กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 17 มีนาคม 2553 01:00

ภารกิจ(ไม่)ปิดลับของ 'มือที่สาม'

สาวๆ จำนวนไม่น้อย เลือกเก็บภาพประวัติศาสตร์เอาไว้

พระท่านก็สนใจถ่ายรูปเก็บไว้

บนสะพานลอย ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ในสถานการณ์ที่เชื่อกันว่าจะรุนแรงขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ คนส่วนใหญ่อาจเลือกนอนก่ายหน้าผากอยู่กับบ้าน ต่างจากคนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ยอมอยู่เฉยๆ ...

พวกเขาออกลาดตระเวนไปทั่ว บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรายงานสิ่งที่เห็น ตรงตามคอนเซ็ปต์ "มาด้วยใจ ไม่ได้จ้าง" (ของจริง)


 และเพราะไม่ใช่นักข่าว ไม่ใช่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไม่ได้สังกัดสี หรือมีภารกิจลับ การเอาตัวเองเข้าไป "เสี่ยง" ในหน้าประวัติศาสตร์ของคนเหล่านี้ที่ใครบางคนอาจยกให้เป็น "นักข่าวพลเมือง" "citizen reporter"  "นักข่าวอาสา"  หรืออื่นๆ จึงเป็น "ปฏิบัติการ" ที่น่าติดตาม และเป็น "ปรากฎการณ์" ที่จะทำให้ข่าวสารไม่ใช่สินค้าผูกขาดอีกต่อไป
 

นักข่าวพลเมือง เรื่องจริงต้องปรากฎ

 ภาพการยกพลขึ้นฝั่งของพลพรรคเสื้อแดงที่ท่าเรือสะพานพระราม 8 จนถึงการรวมพลที่สะพานผ่านฟ้า ปรากฎในบล็อกโอเคเนชั่นแบบทันใจผู้ชม โดยบล็อกเกอร์ที่ใช้ชื่อ "สายลมที่ผ่านมา" เธอผู้นี้เป็นหนึ่งในนักข่าวอาสาที่เขี่ยวกรำงานภาคสนาม นับแต่การชุมนุมยืดเยื้อของพันธมิตรประชาธิปไตย ไล่มาถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดง ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์เมษาเลือด ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ถูกกระหน่ำยิงหน้าวัดเอี่ยมวรนุช บางขุนพรหม สายลมที่นิยมผ่านมาในเหตุการณ์สำคัญก็มีโอกาสบันทึกภาพอันน่าระทึกครั้งนั้นไว้ด้วย


 เธอเป็นใคร มาจากไหน คำตอบมีเพียงสั้นๆ ว่า เป็นพนักงานบริษัทเอกชนที่บังเอิญบ้านอยู่ใกล้สมรภูมิการเมือง เริ่มต้นด้วยความคันไม้คันมือหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ พอมามีบล็อกเป็นของตัวเองการคว้ากล้องออกไปยังที่ต่างๆ จึงกลายเป็นภารกิจติดพัน

 "ปกติจะพกกล้องถ่ายรูปติดกระเป๋าไว้อยู่แล้ว ก็เลยเอาภาพเหตุการณ์ต่างๆ มาฝากเพื่อนๆ ในบล็อก เพราะภาพๆ หนึ่งมันบอกได้มากกว่าคำพูดที่อาจจะหลงลืมตามกาลเวลา ภาพถ่ายไม่บิดเบือน ขึ้นอยู่กับคนมองภาพจะมีเจตคติอย่างไร และก็ได้ใช้ประโยชน์ด้วย เพราะภาพบางภาพก็มีคนมาขอไปจัดนิทรรศการ หรือใช้ประโยชน์ทางการศึกษา"

 ส่วนเหตุผลที่มากกว่า "กันลืม" การเสนอตัวเป็นผู้สังเกตุการณ์อาจถือเป็นการถ่วงดุลข่าวสารอย่างหนึ่ง

