กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 29 มีนาคม 2553 01:00

เมืองไม่เข้าใจม็อบ , ม็อบ(ก็)ไม่เข้าใจเมือง

ภาพจาก กลุ่มไม่ต้องจ้าง เราอยากทำ

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

จูดี้ จุรีพร ไทยดำรง

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เย็นวันนี้ เราอาจได้ข้อสรุปทางการเมืองจากการเจรจาของคนระดับแกนนำ แต่มันจะเป็นทางออกได้หรือไม่ ในเมื่อคนระดับล่างลงไป ยังไม่ค่อยเข้าใจกันเลย

เริ่มต้นด้วยเมือง...

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ
 

"ปีกว่าที่เขาเรียกร้องมา ผมไม่แน่ใจเลยว่าตกลงจุดยืนเขาคืออะไร สารที่เขาต้องการจะบอกและเรียกร้องจริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ เพราะหัวข้อมันเปลี่ยนไปเรื่อย เดี๋ยวก็ให้แก้รัฐธรรมนูญ เดี๋ยวก็โจมตีอำมาตย์ นี่ก็มาบอกให้ยุบสภาอีกแล้ว คือ สิ่งที่เขาเรียกร้องมันไม่จบไม่สิ้น ถามว่านั่นเป็นเพราะอะไร เพราะคุณประท้วงตามใบสั่งหรือเปล่า"

 หนึ่งคำถามที่ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ย้อนถามกลับมาเมื่อถูกขอให้ตอบว่า "สาร" ที่คนเสื้อแดงพยายามจะสื่อตามความเข้าใจของตัวเขาคืออะไร

 และยิ่งในฐานะที่เป็นนักสื่อสารการตลาด เกรียงไกร ยิ่งรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ เพราะหากจะเปรียบการชุมนุมเป็นอีเวนท์หนึ่ง เขาคงต้องให้สอบตก เพราะถือว่า ยิ่งทำยิ่งเสียแต้ม

 "ให้พูดกันตรงๆ ก็คือ ม็อบนี้ไม่มีกุนซือที่ดี ก็เลยเป็นได้แค่ม็อบเจ้าอารมณ์ คุณสอบตกเรื่องคอมมูนิเคชั่นแทบจะหมดทุกข้อเลยนะ เอาแค่การเลือกโฆษกก็ตกแล้ว ปากบอกว่าสันติ แต่หน้าตาเวลาพูดอยู่บนเวทีมันใช่ที่ไหน  ถ้าอยากได้ใจคนเมืองจริงๆ ง่ายนิดเดียว คือ อย่าปิดถนน เพราะก็เห็นอยู่ว่าจำนวนผู้ชุมนุมไม่ได้มากขนาดที่จะต้องมาปิดถนนทำคนเดือดร้อน"

 


ธาดา วาริช : ช่างภาพ

 สำหรับมุมมองของช่างภาพแถวหน้าของเมืองไทย อย่าง ธาดา วาริช เมื่อถูกถามถึงความเห็นเกี่ยวกับการเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ทั้งเรื่องมุมมองที่มี ตลอดจนความเข้าใจถึงการเรียกร้องของคนกลุ่มนี้นั้น

 คำตอบแรกจากปากของธาดา คือ "ผมไม่แน่ใจในเจตนา"

 เพราะเมื่อเขานำเอาข้อเรียกร้องที่จะให้มีการ "ยุบสภา" มาประมวลเข้ากับเรื่องการเรียกร้องต่อสู้ให้อดีตนายกฯ กลับคืนสู่อำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์อย่างยากที่จะปฏิเสธ

 ขณะเดียวกัน นั่นก็แปลว่า "ประเทศไทยจะไม่ไปถึงไหน"

 ด้วยความที่ธาดาบอกว่ายืนอยู่ "ฝ่ายสันติ"  เมื่อโดนถามคำถามว่า ไม่คิดอยากไปถ่ายรูปการชุมนุมเก็บไว้บ้างหรือ?
 ถ้าจะให้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ธาดา บอกว่า ขอไปถ่ายภาพหมีแพนด้าจะดีกว่า

 "ส่วนตัวผมแล้วค่อนข้างเบื่อหน่ายกับเหตุการณ์ที่กินเวลามานานขนาดนี้ (นับตั้งแต่การชุมนุมของพันธมิตร) เพราะถ้ามองไปแล้ว มันก็มีกันอยู่สองกลุ่ม คือ กลุ่มแดง กับ กลุ่มไม่เอาแดง แล้วก็ผลัดกันขึ้นมามีอำนาจ แย่งกันเหมือนเด็กแย่งของเล่น แพ้แล้วก็ไม่ยอม เป็นกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งบางครั้งรับฟังข่าวมากๆ ก็เสียสุขภาพจิต แต่จะไม่ติดตามเลยก็ไม่ได้ เพราะเป็นห่วงประเทศชาติ

