กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 2 เมษายน 2553 00:30

คลื่นนี้ไม่มีสี (แถมไม่มีเส้น)

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ในวันที่วิทยุชุมชนถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อ "ยุแยง" ให้ "แตกแยก" ก็ยังมีคลื่นวิทยุอีกไม่น้อยที่เป็นคลื่น "เพื่อชุมชน" จริงๆ

นับตั้งแต่ ภาคประชาชนสามารถ "เข้าถึง" คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ได้อย่างเสรี (และอนุญาตให้วิทยุชุมชนมีโฆษณาได้ ไม่เกิน 6 นาที/ชั่วโมง เมื่อปลายปีพ.ศ. 2547) ทำให้วันนี้ เรามีสถานีวิทยุชุมชนมากกว่า 7,000 สถานี โดยมีเครือข่ายสถานีวิทยุชุมชนที่ดำเนินการตามหลักการและหลักเกณฑ์วิทยุชุมชน มีจำนวนเพียง 200 สถานีเท่านั้น

ยิ่งในวันที่หมุนคลื่นไปทางไหนเราก็มักจะได้ยินแต่เสียงโฆษณาขายสินค้า หรือไม่ก็แสดงความเห็นทางการเมือง จนทำให้หลายคนมองว่าคลื่นความถี่กลายเป็นเครื่องมือสนองประโยชน์สำหรับเจ้าของสถานีไปโดยปริยาย ทั้งที่ความเป็นจริงนั้น "วิทยุชุมชน" เปลี่ยนให้สังคม "ดีกว่า" ได้อีกตั้งเยอะ

คลื่น "ชุมชน" สู่ "สังคม"

"วิทยุชุมชนเป็นอะไรที่มากกว่าเครื่องมือการสื่อสารเฉพาะกลุ่มคน" น้ำเสียงนั้นย้ำชัดเจน

ไม่ว่ายุคสมัยไหน "สื่อ" ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงอนุภาพที่สุดทางหนึ่งในการเผยแผ่ข้อมูลให้ออกไปสู่สาธารณะ อย่างที่เขาเคยเจอมากับตัวเมื่อราว 30 ปี ก่อน ปัญหาเรื่องท่อก๊าซไทย-พม่า ในพื้นที่ จ. กาญจนบุรี ก็ถูกสะท้อนออกมาเพราะสื่อชาวบ้านอย่าง "วิทยุชุมชน"

"ตอนที่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่มีใครเปิดโอกาสให้เรานำเสนอข้อมูลจากฝั่งชาวบ้านเลย เพราะเวลาเขานำเสนอข้อมูลก็ออกตามสื่อต่างๆ ขณะที่เรามีแค่เครื่องขยายเสียง ใบปลิว แผ่นพับ สู้กันตามมีตามเกิด" ภาพการตระเวณขับรถติดเครื่องขยายเสียงไปตามหมู่บ้านเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกรณีท่อก๊าซยังติดตาของ บุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี มาจนถึงทุกวันนี้

หลังจาก มาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 (ปัจจุบันคือ มาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญปี 2550) ซึ่งมีเนื้อหากำหนดให้คลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ส่งผลทำให้ภาคประชาชนสามารถเข้าไปใช้คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 วิทยุชุมชนเสียงชุมชน จ.กาญจนบุรี ก็เกิดขึ้นในช่วงปลายปีพ.ศ. 2544 โดยเขาและชาวบ้านที่เคลื่อนไหวประเด็นสิ่งแวดล้อม กลายเป็นวิทยุชุมชนที่ทดลองออกอากาศเป็นสถานีแรกของประเทศไทย และเป็น "กระบอกเสียง" ของชาวจังหวัดกาญจนบุรีเรื่อยมา จนเกิดเหตุการณ์ "สั่งปิด" สถานีในเวลาต่อมา

"พวกผมก็ดื้อแพ่ง ไม่ยอมปิด ยื้อกันจนสื่อเริ่มให้ความสนใจ เราจึงได้โอกาสชี้แจงถึงข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ในเวลาต่อมา" บุญส่งพูดถึงผลของการต่อสู้เรียกร้องในครั้งนั้น

วันนี้ ความเข้มแข็งของสถานีวิทยุชุมชนได้พัฒนาสักยภาพเพิ่มขึ้นจนกลายเป็น สถานีวิทยุชุมชนต้นแบบ จ.กาญจนบุรี โดยมีแนวคิดที่จะพัฒนาสถานีเป็นวิทยุบริการสาธารณะ (เช่น ออกอากาศในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ)  ซึ่งเป็นการออกอากาศในพื้นที่ที่กว้างกว่าระดับชุมชน

