กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 24 มีนาคม 2553 01:00

วาทกรรมอำมาตย์ -ไพร่ ในทัศนะ 'ศรีศักร วัลลิโภดม'

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คำก็ "ไพร่" สองคำก็ "อำมาตย์" ไหนจะประกาศสงครามชนชั้น สุดท้ายแล้วสังคมไทยได้อะไรในวังวนของการเมืองน้ำเน่า...

"ล้มรัฐบาลอำมาตย์"  "ประกาศสงครามชนชั้น" คือเป้าหมายทางการเมืองของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่มี "เสื้อสีแดง" เป็นสัญลักษณ์ โดยมีวาทกรรม "อำมาตย์-ไพร่" เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น


 ทว่า "อำมาตย์" คือใคร และ "ไพร่" มีนัยยะเช่นไรในสังคมไทย นักวิชาการหลายสำนักออกมาให้นิยามกันอย่างหลากหลาย แต่ที่น่าสนใจคือมุมมองของนักวิชาการอิสระผู้รู้จักสังคมไทยไม่น้อยกว่าใคร "รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม"
 

ไม่ว่าจะในฐานะนักโบราณคดีหรือนักมานุษยวิทยาผู้คลุกคลีอยู่กับชุมชนท้องถิ่นมานาน อาจารย์ศรีศักรมองว่า "สังคมไทยอาภัพอย่างยิ่ง" เป็นความอาภัพที่มาจากหลายสาเหตุ แต่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนวิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาสได้ ขอเพียงคนไทยหันมาทำความเข้าใจสังคมไทยอย่างที่มันเป็น

 มิใช่..อย่างที่(คนบางกลุ่ม)อยากให้เป็น    


 

อาจารย์มองการเคลื่อนพลของไพร่ครั้งนี้อย่างไร


 ก่อนที่จะพูดถึง "ไพร่" ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้มันมีการผสมกันระหว่างสองสิ่ง สิ่งหนึ่งคือความเดือดร้อนของประชาชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะท้องถิ่นที่เคยเป็นสังคมชาวนา ซึ่งมีความล้าหลังทางเทคโนโลยี เพราะเขาถูกตะคัดตะแคง ถูกปฏิบัติด้วยสิ่งที่เรียกว่า สองมาตรฐาน เขาเดือดร้อน เขาก็เลยมา อันนี้คือข้อเท็จจริงที่คนชนบทที่ปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงข้างบน เป็นเหยื่อของการพัฒนา ขณะที่รัฐบาลบ้าเรื่องชนชั้นกลางเกินไป ปากท้องของชนชั้นกลางไม่เหมือนกับปากท้องของคนในชนบท

 ทีนี้ถามว่าเขามาเพื่ออะไร บางกลุ่มมาด้วยความอดอยากด้วยความขาดแคลน บางกลุ่มมาด้วยความต้องการอะไรบางอย่าง รวมทั้งในระบบของสังคมชาวนามันเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างสังคมเจ้าขุนมูลนาย ผู้ที่อุปถัมภ์กับผู้ที่ถูกอุปถัมภ์ เขามาเพราะฝ่ายผู้ที่อุปถัมภ์นั้นเป็นคนจัดการ เช่นพวกนักการเมืองต่างๆ แต่เวลามาเรียกร้องกลับเอาเป้าหมายของผู้อุปถัมภ์เป็นหลัก สะท้อนได้จากแกนนำซึ่งพูดอะไรที่ไม่ตรงประเด็น แทนที่จะบอกความเดือดร้อนจริงๆ ของชาวบ้าน กลายเป็นเรื่องที่ทำเพื่อบุคคลคนเดียว นี่เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ทำอะไรรัฐบาลไม่ได้

ภาพที่ออกมาเลยเป็นการต่อสู้เพื่ออดีตนายกฯทักษิณ?

 จริงๆ มันไม่ใช่ เขามาเชื่อมโยงในเรื่องประชานิยมมากกว่า แต่ประชานิยมต้องคุยให้ดี ประชานิยมไม่ใช่เพิ่งทำเมื่อครั้งคุณทักษิณ ทำมาตั้งแต่คุณคึกฤทธิ์แล้ว เรื่องเงินผัน ประชาธิปัตย์ก็มีมิยาซาวา แล้วถึงจะมาเรื่องกองทุนหมู่บ้านอะไรต่างๆ ของคุณทักษิณ นโยบายประชานิยมเหล่านี้มันทำลายศักยภาพของคนในชุมชนท้องถิ่นโดยตรง ทำให้กลายเป็นขอทานที่แบมือเอาเงินไปใช้ ตรงนี้อันตราย แล้วก็เป็นมาเรื่อยจนถึงโครงการไทยเข้มแข็งนี่ก็เอาอีก คือไม่ต้องไปโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทุกรัฐบาลทำอย่างนี้มาตลอด