 "อย่างการชุมนุมครั้งนี้ ทุกสื่อแทบจะออกมาแนวเดียวกันว่ามีผู้ชุมนุมมากมาย หรือสถานการณ์ต่างๆ ค่อนข้างหน้ากลัว พอเราออกไปเอง คิดว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เป็นข่าว ก็เลยรู้สึกว่าเราควรจะนำเสนอในสิ่งที่เราคิด เราเห็น แต่สำหรับคนที่รับสารจะตัดสินใจอย่างไรก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคน อย่างสื่อของคนเสื้อแดง เขาก็จะเอนเอียงทางข้างเขา ในขณะที่คนเสื้อเหลือง ก็จะเอนเอียงทางข้างตัวเอง ขาดความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวในบางครั้ง เราก็เลยอยากมาเห็นเองจะได้เอามาบอกเล่ากัน ประชาชนหรือคนที่อ่านจะได้ประเมินสถานการณ์ได้ถูก"

 แม้การมีบ้านอยู่ใกล้กับสถานที่ชุมนุมคือความได้เปรียบของนักข่าวพลเมืองคนนี้ อีกทั้งความใกล้ชิดกับผู้เห็นเหตุการณ์ หรือมีภูมิรู้ในสถานที่เกิดเหตุก็ช่วยให้เสนอข่าวได้อย่างฉับไว แต่ข้อเสียเปรียบคือการไม่มีสถานภาพหรือองค์กรปกป้องทำให้ต้องสุ่มเสี่ยงมากกว่า การดูแลตัวเองจึงเป็นเรื่องต้องใส่ใจ ไม่เว้นแม้การเลือกสีเสื้อก่อนลงสนาม
 

"ต้องระวังมากค่ะ จะให้มาใส่เหลือง ใส่แดงก็ไม่เอา เพราะปกติตัวเองก็ยืนยันอยู่แล้วว่า ไม่เหลือง ไม่แดง จะใส่สีกลางๆ ถ้าขืนใส่เหลือง เยือน ดงแดงนี่ อาจจะเป็นข่าวเสียเอง ยิ่งเราไม่มีเอกสิทธิคุ้มครองเหมือนนักข่าวทั่วไป ดุ่มๆ เที่ยวถ่ายรูปเขานี่ก็น่ากลัวอยู่แล้ว อาวุธเรามีอย่างเดียวค่ะ ยิ้มหวานไปเรื่อย"

 เมื่อถามถึงความประทับใจในบุคคลและเหตุการณ์ที่ได้บันทึกไว้ตลอดหลายวันที่ผ่านมา สาวคนนี้ยกให้การทำงานด้วยความอดทนของทหารเรือที่สะพานพระราม 8 

 "เขาทำงานกันตั้งแต่เช้าแดดเปรี้ยงๆ พูดซ้ำๆ กันทุกครั้งที่เรือด่วนเจ้าพระยาขนคนเสื้อแดงมาเข้าจอด ทั้งๆ ที่บางครั้งก็มีกริยากร่างบ้าง ยั่วยุบ้างของคนเสื้อแดง ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา เวลาที่มีการรวมกลุ่มมากกว่า 2 คนขึ้นไป ไหนจะต้องคอยกันพวกเรือเล็กของคนเสื้อแดงที่ขับฉวัดเฉวียนมารอบๆ ด้วย ต้องคอยระมัดระวังตลอด ทั้งต้องคอยอำนวยความสะดวกให้พวกเขาขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย เพราะโป๊ะตรงพระราม 8 นี่รับคนได้แค่ 150 คน ถ้าฮือกันขึ้นมาโป๊ะล่มแน่"

 สุดท้ายในฐานะผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของคนหลายฝ่ายด้วยตาตัวเอง ต่อไปนี้คือความเห็นและคำวิงวอน

 "ประชาชนยังไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตยดีพอ เรารู้จักแต่สิทธิ แต่ไม่รู้จักคำว่าหน้าที่ บางคน ขอโทษนะคะ ฉิบหายไม่ว่า เสียหน้าไม่ยอม มันก็เลยวุ่นกันไม่เลิก เรา ประชาชนยังต้องถูกจับเป็นตัวประกันกันต่อ ถูกหาผลประโยชน์กันต่อ มันเป็นอย่างนี้มานานแล้วค่ะ นานจนนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นอย่างอื่นได้"

 "ที่อยากจะฝากก็คือทำอะไรคิดกันให้มากๆ คิดถึงสิ่งที่ได้รับและสิ่งที่เสียไปว่ามันคุ้มมั้ย ไม่อยากให้นำเด็กๆ เข้าร่วมการชุมนุม อย่าเอาพวกเขาเป็นโล่ห์มนุษย์ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น เด็กๆ เหล่านั้นเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อย่าให้เขาต้องมาซึมซับอะไรที่เกินกว่าวัยอันควรของเขา เพราะพวกเขาจะเป็นเมล็ดพันธุ์ในอนาคตของเราพวก"

