กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 19 มีนาคม 2553 01:00

ศึกแดงเดือดผ้าฝ้าย !

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

แดง...อาจเป็นสีที่มีหลายความหมาย แต่สำหรับ "สีแดง" ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล นั้น มีอยู่แง่มุมเดียว

นั่นคือการโรมรันพันตูเพื่อแย่งความเป็นหนึ่งเดียวของเกาะอังกฤษ ผ่านวัฒนธรรมลูกหนัง ซึ่งมีประวัติศาสตร์และแฟชั่นการเชียร์มายาวนาน ทว่า หลายอย่างที่แฟนบอล 2 ทีมนี้ไม่เคยทราบมาก่อน กำลังอยู่ต่อจากบรรทัดนี้...ที่อีกแค่ 3 วันข้างหน้า แดงจะเดือดทั้งโลกและร้อนแรงกว่า "แดงการเมือง" มากนัก

 

ผ่านวัฒนธรรมลูกหนัง ซึ่งมีประวัติศาสตร์และแฟชั่นการเชียร์มายาวนาน ทว่า หลายอย่างที่แฟนบอล 2 ทีมนี้ไม่เคยทราบมาก่อน กำลังอยู่ต่อจากบรรทัดนี้...ที่อีกแค่ 3 วันข้างหน้า แดงจะเดือดทั้งโลกและร้อนแรงกว่า "แดงการเมือง" มากนัก

 

.....................................


 บ่ายวันหนึ่งของเดือนสิงหาคมปี 2008 ขณะที่ "จุดประกาย" กำลังนั่งดูแมนยูฯ ดวลเกือกกับ นิวคาสเซิล ทีมขวัญใจ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...แถวหลังถัดไป ปรากฏกายของ เคลย์ตัน แบล็คมอร์ อดีตมิดฟิล์ดของแมนยูฯ ก้าวเท้าเข้ามานั่งอยู่บนชั้น VIP


 สำหรับแฟนพันธุ์แท้บางคน คงจำได้ว่า เคลย์ตัน คนนี้นี่เองที่เคยกลายเป็นชนวนระหว่างศึกแดงเดือดในยุค 80's เมื่อ รอน แอตกินสัน นำทีมผีแดงไปเยือนแอนฟิล์ดของ ลิเวอร์พูล และปรากฏว่ามีการฉีดแก๊สน้ำตาใส่นักบอลแมนยูฯ จากกองเชียร์และแฟนบอล ทำเอาเขาเกือบตาบอดและเข็ดขยาดไปนาน

 "มันเหมือนเราไปเล่นในสนามของพวกเวียดกง...คล้ายๆ ไปอยู่ในสงครามเวียดนามยังไงยังงั้น" รอน บอกกับนิตยสาร four four two "พวกเราเดินทางกลับแมนยูฯ ด้วยประสบการณ์ที่เลวร้าย และมันกลายเป็นการต่อยอดว่า 2 ทีมนี้จะต้องตายกันไปข้างหนึ่งและไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้" เขาย้ำ

 แต่ช้าก่อน...ถ้าคุณเป็นสาวกผีหรือเด็กหงส์ มีใครสักกี่คนบ้างที่ทราบจริงๆ ว่า 2 ทีมนี้ไม่ถูกกันมาด้วยอะไร...เคยมีคำกล่าวกันว่า ศัตรูที่ไม่ถูกกันนั้น หลายครั้งมักเป็นเพื่อนต่อกันมาก่อน แมนยูฯ กับ ลิเวอร์พูล เองก็เติบโตมาในเส้นทางนี้

 ในสมัยก่อนย้อนหลังกลับไปราวๆ หนึ่งศตวรรษก่อน แมนเชสเตอร์กับลิเวอร์พูลต่างเป็นเมืองพี่เมืองน้องและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมานาน

 ข้อมูลหนึ่งในพอตเก็ตบุ๊คของ แอนดี้ มิทเท่น ที่ชื่อ mad for it บอกไว้ว่า ทั้งสองทีมต่างช่วยกันดีมาตลอด ตั้งแต่การสร้างสนาม การค้าขายและการไปมาหาสู่ทางธุรกิจ

 เมืองแมนเชสเตอร์ และ ลิเวอร์พูลนั้นเหมือนกันที่ เต็มไปด้วย ประชากรชนชั้นกลาง และ ผู้อพยพย้ายถิ่นจากไอร์แลนด์เป็นจำนวนมาก แยกจากกันเพียง 35 ไมล์ ในทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ ทั้งสองนั้นเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ คับคั่งไปด้วยผู้คน และอาศัยพึ่งพากันและกัน ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19

 

ลิเวอร์พูลในตอนนั้นเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่ยิ่งใหญ่ของยุโรป เป็นประตูสู่อเมริกาเหนือ และเป็นท่าเรือการค้าที่สำคัญของพระราชอาณาจักรอังกฤษ ส่วนแมนเชสเตอร์มันเป็น “นครผ้าฝ้าย” หนึ่งในเมืองแรกๆ ที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้น และก็กลายมามีสำนวนเก่าที่ว่า...