"ผมอยากจะขยายกรอบจากการทำเพื่อชุมชน เป็นการทำเพื่อสังคม ซึ่งมันจะกลายเป็นหลักคิดที่ขยายวงกว้างไปได้ไกลกว่าแค่เรื่องของการบอกเล่าข่าวสารของคนในชุมชน" สิ่งที่เขามุ่งหวังไว้ก็คือ การเปิดบริการให้วิทยุชุมชนกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ เหมือนอย่างที่วันนี้เขา และคณะกรรมการบริหารสถานีกำลังดำเนินการอยู่

"เรื่องร้องเรียน แจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือมีอะไรก็ส่งมาที่นี่หมด มันกลายเป็นพื้นที่เปิดสำหรับทุกคน มันงอกเงยออกไปมากกว่าการเป็นเครื่องมือสื่อสารของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น"

ถึงแม้วันนี้ กรอบการปฏิรูปสื่อของรัฐยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมก็ตาม แต่ในความรู้สึกของบุญส่งมองว่าตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องแสดงความจริงใจกันแล้ว  

"วันนี้ภาครัฐก็ยังไม่คิดจะเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนเลย ทุกวันนี้วิทยุชุมชนเกิดขึ้นเกือบ 6,000 สถานี เมื่อกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า วิทยุชุมชนสามารถมีโฆษณาได้ จะมีคนจากบริษัทใหญ่เข้ามาทำกิจการ แต่ผู้ทำวิทยุชุมชนจริงๆ มีอยู่เพียง 200 กว่ารายเท่านั้น มันยังเป็นการสื่อสารภายใต้เงินตรา เป็นการสื่อสารที่ไม่บริสุทธิ์ วิทยุชุมชนต้องทำขึ้นโดยประชาชนเพื่อประชาชน ไม่ใช่โดยบริษัทเอกชนเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ...อย่างนี้ไม่เรียกวิทยุชุมชนหรอก" เขายืนยัน

  • เปลี่ยน "วิกฤติ" เป็น "โอกาส"

ภายใต้สถานการณ์คับขันมักมีโอกาสที่ยิ่งใหญ่แอบซ่อนไว้อยู่เสมอ คงเป็นคำนิยามที่ค่อนข้างเข้ากับกลุ่มคนทำวิทยุชุมชนคนเหนือเขื่อน อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ อยู่พอสมควร

เมื่อหลายปีก่อน ความแปรเปลี่ยนตามยุคสมัยที่ถาโถมเข้าสู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ใช้ชีวิตแอบอิงอยู่กับธรรมชาติ อย่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เองก็ตาม ครั้งหนึ่ง ผลกระทบของ "สมัยใหม่" ได้ทำให้วัฒนธรรมพื้นถิ่นของพวกเขาเข้าขั้น "วิกฤต"

"เด็กๆ รุ่นใหม่ ไม่อยากพูดภาษากะเหรี่ยง ไม่อยากแต่งตัวแบบกะเหรี่ยง เขาอายที่จะบอกว่าตัวเองเป็นโพล่ง" บุญจันทร์ จันทร์หม้อ คุณครูชาวกระเหรี่ยงโพล่ง (หรือกะเหรี่ยงโปว์) ใน อ.ฮอด เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับบรรดาลูกหลานในชุมชนของเขา

ในวันที่ คนที่รู้วัฒนธรรมของกะเหรี่ยงโพล่งเองกลับตีวงเหลืออยู่แค่กลุ่มผู้สูงอายุ ปัญหาวิกฤตเชิงวัฒนธรรมดังกล่าวจึงกลายเป็นประเด็นพูดคุยจนเกิดการรวมกลุ่มของคนโพล่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อย่าง กลุ่มชมรมโพล่ง อ.ฮอด และชมรมโพล่งอ.ดอยเต่า มาเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา กฐิน ผ้าป่า และกิจกรรมที่เน้นย้ำเรื่องวัฒนธรรมของชาวโพล่งถูกหยิบยกขึ้นมารณรงค์อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ใช่ว่าจะได้ผล เพราะความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชุมชนดั้งเดิม ก็ยังวนเวียนอยู่ในชาวโพล่งอยู่ไม่กี่กลุ่ม สถานีวิทยุชุมชน จึงกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสารวัฒนธรรมให้ผู้คนหันกลับมาภาคภูมิใจกับ "รากเหง้า" ของตัวเองอีกครั้ง

"เรามีการทอดผ้าป่าวิทยุชุมชนขึ้นเพื่อใช้สำหรับตั้งสถานีเมื่อต้นปีพ.ศ. 2548 ก็จัดรูปแบบรายการ เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิต เผยแพร่ภูมิปัญญา ภาษา วัฒนธรรม และสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มคนทั้งพี่น้องไทยและกะเหรี่ยงในพื้นที่ออกอากาศ" เขาบอก

