เม็ดเหงื่อที่ผุดพรายคล้ายจะซึมซาบกลับเข้าสู่ผิวหนังอีกครั้งเมื่อสายลมบางๆ แผ่วพริ้วมาปะทะร่างกาย อาการร้อนจัดที่สะสมมาตั้งแต่ชั่วโมงก่อนค่อยๆ คลายดีกรีลง เพียงก้าวพ้นเนินนั้นขึ้นมา
หินรูปร่างประหลาดแปลกตาตั้งระเกะระกะอยู่ทั่วไป มองเผินๆ คล้ายดอกเห็ดขนาดมหึมาที่ยืนท้าแดดจ้ากลางภูผาอย่างทรนง คงไม่แปลกถ้ามันเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาๆ แต่เพราะใครๆ ต่างเรียกขานกันว่า "สโตนเฮนจ์เมืองไทย" เหตุใดจะต้องปฏิเสธการมาเยือน
ไม่ว่าวันไหนจะเป็นวันที่ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงที่สุด ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่ฉันขอทึกทักเอาเองว่า วันนี้ร้อนที่สุด!!
ร้อนที่สุด ไม่ได้แปลว่า แย่ที่สุด ตรงกันข้าม เพื่อแลกกับการได้เดินทางมาสัมผัส "ว่าที่" มรดกโลกแห่งใหม่ของเมืองไทย ร้อนกว่านี้เท่าไรก็ยอม
1.
ขึ้นชื่อว่า "รอคอย" หนึ่งนาทียังรู้สึกเหมือนนานข้ามชั่วโมง นับประสาอะไรกับการเฝ้าลุ้น อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ที่กินเวลามากว่า 5 ปี(เข้าคิวขอขึ้นทะเบียนตั้งแต่ปี พ.ศ.2547) ถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย
ถามคนที่ไม่เคยไปภูพระบาท ก็อาจจะไม่ทราบว่า ที่นี่มีอะไรควรค่าแก่การที่ยูเนสโกจะขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก เช่นเดียวกัน เมื่อถูกถามกลับ ฉันพบว่าภาพภูพระบาทในความรับรู้เป็นเพียงเงาร่างบางๆ ที่ไม่มีอะไรชัดเจน ภารกิจ "ขยาย" ความรู้เกี่ยวกับภูพระบาทจึงเกิดขึ้น เมื่อสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและสัมมนา(สสปน.) ชักชวนให้ไปร่วมกิจกรรม "ประชุมเมืองไทย ภูมิใจช่วยชาติ" ณ จังหวัดอุดรธานี
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ครอบคลุมพื้นที่ 3,430 ไร่ ในเขตบ้านติ้ว ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร โดยประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 และเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2535 มีนักท่องเที่ยวเข้าชมสม่ำเสมอ โดยฉพาะชาวต่างชาติที่สนใจโบราณคดี เนื่องจากพบหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า ภูพระบาทเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ราว 2,000-3,000 ปีมาแล้ว) นั่นคือ ภาพเขียนสีบนผนังแบบเดียวกับที่พบบริเวณอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งนักโบราณคดีมีความเห็นตรงกันว่า เป็นภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์
ผาแต้มมีภาพเขียนสี อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ มีลานหินรูปทรงประหลาด แต่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท มีครบทั้งหินแปลกและภาพเขียนสี แถมเดินทางง่าย ไม่ต้องเกรงว่าข้อเข่าจะสึกเสื่อม เดินเพลินๆ ชมสารพัดพันธุ์ไม้ป่าเบญจพรรณ จำพวก มะค่า เต็ง รัง ชิงชัน ประดู่ เผลอๆ ถึงที่หมายตั้งแต่ต่อมเหงื่อยังไม่ทันทำงานด้วยซ้ำ(ยกเว้นฤดูร้อน ที่มีแสงแดดเป็นตัวกระตุ้น)