ถ้าอย่างนั้นจะถือว่าการชุมนุมครั้งนี้สมเหตุสมผลหรือไม่


 ผมว่ามันสมเหตุสมผลในระดับหนึ่ง ความทุกข์ร้อนของประชาชน เพราะกระแสโลกาภิวัตน์มันลามไปทุกที่ บางแห่งในชนบทกลายเป็นทาสติดที่ดินตั้งเยอะตั้งแยะ แล้วก็ถูกมอมเมาตลอด เพราะฉะนั้นความเดือดร้อนในเรื่องเศรษฐกิจต่างๆ เหล่านี้ มันไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาในระดับนโยบาย บางกลุ่มมาด้วยความอดอยาก บางกลุ่มมาด้วยความละโมบ greedy แล้วมาผสมด้วย angry (ความโกรธ) อีกที จึงเกิดปัญหาขึ้นมา แล้วมันมีความซับซ้อนอย่างมาก


 ความผิดพลาดคือแกนนำไม่ได้เอาสิ่งที่สะท้อนความเดือนร้อนของชาวบ้านจริงๆ มาใช้ ก็เลยทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้เสียโอกาส แล้วก็คลุมเครือเรื่องการพูดถึงอำมาตย์ อันนี้ใช้ไม่ได้เลยเพราะมันไม่เคลียร์ ถ้าคุณถล่มคุณอภิสิทธิ์ได้แล้ว คุณทักษิณกลับมา มันก็อำมาตย์อีกนั่นแหละ

 คำว่าอำมาตย์ที่แท้จริงหรือระบบราชการนั่นเอง ซึ่งแต่ก่อนนี้เรียกว่า ศักดินา แล้วมาถึงตอนนี้ก็มาเป็นวาทกรรมแปลกๆ อย่าง อำมาตย์ จริงๆ แล้ว ก็คือระบบราชการที่มันมีความเหลื่อมล้ำ เป็นค่านิยมอย่างหนึ่งที่มีมานานแล้ว ทีนี้พอเราเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ไอ้ความเหลื่อมล้ำก็กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่ถ้าคุณจะจัดการคุณต้องคิดว่าจะทำลายค่านิยมนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่บอกว่าล้มคุณอภิสิทธิ์แค่นั้น เพราะมีรัฐบาลใหม่ก็อำมาตย์อยู่ดี

เป็นเพราะค่านิยมที่ว่านี้มันฝังรากลึกในสังคมไทย
 

มันฝังรากมาตั้งนานแล้ว ยิ่งนับวันมันก็ยิ่งรุ่งเรืองมากขึ้นทุกที แล้วความเหลื่อมล้ำนี้มันก็นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและอำนาจ เพราะคนที่อยู่ในอำนาจพวกนี้ไม่มีความเชื่อในเรื่องศาสนาหรือสิ่งที่ดีงาม สังคมไทยขณะนี้อยู่ในภาวะที่เรียกว่า Demoralize ความล่มสลายทางศีลธรรมและจริยธรรม อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นเวลาจะพูดอะไรต้องทำความเข้าใจ แล้วเวลาคุณเคลื่อนไหวคุณแสดงรูปแบบที่เป็นสัญลักษณ์ซึ่งก็ไม่รู้จริง ซึ่งผมเสียดายโอกาสในการที่จะสะท้อนความเดือนร้อนของชาวบ้าน

 แล้วเขาก็พยายามพูดถึงบุคคลสำคัญซึ่งไม่เกี่ยวข้อง คือเป็นการหาเหตุที่จะล้มล้างมากกว่า ซึ่งอันนั้นมันไม่สวยหรอก คือเราต่างก็มีจุดอ่อนด้วยกันทั้งหมด ทั้งระบอบการปกครองที่เป็นอยู่นี่ด้วย มัน Highly Centralize รวมศูนย์จนเกินไป จนกระทั่งคนข้างล่างกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ แล้วไปอ้างสถาบันสูงสุด กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้โต้แย้งหาความชอบธรรมด้วยกันทั้งสองฝ่าย ใช้ไม่ได้ ถ้าจะแก้ไขความเหลื่อมล้ำ คุณต้องกระจายการปกครองไปยังท้องถิ่นต่างๆ ไม่ใช่รวมศูนย์อย่างทุกวันนี้ แล้วให้คนในท้องถิ่นเขาดูแลตนเอง มีส่วนร่วมมีส่วนตัดสินใจ ต้องเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ใหม่

