บัณฑิตอนาคตไกลกับการคืนสู่แผ่นดินเกิด อาจดูแปลกตามบรรทัดฐานของบางคน แต่การตัดสินใจเช่นนี้ก็มีแง่มุมน่าสนใจตามครรลองที่คนอีกไม่น้อยถวิลหา
ขอบอกเสียแต่เนิ่นๆ สำหรับคนช่างฝันทั้งหลายก่อนที่จะหลวมใจไพล่คิดไปว่า เรื่องราวของบัณฑิตสาวชาวนาทิ้งใบปริญญาหันหาทุ่งนาเขียวขจีที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ คือเรื่องชวนฝัน ปั่นอุดมการณ์ เหมือนหลุดออกมาจากหนังสือนิยายหนุ่มสาวนักแสวงหาในยุคหนึ่ง
จริงอยู่ที่ว่าชีวิตของ 'สุปรียา ห้องแซง' แทบไม่ต่างอะไรกับนางเอกในนวนิยายรันทดทรหดกับชีวิต กว่าจะฝ่าด่านสารพัด เพียงเพื่อให้ได้กลับไป "ทำนา" ที่บ้านเกิด
แต่เธอก็ยังยืนยัน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันอยู่หลายครั้ง ว่าเธอไม่ใช่นักฝัน หรือ มนุษย์พันธุ์พิเศษที่กินอุดมการณ์เป็นอาหาร แต่เพราะคำว่า "ปริญญา" ที่สังคมกรอบไว้ ทำให้เธอจำต้องทำมาหากินในเมืองกรุง เดินบนเส้นทางฝันของพ่อแม่ แทนที่จะได้พบกับชีวิตเรียบง่ายในชนบทอย่างที่ใจต้องการ
กว่าจะได้กลับบ้านช่างยากเย็น ทั้งสู้ทนการถูกจับจ้องของคนทั้งหมู่บ้าน แต่ไหนจะเท่าสายตาคลางแคลงของผู้ให้กำเนิด ที่ส่งเสียให้เธอเล่าเรียนจนจบปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษามีชื่อ แต่กลับต้องมานั่งดูบุตรสาวเดินคลุกฝุ่นทำนา ทอผ้า ตาปริบๆ
กลับบ้านไปเป็นเกษตรกร... คนมองว่า "หางานทำไม่ได้"
ครั้นไปปลูกผักบนดอย... ก็พลอยโดนเมาท์ว่า "อกหัก"
เกิดอะไรขึ้นกับกรอบทางความคิดของสังคมปัจจุบัน?
ทำไมเรื่องราวเพียงแค่การอยากกลับสู่แผ่นดินแม่ของผู้หญิงคนหนึ่ง จึงได้ถูกยกให้เป็นความกล้าหาญในสายตาของใครหลายคน อย่างน้อยก็มี สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ, กิตติ สิงหาปัด และ บัญชา อ่อนดี ที่ร่วมจรดปากกานิยมความกล้าของสุปรียาไว้ในหนังสือ "สุขนอกสูตร" อันเป็นผลงานเขียนเล่มแรกในชีวิตของเธอ
- วันวาน
ชีวิตลูกอีสานที่เกิดและเติบโตในจังหวัดมุกดาหาร อย่างสุปรียา คงไม่ต่างอะไรกับชีวิตของเด็กหญิง เด็กชาย ลูกเกษตรกรบ้านนอกไม่ว่าจะเป็นจังหวัดไหน ๆ มากนัก
'หนึ่งวัน' ของเด็กหญิงสุปรียา เริ่มต้นขึ้นเมื่อยินเสียงไก่ขันยามหัวรุ่ง เธอซึ่งเป็นพี่คนโต จะต้องตื่นขึ้นมาเพื่อผ่าฟืน หักไม้ปอ และ ก่อไฟนึ่งข้าวเหนียว โดยเธอจะเป็นลูกมืออยู่ในครัว ช่วยแม่นึ่งข้าว ตำพริก เด็ดผัก เตรียมเครื่องทำกับข้าว จากนั้นจะทำความสะอาดบ้าน ก่อนจะล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำแต่งตัว เปลี่ยนชุดนักเรียนเรียบร้อย แล้วจึงร่วมล้อมวงกินข้าวเช้ากับพ่อแม่และน้องชายพร้อมหน้าพร้อมตา