 ถ้าลองย้อนหลังกลับไปดูสมัยก่อน ที่ประเทศเราไม่ได้เจริญอย่างวันนี้ ผมก็จำได้ว่าเราอยู่กันมาอย่างสงบสุข มันก็น่าคิดนะ ว่าขณะที่ประเทศพัฒนาขึ้น แล้วจิตใจของคนไม่ได้พัฒนาหรือไม่ก็ถดถอยลงด้วยซ้ำหรือเปล่า" 

 จากนั้น ช่างภาพชื่อดัง ก็อธิบายถึงภาพเมืองไทยในฝัน ที่เขาอยากจะได้เห็นหลังจากนี้ คือ "อยากได้คนดีมาเป็นรัฐบาล"

 "ผมว่าความดีสำคัญกว่าความเก่ง ถ้าเอาคนเก่งแต่ไม่ดีมาบริหารประเทศก็อาจจะล่มจมได้ แต่ถ้าเอาคนดีมาบริหาร ถึงไม่ได้เก่งมาก ไม่ได้ทำให้ประเทศร่ำรวยล้นฟ้า แต่ถ้าได้อยู่กันอย่างสงบไปนานๆ น่าจะดีกว่านะ"

 

 

ฝนทิพย์ วัชรตระกูล  มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2553


  มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สผู้ใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ก็ร่วมส่งเสียงมาว่า

 "ปุ๊กลุกเปรียบสังคมไทยเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งครอบครัวเล็กๆ ที่เราอยู่ด้วยกันนั้นยังมีความขัดแย้ง ความคิดเห็นไม่ตรงกัน ดังนั้นครอบครัวใหญ่ๆ ก็คงจะมีปัญหามากกว่าครอบครัวเล็กๆ ค่ะ"

 แต่ปุ๊กลุกก็ยังคิดว่า "คำว่าครอบครัวยังไงก็ยังคงเป็นครอบครัว สุดท้ายเราก็สามารถปรับความเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันได้ในที่สุด"

 แล้วจะใช้ตำแหน่งหมาดๆ ช่วยแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง ?

 "ตัวปุ๊กลุกเองก็อยากจะเป็นตัวแทนในการรณรงค์ให้คนไทยหันมาสามมัคคีกัน ยิ้มให้กันและรวมใจเป็นหนึ่งเดียวค่ะ" สาวงามกับคำตอบงามๆ

 

 

จุรีพร ไทยดำรง กรรมการผู้จัดการบริษัท เจ้ ยูไนเต็ด

 เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ชีวิตและงาน "สะดุด" ไม่น้อยในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ลูกค้า เอเจนซี่ต่างพากันชะลอการลงทุน ทั้งๆ ที่เมื่อต้นปีดูกราฟกำลังจะผงกหัวขึ้นได้ แต่ตอนนี้กลับผงกหัวทิ่มลง 

 "จะคุยกันว่าอย่างไรก็เอาเลยจะได้รู้ว่าต้องจัดการกับชีวิตตัวเองยังไงบ้าง" จูดี้ - จุรีพร ไทยดำรง กรรมการผู้จัดการบริษัท เจ้ ยูไนเต็ด เผยหลังจบคิวประชุมแน่นเอี้ยด

 จูดี้ ยอมรับได้ในความแตกต่างและขัดแย้ง หากการแสดงออกไม่จำเป็นต้องก้าวร้าวก็ได้ 

   " ชุดความคิดที่ว่า มึงทำได้กูทำไมจะทำไม่ได้ พอได้แล้ว มันต้องแยกระหว่างความคิดกับความเชื่อ ต้องแยกกันวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งตรงนี้จะทำให้ทั้ง 2 ฝ่าย เข้าใจกันจริงๆ" อย่างน้อยในการเทเลือดเพื่อแสดงพลังประชาธิปไตย เจ้าแม่ครีเอทีฟเสนอว่า เปลี่ยนใหม่ดีไหม

 "เอาไปบริจาคแทน จะได้แสดงถึงปรัชญาของการชุมนุมให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน คนก็จะฟังเรามากขึ้นว่าเรามาทำอะไร"  หรือไม่ก็ ล้างถนน บำเพ็ญประโยชน์อื่นๆ กันไป แค่ใจมาร่วมกันก็พอแล้ว" วิธีประชาสัมพันธ์ นปช.ในแบบของจูดี้