อาจารย์มองว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อำมาตย์

 ไม่ใช่ การเคลื่อนครั้งนี้ผมว่าน่าเสียดาย แทนที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส แล้วก็น่าเสียดายพวกนักวิชาการต่างๆ ที่คุณก็อยู่อีกโลกหนึ่งเวลาคุณพูด ซึ่งต้องถือเป็นความอาภัพของสังคมไทยเวลานี้ ฟังแล้วว้าเหว่


 เวลาเขาพูดกัน เขาพูดแต่สิ่งที่เขาคิด เขาตีความเอง เขาไม่เข้าใจอย่างลุ่มลึกถึงปัญหา ยกตัวอย่างเรื่องอำมาตย์ ปัญหามันคือค่านิยมความเหลื่อมล้ำใช่มั้ย การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม สังคมเปลี่ยนได้ง่าย แต่ค่านิยมฆ่ายาก ซึ่งค่านิยมที่เป็นปัญหามากที่สุดในสังคมประชาธิปไตยก็คือ ความเหลื่อมล้ำ แต่เขามาพูดเป็นเรื่องอำมาตย์ ถ้าพูดแบบนี้ คุณทักษิณก็อำมาตย์ คุณอภิสิทธิ์ก็อำมาตย์ อำมาตย์เสมอกันจะมาเรียกร้องทำไม มันอยู่ที่ค่านิยมต่างหาก

 

เพราะค่านิยมอันนี้แหละที่ทำให้มีคนเอาเงินไปซื้อเสียงทางการเมือง เข้ามาเป็นนักการเมืองมีเครื่องราชฯ อะไรต่างๆ อันนี้แหละคือปัญหา แล้วคนที่จะเป็นอำมาตย์สมัยก่อน เขาต้องมีคุณธรรมนะ ต้องมีศีลธรรมกำกับ เขาต้องมีกิจกรรมให้กับสังคม ไม่ได้ฮุบแบบนี้ ไม่ใช่เอาเงินวัดไปทำบุญ เขามีกลไกอย่างอื่น

แต่ถ้าการชุมนุมยังยืดเยื้อต่อไป จะพัฒนาไปสู่สงครามชนชั้นอย่างที่แกนนำบางคนพยายามปลุกเร้าผู้ชุมนุมมั้ยคะ

 ขณะนี้คนพวกนี้กำลัง Fighting a loosing war แต่ถึงอย่างนั้นความขัดแย้งจะยังดำรงอยู่ อยู่ที่จังหวะว่าจะมีการจุดประกายขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวเพื่อจัดการให้ดีทั้งสองฝ่ายมันก็จะนำไปสู่ความรุนแรง แล้วมันก็จะสายเสียแล้ว รัฐเองต้องยอมรับว่าคุณอ่อนอำนาจมาก คุณไม่รักษากฎหมาย เวลาที่คุณจัดการได้คุณไม่จัดการ ปัญหาก็คือขณะนี้ทุกข์หนักตกอยู่ที่ประชาชน ทั้งคนกรุงเทพฯและคนต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นทุกคนต้องมีส่วนร่วม ทุกภาคส่วนในสังคมต้องมีส่วนร่วมในการทบทวน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ ที่สำคัญคือต้อง "ฆ่า" ค่านิยมเรื่องความเหลื่อมล้ำซะก่อน เพราะมันเป็นอุปสรรคของประชาธิปไตย ถ้าฆ่าอันนั้นได้ จากนั้นค่อยมาทำให้เกิดความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คอรัปชั่น


ในสถานการณ์อย่างนี้ การยุบสภา ถือเป็นทางออกได้หรือไม่

 ไม่ ใครจะไปยุบสภาด้วยข้อเสนอบ้าๆ บอๆ แบบนั้น ก็ดูหน้าตาคนที่จะไปเสนอให้เขายุบสภา คงไม่มีใครทำหรอก ต้องรู้ความเดือดร้อนทุกอย่างของประชาชนแล้วมารีออร์แกไนซ์ใหม่ แล้วถึงจะกำหนดวันยุบสภา แต่สิ่งที่จะต้องจัดการก่อนคือเรื่องคอรัปชั่น ให้เกิดนักการเมืองแบบใหม่ที่เลือกตั้งมาด้วยความสุจริต ให้คนข้างล่างคุมได้ถึงจะยุบสภา เพราะถ้ายุบตอนนี้มันก็เข้ามาแบบเก่านั่นแหละ