ด้วยความที่เป็นเด็กเรียนดี สุปรียาจึงไปโรงเรียนโดยหอบเอาความฝันของคนรอบข้างไว้จนเต็มเป้
แล้วเธอก็ไม่ทำให้คนที่บ้านผิดหวัง เพราะจากโรงเรียนชุมชนข้างบ้านในชั้นประถม เธอก็สอบเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมได้ที่โรงเรียนใหญ่ในจังหวัดขอนแก่น ก่อนจะย้ายเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับการศึกษาระดับมัธยมปลาย และสุดท้ายเธอก็ทำให้ทางบ้านภูมิใจด้วยดีกรีวารสารศาสตร์บัณฑิต จากรั้วแม่โดม
ญาติพี่น้องตลอดจนเพื่อนบ้านต่างก็ลงความเห็นกันว่า สุปรียา เป็นคนอนาคตไกล แต่อนาคตที่ใครๆ ต่างก็ยินดีไปกับเธอด้วยนั้น กลับทำให้เธอห่างบ้านออกไปเรื่อยๆ
"ตอนทำงานที่หมอชาวบ้าน ได้ฟังปราชญ์ชาวบ้านจากอีสานใต้มานั่งคุยเรื่องเกษตรผสมผสาน แล้วมีฝรั่งอยู่คนนึง แกรู้เรื่องสมุนไพรเยอะมาก มากขนาดที่คนท้องถิ่นเองยังไม่รู้ ก็รู้สึกเลยว่าเราจากบ้านมานาน เรื่องบางเรื่องที่เคยรู้ เคยเห็นพ่อเห็นแม่ทำ มันเลือนไปมากแล้ว"
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้สุปรียาตั้งคำถามขึ้นในใจว่า "ฉันเรียนหนังสือเพื่ออะไร" ความคิดโหยหารากเหง้าเริ่มผุดขึ้นในใจ หลังรู้สึกตัวขึ้นมาว่า ชีวิตของเธอนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ที่เกิดการจากปักชำ เป็นต้นไม้ที่ขาดรากแก้ว
เมื่อความคิดกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แต่ภารกิจในเมืองใหญ่ยังไม่บรรลุ เธอจึงต้องก้มหน้าทำงานต่อไป อาจจะเปลี่ยนงานมากกว่าคนอื่นๆ ไปบ้าง แต่ก็ยังดำรงชีพด้วย 'งานในหลักสูตร' ตามที่คนจบปริญญาพึงจะทำ
ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สุปรียาตัดสินใจหอบข้าวหอบของเดินทางกลับบ้านในความหมายของการกลับคืนสู่บ้านจริงๆ ก็เมื่อครั้งที่ต้องทำงานในนิตยสารเอสเอ็มอีฉบับหนึ่ง และชีวิตหมุนวนอยู่กับเรื่องเงินๆ ทองๆ จนรู้สึกทรมานหัวใจ เพราะคำว่า "เงิน" สำหรับเธอแล้ว แทบไม่มีความหมายอะไร
กลับบ้านครั้งนั้น เธอต้องพบกับคำถามในดวงตาของพ่อแม่ที่งุนงงกับการกระทำของเธอ ทั้งไม่เชื่อว่าเธอจะอยู่บ้านนอกได้ ทั้งเสียดายความรู้ที่ร่ำเรียนมา
สุปรียาเล่าว่ายังไม่ได้ทำนาจริงจัง แถมเงินจะกินก็ไม่มี ขายข้าว ขายผักทั้งปี ยังได้เงินไม่กี่พันบาทสำหรับใช้ทั้งครอบครัว ถ้าไม่ติดที่ว่าเธอมีภาระต้องใช้หนี้ทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา สุปรียา คงไม่บ่ายหน้ากลับสู่ป่าคอนกรีตอีกครั้ง โดยเข้าสู่วังวนการสมัครและสัมภาษณ์ตามแบบฉบับของมีดีกรีพึงจะทำ