 จะทำอะไรก็ตาม จูดี้ย้ำว่า ต้องไม่ลืมเด็ก เพราะเวลาผู้ใหญ่ทำอะไร เด็กจะมองอยู่ตลอด และเด็กก็จะงงว่าวันนี้ผู้ใหญ่ทำอะไรกันอยู่


 "เวลาเด็กตีกัน ผู้ใหญ่ยังดุได้ แล้วทำไมเวลาผู้ใหญ่ทะเลาะกัน ถึงไม่ฟังเสียงเด็กๆ บ้าง"

 

 

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
 ด้วยการงานที่ทำใน Change fusion เน้นการ "ลงทุนเพื่อสังคม" เชื่อมโยงจากกลุ่มทุนสู่การก่อเกิดธุรกิจเพื่อสังคม(Social Enterprise)ในสังคมไทย ทำให้ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ติดตามสถานการณ์การเมืองตอนนี้ในระดับ "ไม่ค่อยสนใจเเหตุการรายวันเท่าไหร่ แต่ก็พอรู้บ้างว่ารวมๆ มีอะไรเกิดขึ้น"

 "ทุกคนก็อยากจะได้รัฐบาลดีๆ กันทั้งนั้น แต่คำว่าดีของแต่ละคนมันก็ต่างกัน และสุดท้ายเราก็มีรัฐบาลได้รัฐบาลเดียว ทำให้ความเป็นไปได้มันค่อนข้างน้อยที่จะมีรัฐบาลที่ทุกๆ คนจะพอใจได้ ผมจึงอยากให้แบ่งแยกเรื่องการเมืองและสังคมออกจากกันครับ"

 วรรณสิงห์ เห็นว่า การเมืองในความหมาย ณ ตอนนี้ เป็นประเด็นที่ว่า รัฐบาลเป็นใครแล้วต่างก็ยกทฤษฎีขึ้นมาอ้างหรือสนับสนุน  แต่สุดท้ายก็ไม่พ้น การหาตัวแทนไปอยู่ในสภาให้ได้

 "พอได้ทำงานเกี่ยวกับสังคมมาสักสองสามปี ผมก็สรุปเอาเองเล่นๆว่า รัฐบาลที่ดีก็คือรัฐบาลที่อยู่นานๆ และก็ทำอะไรเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เอาจริงๆนะ ผมมองว่ารัฐบาลจะเป็นใครก็ได้ ที่สำคัญจริงๆ คือทาง private sector (องค์กรเอกชน) เป็นกลุ่มคนที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการเลือกตั้งหรือมีเพียงกลุ่มเดียวในสังคม  เพียงแค่เราเชื่อในพลังขององค์กรเอกชนเล็กๆ ที่แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องตรงนั้นไปเลย โดยไม่ต้องรอนโยบายจากการเมือง"

 เขายอมรับว่าโดยส่วนตัว ไม่อยากเอาพลังงานของตนเองไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากขนาดนั้น อยากทุ่มให้กับสังคมมากกว่า

 "ถ้าคนส่วนใหญ่ยังสนใจการเมืองการเมืองกันอยู่ ก็อาจจะเป็นเพราะพวกเขายังไม่ได้ตระหนักถึงพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมที่พวกเขามีกันอยู่แล้ว เลยยังเชื่อว่าต้องให้คนอื่นมาทำแทน แต่เมื่อผมได้ลองทำแล้วก็เห็นว่าเราทำเองก็ได้ ไม่เห็นต้องรอให้ใครมาทำแทนเลยก็เลยลดความสนใจในเรื่องของการเมืองลงเรื่อยๆ"

 วรรณสิงห์พูดเต็มปากว่า เขาเป็นทั้งชนชั้นกลางและคนเมือง และอยากจะชี้ชวนหรือมองอีกด้านว่า เอาเข้าจริง "การเมือง" แบบเรียกร้องนายกฯ คนนั้น คนนี้ แทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตเขาเลย

 ส่วนหนึ่งมาจาก "ศรัทธา" ทางการเมืองที่ลดลงไปตามวัย

 "14 ตุลา บอกเราว่า  การจะได้สังคมที่ดีจะต้องต่อสู้ทานอำนาจชั่วร้าย จนมาถึงตอนนี้ เรารอรัฐบาลที่ดีมานานเกินไปแล้ว หรือ มีคนสนใจเรื่องนั้นมากเกินพอแล้ว แต่ทางเลือกส่วนตัวของผม สังคมที่ผมอยากเห็นจริงๆ ก็คือสังคมที่เดินหน้าต่อไปโดยที่รัฐบาลจะเป็นใครก็ได้ โดยที่ไม่ต้องมาหาข้อสรุปว่ากลุ่มคนก้อนหนึ่งในสังคมมันควรจะเป็นใคร แต่ว่าน่าจะเป็นการที่คนในสังคมนั้นตระหนักว่าทุกคนมีพลังมากพอและลงมือทำเองได้เลย"

 

 

.........................................................

