"เฮ่อออออ ..." เสียงถอนหายใจยาวของใครบางคนดังขึ้น ระหว่างกำลังทอดตัวเหยียดยาวอยู่ในบ่อน้ำธรรมชาติ
ในความรู้สึกของนักเที่ยว มักออกความเห็นเป็นเสียงเดียวว่า ถ้าจะเที่ยวป่าเหนือให้ชุ่มทั้งใจ ฉ่ำทั้งกาย ต้องออกมาเที่ยวตอนปลายฝนต้นหนาว แต่บางจังหวะของชีวิต เวลาว่างมักไม่ได้ผูกติดกันทุกคน วิธี "เที่ยวรายสะดวก" จึงถูกจัดเป็นโปรแกรมหลักสำหรับวันพักผ่อน จากเที่ยวเหนือหน้าหนาวเลยต้องเปลี่ยนเป็น "เที่ยวเหนือปลายหนาว (ต้นร้อน)" แทน
หลังจากตกลงปลงใจกันอยู่นาน จุดหมายปลายทางคราวนี้จึงไปออกที่ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อัญมณีธรรมชาติเม็ดงามของจังหวัดลำปาง
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดลำปาง มีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอ คือ อำเภอเมืองปาน อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ และอำเภอเมือง
กมล สมบูรณ์ญา รักษาการหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อธิบายถึงสภาพพื้นที่ทั่วไปของอุทยานนั้น ส่วนใหญ่คงเป็นพื้นที่ "ป่าปิด" ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีแหล่งต้นน้ำลำธารกระจายตัวอยู่ในพื้นที่มากมาย และเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่านานาชนิด
"ภูมิประเทศของเราเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน และเป็นส่วนหนึ่งของสันเขาผีปันน้ำตะวันตก ซึ่งทอดตัวตามแนวทิศเหนือสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ เรื่อยไปทางทิศใต้จนถึงอำเภอแม่พริก ซึ่งเป็นเขตแบ่งระหว่างจังหวัดลำปางกับจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน เป็นป่าผืนเดียวกันทำให้ยังคงความสมบูรณ์ทางธรรมชาติเอาไว้ได้เป็นอย่างดี"
"ออนเซ็น" บ้านเฮา
นอกจากผืนป่าจะเป็นจุดเด่นของที่นี่แล้ว ชื่อเสียงของ บ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน ก็ทำให้มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาไม่เคยขาด
โดยทั่วไป บริเวณที่จะพบบ่อน้ำพุร้อน หรือที่เรียกว่า Hot Spots นั้นจะสามารถพบได้ในพื้นที่แถบภูเขาไฟ และบริเวณที่แผ่นดินไหวปรากฏ ซึ่งสำหรับบ้านเราแม้จะไม่มีภูเขาไฟอยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องดั้นด้นไปหาน้ำแร่แช่ออนเซ็นถึงประเทศญี่ปุ่น เพราะอันที่จริงแล้ว ประเทศไทยมีการค้นพบแหล่งน้ำพุร้อนกระจายตัวอยู่ทั่วไปตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้รวมกันกว่า 112 แห่งด้วยกัน
ที่แจ้ซ้อนเอง ก็มีการพบบ่อน้ำร้อนอุณหภูมิระหว่าง 68-82 องศาเซลเซียล ทั้งหมด 9 บ่อ ในพื้นที่ 13 ไร่ ด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า นักท่องเที่ยวจะลงไปแช่ในน้ำร้อนขนาดนั้น เพราะทางอุทยานมีการปรับอุณหภูมิให้เหลือประมาณ 39 - 40 องศา โดยมีบริการห้องอาบน้ำพุร้อนเป็นแบบบ่อรวม 2 บ่อ หรือถ้าใครอยากขอความเป็นส่วนตัว ทางอุทยานก็มีห้องอาบน้ำไว้บริการอีก 41 ห้อง และเพื่อให้ครบสูตรคนรักสุขภาพทางอุทยานก็ยังจัดโปรแกรมนวดเอาไว้บริเวณศาลาด้านข้างที่ติดกับบ่อน้ำร้อนอีกด้วย
"อย่าแช่น้ำแร่เกิน 10 นาที ไม่อย่างนั้นแล้วร่างกายอาจจะอ่อนเพลียและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ " รักษาการหัวหน้าอุทยานเตือนด้วยความหวังดี
นอกจากอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพจะมาผ่อนคลายความตึงเครียดตามหลักธาราบำบัด หรือกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้เป็นอย่างดีแล้ว น้ำแร่ของอุทยานยังมีปริมาณกำมะถันเพียง 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตรเท่านั้น แต่ก็ยังนำมาใช้บริโภคไม่ได้ เพราะในน้ำก็ยังมีปริมาณแร่ธาตุบางชนิดที่สูงจนเป็นอันตรายกับร่างกายได้
"ไฮไลต์ของน้ำแร่ที่นี่อยู่ที่ไข่ครับ" หัวหน้าฯ กมลเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะอธิบายว่า ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะที่นี่เป็นบ่อน้ำแร่แห่งเดียวในประเทศไทยที่ต้มไข่ให้ไข่แดงสุก แต่ไข่ขาวจะเหลวคล้ายไข่เต่าหรือยางมะตูม เพียงนำไข่ไปแช่ในบ่อน้ำร้อน 17 นาที และถือเป็นเมนู "ขึ้นโต๊ะ" ของทีนี่อีกด้วย
"ใครมาต้องได้ชิม ยำไข่น้ำแร่ แจ้ซ้อน ไม่อย่างนั้นถือว่ามาไม่ถึง"
นอกจากนั้น เขายังแอบกระซิบมาว่า ในช่วงฤดูร้อนนักท่องเที่ยวก็ยังจะได้พบ "จักจั่นน้ำแร่" อยู่ทั่วบริเวณบ่อน้ำร้อน ซึ่งชาวบ้านก็จะพากันขึ้นมาจับจักจั่นในตอนหัวค่ำ ซึ่งมีมากขนาดหอบกันได้คนละ 1-2 ถุงใหญ่ๆ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ถึงหน้าจั๊กจั่น แต่เสียงที่ระงมอยู่ทั่วไปก็คงพอจะทำให้นึกภาพออกว่าช่วงนั้นจั๊กจั่นจะเยอะขนาดไหน
ชมดอกป่า
นอกจากสปาธรรมชาติอย่างบ่อน้ำพุร้อนแล้ว ภายในบริเวณอุทยานฯ แจ้ซ้อน ยังมี สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็น ถ้ำผางาม น้ำตกแม่มอญ น้ำตกแม่ขุน น้ำตกแม่เปียก หรือน้ำตกแจ้ซ้อน รวมทั้ง เส้นทางสายดอกเสี้ยว รอให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศความงามในเงาดอกไม้ป่าชูช่อสะพรั่งที่บ้านป่าเหมี้ยงนั่นเอง
หัวหน้าฯ กมล เล่าว่า เส้นทางสายดอกเสี้ยวที่บ้านป่าเหมี้ยงนั้น ห่างจากตัวอุทยานประมาณ 7 กิโลเมตรครับ อยู่บนถนนสายแจ้ซ้อน
-แม่กำปอง นักท่องเที่ยวจะพบดอกเสี้ยวบานแซมต้นไม้ป่าชนิดอื่นๆ อยู่เป็นระยะ ก่อนจะถึง "ลานดอกเสี้ยว"
ดอกเสี้ยวป่า เสี้ยวดอกขาว หรือ ดอกชงโคนั้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 12 เมตร ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่ในพื้นที่ของหุบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,000-1,700 เมตร โดยจะผลิดอกบานสะพรั่งในช่วงปลายเดือนมกราคม
-กุมภาพันธ์ของทุกปี โดยลักษณะของดอกจะเป็นสีขาว มี 5 กลีบ และจะแต้มสีเหลือง หรือสีชมพูบนกลีบที่ใหญ่ที่สุด
"ดอกเสี้ยวของที่นี่จะเป็นเสี้ยว กลีบชมพู ถ้านักท่องเที่ยวขับรถออกจากอุทยานมาตามเส้นทางนี้ก็จะสามารถเห็นดอกเสี้ยวบานสลับไม่ป่าชนิดอื่นๆ ไปตลอดทาง จนมาถึงที่บ้านป่าเหมี้ยงเราก็จะพบกับทุ่งดอกเสี้ยวสีชมพูบานอยู่ทั่วบริเวณ เหมือนกับอยู่ในฉากหนังเกาหลีเลยล่ะครับ" เขายืนยัน
ภาพดอกเสี้ยวที่แซมไม้ป่านานับชนิดอยู่ตามรายทางนี่เอง ทำให้ทางอุทยานฯ มีการจัดเทศกาลดอกเสี้ยวบานบ้านป่าเหมี้ยงในช่วงเทศกาลแห่งความรัก หรือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาดื่มด่ำความโรแมนติก และความสวยงามที่ธรรมชาติรังสรรค์เอาไว้อย่างเต็มอิ่ม
จินตนาการถึงบรรยากาศยามเช้าที่ไอหนาวและลมโชย ใครบางคนเดินกุมมือตามสายถนน ท่ามกลางซุ้มดอกเสี้ยวสีชมพู แค่นี้ก็แทบสะกดคำว่าโรแมนติกไม่ถูกแล้ว
