กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 25 มีนาคม 2553 01:00

กระเทยขอ 'วีน' ?

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ชอบโดนตราหน้าว่า "ตุ๊ดขี้วีน" งานนี้ต้องมีเคลียร์ ไม่ได้จะวีน ไม่ได้จะเหวี่ยง แค่อยากจะนำเสียงกะเทย(แท้ๆ) มาเล่าเรื่องราวที่คุณอาจยังไม่รู้

กะเทยแม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในการรับรู้ของคนไทย แต่เหตุใดความเป็นกะเทยที่เราๆ ท่านๆ ได้รับรู้กลับวนเวียนอยู่กับภาพกะเทยขี้วีน กรี๊ดกร๊าด เอาแต่แทะโลมผู้ชาย ไม่ก็ตลกโปกฮาไปวันๆ


 กะเทยขยัน เอาการเอางานมีหรือไม่ กะเทยไม่สวยผิดตรงไหน แล้วกะเทยขายตัวมีชีวิตอย่างไร... ถ้ายังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ขอให้ตามมา!

 

กะเทยไม่ใช่น้องปอย

 "อยากจะบอกว่ากะเทยเมืองไทยไม่ได้สวยเหมือนน้องปอยทุกคนนะคะ" หนึ่งเสียงที่สะท้อนออกมาผ่านงานวิจัยเชิง Narrative โดยโครงการกะเทยไทย: สื่อ สุขภาพ สิทธิ และ วิถีชิวิต ซึ่ง 'บอน' เปรมปรีดา ปราโมช ณ อยุธยา ในฐานะผู้จัดการโครงการ ได้ลงพื้นที่ศึกษาชีวิต ความคิดเห็นของชุมชนกะเทยใน 4 เมืองท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร, พัทยา, ภูเก็ต และ เชียงใหม่


 "กะเทยที่บอนไปทำการสัมภาษณ์ มีหลายคนที่รู้สึกไม่ดีในเรื่องความคาดหวังของสังคม ที่ชอบเหมาเอาเองว่ากะเทยต้องสวย แต่ในความเป็นจริงแล้วกะเทยก็มีทั้งสวยและไม่สวย มีน้องคนหนึ่งเล่าว่า ไปเดินตลาดแล้วแม่ค้าถามว่า น้องรู้จักน้องปอยมั๊ย เขาสวยกว่าน้องอีกนะ ทำไมน้องไม่สวยเหมือนน้องปอย ซึ่งเขาก็เกิดน้อยใจเพราะเขาเห็นว่าที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว ทำไมจะต้องเหมือนน้องปอยด้วย"

 นอกจากคำถามเรื่องความสวย หรือ ไม่สวย ที่มักเป็นประเด็นแรกๆ ที่คนนึกและประเมินเมื่อได้พบเจอกะเทยนั้น ยังมีอยู่คำถามหนึ่งที่บาดใจกะเทยทุกครั้งที่ต้องตอบ

 "แปะเทปยังไง?"

 บอน บอกว่ากะเทยที่ถูกถามเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักจะอาย และ เลือกที่จะโกหกว่า "ผ่าแล้ว" เพื่อจะได้เลี่ยงไม่ต้องตอบถึงวิธีการแปะเทปซ่อนอวัยวะไม่พึงประสงค์

 "คือมองกะเทยอยู่สูงกว่านั้นไม่ได้ใช่มั๊ย..." คำถามหนึ่งถูกตั้งขึ้นเกี่ยวกับชุดความคิดที่สังคมมีต่อกะเทย โดยเฉพาะกะเทยในสื่อ ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ หรือ กะเทยในข่าว ซึ่งมักทำให้สาวประเภทสองรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับ "กะเทยพิมพ์นิยม" ที่สื่อกำหนดบทบาทไว้ให้ โดยหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่า กะเทยเป็นพวกตลกโปกฮา กรี๊ดกร๊าด กร้านโลก เชี่ยวชาญในเรื่องเพศ ประกอบอาชีพได้ไม่กี่อย่าง เช่น ช่างแต่งหน้า, นางโชว์, ฝ่ายคอสตูม, ช่างเสริมสวย และที่สำคัญ คือ "กะเทยต้องสวยกว่าผู้หญิง"

