กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 20 มีนาคม 2553 01:00

อันดามันใต้...ทริปนี้ ผีเกินโหล

ม้าน้ำแสนสวย

กินโต๊ะม้าน้ำ

เกาะห้า

ทากเปลือกกระโปรงบาน

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

“ช่วงนี้มีลมเข้านะครับ สัก 2-3 วันน่าจะสงบ คงไม่มีปัญหาอะไร” ข่าวเกือบดีจากเรือลำหนึ่งซึ่งออกทะเลไปก่อนหน้าเราหนึ่งวันกระท่อนกระแท่นมาตามสา

 “ไหนว่าคลื่นแยะ แล้วดันบอกว่าสัญญาณไม่ดี” ผมยิงมุกฝืดๆ กับตัวเองแก้เก้อ เพราะก่อนจรลีลงมายังภูเก็ต อุตส่าห์ตรวจสอบแผนที่อากาศไว้แล้วว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ ฟ้าใส ปลอดโปร่ง แน่นอน


 หลายปีนี้อากาศไม่ค่อยเป็นใจให้เราสักเท่าไร อันที่จริง กว่าที่เราจะรู้สึกตัวว่า สภาวะต่างๆ รอบตัวเราได้เปลี่ยนไปนั้น ก็สายไปมากทีเดียว การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลไปยังทั่วโลก ไม่เว้นแม้บ้านเรา คำว่า “Global warming” หรือ สภาวะโลกร้อนนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย


 “ดูอย่างกระแสลมนั่นสิ เมื่อก่อนมาจากเหนือครึ่งปี จากใต้ครึ่งปี สลับกันมาไม่รู้กี่ชั่วอายุคน แต่เดี๋ยวนี้เดาไม่ถูก อยากมาก็มา อยากไปก็ไป” ลูกเรือรายหนึ่งรำพัน


 จะว่า อยากมาก็มา อยากไปไปนั้น มันก็ไม่เชิง เพียงแต่คาดเดากันไม่ถูกเสียแล้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายรายให้ความเห็นตรงกันอย่างหนึ่งว่า อันกระแสลมนั้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมวลอากาศในพื้นที่ 2 บริเวณมีอุณหภูมิต่างกันมากพอจนเกิดไหลของมวลอากาศ จากแห่งที่มีแรงดันสูงถ่ายเทไปยังที่ที่แรงดันต่ำกว่า เกิดขึ้นเป็นกระแสลม และเมื่อว่ากันไปถึง ลมในทะเล สิ่งที่ส่งผลต่ออุณหภูมิของอากาศเหนือพื้นมหาสมุทรนั่นคือ กระแสน้ำ กระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็น ไหลสลับสับเปลี่ยนกันไปอย่างเป็นระเบียบมานานเน จนอุณหภูมิของบรรยากาศโลกสูงขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ น้ำแข็งขั้วโลกละลายลงทะเล อุณหภูมิของน้ำก็เปลี่ยนตาม กระแสลมจึงเปลี่ยนไปด้วย แปรผันตามกัน จะมีก็ผู้เจนทะเลรุ่นใหญ่ๆ ที่ยังพอมองออกว่า ในวันพรุ่งจะต้องเจอกับอะไร


 “กินยากันเมาแล้วหลับยาวไปเลยนะ” ประโยคสุดท้ายที่ผู้นำทางของเราในทริปนี้ สะกิดใจไว้ก่อนแยกย้ายเข้านอน
 …....................


 กลิ่นกาแฟคั่วเคล้าไอเกลือเค็มแผ่วบางลอยล่องมาเตะจมูกคัดๆ แต่เช้าตรู่ แม้ดวงอาทิตย์ยังไม่ปรากฏร่าง แต่มวลสมาชิกนักมุดน้ำกลับพร้อมใจกันนั่งเต็มท้ายเรือมากกว่าครึ่ง


 “วันนี้ตื่นกันเช้าจังครับ อยากดำน้ำจัดรึไง”


 “เปล่าหรอก ออกมารอกินกาแฟสดกัน” หนึ่งในนั้นเฉลย


 “อารมณ์สุนทรีย์กันจริง จิบเอสเพรสโซ ชมไข่แดงลอยขึ้นจากเวิ้งน้ำสุดสายตา” เช้าแรกที่ เกาะห้า ช่างน่าประทับใจ