 อันตรายของสังคมไทยขณะนี้คือสถาบันที่ถูกทำลาย บางคนพุ่งเป้าไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่จริงไม่ใช่ สถาบันศาสนาและสถาบันการแต่งงานต่างหาก เพราะการแต่งงาน wedding ไม่ใช่ mating สมสู่และสำส่อน อันนี้เราไม่ค่อยสนใจ อีกอันคือศาสนา แทนที่เราจะมีศาสนาค้ำจุน กลับกลายเป็นไสยศาสตร์ พระก็กลายเป็นหมอผีมากกว่า เอาเลือดไปสาดเขา นี่คือความล้มเหลวของบ้านเมืองเรา พอเราพังในเรื่องศาสนาและการแต่งงาน มันคือความล่มสลายทางศีลธรรมและจริยธรรม

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนต่างสีตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาจารย์วิเคราะห์ว่าอย่างไร

 ผมว่ามันสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมจากสังคมชาวนามาเป็นสังคมอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยทุกวันนี้มันมีผลมาจากทุนนิยมเสรี หัวใจของทุนนิยมเสรีคือปัจเจกบุคคล ซึ่งมันทำลายความเป็นมนุษย์ แล้วมันผลิตแบบไม่มีฤดูกาล ผลิตจนกระทั่งทรัพยากรพังพินาศ แล้วรายได้ไปตกอยู่กับใคร นี่คืออันตราย มันถึงเคยจะมีการปฎิวัติมาครั้งหนึ่งแล้วในยุคคอมมิวนิสต์ นี่เรากำลังจะเริ่มต้นวงจรอุบาทว์อันใหม่ เผอิญเมืองไทยมันไม่ถึงกับ Hungry เลยไม่ค่อยเดือดร้อน แต่มันเต็มไปด้วย Greedy ยั่วยุให้คนข้างล่างเกิด Greedy ทั้งๆ ที่มีกินมีใช้อยู่แล้ว ซึ่งอันนี้ เราต้องใช้วาทกรรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านสอนให้คนทำมาหากิน ให้มีการทำงานร่วมกัน ซึ่งเดี๋ยวนี้ชาวบ้านก็ตื่นตัวตั้งเยอะตั้งแยะ แต่รัฐบาลก็ยังทำโครงการอะไรไม่รู้...ไทยเข้มแข็ง 

ถึงวันนี้สังคมจะก้าวผ่านสถานการณ์ความรุนแรงได้อย่างไร

 มันต้องการ Intellectual Movement  กลุ่มปัญญาชนต้องเกิดขึ้น แต่กลุ่มปัญญาชนไทยมันไม่มีน้ำยา อยู่บนหอคอยงาช้าง ตามฝรั่งหมด ทำให้ไม่เห็นการเคลื่อนไหวอันนี้ ส่วนคนท้องถิ่นเขาเริ่มแล้ว แต่มันช้า ต้องเข้าใจว่าการพัฒนาต้องเริ่มจากข้างใน ต้องสร้างตัวตน ต้องสร้างความรู้ ถ้ารวมกันมากๆ ถึงจะเกิดพลังขึ้นมา เพราะฉะนั้นต้องเอ็มพาวเวอร์คนท้องถิ่นให้เป็นตัวของตัวเอง รู้จักตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่ถ้ามันเกิดการเคลื่อนไหวนี้ขึ้นมาอย่างจริงใจแล้ว ก็จะเกิดภาวะผู้นำท้องถิ่นต่างๆ แล้วจะมีพลังอย่างมาก การแก้ปัญหามันต้องสร้างกลุ่มเล็กๆ เวทีเล็กๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกัน ความรู้ที่ได้ต้องเป็นลักษณะประชาพิจารณ์ เอาทุกข์ของท้องถิ่นมาวาง เปรียบเทียบแล้วค่อยๆ เคลื่อน สร้างเป็นเครือข่าย เป็นเวทีระดับชาติต่อไป


 ตอนนี้ผมคิดว่า เรากำลังอยู่ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าทุกภาคส่วนไม่หันมาเจรจา โดยเอาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง มันก็สายเสียแล้ว

.............................................................


กลอนฝากถึงทักษิณ


 “นิจจาเอ๋ยกายเราก็เท่านี้ ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
 ล้วนหนาวเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา”

 (ในสถานการณ์ที่ร้อนแรงขึ้นทุกขณะ นี่คือกลอนบทหนึ่งจากนิราศสุนทรภู่ที่อ.ศรีศักร ฝากไว้ให้ทักษิณท่องแทนกำสรวลศรีปราชญ์ที่ว่า "ธรณีนี่นี้เป็นพยานฯ") 
 

Tags : ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม

advertisement

advertisement

advertisement