ผ่านการสั่งสมความคิดความเชื่อมานับร้อยๆ ปี ขณะที่ สัญญะทางความดีชั่วของสีเหลืองและแดง เพิ่งจะปรากฏในสังคมไทยได้ไม่กี่ปี

 เหลือง และ แดง กับ สัญญะ แห่งความดี-ชั่ว ที่เกิดขึ้นวันนี้ จึงยังพอมีทางทุเลาได้ หากว่าความต่างของสีมลายหายไปในเร็ววัน

Tags : โรงเรียนสอนศิลปะ คูลคิดส์

advertisement

advertisement

advertisement