เมื่อเธอเก็บหอมรอมริบได้จำนวนเงินครบพอจะใช้หนี้สำหรับปีนั้นได้แล้ว สิ่งแรกที่เธอทำ คือ ยื่นใบลาออก
"พอมีประสบการณ์ตกงานบ่อยเข้า เราก็เริ่มเข้าใจชีวิตแล้วว่า คนเราไม่ควรไปยึดติดกับวุฒิการศึกษา จากเดิมที่เคยมีอีโก้อยู่ ก็ไม่เหลือแล้ว คิดแค่ว่าทำงานอะไรก็ได้ ที่ไม่ผิดกฎหมาย และ ได้เงินมาประทังชีวิต"
ความคิดว่าจะหางานอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการสมัครและสัมภาษณ์งานที่ยุ่งยาก ส่งสุปรียามาลงที่หน้ากะละมังหลังครัวในตำแหน่งพนักงานล้างจานประจำร้านติ่มซำแห่งหนึ่งย่านอารีย์ เธอเลือกงานนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า "ล้างจานไม่มีใครมายุ่ง ไม่ต้องคุยกับใคร"
ล้างจานได้สามวันก็ลาออกเพราะมือเปื่อย เตร็ดเตร่ไปมา ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปของานทำที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านสะพานควาย คราวนี้เธอยังอยู่กับงานครัว แต่จากหน้ากะละมัง เธอย้ายมาที่หน้าเขียงแทน
คำว่า "งาน" ในทัศนะของสุปรียา เธอมองว่าถ้าไม่ใช่งานที่อยากทำ เธอขอทำอะไรที่ไม่ต้องสมัครหรือสัมภาษณ์งานให้วุ่นวายยังจะดีกว่า ส่วนคำว่า "เงิน" เธอบอกว่า ต้องได้มาจากการทำงานที่ชอบ แต่ถ้าไม่ได้งานที่ชอบ ก็ต้องได้มาอย่างสุจริต และประทังชีวิตได้
...ไม่ว่าจะเป็นงานล้างจาน งานหน้าเขียง หรือแม้กระทั่งงานคนใช้ เธอเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น และแน่นอนว่าเธอส่งเงินกลับบ้านโดยไม่บอกด้วยซ้ำว่าได้มาจากงานประเภทใด ปล่อยให้คนทางบ้านเข้าใจเอาเองว่าเงินที่ส่งมาคือผลผลิตจากปริญญาที่พวกเขาทุ่มเทส่งเสียให้เธอได้ร่ำเรียน
ระหว่างที่ทำงานขัดตาทัพ เธอถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์งานที่ศูนย์เยาวชนแห่งหนึ่ง ทำท่าว่าจะไปด้วยดี จนวันที่ 3 ของการทำงาน ก็จอปัญหาเรื่องความไม่ซื่อกับเรื่องเล็กๆ อย่างการลงเวลาเข้างานซึ่งเธอถูกขอให้ลงเวลา "เช้ากว่าความเป็นจริง" เพื่อให้คนที่มาทีหลังได้ลงเวลาทันภายในเส้นตายที่ขีดไว้ได้ถ้วนหน้าถ้วนตา
"จะบอกว่าเรามีปัญหากับตัวเองก็ได้นะ เพราะเราเป็นคนที่ไม่ทน ไม่ทนกับสิ่งที่ไม่ชอบ อย่างที่ศูนย์เยาวชนที่หนึ่ง ทำได้ไม่กี่วัน อยู่ดีๆ เพื่อนร่วมงานเดินมาบอกว่าให้เราลงเวลาเร็วกว่าที่เป็นจริง เพื่อให้คนที่มาหลังเราสามารถลงเวลาไล่กันลงมาให้ยังอยู่ในเส้นที่ขีดไว้ ได้ยินแค่นั้น วันรุ่งขึ้นก็ลาออกเลย เพราะรับไม่ได้กับความไม่ซื่อ ทั้งๆ ที่เขาทำงานกับเยาวชน เขาควรที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีใช่หรือเปล่า คือถ้าต้องเจอแบบนี้ เราไปล้างจานดีกว่า"