 “แมนเชสเตอร์ทำ...ลิเวอร์พูลขาย”

 เพื่อที่จะขยายการค้า รถไฟโดยสารประชาชนสายแรกแห่งโลกก็ได้ถูกสร้างขึ้นระหว่างสองเมืองนี้ในปี 1830 แต่ภายในช่วงปลายๆ 1878 ความตกต่ำทางเศรษฐกิจนั้นได้ทำให้เมืองแมนเชสเตอร์ตกอยู่ในภาวะย่ำแย่ จำนวนคนตกงานเพิ่มมากขึ้น ความซบเซาทางการค้าทำให้เกิดการอพยพของแรงงาน ลิเวอร์พูลนั้นถูกตำหนิว่าเป็นต้นเหตุ จากการคิดค่าธรรมเนียม และภาษีขนส่งแพง จนสินค้าขายไม่ออก ทางรัฐนั้นได้ออกนโยบายช่วยเหลือโดยการสร้างทางออกสู่ทะเลโดยตรงในเมือง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นคนกลางอีกต่อไป


 ชาวเมืองลิเวอร์พูลได้ออกมาต่อต้าน แผนการสร้างคลองขนาดใหญ่ ในหลายๆ รูปแบบ ตั้งแต่แต่งเพลงต่อต้าน ยันเอาหลักdkiในเชิงเศรษฐศาสตร์มาเป็นประเด็น แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งโครงการสร้างคลองเดินเรือของเมืองแมนเชสเตอร์ได้ และก็ได้กลายมาเป็นท่าเรือที่สำคัญเป็นอันดับ 3 ของอังกฤษ นี่คือสาเหตุที่มีรูปเรืออยู่บนสัญลักษณ์ของทีมแมนยู แต่มันก็เป็นทางออกชั่วคราวสำหรับเมืองแมนเชสเตอร์เท่านั้น

 หลังจากหมดยุคอาณานิคมของอังกฤษ ท่าเรือของลิเวอร์พูลเริ่มซบเซา และการแตกสลายของอุตสาหกรรมสิ่งทอก็กระทบแมนเชสเตอร์อย่างหนัก บวกกับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้ทั้ง 2 เมืองประสบกับภาวะตกต่ำเป็นหลายๆ ยุค ผู้คนก็อพยพออกไปหางานในเมืองอื่นๆ หนีความจน เหตุการณ์จลาจลที่รุนแรงในปี 1981 ที่เมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล ถือเป็นจุดต่ำที่สุดของทั้งสองเมือง

 แต่พอเป็นฟุตบอลหรือดนตรี 2 เมืองนี้กลับมีเสน่ห์จูงใจ ทำให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุที่ ทำให้ความเกลียดชังระหว่างทั้ง 2 ทวีคูณมากขึ้น บนสนามนั้นความเป็นศัตรูยังไม่ค่อยชัดเจน แมนเชสเตอร์ ซิตี เป็นคลับ แมนคูเนียนที่ใหญ่กว่า จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 และ เอฟเวอร์ตันถือเป็นทีมเมอร์ซีย์ ไซด์ ที่มีชื่อเสียงกว่าอย่างเห็นได้ชัด การแข่งขัน ระหว่าง ผีและหงส์ ก่อนปี 1960 นั้นเล่นกันแบบความเคารพ และมีน้ำใจนักกีฬา และก็มีผู้เล่นแมนยูเดินทางไปดูทีมลิเวอร์พูลแข่งอยู่เป็นประจำ

 แพ็ด ครีแลนด์ อดีตมิดฟิลด์จอมโหดของยูไนเต็ดเล่าให้ฟังว่า

 “พวกสเก๊าซ์เซอร์ (แฟนหงส์) มักโวยวายใส่พวกเขาระหว่างการแข่งขัน แต่เป็นการตะโกนแซวเล่นซะมากกว่า” บิล แชงคลีย์ อดีตผู้เล่นหงส์ก็สนิทก็ Crerand พอสมควร และยังชวนกันไปนั่งคุยเรื่องฟุตบอลที่บ้านของเขาทุกเช้าวันอาทิตย์