 สำหรับนักข่าวอาสาและคนที่ต้องการเป็นนักข่าวอาสา คำแนะนำจากมือโปรคือ ต้องระมัดระวังตัวให้มากๆ

 "ในสถานการณ์ที่เสี่ยงก็ไม่ควรเข้าไป เพราะเราไม่ใช่มืออาชีพจริงๆ ไม่ได้ถูกฝึกมาภายใต้สถานการณ์ที่ต้องใช้จิตวิทยามวลชน ในบางเรื่องนักข่าวตัวจริงยังพลาดเลย อย่าทำให้ตัวเองเป็นข่าว หวังว่าเหตุการณ์ต่างๆ คงจะสงบในเร็ววันนี้ จะได้มาร่วมกันสร้างความเจริญให้แก่ชาติร่วมกัน"

 แม้ว่าสถานการณ์จะสุ่มเสี่ยงขึ้นทุกขณะ แต่นักข่าวพลเมืองที่อาสาตามหาความจริงที่เดินปะปนอยู่ในฝูงชนและฝูงผู้ชุมนุมกลับมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์ คืออีกคนที่ออกไปเกาะติดสถานการณ์ตั้งแต่บ่ายวันที่ 12 มีนาคม ชายหนุ่มวัยสามสิบเศษคนนี้ปฏิเสธที่จะบอกอาชีพจริง บอกเพียงว่าเคยไปอบรม "นักข่าวพลเมือง" ของไทยพีบีเอสอยู่ช่วงสั้นๆ


 หลายวันที่ผ่านมา ปิยศักดิ์ พาตัวเองไปประจำการอยู่รอบนอก เพราะคิดว่าจุดหลักน่าจะมีนักข่าวประจำอยู่เต็มอัตราแล้ว

 "ผมอยากดูการจัดการ ดูว่าการดูแลในกลุ่มผู้ชุมนุมว่าเป็นยังไงมากกว่า" ล่าสุดวันที่ไปราบ 11 ใจจริงก็อยากไปให้ถึงแต่ติดมวลชน จึงอยู่รอบนอก เช่น ลาดพร้าว จตุจักร และได้สวมบทพลเมืองดีเมื่อเห็นจักรยานยนตร์ล้มตรงหน้าก็เร่งประสานงานกับรถพยาบาล รวมถึงให้การแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รุดมาถึงที่เกิดเหตุ...ทีหลังเขา

 ถามถึงเหตุผล เขาไม่ได้ต้องการเป็น "นักข่าวหัวเห็ด" แต่ถ้ามีอะไรพอช่วยได้ก็จะทำ และการประจำการตรง "จุดไม่หลัก" ของเขาก็อาจจะช่วยให้ข้อมูล หรือเป็นหลักฐานอื่นๆ ได้บ้าง

 "แค่อยากเป็นอาสาสมัครสื่อทางเลือก ก็ถ่ายภาพนิ่งสลับกับวิดีโอลง Facebook บ้าง Youtube บ้าง แต่ไม่ได้เรียลไทม์ เพราะส่วนใหญ่จะมาอัพโหลดตอนเย็น แต่ถ้าเรื่องไหนพอจะเป็นประเด็นได้ ก็อาจจะส่งให้ทางทีวีไทย"

 เรื่องความปลอดภัย ปิยศักดิ์ ไม่ห่วงเท่าไหร่เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่เพื่อนช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น เต็มไปหมด


 นอกจากจะไม่กลัว การออกมาร่วมสนามข่าวอย่างนี้ ทำให้ประชาชนคนหนึ่งได้ติดตาม ได้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์....ก็พอแล้วสำหรับเขา  

 

สันติอาสา สักขีพยานเพื่อสันติวิธี

 การเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะบุคคลที่สามในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง นอกจากจะปฏิบัติการเดี่ยวแบบ "นักข่าวพลเมือง" แล้ว บางกลุ่มยังเลือกทำงานเป็นทีมด้วยความมุ่งหวังที่เพิ่มขึ้น นั่นคือ การรณรงค์เรื่องสันติวิธี
 