 


"ไม่ต้องจ้าง เราอยากทำ" : คนกรุงในม็อบ  

 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีนิทรรศการกลางแจ้ง  Red shirts Unseen โดยกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "ไม่ต้องจ้าง เราอยากทำ"

 หนุ่มสาวกว่า 10 ชีวิตที่มารวมตัวกันนี้ มีทั้งนักกิจกรรมทางสังคม ผู้สื่อข่าวและช่างภาพอิสระ ต่างทั้งความคิดและขั้วข้างทางการเมือง หากพวกเขาส่วนใหญ่มีกรุงเทพมหานครเป็นภูมิลำเนาเหมือนๆ กัน

 อีกสิ่งที่เหมือนกันคือ ภาพถ่ายในนิทรรศการคราวนี้ ซึ่งมีเจตนา เสนอภาพกลุ่มคนเสื้อแดงในมุมที่ต่างจากสื่อกระแสหลักนำเสนอ ซึ่งเป็นมุมที่พวกเขาได้ลงไปสัมผัสมาจริงๆ

 "จากการคุยกับชาวบ้าน หลายๆ คนบอกว่า สื่อพูดแบบเดียวกับรัฐบาล โดยเฉพาะโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แต่ไม่เคยมีใครลงคุยกับเขาจริงๆ เขาก็น้อยใจ สื่อชอบเสนอว่า พวกเขาชอบใช้ความรุนแรง แต่จริงๆ บางคนก็พูดว่าเขาก้าวข้ามทักษิณไปแล้วนะ เขามาเพราะไม่ได้รับความยุติธรรม หรือใช้สองมาตรฐาน" บัณฑิต เอื้อวัฒนานุกูล ช่างภาพอิสระ หนึ่งในกลุ่ม เผย

 การลงไปคลุกคลี ยิ่งย้ำพวกเขาให้เห็นว่า กลุ่มคนทุกสี มีความเป็นมนุษย์ไม่ต่างกัน

 "ระหว่างชุมนุม วินมอเตอร์ไซค์คนหนึ่ง  กำลังเลือกซื้อตุ้มหูมุก ก็โทรหาแฟนเขาว่าจะเอาตุ้มหูแบบไหนดี ทำให้เราเห็นว่า ในความเป็นมนุษย์ เขาก็มีความรัก มีชีวิตปกติ ที่เราอยากสะท้อนให้เห็น" ขวัญระวี วังอุดม สมาชิกอีกคน เล่าให้ฟัง พร้อมย้ำว่า (เสื้อแดง) ทุกคนอยากพูดคุย แต่ไม่มีใครฟังเขา 

 เครื่องมืออย่างหนึ่งที่กลุ่ม "ไม่ต้องจ้าง เราอยากทำ" ใช้สื่อสารกันคือ เฟซบุ๊ค (faceebook) ซึ่งเต็มไปด้วย คนจั่วหัวไว้ว่า "สันติ"   "คนไทยรักกัน"  หากข้างในนั้นกลับไม่ยอมรับความแตกต่าง

 "คนที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชน มีการศึกษา คำพูดของเขาเองดูถูกคนมาก ซึ่งตรงนี้มันรุนแรง และที่สำคัญ คนพวกนี้ไม่เคยลงมาในพื้นที่จริงๆ แค่อ่านข่าว  ก็ด่วนตัดสินไปแล้ว ไม่ต้องเข้าใจหรือยอมรับก็ได้ แค่มองคนให้เป็นคน อย่ามองเห็นคนเป็นควาย" ขวัญระวีบอกอีกว่า "ตลกนะ คำว่าสันติวิธี แทบไม่มีความหมาย แค่ใช้คำว่าสันติวิธีมาปิดปากคนเท่านั้น ก็เคยลองชวนพวกเขามาลงพื้นที่ด้ยกันนะ แต่เขาตอบเลยว่า ไม่" 

 บัณฑิต สรุปเรื่องนี้ว่า แค่เปิดตาก็เห็น เปิดหูก็จะได้ยิน

 "ความจริงมันอาจระคายเคืองหน่อย แต่ฟังหน่อยเถอะ อย่าดันกันจนตกขอบเลย" 

 

Tags : นปช. ชนชั้นกลาง กรุงเทพฯ

advertisement

advertisement

advertisement