 “ผมนับถือสโมสรฟุตบอล ลิเวอร์พูล และ บิล แชงคลีย์” เขาพูดต่อ “เดี๋ยวนี้เวลาที่มีโอกาสไปแอนฟิลด์ ผมก็มักจะเข้าไปคุยกับพวกแฟนหงส์ตั้งแต่ยุคก่อนๆ พวกเขาก็รู้สึกไม่ดีที่ การแข่งกันมันได้กลายเป็นอย่างนี้แล้ว ฮูลิแกน และความน่ารังเกียจ ที่เหล่าแฟนทั้ง 2 ฝ่ายแสดงออกมา แมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูลเป็นเมืองเล็กๆ ที่มี 2 สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เหล่าแฟนๆ น่าจะภูมิใจกัน แต่พวกเขากลับไม่”


 ขณะที่ เอกราช เก่งทุกทาง เคยให้สัมภาษณ์กับ "จุดประกาย"

 "การที่ 2 ทีมนี้มีประวัติศาสตร์และยิ่งใหญ่มายาวนาน มันทำให้ทั้งคู่กลายเป็นมวยถูกคู่ไปโดยปริยาย และสลับกันครองความยิ่งใหญ่ อดีตเป็นของลิเวอร์พูล ปัจจุบันเป็นทีของแมนยูบ้าง"

 เอกราช ไม่คิดว่าแฟนของทั้ง 2 ทีมจะต้องเกลียดชังกันไปหมด เขายืนยันว่ามีแฟนของ 2 ทีมนี้ที่เป็นเพื่อนสนิทกันอยู่หลายกลุ่ม แต่เมื่อถึง "ศึกแดงเดือด" ปีละ 2 แมทช์ มันย่อมกลายเป็นช่วงเวลาที่ไม่ลงให้กันตามธรรมชาติของการแข่งขัน ซึ่งใครจะมีฟอร์มตอนนั้นอย่างไรไม่สำคัญเสียด้วย

 ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ศูนย์หน้าอันดับ 1 ตลอดกาลของเมืองไทย ให้สัมภาษณ์ "จุดประกาย" ทางโทรศัพท์ว่า แดงเดือดทุกปี ไม่มีว่าใครเป็นต่อทีมใคร

 "อย่างคืนวันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคมนี้ ถ้าใครมองก็จะคิดว่าแมนยูฯ เป็นต่อแน่นอน เพราะลิเวอร์พูลฟอร์มไม่ดี แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน เพราะความเป็นแดงเดือดนั่นเอง ที่ทำให้ 2 ทีมมีโอกาสเท่ากันไม่ว่าจะเล่นที่ไหน แมนยูฯ ตอนนี้ฟอร์มดีกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าจะชนะ คือทั้ง 2 ทีมมีโอกาสใกล้เคียงกันแน่นอน และผลการแข่งขันในอดีตเอามาบอกอะไรในนัดนี้ไม่ได้เลย"

 เดอะ ตุ๊ก ดาวซัลโวหน้าหยก บอกกับ จุดประกายต่อว่า "สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คงจะต้องดูเรื่องของแทคติกว่าก่อนแข่ง มีการจัดวางตัวอย่างไร แต่แดงเดือดทุกปีสูสีแน่นอน ไม่ว่าข่าวจะออกมาทางไหน แต่ไม่มีใครคาดเดาผลได้"

 ความตึงเครียด การไม่ถูกกัน ประวัติศาสตร์ที่ไล่บี้มาถึงการเป็นแชมป์ 18 สมัยเท่ากันในบอลลีกนั้น ดูจะมีดีกรีสูงขึ้นเรื่อยๆ และทางสโมสรทั้งสองก็ได้พยายามหาทาง แก้ปัญหาที่ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย แอนดี้ มิทเท่น ซึ่งทำไปข่าวแดงเดือดระหว่างการแข่งขัน F.A .cup ที่แอนฟิลด์ในกุมภาพันธ์ ปี 2006 นั้นบอกว่า