 "กะเทยที่ประสบความสำเร็จก็มีเยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องชนะการประกวดอะไรหรอก เพราะบางครั้งพวกนี้เองก็ไม่ได้ไปถึงไหน ซึ่งตรงนี้น่ะ ยังไม่เคยเห็นสื่อนำมาตีแผ่เลย ไม่เคยเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมชอบเอาผู้ชายมาเล่นเป็นกะเทย ทั้งๆ ที่กะเทยในประเทศไทยไม่ได้หายากเลยนะ น่าจะทำให้กะเทยมีงานทำ ได้เป็นดารามั่งเถอะ" เสียงหนึ่งฝากผ่านงานวิจัยมา

 

กะเทยพิมพ์นิยม

 แม้สังคมปัจจุบันจะยอมรับ "ความต่าง" ด้านเพศวิถี ที่วันนี้ดูเหมือนว่าเราจะต้องได้ทำความรู้จักกับเพศที่เกิดขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ อย่างล่าสุด กับ "ผู้หญิงข้ามเพศ" ก็ถือเป็นศัพท์ใหม่ที่คนในสังคมต้องมาทำความเข้าใจถึงนิยามของคนที่ร่างเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงเสียใหม่

 แต่การยอมรับที่ว่านั้นดูเหมือนจะเป็นแค่การยอมรับในระดับของ "การมีอยู่" หาใช่ การยอมรับใน "ความต่าง" ที่คนเหล่านี้เป็นอยู่ไม่ เพราะแม้กระทั่งสื่อเอง ก็ยังมีมายาคติเกี่ยวกับ "กะเทย" ในมุมที่ไม่ได้เปิดกว้างมากพอ

 จากการศึกษาข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์ โดยคณะทำงานพัฒนาแนวทางเสนอข่าวประเด็นผู้หญิง ซึ่งได้ทำการมอนิเตอร์ข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์หัวหลักในประเทศไทย ตลอดเวลา 365 วันระหว่างปี พ.ศ. 2545 - 2546 กลับได้พบชุดความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ "กะเทย" ตลอดจนเพศอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจาก หญิง-ชาย

 ณัฐยา บุญภักดี ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ ในฐานะที่ทำงานเรื่องสุขภาวะทางเพศ ในแผนงาน สสส. และเป็นหนึ่งในคณะทำงานพัฒนาแนวทางเสนอข่าวประเด็นผู้หญิง เล่าในภาพรวมถึงกะเทยในสื่อ ว่าจากพาดหัวและภาพที่ลงหน้าหนึ่ง หากเป็นเรื่องของคนรักเพศเดียวกันนั้น มักจะได้เห็นพาดหัวที่ชี้นำไปว่า คนรักเพศเดียวกันมักสนใจแต่เรื่องชิงรักหักสวาท ผิดปกติจากคนอื่นๆ ทั้งยังชอบฉายภาพว่าเป็นพวกชอบเรียกร้องสิทธิ ชอบออกมาประท้วงทวงสิทธิอยู่ร่ำไป


 "ร่วมเพศกรี๊ด ต่อต้านกีดกัน"

 "เตรียมล้างบางข้าราชการกับเจ้าหน้าที่ สาวหล่อ และ พวกตุ้งติ้ง เพื่อเป็นแบบอย่างแก่สังคม"

 "ชายรักชายทำพิษ เกย์หนุ่มเตรียมขึ้นศาล คดีแย่งสมบัติหลังคู่ขาเสียชีวิต"

 "ทอมรุ่นใหญ่ ยิงดี้ดับ แค้นปันใจ ฆ่าตัวตาม"