รายการพูดคุยสลับกับเสียงเพลงจากศิลปินชนเผ่า กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในการดึงความสนใจของผู้คน นอกจากนั้น สถานีวิทยุก็ยังเป็นแหล่งกระจายข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม และชุมชนให้กับชาวบ้านได้รับรู้อีกด้วย

"ยอดขายเสื้อกะเหรี่ยงสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ" เขายกตัวชี้วัดง่ายๆ

แม้จะมีปัญหาเรื่องของโฆษณาในตอนแรกๆ ของการดำเนินงาน และประสบปัญหาการถูกเรียกร้องการดำเนินการในลักษณะเดียวกับสื่อเชิงพาณิชย์ทั่วไป อย่างการ ต้องออกอากาศตามที่เจ้าของเงินค่าโฆษณาต้องการ การกระตุ้นให้ผู้ฟังซื้อสินค้า หรือต้องยิงสป็อตตามที่ร้านค้ากำหนด เพราะความไม่เข้าใจของกลุ่มคนทำงาน ข้อตกลงที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาก็คือ การตัดเรื่องของโฆษณาออกไป และเปลี่ยนเป็นรูปแบบของการบริจาคแทน

"เรื่องเงินมันไม่เข้าใครออกใครนี่ครับ" อ.บุญจันทร์ยืนยัน

วันนี้ สถานีวิทยุชุมชนคนเหนือเขื่อน ในความรู้สึกของชาวโพล่งจึงเป็นเหมือนพื้นที่ของการมีส่วนร่วม และทำความเข้าใจ ระหว่างผู้คนในพื้นที่ ภายใต้หลักการ ของ-โดย-เพื่อชุมชน อย่างแท้จริง

  • คลื่นนี้ชื่อ "ละอ่อนเอฟเอ็ม"

"เวทีแห่งความคิด เวทีแห่งความฝัน เวทีที่สร้างพลังให้กับเด็กๆ ...

...วิทยุเด็กและเยาวชน เปิดโอกาสให้เด็กๆ ทุกคน ร่วมสานฝันอันงดงาม"

เสียงสปอตประจำสถานีวิทยุเด็กและเยาวชน จ.เลย จะดังขึ้นทุกครั้งที่เปลี่ยนรายการ ถือเป็นการตอกย้ำ ถึงหัวใจสำคัญของคลื่นที่เปิด “พื้นที่สาธารณะ” สำหรับเด็ก และเยาวชนได้มี "โอกาส" ส่งเสียงตัวเองให้บรรดาผู้ใหญ่ได้ยิน

สถานีวิทยุที่นี่ ใช้วิทยุชุมชนเป็นเครื่องมือ/ช่องทางในการทำงานกับเด็กและเยาวชน ทั้งการรวมกลุ่ม การพัฒนาศักยภาพเด็กเยาวชน ตลอดจนเป็นช่องทางในการแสดงความคิดเห็นของเด็กๆ รวมถึงสร้างความเข้าใจระหว่างเด็ก และผู้ใหญ่ ดำเนินงานภายใต้แนวคิด “เด็กบริหาร เด็กผลิตรายการ"

"เรามีกลุ่มเด็ก และเยาวชนตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงมหาวิทยาลัยมาช่วยกันจัดรายการที่นี่ค่ะ" แสงระวี ดาปะ หรือ เอ็ม นักศึกษาจากรั้ววิทยาลัยอาชีวะศึกษา จ.เลย ที่นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสถานีคนปัจจุบันอธิบายแนวคิดข้างต้น

"ผังรายการของสถานีเราจะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม พยายามทำให้ครอบคลุมที่สุด ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข กฎหมาย การดำรงชีวิต รายการต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นจากความคิดของสมาชิกเองโดยจะมีพี่เลี้ยงจากหน่วยงานต่างๆ ทั้ง กศน. วัฒนธรรมจังหวัด สาธารณสุข มาช่วยดูแลเรื่องรายละเอียดข้อมูลของแต่ละรายการ ที่สำคัญเราไม่เปิดเพลงตลาดตามใจคนดูนะคะ (ยิ้ม)"

ตารางการออกอากาศของสถานีจะมีทุกวันระหว่างเวลา 17.00 - 21.00 น. ซึ่งเธอยืนยันว่า งานส่วนใหญ่ในสถานีนั้นดำเนินงานด้วย 2 มือของเหล่าสมาชิกวัยละอ่อนกว่า 30 ชีวิต ที่โยงใยเป็นเครือข่ายเยาวชนขับเคลื่อนเสียงน้อยๆ ของพวกเขาให้ขยายวงกว้างออกไป และให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