 "มีแฟนหงส์คนหนึ่ง ได้โยนถ้วยที่มีอุจจาระใส่แฟนแมนยูฯ และไปโดนหัวของกองเชียร์ในนั้น หลังจากเกมนั้นแฟนๆ ลิเวอร์พูลก็ไปโจมตีรถพยาบาล ที่กำลังพา อลัน สมิธ นักบอลแมนยูที่เจ็บหนัก สาหัส ไปโรงพยาบาล แต่หลังจากนั้น เขาก็ได้รับการ์ดอวยพรหลายร้อยใบจากแฟนๆ หงส์ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาละอายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการกระทำของแฟนหงส์บางคน"

 ว่ากันว่า ทั้งหงส์และผีนั้น มาบดบี้ไล่ขยี้กันตั้งแต่ยุค 60 เพราะแมนยูฯ นั้นเหนือกว่าในทศวรรษนั้น คือเป็นแชมป์ลีก 2 ครั้งและดันเป็นทีมอังกฤษทีมแรกที่เป็นแชมป์ ยูโรเปียน คัพ ปี1968 นับตั้งแต่ทศวรรษนั้นเป็นต้นมา ไม่เคยมีผู้เล่นยูไนเต็ดย้ายไป หรือ ผู้เล่นลิเวอร์พูลย้ายมาโดยทางตรงเลย (คนสุดท้ายก็คือ ฟิล คิสนอลล์ในปี 1964)

 

ตกถึงทศวรรษต่อมาในยุค 70's ลิเวอร์พูลนั้นเหนือกว่าแมนยู โดยเป็นแชมป์ยุโรป 4 ครั้งและแชมป์ลีกถึง 11 ครั้ง ส่วนผีแดงนั้นต้องอดกลั้นไม่ได้รับถ้วยรางวัลอะไรเลยนานถึง 26 ปีด้วยกัน แต่ถึงอย่างนั้นแฟนๆ ก็ยังสนับสนุนทีมอย่างเต็มที่ และผีแดงเองก็สู้กับหงส์แบบสมน้ำสมเนื้อมาตลอด แถมคว่ำทีมคู่ปรับบ่อยๆ ในการแข่งขัน และถึงแม้ลิเวอร์พูลจะประสบความสำเร็จ แต่สาวก เดอะ ค็อป หลายๆ คนก็ไม่ค่อยจะพอใจกับแมนยู ที่มักเป็นหอกข้างแคร่

 "พวกเขาเหมือนเป็นทีมที่มีเสน่ห์ และมีกิตติศัพท์ที่น่าเกรงขาม" แอนดี้ บอก ..แต่ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่า ไม่มีทีมไหนยิ่งใหญ่ไปกว่าลิเวอร์พูลในทศวรรษที่ 80's จนถึงกับมีการกล่าวว่า ลิเวอร์พูล ยิ่งใหญ่กว่า สี่เต่าทอง the beatles

 การแดกดันระหว่างผี-หงส์ ยังไม่หมดแค่นี้ แมนยูฯ เคยเครื่องบินตกในปี 1958 สูญเสียมากมาย และแฟนหงส์มักจะร้องเพลง "ที่พูดถึง เหตุการณ์เครื่องบินตกที่มิวนิกในปีนั้น แต่ก็เงียบไปพักใหญ่ เพราะทีมตัวเองเจอหลังโศกนาฏกรรม ที่รู้จักกันดีในนาม “Hillsborough Disaster” โดยในระยะแรกๆ หลังเหตุการณ์ แฟนๆ ผีแดง ไม่เคยพูดหรือร้องเพลงถึงความโชคร้ายของหงส์ในครั้งนี้...แต่ไม่นานมานี้ เริ่มมีแฟนผีหมั่นไส้สาวกหงส์ และเริ่มจะเอาเหตุการณ์ครั้งนั้น มาแต่งเป็นเพลงล้อเลียนแดกดันกลับ จนแฟนหงส์เงียบ

 สำหรับสาวกผีแดง ไม่ว่าการเดินทางไปแอนฟิลด์จะเสี่ยงมากแค่ไหน ก็ยังเป็นหนึ่งในเกมที่พวกเขารอคอยมากที่สุดของทุกฤดูกาล เกมที่มักจะเต็มไปด้วยความรู้สึกที่รุนแรง ความเร้าใจ โต้ตอบกันด้วยคำพูดวิจารณ์อย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนจดจำและนำมาใช้ต่อๆ กันมา สำหรับทีมใหญ่ทั้งสองที่ที่อิทธิพลทางวัฒนธรรมนั้นได้ขยายไกลไปกว่าเขตแดนของเมืองตัวเอง มันก็เป็นเรื่องปรกติที่สาวกจากถิ่นอื่นจะนำประเพณีการเขม่นกันมาใช้

 ในปี 1990 การสิ้นสุดของความยิ่งใหญ่ของหงส์นั้นก็มาพร้อมกับการมาคุมทีมผีแดงของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เมื่อได้ถูกถามว่าอะไรที่เขาถือว่าเป็นจุดสำเร็จสูงสุดของชีวิต เขาตอบว่า “..ก็เขี่ยลิเวอร์พูลตกบัลลังก์นั่นไง อย่าลืมพิมพ์คำพูดนี้ลงหนังสือล่ะ..”