"สันติอาสาสักขีพยาน" คือกลุ่มคนที่พยายามใช้กระบวนการสันติวิธีเข้าไปทำกิจกรรมในกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อลดดีกรีความร้อนแรงของอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เครื่องมือของพวกเขา นอกจาก "สองเท้า" "สองมือ" กับ "หนึ่งใจ" แล้ว ก็มีเพียงอุปกรณ์บันทึกภาพเท่าที่หาได้ 


 กับการชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งล่าสุด คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้ซึ่งมีไม่เกิน 20 คนได้เข้าร่วมสังเกตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา โดยทำงานในลักษณะเครือข่ายสันติวิธี อันประกอบด้วยศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายพุทธิกา กลุ่มเยาวชนศึกษาสันตวิธี กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง และเครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย

 แนวทางหลักคือ ร่วมกันเสนอมาตรการสันติวิธี เพื่อระงับความรุนแรงในนาม PEACE ROOM เพื่อดำเนินการประมวลและเผยแพร่ข่าวสาร รายการตามสถานการณ์ความเป็นจริง โดยไม่ใส่ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกใดๆ รวมถึงประกาศความเป็นกลางด้วยสันติวิธี

 ในสถานการณ์ครั้งนี้ อาสาสมัครที่เคยเรียนรู้เรื่องการสื่อสารอย่างสันติจะรายงานสถานการณ์จริงด้วยการถ่ายภาพนิ่งและวีดีโอเข้าไปในเวปไซต์ www.nonviolencenetwork.com

 สาเหตุที่ต้องให้ข่าวสารกับประชาชน เหมือนเช่นที่สื่อมวลชนทำ เพราะพวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่า ประชาชนได้รับข่าวสารไม่ตรงกัน พวกเขาอยากเป็นตัวเชื่อมโยง กระจายข่าวไปตามจุดต่างๆ โดยมีเครือข่ายพุทธิกาเป็นศูนย์กลางรับส่งข่าวสาร เพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น ต่างจากสื่อกระแสหลักที่เพิ่มดีกรีความร้อนแรงของการชุมนุมด้วยการใส่อารมณ์ความรู้สึกในการรายงาน

  “กลัวจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเหมือนครั้งที่ผ่านมา แล้วไม่มีใครรู้ว่า ข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะเมื่อใดนักข่าวกระแสหลักรายงานออกทีวี ทางผู้ชุมนุมก็จะไม่เชื่อสื่อกระแสหลัก” ไพริน โชติสกุลรัตน์ นักสันติวิธี ที่มีบทบาทการทำงานในการชุมนุมหลายครั้ง และเป็นวิทยากรเรื่องการสื่อสารอย่างสันติวิธี เล่าท่ามกลางเสียงผู้ชุมนุมกำลังโห่ร้องบนถนนหน้ากองพลทหารราบที่ 11

 ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทางกลุ่มสันติอาสาสักขีพยาน จึงได้แบ่งสายทำกิจกรรมในพื้นที่เพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น
 “กลุ่มเราเพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์และเราเป็นคนกลาง ไม่ได้อยู่ฝ่ายแดงหรือฝ่ายรัฐบาล เราเป็นอีกเสียงในสังคม คนอ่านต้องพิจารณาเอง ตอนนี้เราใช้ทั้งทวิตเตอร์และเฟสบุค รวมถึงเว็บไซต์”


 ไพริน บอกอีกว่า กลุ่มผู้ชุมนุมก็มีกระบวนการสันติวิธี หมอเหวง โตจิราการ ใช้หน่วยสันติวิธีเคลื่อนไปข้างหน้าและใช้การเจรจาเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมก็มีความพยายามใช้แนวทางนี้

  “ในวันนี้ (15 มีนาคม) ทั้งฝ่ายทหารและแกนนำบนเวทีมีการเจรจาและรับฟังซึ่งกันและกัน ฝ่ายทหารขอร้องไม่ให้ผู้ชุมนุมพูดจายั่วยุ ทางคุณวีระ มุสิกพงศ์ ได้ตอบตกลงเรื่องนี้ นอกจากนี้ฝ่ายทหารยังช่วยกระจายเสียงให้ฝ่ายผู้ชุมนุม ในสถานการณ์การเผชิญหน้าก็มีการเอื้อกัน พวกเขาพยายามใช้สันติวิธีอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องเหล่านี้สื่อกระแสหลักไม่รายงาน ฝ่ายทหารได้ช่วยเปิดเพลงลูกทุ่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมฟัง มีการสื่อสารกับผู้ชุมนุม” ไพรัตน์ ยืนยันว่าสันติวิธีในปัจจุบันได้เข้ามาอยู่ในการชุมนุมและฝ่ายรัฐบาลแล้ว