รับฟังข้อมูลคร่าวๆ จากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็ถึงเวลา "ส่องเลนส์" ขยายภาพภูพระบาท พวกเราชาวคณะเดินเท้าเรียงแถวไปตามแนวทางเดินที่สะอาดสะอ้าน เพียงพักเดียวก็พบกับหินรูปร่างประหลาด พินิจดีๆ แล้วจะเห็นลักษณะของการกร่อนที่คล้ายกับโดนน้ำเซาะ ตรงตามข้อมูลที่บอกว่า เมื่อ 100 ล้านปีก่อน ดินแดนแถบนี้มีธารน้ำแข็งปกคลุม เมื่อความร้อนในแผ่นดินสูงขึ้น น้ำแข็งจึงเริ่มละลายและไหลครูดลงไปกับแผ่นดิน แผ่นหิน ทำให้เกิดหินรูปร่างประหลาด
ร่องรอยทางวัฒนธรรมที่ปรากฏบนเพิงหินเป็นหลักฐานที่นักโบราณคดีชี้ชัดว่า บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งภาพวัวแดงที่พบบริเวณถ้ำวัว ภาพคนบริเวณถ้ำคน ภาพเรขาคณิตและภาพช้างที่บริเวณถ้ำช้าง ฯลฯ นับรวมแล้วมีมากถึง 45 แห่ง ถือเป็นภาพเขียนสีแหล่งใหญ่ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย
นอกจากนี้ยังพบว่ามีโบราณสถานอีก 23 แห่ง สังเกตจากใบเสมาหินที่ปักล้อมหินทรายทรงประหลาดหลายจุด สันนิษฐานว่า อาจจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนในยุคที่พุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในเอเชียอาคเนย์เมื่อราว 1,000 ปีก่อน ซึ่งตรงกับยุคทวาราวดี หลักฐานที่ปรากฏจึงมีลักษณะผสมผสานเรียกว่า "พุทธแบบทวาราวดี" ไม่ว่าจะเป็นเสมาหิน หรือพระพุทธรูปที่รับเอาอิทธิพลของศิลปะแบบทวาราวดีมาไว้อย่างเต็มเปี่ยม
ต่อเมื่อวัฒนธรรมขอมเผยแผ่เข้ามา ศิลปกรรมบริเวณนี้ก็เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นอิงรูปแบบเขมร(เกาะแกร์) มากขึ้น สังเกตจากการสกัดหินเพื่อดัดแปลงพระพุทธรูปที่บริเวณถ้ำพระให้เป็นรูปพระโพธิสัตว์ หรือการแกะสลักผ้านุ่งของเทวรูปในศาสนาฮินดู ซึ่งหลังจากวัฒนธรรมขอมหมดความสำคัญลง ก็ไม่ปรากฏว่ามีการประกอบกิจกรรมของมนุษย์อีก จนกระทั่งพบหลักฐานเป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กที่บริเวณถ้ำพระเสี่ยง ซึ่งแสดงถึงศิลปะสกุลช่างลาว นักโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่า ภูพระบาทแห่งนี้ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมลาว(ล้านช้าง) และกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 จากนั้นก็ไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีก
ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ทั้งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ เอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรม ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับความเชื่อและธรรมชาติ จึงมากพอที่จะสนับสนุนให้ภูพระบาทได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติแห่งที่ 2 ของอุดรธานี(ต่อจากบ้านเชียง)
2.
ธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา เมื่อนำมาผูกโยงเข้ากับนิทานพื้นบ้านของชาวอีสานเรื่อง "ตำนานรัก อุสา-บารส" นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อเรียกขานเพิงหินต่างๆ ในเขตอุทยานฯ ภูพระบาท
หอนางอุสา เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ ลักษณะเป็นโขดหินรูปคล้ายเห็ดอยู่บนลาดหิน ก้อนหินด้านบนกว้าง 5 เมตร ยาว 7 เมตร สูงจากพื้นประมาณ 10 เมตร ด้านบนมีการก่อหินล้อมเป็นห้องขนาดเล็กเอาไว้ มีประตูและหน้าต่างอยู่ที่ผนังทั้งสองข้าง พื้นที่ห้องกว้างไม่มากนัก แต่สามารถใช้ในการประกอบพิธีกรรมหรือบำเพ็ญเพียรได้ ที่น่าสนใจคือ มีการปักใบเสมาหินขนาดกลางและใหญ่ล้อมรอบหอนางอุสาเอาไว้ด้วย แสดงว่าบริเวณนี้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนามาแต่อดีต พอมาเชื่อมโยงกับนิทานอุสา-บารส ที่บอกว่าเป็นที่อยู่ของนางอุสาเมื่อครั้งมาศึกษาวิชากับฤาษีจันทา ก็ยิ่งทำให้การมาเยือนภูพระบาทมีอรรถรส
ใกล้กันมีโบราณสถานอีกหลายแห่ง โดยแต่ละแห่งมีชื่อเรียกพ้องกับเรื่องเล่าในนิทานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น หีบศพท้าวบารส, หีบศพนางอุสา ส่วน หีบศพพ่อตา (หีบศพท้าวกงพาน) ที่อยู่ถัดมา เรียกกันว่า "ถ้ำมือแดง” เพราะมีร่องรอยภาพเขียนสีเป็นรูปฝ่ามือข้างขวาของคน ลายเส้นรูปตาข่าย ลายเส้นโค้งคู่สลับลายหยักฟันปลา และลายเส้นรูปคล้ายรวงผึ้ง
วัดพ่อตา ที่อ้างตามนิทานว่าเป็นวัดที่เกิดจากการแข่งขันของท้าวกงพาน และท้าวบารสนั้น ด้านในมีร่องรอยการระบายสีแดงเป็นภาพประภามณฑลของพระพุทธรูป 3 องค์เรียงต่อกัน นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนของพระพุทธรูปหินทรายอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่มีสภาพไม่สมบูรณ์คงเหลือเฉพาะส่วนลำตัวที่แตกหักเท่านั้น ที่บริเวณ ถ้ำช้าง พบภาพเขียนสี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเขียนด้วยสีแดงเข้มเป็นลวดลายหยักขึ้นหยักลงที่ยังไม่ทราบความหมาย(คล้ายรูปเรขาคณิต) แต่วิเคราะห์ว่าเป็นงานศิลปกรรมของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ส่วนอีกกลุ่มเขียนเป็นลายเส้นรูปช้างด้วยสีแดง ภาพช้างนี้มีความงดงามมาก สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของช่างสมัยประวัติศาสตร์ในวัฒนธรรมลาว(ล้านช้าง)
ที่โดดเด่นอีกแห่งหนึ่งคือ ถ้ำพระ พบการสลักรูปปฏิมากรรมทางศาสนา มีพระพุทธรูปนั่ง และพระพุทธรูปยืน องค์ด้านในสุดมีร่องรอยการสลักหินตรงส่วนของผ้านุ่ง มีลวดลาย ส่วนด้านนอกถ้ำพระพบร่องรอยการปักใบเสมาไว้ตามทิศต่างๆ
เดินต่อไปอีกไม่ไกลจะพบ บ่อน้ำนางอุสา ที่เจาะสกัดลงไปในพื้นหินเป็นทรงกรวย สันนิษฐานว่าคงเป็นแหล่งน้ำบริโภคของคนในสมัยโบราณ หรืออาจใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมบางอย่าง จากนั้นเลี้ยวขวาไปประมาณ 300 เมตร จะพบ ฉางข้าวนายพราน และผาเสด็จ ซึ่งเป็นจุดพักชมวิวที่สวยงามของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
พักร้อนพอหายเหนื่อยก็ถึงคราวเดินลงเนินเขาไปชม ถ้ำวัว ถ้ำคน บริเวณนี้เป็นเพิงหินขนาดใหญ่วางซ้อนทับกันทำให้เกิดเป็นชะง่อนหิน สามารถใช้หลบแดดหลบฝนได้ ด้านทิศตะวันออกพบภาพเขียนรูปสัตว์เรียกว่า “ถ้ำวัว” ส่วนภาพเขียนรูปคน 7 คน อยู่ทางทิศเหนือเรียกว่า “ถ้ำคน” ภาพเขียนสีแดงนี้เองที่นักโบราณคดีศึกษา และชี้ชัดว่า เป็นภาพยุคก่อนประวัติศาสตร์