 "โก๊ะตี๋" เคยให้สัมภาษณ์กับ "จุดประกาย" เมื่อปีที่แล้วว่า เขาคือ the kop เต็มตัวทั้งเลือดเนื้อและพุงท้อง

 "หนูเชียร์ลิเวอร์พูลมาหลายปีแล้ว รถหนูยังติดสติกเกอร์ ว่า the cop ตรงกระจกเลย และหนูไม่รู้ว่า มันสะกดด้วยตัว K ไม่ใช่ตัว C" เขาพูดพลางหัวเราะ...โก๊ะตี๋บอกว่า ตัวเขาเองไม่เคยไปแอนฟิล์ดเลย เพราะประสบการณ์ด้านนี้ เคยมีแค่ไปดูบอลโลกที่ญี่ปุ่น 2002 และแน่นอนว่า ความฝันเขาคือการไปดูศึกแดงเดือดให้ได้สักครั้ง 

 "โก๊ะตี๋" ไม่ได้เป็นแบบนั้นคนเดียว เพราะเดอะ ค็อปสาวสวยจากช่อง 7 อย่าง "นิหน่า" สุฐิตา เรืองรองหิรัญญา ก็เป็นอีกคนที่เคยไปแอนฟิล์ดถึง 2 ครั้ง แต่ไม่เคยเข้าสนามแอนฟิล์ดเลยสักครั้ง

 เธอบอกว่า สมัยก่อนที่ไป ยังไม่มีการขายตั๋วทางออนไลน์ พอไปถึงก็ต้องไปลุ้นตั๋วตรงเคาน์เตอร์ ซึ่งก็ไม่มี

 "แต่เดือนหน้านี้ ตั้งใจว่าจะไปอีกครั้ง และจะต้องเข้าสนามดูและเชียร์ลิเวอร์พูลให้ได้" อดีตบัณฑิตสาวจากรั้วเหลือง-แดง  ที่พอดีว่าเสื้อทีมเยือน-เหย้าของลิเวอร์พูล ก็ออกมาเหลือง-แดงเหมือนกัน (และก็พ้องกับสองทีมการเมืองพอดิบพอดี)

 

นิหน่า ย้อนความทรงจำตอนมัธยมว่า เธอชอบลิเวอร์พูลเพราะว่าเพื่อนคนหนึ่งเคยหล่นวาจาชม แม็คก้า สตีฟ แม็คมานามาน และพอเธอลองดูทีมนี้บ้าง ก็รู้สึกสนุกสนาน เพราะในเวลานั้น เกมรุกของหงส์แดงยังมีประสิทธิภาพอยู่

 "ถามว่าชอบใครมากที่สุด นิหน่าชอบ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ แต่ถ้าถามว่าเกลียดใครของแมนยูฯ เกลียด คันโตน่า เพราะว่าปี 1996 ดูนัดชิงเอฟเอคัพทางทีวี จำได้ว่าเวลาจะหมดแล้ว แต่คันโตน่า ยิงหงส์แดงแพ้อย่างโหดร้ายมาก.."

 แต่ถ้า เคลย์ตัน แบล็คมอร์ อ่านจุดประกายวันนี้ เขาอาจค้านเล็กๆ กับสาวนิหน่า ว่า ไม่เห็นโหดร้ายเลย เมื่อเทียบกับบางทีมที่เคยเอาแก๊สน้ำตามาฉีดนักบอลผีแดงในยุค 80's จนเกือบตาบอด
 

นี่คือ ความเป็นมาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ผ้าฝ้ายและการค้า ก่อนจะกลายจากมิตรมาเป็นศัตรู

 ใครเป็นใคร หัวหรือก้อย...ค่ำวันที่ 21 มีนาคม นี้ โปรดอยู่หน้าจอกับ "แดงเดือด 2010"

 

Tags : แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูล

advertisement

advertisement

advertisement