 ตัวอย่างของพาดหัวสะใจใส่อารมณ์ ที่ทีมงานนำออกมาตีแผ่ถึงแนวการนำเสนอเนื้อหาข่าวที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องเพศมากไปกว่าจะนำเสนอเนื้อหาจริงๆ ในข่าว และยิ่งตอกย้ำด้วยงานวิจัยเสียงกะเทย ที่เปรมปรีดาหอบหิ้วเอามาฝากซึ่งเนื้อในแทบไม่ต่างกัน


 "เมื่อพูดถึงเรื่องเพศ กลุ่มคนที่มักถูกเลือกปฏิบัติจากการตีกรอบทางสังคม มักเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ กะเทยมักถูกกีดกันทำให้ใช้ชีวิตยากลำบาก หลายคนไม่ได้รับการยอมรับในอาชีพเหมือนคนทั่วไป ทำให้พวกเขาอาจถูกผลักให้ทำอาชีพที่เสี่ยงต่อการติดโรคต่างๆ เช่น ขายบริการทางเพศ เต้นอะโกโก้ หรือต้องดิ้นรนแต่งงานกับชาวต่างชาติ เพื่อให้ได้สิทธิมนุษยชนที่ดีขึ้น เราก็อยากให้สังคมมีความเข้าใจที่ถูกต้องกับคนทุกเพศทุกวัยว่า พวกเขาจะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่สังคมตีกรอบไว้อย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า สังคมต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีค่าไป หากเราไม่สร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ถูกต้องให้กับในสังคมในเรื่องกะเทย"

 

เขตปลอดกะเทย

 "มันเหมือนโดนตบหน้าเลยนะ สำหรับคนที่มีหน้าที่การงานดี ต้องพาลูกค้าต่างชาติ บิสิเนสพาร์ทเนอร์ไปรับรอง แต่พอถึงหน้าร้านปรากฏว่าทุกคนเข้าได้หมด แต่พอการ์ดหันมาเห็นว่าเพื่อนบอนเป็นกะเทย ก็ขวางไว้ แล้วบอก กะเทยห้ามเข้า" บอน เล่าถึงความอัดอั้นที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมซึ่งกะเทยได้รับแทบไม่ต่างกัน แม้กระทั่งตัวเธอเองก็ยังเคยถูกสบประมาทโดยยามเฝ้าเกสต์เฮ้าส์เมื่อเธอต้องยื่นบัตรประชาชนให้เพื่อแลกบัตรขึ้นไปเข้าห้องน้ำในห้องเพื่อน


 “ดิชั้นเคยเจอ บอกเป็นกะเทยเหรอ ไปๆ ไม่ให้เข้า มีอยู่วันนึงเด็กมาเล่าให้ฟังว่าไปสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง แล้วกะเทยไปกับฝรั่ง ที่หน้าประตูไม่ให้เข้า ฝรั่งก็ถามว่าเท่าไหร่ หน้าประตูมันพูดออกมาเลยว่า one thousand baht” เสียงจากกะเทยที่ทำมาหากินในแดนสวรรค์อย่างภูเก็ตเล่า

 กะเทยบางคนเหมือนผู้หญิงหน่อย ก็อาจโชคดีที่สามารถผ่านประตูเข้าไปได้ แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะเมื่อไหร่ที่เอ่ยปากสั่งอาหารหรือเครื่องดื่ม เสียงที่ต่างไปจากผู้หญิงนั่นแหละ ที่จะทำเธอเหล่านั้นต้องถูกอัปเปหิออกเช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ

 เพราะสถานบันเทิงหลายๆ แห่งมักจะเหมารวมว่า กะเทยที่เข้าไปใช้บริการคือกะเทยที่เป็น Sex Worker หวังที่จะเข้าไปจับแขกในร้าน ดีไม่ดี ก็เข้าไปตบตีแย่งแขกกัน ทั้งๆ ที่กะเทยที่ทำงานทำการดี มีการศึกษา ก็มีสิทธิที่จะเข้าไปเพื่อเป็น "ผู้ใช้บริการ" ไม่ได้หวังที่จะไป "ขายบริการ" ไปเสียทั้งหมด