หลายคนคงตั้งคำถามกับการตัดสินใจของเธอที่จบลงด้วยการเปลี่ยนงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความที่ว่าชีวิตในเมืองใหญ่มันไม่ได้ง่าย โดยเฉพาะการอยู่ตัวคนเดียว แล้วยิ่งตกงานเป็นว่าเล่นแบบนี้ ไม่กลัวอดตายหรืออย่างไร
จะบอกว่าสุปรียาเป็นคนมองโลกในแง่ดีก็ว่าได้ เพราะเธอบอกว่า ..เหลือเงินติดกระเป๋าแค่สามบาทห้าสิบเธอยังมีชีวิตรอดมาแล้ว
- วันนี้
การกลับบ้านครั้งที่สาม และด้วยหวังว่าจะเป็นการคืนสู่แผ่นดินเกิดอย่างถาวรของสุปรียา เธอยังยืนยันว่าเธอไม่ได้บ้า แม้จะล้มเหลวกลับเมืองกรุงไปแล้วถึงสองครั้ง แต่เธอก็รู้อยู่เต็มอกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่ของเธอ บ้านนอกอย่าง อ.หนองสูง ต่างหาก ที่เป็น "ที่" ของเธอ
"ที่" ในที่นี้ไม่ใช่ที่ในความตามกฎหมายที่เรียกว่า "โฉนด" แต่เป็นที่ที่เธอเกิดและเติบโตมา ที่ที่รากเหง้า เผ่าพันธุ์ของเธอลงหลักปักฐาน นั่นจึงเป็นเหตุผลของการกระเสือกกระสนกลับคืนสู่แผ่นดินเกิดของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า
"ก็แค่อยากกลับบ้าน ไม่ได้มีความฝันว่าอยากจะมาทำอะไรมากมาย แต่รู้สึกว่ามาแล้วก็ต้องทำ อยู่ที่นี่เขาทำนาปลูกผักกัน เราก็ทำ แล้วเราก็มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ ทำแล้วไม่เป็นทุกข์ ทำแล้วสบายใจ ไม่ได้ถึงกับเป็นความฝัน ว่า ฉันจะกลับบ้านมาทำนา ไม่ใช่ขนาดนั้น เพราะมันเป็นครรลองของวิถีชีวิตที่เราทำแล้วสบายใจ อย่าไปจำกัดความหรือนิยามมันเลย
แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองบ้า หรือว่า ต่างจากคนอื่นด้วยนะ เราก็แค่มีความคิดแบบนี้ เราไม่ได้คิดฝันอะไรที่ใหญ่โต คิดแค่อยากกลับบ้าน ใช้ชีวิตแบบที่พ่อแม่ใช้ วันนี้ได้กลับมาอยู่บ้าน ถึงงานจะทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่ก็รู้สึกสบายใจ อยู่แล้วมีความสุข
วันแรกที่เอาบวบไปขายที่ตลาดได้เงินมา 45 บาท โอ้โห เดินยิ้มกลับบ้านจนแม่งง ว่าขายได้เงินเท่านี้ จะดีใจอะไรกันนักกันหนา แต่สำหรับเรามันไม่ใช่เรื่องเงิน ความสุขของเราไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จเหมือนคนอื่น เพราะเราไม่กลัวอด ถึงไม่มีเงิน เราก็มีข้าวกิน"