นอกจากความสวยงามของถนนสายดอกเสี้ยว หัวหน้าฯ กมลยังยั่วบรรดาคอเดินทางว่า เส้นทางสายนี้ยังสามารถพานักเดินทางทะลุไปยังบ้านแม่กำปอง จ.เชียงใหม่ด้วยระยะทางเพียง 12 กิโลเมตรเท่านั้น
แน่นอนสีหน้า และแววตาสำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมตัวมา บ่น "เสียดาย" กันเป็นแถว
"ต้นน้ำ" แจ้ซ้อน
สำหรับคอผจญภัย เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแจ้ซ้อน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแม่เปียกถือว่าเป็นเส้นทางที่เหมาะกับการชมป่า และศึกษาภาพรวมของธรรมชาติภายในอุทยานเป็นอย่างยิ่ง
"ความแตกต่างของสองเส้นทางจะอยู่ที่ระยะทาง และระบบนิเวศในการเดินทาง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนครับ" หัวหน้าฯ กมลเปรย
ในฐานะเจ้าถิ่น เขาให้คำแนะนำสำหรับพอให้เลือดลมไหลเวียน และได้เหงื่อเล็กน้อย โดยจะผ่านต้นน้ำแม่มอญ สายเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงคนในบริเวณนี้ที่น้ำตกแจ้ซ้อน ระยะทาง 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณชั่วโมงเศษ
เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแจ้ซ้อนจะผ่านจุดสื่อความหมาย 24 จุด ผ่านสภาพป่าดิบแล้ง และพรรณไม้ที่น่าสนใจหลายชนิด รวมถึงอาจพบสัตว์หายากอย่างนกกางเขนเทาหางแดง หรือปลาปุงแห่งลำห้วยแม่มอญ เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับเยาวชนผู้สนใจศึกษาพรรณไม้ต่างๆ เช่น ต้นก๋ง กวาวเครือ หรือ ยางปาย ศึกษาระบบนิเวศอย่างวงจรชีวิตหนอนรถด่วน รวมทั้งสภาพภูมิศาสตร์โดยรอบลานน้ำพุร้อนที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง
ด้วยสภาพความสมบูรณ์ของป่านี่เอง ทำให้เราสามารถพบเห็น "ตาน้ำซึม" อยู่ตลอดเส้นทาง และยังทำให้เรารู้ว่า น้ำเพียงหยดเล็กๆ อย่างนี้จะกลายเป็นต้นธารอันมหัศจรรย์ของแม่น้ำสายใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงผู้คนมาหลายชั่วอายุ
"หยดน้ำเล็กๆ เหล่านี้นั่นแหละครับที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา"
"ต้นทาง" ที่หัวหน้าฯ หมายถึงก็คือ ตาน้ำเหล่านี้จะไหลจากแม่น้ำ 3 สายคือ แม่ขุน แม่มอญ และแม่เปียก มาบรรจบกันที่น้ำตกแจ้ซ้อน ไหลเป็นลำห้วยแม่มอญ ไปรวมกับ แม่น้ำแม่สุข แม่สอย และแม่ปาน ไหลลงไปเจอกับแม่น้ำวังที่แจ้ห่ม ลงเขื่อนกิ่วลม ก่อนไปบรรจบกับแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ที่นครสวรรค์ กลายเป็นเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทยในที่สุด
ที่สำคัญก็คือ แหล่งน้ำที่นี่เป็นแหล่งน้ำที่เกิดจากต้นน้ำจริงๆ ไม่ได้ไหลผ่านชุมชน จึงทำให้ความบริสุทธิ์ของน้ำมีอยู่อย่างเต็มที่
"ช่วงสงกรานต์นะครับ ลำห้วยแม่มอญยาวไปจนถึงบริเวณปากน้ำตกแจ้ซ้อนนั้นจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาจับจองโขดหินเล่นน้ำกัน" คำการันตีของเขา สามารถพิสูจน์ได้จาก บริเวณน้ำตกแจ้ซ้อนที่แม้ถึงจะเป็นหน้าแล้ง ยังมีน้ำอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับใครที่จะลงเล่นน้ำบริเวณน้ำตก ก็ควรจะระมัดระวังโขดหินแหลม และกระแสน้ำวนใต้น้ำ ซึ่งทางอุทยานปักป้ายประกาศเตือนเอาไว้ด้วย
.................................