 ดื่มด่ำกันพอหอมปากหอมคอก็ทยอยกันประกอบอุปกรณ์เตรียมทำ check dive ในที่ตื้น เพื่อตรวจสอบความพร้อม ทั้งของคนและเครื่องมือ เพราะมีนักดำจำนวนไม่น้อยที่นานๆ จะลงน้ำสักครั้ง จนบางที ลืมกระบวนท่าต่างๆ ในการเอาตัวรอดใต้น้ำ หรือกระทั่งอุปกรณ์เสื่อมสภาพไปตามเวลาก็มี เข้าทำนอง “ดินต้องหมั่นฟื้น ปืนต้องหมั่นยิง” เพราะของบางอย่าง เก็บไว้เฉยๆ มีโอกาสพังเร็วกว่านำมาใช้อย่างสม่ำเสมอ


 จากหมู่เกาะห้า เรือมุ่งหน้าออกทะเลกว้าง กัปตันประเมินแล้ว เห็นควรรีบไป หินม่วง-หินแดง กองหินใต้น้ำกลางทะเลเปิดก่อน เพราะอากาศเป็นใจ แต่ก็ไม่รู้ได้ว่าจะสงบอีกนานแค่ไหน และที่กองหินม่วง-หินแดงนั้น ไม่มีที่หลบคลื่นลม การจะลงดำน้ำได้โดยสะดวกปลอดภัย ต้องรอจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น


 อันที่จริงแล้ว สำหรับตัวเองนั้น เหตุหลักที่ต้องรีบไป หินม่วง-หินแดง ทันทีที่มีโอกาส ไม่ใช่เรื่องของลมฟ้าอะไรหรอก เพราะแม้มีคลื่นลมบ้าง ก็ยังลงดำกันมานักต่อนัก แต่เพราะเจ้า "ไรโนเฟียส"  ที่นอนรอนิ่งอยู่ที่กองหินม่วง 20 เมตรใต้ผิวน้ำนั่นต่างหาก ที่ทำให้เราต้องดั้นด้น ร้อนรนมาหามัน


 เจ้าปลาหน้าตาประหลาดนี้ พบได้ไม่ง่ายนัก ยิ่งในทะเลไทยยุคเรืออวนล้นอ่าวยิ่งยากเป็นทวีคูณ มันมักจะนอนนิ่งอยู่บนหินในบริเวณที่สภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับสัณฐานของร่างกาย อย่างเจ้าตัวนี้ แอบหมอบอยู่กลางวงล้อมของปะการังอ่อนสีม่วงแดงสดมานานหลายเดือน แม้จะไม่ได้พรางตัวมิดชิดเหมือนจอมแฝงกายอื่นๆ แต่ถ้านักล่าไม่สังเกตให้ดีจะมองข้ามไปได้อย่างน่าพิศวง กับกลุ่มนักดำที่ลงไปด้วยกัน ยังมีบางคนที่มองหามันไม่พบ ด้วยเส้นสายลายพรางบนร่างผิว กอปรกับการไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ทำให้มันเหมือนก้อนอะไรสักอย่างมากกว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตติดครีบติดหาง


 เมื่อก่อนนั้น หินม่วง-หินแดง ถูกเรียกชื่อตามสีของปะการังอ่อนที่ขึ้นอยู่เต็มกองหิน ซึ่งถ้าใครได้มาสัมผัสด้วยตาตัวเอง ภาพความอลังการนั้นน่าจะยังคงติดตาอยู่แน่นอน แต่หลังจากเกิด "แพลงตอนบลูม" เมื่อเกือบสิบปีก่อน ทำให้ปะการังอ่อนตายเกลี้ยง จนถึงทุกวันนี้ ปะการังอ่อนที่เกิดขึ้นมาใหม่ ยังห่างชั้นกับปริมาณในอดีตมากมายนัก แถมสีก็ไม่ม่วงไม่แดงเต็มทั้งกองแล้ว กลายเป็นผสมปนเปกันไปเหมือนที่อื่นๆ


 ส่วนคนที่ไม่เคยไป ก็ลองนึกถึงภูเขาหินลูกย่อมๆ สูงเท่าตึก 7-8 ชั้น ใหญ่น้องๆ สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน ประดับไปด้วยทุ่งดอกไม้สีเดียวกันทั้งลูก แล้วจินตนาการให้ตัวเองบินอยู่บนท้องฟ้า มองลงมายังภูเขานั้น ก็คงพอจะแก้ขัดกันไปได้บ้าง
 ....................


 วันแรกหมดไปอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะการที่ไม่ได้มาเที่ยวแบบนี้เป็นแรมปี เลยตื่นเต้นผิดปกติ (ที่จริงก็ดำน้ำอยู่เนืองๆ แต่มันไม่ค่อยได้ดำเที่ยวเล่น) กัปตันแจ้งว่า คืนนี้เรือจะมุ่งหน้าลงใต้ยาวไปแถวๆ ตะรุเตาเลย เพราะควรจะรีบไปช่วงที่ลมยังสงบอยู่


 ไม่มีใครค้าน ทุกคนนั้นอยากไปกันถ้วนหน้าอยู่แล้ว กลัวแต่อากาศจะไม่เป็นใจให้ออกเรือไปต่างหาก แต่ดีใจกันได้ไม่นาน หลังจากเรือแล่นฉิวไปไม่เท่าไร ก็เริ่มโคลงเคลงไปตามจังหวะ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


 “เมื่อกี้แอบอยู่หลังเกาะ ลมยังนิ่งอยู่เลย” ชาวคณะคนหนึ่งครวญ


 “ก็เพราะอยู่หลังเกาะไง มันถึงนิ่ง ก็เกาะมันบังคลื่นลมอยู่” ชายหนุ่ม(ไม่)น้อยขาลุยอธิบาย


 “ก็แบบนี้แหละ ถึงจะเป็น ทะเล” ผมซ้ำเติม


 ลมที่กระโชกเข้ามาอย่างรุนแรง ทำให้เกิดคลื่นใหญ่กว่า 2 เมตร จึงไม่แปลกเลยที่ข้าวของจะเริ่มระเนระนาด โยนไปมาตามแรงเหวี่ยงของเรือ ตัวผมเองแอบหนีเข้าห้องนอนตั้งแต่พูดแหย่ชาวบ้านเสร็จ เพราะรู้ดีว่า หากหลับช้า อาจหลับไม่ลงอีกเลย คลื่นแบบนี้ เมาเรือกันได้คายของเก่าเป็นแน่ แต่สุดท้าย ถึงจะหลับไปแล้วก็ยังถูกเขย่าเปลอยู่ตลอดเวลา แถมเสียงข้าวของที่ล้มกลาดเกลื่อน แม้กระทั่งโทรทัศน์เครื่องใหญ่ ยังวิ่งซ้าย-ขวาไปมาอย่างน่าหวาดเสียว กว่าครึ่งคืนที่เป็นอยู่แบบนั้น แต่ผมก็เอาชนะมัน และหลับนิ่งอยู่ได้อย่างไม่เกรงใจใคร


 เช้าวันใหม่กับกลิ่นกาแฟคั่วเคล้าไอเกลือเค็มแผ่วบางอีกครั้ง จะต่างไปหน่อยนึงก็รอยยุบที่ขอบเครื่องชงกาแฟนั่น
 “ตื่นเช้าจัดอีกแล้ว อยากลงน้ำขนาดนั้นเลยรึ” ผมทักทาย


 มีเพียงความเงียบ และสีหน้าหมองหม่น ใต้ตาดำคล้ำ พอให้ได้รู้ว่า เมื่อคืนชาวบ้านเขาไม่ได้หลับได้นอนกัน
 “กว่าลมจะนิ่งก็เกือบเช้าโน่น ใครจะไปหลับลง” นักสู้ผู้พ่ายแพ้อีกคนหนึ่งเสริม.....
 ............................


 ณ ลานสคูบ้าเน็ต ชื่อที่ฟังดูแปลกหู แต่ไม่แปลกหน้าสำหรับนักดำน้ำ เพราะเป็นลานหินใต้น้ำที่ตั้งชื่อตามเรือ Scubanet เรือบริการนำเที่ยวดำน้ำชื่อดังที่เป็นผู้มาบุกเบิกไว้นับเป็นสิบๆ ปี แม้วันนี้น้ำจะไม่ใสอย่างที่หวัง แต่ก็ไม่ขุ่นข้นเกินไป มองเห็นรอบตัวได้สัก 3-4 เมตร ทำให้ยังพอมองหาสัตว์ตัวจ้อยได้แบบไม่หลงกับเพื่อน การพะวงอยู่กับความขุ่นของน้ำ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายต่อหลายคนรนจนตระหนก บางคนหลงทิศจนไปต่อไม่ไหว ต้องขึ้นจากน้ำไปตั้งหลักใหม่