การกลับบ้านครั้งนี้ของสุปรียา แม้จะเป็นครั้งที่สามแล้ว แต่ในการรับรู้ของพ่อแม่ ก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี โดยเฉพาะกับผู้เป็นพ่อ ที่สุปรียาบอกว่าเธอกลับบ้านมาเป็นปีแล้ว แต่ยังไม่เคยได้คุยกันจริงๆ จังๆ เลย ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกวันนี้ยังเหมือนมีกำแพงกั้นขวางไม่สนิทใจกันเหมือนแต่ก่อน ทุกครั้งที่จะพูดคุยสื่อสารกัน จะต้องมี "แม่" เป็นคนกลาง เรื่องราวหรือสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ คนเป็นพ่อจะรับรู้ได้ก็ต้องผ่านปากแม่เท่านั้น
"เขียนพ็อคเก็ตบุ้คพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม คนรู้กันทั้งบาง พ่อยังไม่รู้เลยนะ แต่ถึงพ่อจะรู้ เขาก็คงไม่สนใจ เพราะเขาอยากให้เรารับราชการ เป็นเจ้าคนนายคน เขาพูดเลยนะ ว่า ถ้าเป็นข้าราชการ ให้เงินเดือนบาทเดียวก็ต้องเอา เพราะเขามองว่าที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ ทำนา ปลูกผัก มันไม่ใช่งาน เพราะงานในความหมายของเขา คือ ทำงานมีเงินเดือน ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะมันเป็นความคิดของคนชนบท
วันก่อนไปขายผักในตลาด ก็โดนถามว่า เรียนจบหรือยัง ทำงานอะไร เราก็ตอบไปว่าทำนาปลูกผัก เขาก็บอกว่า อ๋อ ยังไม่ได้ทำงาน เดี๋ยวก็ได้งาน พอมานั่งนึกๆ ดู ก็เออใช่ ที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ได้เรียกว่างาน น่าจะเรียกว่า ครรลองของชีวิต น่าจะเหมาะกว่า"
ทางออกที่เธอเลือกให้กับครอบครัว เพื่อแลกกับการทำตามหัวใจเรียกร้อง คือ การเข้าทำงานประจำที่โรงเรียนสอนคนหูหนวกในตัวเมืองมุกดาหาร ในหน้าที่ครูธุรการ ซึ่งเพิ่งจะเริ่มทำได้ไม่ถึงเดือน
"เวลานั่งรอรถเมล์ไปทำงาน ใครเดินผ่าน ก็ถาม ว่าทำงานแล้วเหรอ ทำที่ไหน ก็ยินดีด้วยกับเรากันทั้งนั้น มันก็เหมือนกับตอนที่เราขายผักในตลาด คือ คนที่นี่ก็จะรับรู้เรื่องของเรา แล้วก็เป็นห่วงกัน พอเห็นทำงานเป็นเรื่องเป็นราวก็ดีใจกันทั้งซอย"
แม้เธอจะตอบไม่ได้ว่างานประจำที่ต้องวุ่นวายอยู่กับเอกสารกองโตที่ทำอยู่นี้จะอยู่ร่วมเส้นทางกับเธอไปได้นานขนาดไหน แต่ที่รู้ในวันนี้ คือ เธอก็ได้เห็นความสุขใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่มองดูลูกตื่นเช้าแต่งตัวไปทำงานเหมือนคนอื่นๆ เขา
สูตรการดำเนินชีวิตที่แม้จะขัดขวางไปกับสูตรสำเร็จของสังคม แต่สิ่งที่ สุปรียา กำลังค้นหาคือ "ความลงตัว" ที่เธอและรอบข้างจะอยู่ร่วมกันได้อย่างยอมรับซึ่งกันและกัน
...คงต้องขออภัยคนช่างฝันทั้งหลายกับเรื่องราวที่นำมาเล่าสู่กันฟังครั้งนี้ ก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่ามันก็แค่ "เรื่องธรรมดาๆ" เรื่องหนึ่ง
Tags : สุปรียา ห้องแซง