 คนทั่วไปอาจแปลกใจ เมื่อได้รู้ว่า ร้านอาหาร สถานบันเทิง ตลอดจนโรงแรม แม้กระทั่งเกสต์เฮาส์หลายแห่งใน 4 จังหวัดท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพมหานคร, พัทยา, ภูเก็ต และ เชียงใหม่ ในวันนี้มีการตั้งป้าย "ห้ามกะเทยเข้า" อย่างเปิดเผย แต่สำหรับบอน เธอบอกว่าไม่แปลกใจเลยที่เรื่องราวเช่นนี้ ไม่ค่อยเป็นที่รับทราบในหมู่คนทั่วไป

 "เขาไม่ได้ใส่รองเท้ากะเทย เขาไม่ได้โดนอะไรแบบนี้ ถึงเขาเห็นป้าย เขาก็เดินผ่านไม่ได้ใส่ใจจะจำ" คำตอบที่อาจฟังแล้วคล้ายจะประชด แต่บอน บอกว่านั่นคือความจริงที่ตัวเธอยอมรับดี


 นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายสิ่งที่กะเทยได้รับการปฏิบัติอย่างสองมาตรฐาน โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวเรื่องการขายบริการทางเพศ คือ สิ่งที่กะเทยหลายๆ คนมักจะถูกฟันธงไปในทางนั้น ในสายตาของคนสีกากียิ่งแล้วใหญ่ เพราะเมื่อเทียบกับผู้หญิงแล้ว แม้ว่าจะ "ขายบริการ" เหมือนๆ กัน แต่กะเทยก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ

 "ทำตัวไร้ประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว รบกวนนักท่องเที่ยว" ข้อหาชื่อประหลาด แต่นี่คือสิ่งที่กะเทยผู้เป็น Sex Worker ในเมืองท่องเที่ยวคุ้นเคยกันดี เพราะ "โดนบ่อย"

 "เพื่อนหนูเค้าโดนเมื่อ 5 วันก่อน ถูกยึดบัตรไปและบอกให้ไปเอาบัตรคืนพรุ่งนี้ พอไปถึงปั๊บ เพื่อนหนูไปคนเดียว เค้าจับปรับ 500 บาท แต่เพื่อนหนูไม่มี มีแค่ 100 เดียว ตำรวจก็บอกว่าถ้างั้นเข้ามานี่ ไปออรัลเซ็กซ์ให้ก็เสียแค่ 100 เดียว ก็ต้องยอมทำ เพราะมีแค่ 100 เดียวจริงๆ"

 "ตำรวจจะชอบมารีดไถเพื่อให้ได้ผลงานช่วงก่อนสิ้นเดือน หรือก่อนสิ้นปี กะเทยที่ภูเก็ตอยู่ใกล้ตำรวจไม่ได้เลย เหมือนเขารู้เวลาที่จะมารีดไถ สมมติเลิกงานตี 2 ตี 3 เวลาเลิกงานจะระแวงมากกลัวตำรวจจับ สุขภาพจิตเสีย"


 "มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีข่าวกะเทยล้วงกระเป๋า เหมือนจะเป็นกะเทยจับแขกอยู่ตามชายหาด ตำรวจไปขนกะเทยมาทั้งซอยเลย แล้วเอามาโรงพักให้ฝรั่งชี้ตัว  ซึ่งพวกเราก็บริสุทธิ์ใจเพราะไม่ได้ทำก็เลยไปให้ฝรั่งชี้ตัว ปรากฏว่าฝรั่งจำไม่ได้ว่าเป็นใคร กะเทยที่ไปก็โดนเสียค่าปรับหมด ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย นี่ขนาดเราให้ความร่วมมือ ยังมาทำกับเราแบบนี้เลย เลยทำให้เราต้องหนี บางคนหนีได้ก็หนี หนีไม่ได้ก็วิ่งลงทะเล ดำน้ำหนีเลยก็มี"

 "เรื่องโดนจับเนี่ย อย่างแถวใต้ต้นมะยม กะเทยก็ทำใจ ก็เออยอมให้ตำรวจมาจับไปเสียค่าปรับ 300 บาทแล้วก็กลับมายืนที่เดิม แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วตำรวจเอาไปขังถึงเช้า กะเทยก็ทำมาหากินไม่ได้ บางทีก็ไล่เคาะทีละห้องถ้าห้องไหนมีกะเทยก็เอาตัวไปขังเลย"