 วิธีง่ายๆ สำหรับการดำในแหล่งที่ทัศนวิสัยไม่เอื้อนั้น ท่องให้ขึ้นใจว่า “ไปช้าๆ ก้ม-เงยหน้าบ่อยๆ” คือ เคลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังจุดต่อไปด้วยความเร็วที่ช้าจนตัวเราเองและเพื่อน สามารถสังเกตเห็นซึ่งกันและกันได้แบบไม่คลาดสายตา ซึ่งรวมถึงการทิ้งระยะห่างอย่างเหมาะสมด้วย พร้อมกันนี้ก็ก้มหน้าจดจำภูมิประเทศว่าเป็นอย่างไร หาจุดเด่นที่จะจำได้หากเกิดการพลัดหลง แถมยังอาจพบสัตว์ต่างๆ ที่ป้วนเปี้ยนอยู่บนพื้นได้อีกด้วย แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะเงยหน้ามองหาเพื่อน หรือก้อนหินก้อนปะการังที่อาจขวางทางอยู่


 เฉพาะตะกอนที่ทำให้น้ำขุ่นนั้น ยังไม่เหลือบ่ากว่าแรงสักเท่าไร แต่ยามที่มีกระแสใต้น้ำโผล่มาผสมโรงด้วยนี่สิ มันน่าหนักใจ เพราะครั้งนี้มันทำให้ระบบนำร่องส่วนตัวของผมเสียการควบคุมจนหาทางไปต่อไม่เจอเช่นกัน จำใจต้องวนเวียนอยู่เฉพาะที่ใกล้ๆ ใจก็นึกเสียดาย ด้วยลานหินนี้กว้างขวางมากมาย สัตว์น้อยใหญ่ก็เยอะ แต่ก็ต้องจอดทอดสมอตัวเองอยู่อย่างนั้น จนอากาศใกล้หมด พี่สมนึก Leader ผู้มากประสบการณ์ ว่ายวนมากวักมือเรียก พร้อมทั้งส่งสัญญาณมือให้รู้ว่า ปลาจิ้มฟันจระเข้ปีศาจ (Ghost pipefish) ลอยตัวรออยู่ข้างหน้า เราออกแรงเฮือกสุดท้ายทวนกระแสไปจนถึงที่ กดชัตเตอร์ถ่ายภาพได้ 2-3 รูป ก็ต้องรีบขึ้นจากน้ำ ด้วยข้อจำกัดของอากาศในถัง


 วันนั้นทั้งวัน เราได้แต่จอดเรือรออยู่ในอ่าว ด้วยลมที่กระโชกมาอีกครั้ง คลื่นหัวแตกอวดฟองขาวฟอดเต็มทะเล ไม่เว้นแม้รอบลำเรือ แม้จะได้ลงดำน้ำ แต่ก็เป็นเพียงการดำแก้ขัด ไม่เหมาะที่จะออกสู่ทะเลเปิด จนในที่สุด ความหวังจะไปหินแปดไมล์ จุดดำน้ำสุดท้ายไกลสุดของฝั่งอันดามันใต้ ซึ่งเป็นจุดที่สัตว์น้ำขนาดใหญ่อย่าง ฉลามวาฬ หรือ กระเบนต่างๆ  ป้วนเปี้ยนเข้ามาอยู่บ่อย เป็นอันต้องล้มไป
 .......................


 เรือบ่ายหน้ากลับมายังหมู่เกาะห้าอีกครั้งในวันใหม่ แต่ดูเหมือนความตั้งใจยังคงเดิม เมื่อทุกคนพร้อมใจโดดลงสู่พื้นน้ำข้างเกาะห้าใหญ่ ลงไปถึงพื้นทรายที่ความลึกกว่า 30 เมตร ด้วยหวังจะเจอฉลามสักตัวที่อาจจะยังวนเวียนหากินอยู่ยามเช้าแบบนี้ ทว่าเมื่อถึงพื้นทราย เราก็ต้องประหลาดใจ ด้วยกลุ่มปะการังอ่อนสีม่วงขึ้นปกคลุมกระจายไปทั่ว จนลืมมองหาฉลามไปเลยทีเดียว