 “เราเป็นกลุ่มที่สาม มีจุดยืนที่แน่นอนว่า เราไม่ใช่ผู้สื่อข่าว เราไม่สัมภาษณ์ความคิดเห็นฝ่ายใด แต่เราเสนอข้อเท็จจริงที่เห็นด้วยตาผ่านภาพนิ่งและวิดีโอ”

 ส่วนอาสาสมัครอีกคนเล่าถึงกรณีข่าวลือว่า เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา มีข่าวว่าคนเสื้อแดงลอบตัดรั้วลวดหนามที่กั้นไว้ เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น


 “ในสถานการณ์แบบนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมมีความระแวงค่อนข้างสูง เราเป็นฝ่ายที่สามเพื่อที่จะบอกว่า ความจริงคืออะไร เพราะสถานการณ์แบบนี้ คนไม่มั่นใจในข่าวสาร เราพยายามทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม เราไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานแบบสันติวิธี ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ” อีกเสียงจาก นารี เจริญผลพิริยะ หัวหน้าโครงการสันติอาสาสักขีพยาน

 ความอ่อนไหวในสถานการณ์เป็นอีกประเด็นที่คนทำงานสันติวิธีอย่างนารีเป็นห่วง เพราะเหตุการณ์อาจบานปลายนำไปสู่ความรุนแรง เนื่องจากข่าวลือหลายกระแส

 “ถ้าเราอยากรู้ข้อเท็จจริงว่าผู้ชุมนุมเป็นอย่างไร เราต้องลงมาทำงานตรงนี้ ไม่ใช่แค่นั่งดูข่าวจากทีวีภาครัฐ  เราอยากเสนอข้อเท็จจริงให้ทุกฝ่ายได้รู้ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง ถ้าความขัดแย้งไม่ใหญ่เกินไป เราเข้าไปคลี่คลายได้"

 เหมือนเช่นกรณีที่เกิดขึ้น มีคนแจ้งกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงว่าบนตึกกรมทางหลวงชนบท มีคนส่องกล้องปืนมาทางผู้ชุมนุม คนจำนวนมากกรูไปที่ตึกดังกล่าว และช่วงเวลานั้น นารี อยู่ในเหตุการณ์ พร้อมๆ กับผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างชาติ เธอเล่าว่า

 "ตอนนั้นเราได้รับอนุญาติให้เข้าไปสังเกตการณ์บนตึกชั้น 12 กรมทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุของข่าวลือ เมื่อเจ้าของสถานที่เรียกลงมา เพราะมีคนแจ้งว่าเห็นแสงแวบๆ คล้ายๆ ลำกล้องปืน เราก็ชี้แจงทำความเข้าใจ อาจเป็นกล้องที่เราถ่ายภาพ ”

 แม้สิ่งที่เธอชี้แจงจะไม่ใช่บทสรุปอย่างเป็นทางการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนั้นคือ นารีทำความเข้าใจกับกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพ เช่นเดียวกันคนเสื้อแดงก็มาด้วยท่าทีที่เป็นมิตร เธอบอกคนเสื้อแดงที่พูดคุยด้วย ช่วยนำข่าวสารตรงนี้ไปแจ้งกับแกนนำคนเสื้อแดงรับทราบด้วย เพราะกรณีนี้อาจเป็นความเข้าใจผิด

 “สื่อกระแสหลักอาจมองว่า ม็อบค่อนข้างดุ แต่เท่าที่เราเข้ามาสังเกตการณ์ก็ไม่ดุ มีเพียงความหวาดระแวง“ นารี กล่าวทิ้งท้าย

 ไม่ว่าจะเป็นเพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ทำให้ทุกคนเป็นนักข่าวได้ หรือเพราะจิตใจที่อยากสะท้อนหตุการณ์อย่างเป็นกลางและเป็นธรรม ..นักข่าวพลเมือง สันติอาสาสักขีพยาน และคนธรรมดาสามัญ ล้วนทำตัวเป็น "มือที่สาม" ที่ช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ฉุกเฉินให้มีทางออกเชิงสร้างสรรค์ได้

Tags : นักข่าวพลเมือง

advertisement

advertisement

advertisement