"การบริหารจัดการทั้งกระบวนการของที่นี่เกิดขึ้นโดยตัวเด็กเองทั้งหมด ตั้งแต่ตำแหน่งผู้อำนวยการ ฝ่ายผลิตรายการ และฝ่ายติดตามประเมินผล ก็จะเป็นบรรดาเยาวชนอาสาสมัครที่อาศัยอยู่ใน อ.เมือง มาช่วยกันทำ นอกจากนี้เราก็จะมีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับกลุ่มเยาวชนที่อยู่ตามอำเภอต่างๆ ด้วย เพราะเราจะมีกิจกรรมต่อเนื่องนอกเหนือจากตัววิทยุชุมชนที่พวกเราจัดอีก" เอ็มขยายความ

กิจกรรมในความหมายของเธอก็คือ กระบวนการเชิงสังคมต่างๆ เท่าที่เด็กๆ จะสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมเวทีสาธารณะ หรือกิจกรรรมรณรงค์ต่างๆ

"ทำให้เราโตขึ้น มองโลกกว้างขึ้นเยอะเลยค่ะ" เธอมองถึงสิ่งที่ได้รับจากการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถานี ถึงแม้จะเกิดคำถามอยู่บ้างในตอนแรก แต่เมื่อได้ผ่านการทำงานไปได้สักระยะความสงสัยต่างๆ ก็ถูกลบออกไปจนหมด

ปัญหาของความเป็นเด็ก ทั้งเรื่องเล่น และเรื่องเรียน บางครั้งอาจจะทำให้สถานีวิทยุดูกระท่อนกระแท่นไปบ้าง แต่ก็ถูกทดแทนด้วยความตั้งใจที่มีอยู่ในตัวสมาชิกทุกคน

"เราก็พยายามพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อพัฒนารูปแบบรายการอยู่ตลอด จะได้เป็นกระบอกเสียงของเด็กออกไปสู่สังคมได้" เอ็มย้ำถึงหัวใจสำคัญของสถานีวิทยุของพวกเธอ

  • ก้าวต่อไปของบ่อนอก

วันนั้น กระสุนหนึ่งนัดที่คร่าชีวิต เจริญ วัดอักษร หนึ่งในกระบอกเสียงสำคัญในการเคลื่อนไหวประเด็นสิ่งแวดล้อมของวิทยุชุมชนบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่เมล็ดพันธุ์ และสำนึกชุมชนที่เขาได้ก่อเอาไว้ทำให้สถานีวิทยุชุมชนบ่อวันนี้ มองข้ามไปไกลกว่าการเป็นกระบอกเสียงของคนในชุมชนเท่านั้น

"วันนี้เราไม่ได้หยุดแค่การจับประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมสำหรับชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังมีมิติของการให้ข้อมูลในแง่อื่นๆ ติดตามมาด้วย" พรพิพัฒน์ วัดอักษร พี่ชายที่มารับช่วงนายสถานีวิทยุชุมชนต่อบอกถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากเหตุการณ์วันนั้น

เขาเล่าถึงบทบาทของวิทยุชุมชนที่เปลี่ยนไปเป็นเหมือนเกลียวเชือกที่คอยเชื่อมโยงผู้คนในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเองให้ดียิ่งขึ้น โครงการหลายๆ โครงการทยอยเกิดขึ้นโดยมีตัววิทยุชุมชนเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อน อาทิ เช่น โครงการสหกรณ์ออมทรัพย์ ร้านค้าชุมชน ธนาคารชุมชน ปั๊มน้ำมันชุมชน เป็นต้น

"แต่เราก็ยังมีการนำเสนอข่าวสารข้อมูลที่น่าสนใจอยู่เหมือนเดิมนะ"

สมาชิกราว 20 คนต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจัดรายการ แน่นอน ทุกคนเป็นอาสาสมัครที่ปลีกตัวจากงานหลักมาช่วยกันจัดช่วยกันทำ ความร่วมแรงร่วมใจที่เขามองว่าถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้วิถีชุมชน และความแข็งแรงของสถานีดำรงอยู่ต่อมาจนถึงวันนี้ได้

การพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปสำหรับตัวพรพิพัฒน์เองเป็นแนวทางที่วางไว้ถึงวันพรุ่งนี้ของสถานีวิทยุ 8 ปีของการตั้งสถานี ยืนระยะไว้ที่กำลังส่ง 300 วัตต์ กับรัศมีแล้วแต่สภาพภูมิประเทศจะเอื้ออำนวย ถึงจะดูไม่ใหญ่ แต่ก็มั่นคงพอตัว
"ลอยตามลมไปก็ไกลอยู่นะครับ" เจ้าตัวเอ่ยติดตลก

Tags : วิทยุชุมชน

advertisement

advertisement

advertisement