กลับออกมาตามทางเดินที่ลูกศรสีแดงชี้เป็นวงกลม จะผ่าน คอกม้าท้าวบารส และคอกม้าน้อย แต่ที่อยู่นอกเส้นทางและนักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง คือ พระพุทธบาทบัวบก ที่อยู่บริเวณทางแยกซ้ายมือก่อนถึงที่ทำการอุทยานฯ ลักษณะเป็นรอยพระพุทธบาทบนพื้นหินยาว 1.93 เมตร กว้าง 90 เซนติเมตร และลึก 60 เซนติเมตร สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2463-2477 ปัจจุบันสร้างพระธาตุเจดีย์ครอบไว้เป็นทรงบัวเหลี่ยม คล้ายพระธาตุพนม ทุกๆ ปีในช่วงเดือน 3 ขึ้น 13-15 ค่ำ จะมีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบก
นอกจากนี้ก็ยังมีโนนสาวเอ้ ที่อยู่บริเวณเดียวกัน และโบราณสถานที่สำคัญๆ อีกมากมาย เรียกว่า ชมกันได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ
3.
กลับมาที่เรื่องว่า ทำไมต้องลุ้นกันจนตัวโก่ง หลายคนอาจจะสงสัย แน่นอน ความภาคภูมิใจของคนในชาติมาเป็นอันดับ 1 ชื่อเสียงและการท่องเที่ยวก็คงจะตามมา แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการช่วยกันปกปักรักษามรดกของมวลมนุษยชาติที่เป็นหนึ่งเดียวให้ดำรงอยู่ต่อไป
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีมรดกโลกทางธรรมชาติ 2 แห่ง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง และผืนป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น ส่วนมรดกโลกทางวัฒนธรรมมี 3 แห่ง คือ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร, อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี และที่กำลังอยู่ในช่วง "pre" มรดกโลกมี 2 แห่ง คือ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี และเส้นทางวัฒนธรรมปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ เชื่อมต่อกับโบราณสถานใกล้เคียง
เมื่อลองเทียบอัตราความน่าจะเป็น อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทน่าจะมีภาษีมากกว่า เพราะพื้นที่มีความพร้อม สภาพนิเวศทางวัฒนธรรมและธรรมชาติป่าเขาไม่ถูกรบกวนจากชาวบ้าน ต่างจากเส้นทางวัฒนธรรมปราสาทขอมที่อาจจะมีปัญหาเรื่องการอยู่อาศัยของผู้คนละแวกใกล้เคียง
อย่างไรก็ตาม การเฝ้ารอก็ทำให้คนไทยแช่มชื่นเสมอ ตราบใดที่ยูเนสโกยังมีการประกาศรายชื่อสถานที่สำคัญทั้ง 2 แห่ง ในบัญชีชั่วคราวมรดกโลก (Tentative List) นั่นเท่ากับว่า คนไทยยังมีหวัง
................
การเดินทาง
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 67 กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข 2 (อุดรธานี-หนองคาย) บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 13 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2021 ไปทางอำเภอบ้านผือ ระยะทางประมาณ 42 กิโลเมตร แยกขวาประมาณ 500 เมตร และตรงไปตามเส้นทางหมายเลข 2348 อีกประมาณ 12 กิโลเมตร มีแยกขวาเป็นทางเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร เปิดบริการเวลา 08.00-16.30 น. สอบถามเพิ่มเติมที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท โทรศัพท์ 0-4225--1350-2 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมด้านการท่องเที่ยว ติดต่อ ททท.สำนักงานอุดรธานี โทรศัพท์ 0-4222-3304