"ร้อนไปไหมเจ้า?" แว่วคำพูดของใครอีกคนหนึ่งถามถึง "ความร้อน" ใน "บ่อ 41 องศาฯ" ที่เจ้าตัวแช่อยู่นั้นกำลังดีหรือเปล่า ก่อนสายตาจะพลางดูนาฬิกาว่า เกินเวลาหรือยัง
ไม่มีคำตอบนอกจากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะขณะชูไข่ใบเขื่องในตระกร้า ที่หนุ่มเจ้าทำทีเป็นว่าเอาตัวลงไปจุ่มเสียจนไข่สุกเป็นมุขยั่วล้อกันสนุกสนาน ก่อนลุกขึ้นมานอนแผ่หราอยู่ข้างๆ
"อ้าว... หมดแรงไปซะแล้ว"
..................................................
การเดินทาง
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ 75 กิโลเมตร สำหรับใครที่ขับรถยนต์ส่วนตัวไปเอง สามารถเลือกไปยังตัวอุทยานได้ 2 เส้นทาง คือ จากสนามกีฬาประจำจังหวัดไปตามถนนสายลำปาง-ห้างฉัตร (สายเก่า) เลี้ยวขวาที่สามแยกบ้านน้ำโท้งไปตามถนนสาย 1157 ลำปาง-ห้วยเป้ง-เมืองปาน ไปประมาณ 55 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าถนนสาย 1287 เมืองปาน-แจ้ห่ม ไปประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย 1252 ข่วงกอม-ปางแฟง อีก 11 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ
ส่วนอีกเส้นทางหนึ่ง เริ่มต้นจากตัวเมืองลำปางไปตามทางหลวงหมายเลข 1035 ลำปาง-แจ้ห่ม ระยะทางประมาณ 58 กิโลเมตรเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 1287 ซึ่งเป็นทางเข้าไปอำเภอเมืองปาน แล้วเลี้ยวขวาที่สามแยก ใช้ทางหลวงหมายเลข 1252 ไปประมาณ 11 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ
สำหรับคอแบ็กแพ็กสามารถเดินทางไปยังอุทยานได้ด้วยรถโดยสาร ซึ่งจะมีคิวรถโดยสารประจำทางสายลำปาง-แจ้ซ้อน (ถึงที่ทำการอุทยานฯ) จอดอยู่บริเวณถนนตลาดเก่า ราคา 50 บาท ออกจากลำปางเวลา 08.00-18.00 น. หรือเหมารถประมาณ 350 บาท
ที่พัก
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนได้มีการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกในอุทยานให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยวแบบครอบครัว สามารถเที่ยวได้ตลอดปี โดยมีบริการบ้านพักในอุทยานฯ 11 หลัง พักได้หลังละ 6-20 คน พร้อมเครื่องอำนวยความสะดวก นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำหรับกางเต็นท์ ซึ่งคิดค่ากางเต็นท์ คนละ 30 บาท สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติฯ โทร. 02-562-0760 อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน โทร. 054-229-000 หรือสำรองที่พักด้วยตนเองที่เว็บไซด์ http://www.dnp.go.th
Tags : อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน • ดอกเสี้ยว • ลำปาง