 แม้กระทั่งในโรงเรียน ซึ่งควรอย่างยิ่งที่จะปฏิบัติต่อเด็กอย่างมีมาตรฐานเดียวกัน ก็ยังอุตส่าห์มีคุณครูผู้หวังดี เอาเรื่องของกะเทยมัธยมคนหนึ่งที่ตั้งใจจะเป็น "ลูกที่ดี" หากแต่หัวใจเรียกร้องอยากจะเป็นผู้หญิง ไปบอกพ่อผู้เป็นทหาร จนทำเอาเสียน้ำตากันทั้งบ้าน

 "เราเกิดมาเป็นเด็กชาย มีพ่อเป็นทหาร มีพี่สาว 2 คน เราเป็นลูกคนเล็ก พ่อต้องการให้เรียนนายร้อย จนถึง ม.3 เรารู้ตัวว่าเราไม่ใช่ผู้ชาย เราคิดว่าเราคงจะ ‘แอบ’ไปตลอดชีวิต กลับบ้านก็ครับๆ ไปตามเรื่องตามราว ต่อมาคิดได้ว่าทำไมต้องตามใจพ่อ แต่ไม่ใช่ไม่รักพ่อนะ ก็รักท่าน แต่เราอยากเรียนในแบบที่อยากเรียน ตอนนั้นคนในบ้านยังไม่รู้ แต่คนข้างนอกเริ่มรู้แล้ว พ่อนี่เกลียดเลยล่ะเรื่องกะเทย หรือสาวประเภทสอง

 ตอนนั้นเราก็ดำเนินชีวิตมาอย่างมีความสุข แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรครูประจำชั้นโทรไปที่บ้าน และขอคุยกับพ่อว่า คุณพ่อของนายบัญชาเหรอคะ ลูกคุณมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศนะคะ ต้องการจะช่วยเหลือเค้าหรือเปล่า วันนั้นพ่อแม่ก็มาที่โรงเรียนเลย ร้องไห้กันใหญ่ ส่วนครูก็พูดว่า ครูช่วยได้นะคะ เดี๋ยวจะช่วยดูแลให้เป็นพิเศษ

 นี่นักเรียน ถ้าให้เธอเลือกระหว่างปืนกับดอกไม้เป็นของเล่นเธอจะเลือกอะไร ในใจตอนนั้นเราคิดว่า ครูไม่น่ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของเรา นี่มันเป็นการก้าวก่ายกันมากเกินไป

 ถ้าถามว่าเธอจะเลือกอะไรไว้เป็นของเล่น ระหว่างดอกไม้ กับปืน...หนูชอบดอกไม้ค่ะ แต่ถ้าให้เลือกหนูจะเลือกปืนค่ะจะ เอาไว้มายิงครูค่ะ... พูดอย่างงี้เลย ตอนนั้นอายุ 15 ค่ะ ที่ตอบแบบนั้นเพราะโกรธ มาทำให้พ่อ แม่ เราร้องไห้ แล้วครูยังถามต่ออีกนะว่า ชอบผู้ชายคนไหนหรือเปล่า ก็บอกว่าไม่ได้ชอบใครค่ะ หนูอยากเป็นอย่างนี้”

 

 แม้กระทั่งสิทธิในการเลือกจะ "เป็น" ก็ยังถูกสังคมกรอบให้คิดและทำในสิ่งที่เห็นว่า "ควร" แต่ในความเห็นของณัฐยา เธอมองว่า คนทุกคนไม่ว่าจะแตกต่างจากคนทั่วไปขนาดไหน แต่เขาก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของสังคมที่ควรได้รับสิทธิเท่าเทียมคนทั่วไป

 ...แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไร ?

Tags : กะเทยใน 4 เมืองท่องเที่ยว

advertisement

advertisement

advertisement