 เรายังคงลงดำกันอยู่รอบๆ เกาะห้าใหญ่จนคล้อยบ่าย ซึ่งนับเป็นการดำครั้งที่ 3 ของวัน หลังจากมหกรรมรุมถ่ายภาพม้าน้ำสีเหลืองสดในตะแกรงเก่าสาแก่ใจแล้ว ต่างคนต่างก็ลอยไปลอยมาเพื่อพักน้ำก่อนขึ้นสู่เรือ จังหวะนั้นเองที่พ่อหนุ่ม(ไม่)น้อยเกิดคัดไม้คันมือ เพราะดันไปมองเห็นผืนอวนเก่าคลุมกองหินอยู่ เลยจัดแจงคว้ามีดคว้ากรรไกรไปตัดออก ตามประสาจอมเก็บขยะใต้น้ำ แต่ทันใดนั้นเอง สายตาหาเรื่องของผม ดันส่ายไปเจอเจ้าปลากบตัวน้อยแอบอยู่ข้างซอกหินใต้อวนผืนนั้นนั่นเอง จึงต้องรีบบอกให้พ่อหนุ่ม(ไม่)น้อยละมือจากกรรไกรเสียก่อน แล้วมาดูของหายากตัวนี้กันแทน


 และพอเอาหน้าคนกับหน้าปลามาปะทะกัน ปรากฏว่า เจ้าตัวจิ๋วนี้มีขนรอบตัว ชะรอยจะเป็นพันธุ์หายากอีกตัวหนึ่งของทริปนี้ เลยนอนจ้องหน้าจดจำรูปพรรณสัณฐานของมัน โดยเฉพาะลักษณะเด่น อันได้แก่ “เบ็ด” ซึ่งเป็นอวัยวะพิเศษของกลุ่มปลา Angerfish มีไว้กวัดแกว่งล่อเหยื่อให้ติดกับ แล้วฮุบเข้าปากด้วยความเร็วที่เป็นสถิติโลก ที่ใช้วิธีจดจำเอานั้นก็ไม่ใช่อะไร เพราะอีตอนจะลั่นชัตเตอร์ถ่ายภาพไว้ ดันกดได้แค่ 2-3 ครั้ง แบตเตอรี่ก็ดันชิงสู่สุขคติไปเสียก่อน


 เมื่อกลับขึ้นเรือ เปิดดูภาพที่ถ่ายมาได้เพื่อพิสูจน์ทราบสายพันธุ์ จึงได้รู้แน่ชัดว่ามันคือ Hispid Frogfish ปลากบที่มีหนวดเครารุงรังชนิดหนึ่ง ซึ่งน้องบ่าวจอมอู้ฟู่แห่งเกาะภูเก็ต เคยชี้นำให้เราไปพบเจอมาที่แหล่งเครื่องบินจม ณ หาดบางเทา อันเลื่องชื่อ


 งานนี้เลยได้ฉลอง เพราะนับเป็นปลากบตัวแรก ที่สามารถหาพบได้ด้วยตัวเอง!!
 ..................


 ย่างเข้าสู่วันสุดท้ายของทริป เรือแล่นย้อนกลับสู่แผ่นดินใหญ่ เราแวะลงดำที่ เกาะปิดะ ตามด้วยหินมุสังข์ ซึ่งแต่ละที่ยังสามารถรักษาสภาพความสมบูรณ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ละที่ยังคงมีสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมายเลือกดูกันไม่หวาดไม่ไหว โดยเฉพาะที่สุดท้าย คือ เกาะดอกไม้ เรายังพบเจ้าปลากบ 2 ตัวเดิมที่อาศัยหากินอยู่หลังกอกัลปังหาสีเหลืองนั่น ม้าน้ำตัวอ้วนออกมาโชว์ร่างเด่นเป็นสง่าอยู่นอกกองหิน และที่เยอะสุดๆ ในทริปนี้ กลับกลายเป็นเจ้า ปลาจิ้มฟันจระเข้ปีศาจ หลากสีสันที่พบกันมากเป็นพิเศษ เมื่อรวมกับ 4 ตัวสุดท้ายที่พบอยู่ด้วยกันริมเกาะดอกไม้ ก็นับรวมได้สิบกว่าตัว จนเป็นที่มาของชื่อ “ทริปผีเกินโหล” ครั้งนี้


 แม้ธรรมชาติจะไม่เป็นใจ จนไปไม่ถึงสิ่งที่หวัง แต่สิ่งดีๆ ยังมีให้ค้นพบอีกมากมาย ขอแค่เพียงอย่าหยุดก้าวเดินเท่านั้นเอง
..................


การเดินทาง
 ทริปดำน้ำ อันดามันใต้ หมู่เกาะพีพี - หมู่เกาะห้า - หินม่วงหินแดง - อช.ตะรุเตา - หินแปดไมล์ หาซื้อได้ตามร้านดำน้ำทั่วไป ส่วนใหญ่ใช้เวลา 4 คืน 4 วัน แต่จะมีจำนวนทริปที่ขายในตลาดน้อยกว่า อันดามันเหนือ-สิมิลัน ดังนั้น ถ้าอยากไปควรรีบจองทริปแต่เนิ่นๆ และเกือบทั้งหมด เรือจะออกจากท่าเรือที่ จ.ภูเก็ต ไม่ว่า ท่าเรือรัษฎา หรือ ท่าเรืออ่าวฉลอง แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่ง (น้อยมาก) ที่ออกเดินทางจาก ท่าเรือทับละมุ จ.พังงา สนนราคาตั้งแต่ 16,000 บาท จนถึง หลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับเรือและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก หรือไม่ก็ เช่าเหมาลำเรือกันได้ตามอัธยาศัย


 ส่วนทริปวันเดียวนั้น ถ้าเลือกไปดำน้ำที่ หมู่เกาะพีพี หรือ หมู่เกาะห้า มีเรือออกทั้งที่ อ่าวนาง, เกาะลันตา จ.กระบี่ อ่าวฉลอง จ.ภูเก็ต และ บนเกาะพีพีดอน มีทั้งแบบ เรือหางยาว สปีดโบต และ เรือสำหรับดำน้ำโดยตรง ราคาประมาณ 2,500 บาทต่อคนขึ้นไป หากจะไปไกลถึง หินม่วงหินแดง ต้องเลือกไปกับ สปีดโบต จะสะดวกกว่า เพราะเรือแล่นได้เร็วประหยัดเวลาในการเดินทาง และถ้าสนใจดำน้ำในรอบๆ อช.ตะรุเตา เช่น เกาะหลีเป๊ะ เกาะอาดัง-ราวี เกาะหินงาม สามารถติดต่อได้ที่ร้านดำน้ำบนเกาะหลีเป๊ะ จะสะดวกที่สุด


 การเดินทางไปแต่ละเกาะนั้น มีเรือเฟอร์รี่บริการทุกเกาะ โดย เกาะพีพี มีเรือออกจากท่ารัษฎา จ.ภูเก็ต ส่วนเกาะลันตาสามารถขับรถขึ้นแพขนานยนต์ข้ามไปเกาะได้โดยตรงจาก จ.กระบี่ หรือจะไปด้วยเรือโดยสารได้ทั้งจาก ท่าเรือรัษฎา จ.ภูเก็ต และจาก อ่าวนาง จ.กระบี่ แต่เกาะหลีเป๊ะนั้น ต้องไปลงเรือเฟอร์รี่ที่ ท่าเรือปากบารา จ.สตูล

ที่พัก
 สำหรับผู้ที่ดำน้ำกับเรือ Liveaboard คงไม่ต้องกังวลเรื่องที่พัก เพราะสามารถนอนในเรือได้ตั้งแต่เดินทางไปถึงจนกระทั่งคืนที่กลับเข้าเทียบท่าอีกคืนหนึ่ง


 ส่วน ทริปวันเดียวนั้น ทั้ง จ.ภูเก็ต และ จ.กระบี่ มีโรงแรมให้เลือกมากมาย ทุกระดับราคา ขึ้นอยู่กับความต้องการ แต่แนะนำให้เลือกโรงแรมที่อยู่ใกล้ท่าเรือ ซึ่งก็มีโรงแรมราคาเบาๆ อยู่หลายแห่ง เช่นเดียวกับผู้ที่เลือกลงเรือจากเกาะต่างๆ ทั้งเกาะพีพี และ เกาะลันตา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่บนเกาะหลีเป๊ะ จะราคาสูงกว่าที่อื่นๆ อยู่ระดับหนึ่ง เพราะค่อนข้างห่างไกล แต่ก็ไม่ได้แพงจนเกินเหตุ และส่วนใหญ่จะเป็น Package tour ที่รวมค่าเดินทางกับค่าที่พักไว้แล้ว

 

 

Tags : อันดามันใต้ ดำน้ำ

advertisement

advertisement

advertisement