ปีนี้แบทแมนขอตัวไปทำภารกิจส่วนตัว ชุมชนทั้งหลายจึงต้องระดมสมองป้องกันตัวเองเพื่อความสงบสุข
ไม่ว่าเหตุการณ์ในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553 จะถูกคาดการณ์เปรียบเทียบกับกรณีเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552 เอาไว้ขนาดไหน แต่ในฐานะชาวบ้านตาดำๆ คงไม่อาจนิ่งนอนใจกับ "ความรุนแรง" หรืออะไรก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ไม่ว่าครั้งแรกหรือซ้ำสอง ไม่มีใครอยากโดน "ลูกหลง" หรือตกเป็นตัวประกัน...แถมได้ข่าวมาว่า ปีนี้ไม่มี "แบทแมน" มาช่วยเสียด้วย
ประชาชนคนธรรมดาจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง
ชุมชนซอยสุเหร่าเพชรบุรี 7
ถ้าว่ากันตามตรง... ค่ำนี้ก็ไม่ได้เหมือนคืนก่อน แม้ผู้คนยังจอแจ ยวดยานยังขวักไขว่ แต่ความคึกคักของชาว ชุมชนซอยสุเหร่าเพชรบุรี 7 หรือ เพชรบุรีซอย 7 ค่อนข้าง "ระมัดระวัง" มากขึ้น
บริเวณมัสยิดดารุ้ลอะมานมักมีใครต่อใครมานั่งเกาะกลุ่มอยู่เสมอ ขณะที่อีกมุมหนึ่งช่างติดตั้งกล้องวงจรปิดก็กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ขณะที่ หัวข้อขึ้นโต๊ะอาหารไปจนถึงวงน้ำชาต่างจดจ่ออยู่กับ "วันดีเดย์ 12 มีนา 53" เพราะภาพความเสียหายของชุมชนเมื่อสงกรานต์ปีกลาย ยังไม่จางไปจากความทรงจำ
"พวกเราอยู่ปกติอยู่แล้ว ไม่มีอะไร" ศุภชัย บุหงาแดง ประธานชุมชน เล่าถึงชีวิตประจำวันของผู้คนในซอย
ย่านซอยสุเหร่าเพชรบุรี 7 ถือเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่กันมาหลายชั่วอายุคน ความร่วมมือร่วมใจ ช่วยกันเป็นหูเป็นตาในทุกๆ เรื่องของชาวบ้านจึงเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร
"ที่นี่เป็นชุมชนเปิด เพราะเป็นทางที่เชื่อมกันหมด เดินรถทางเดียว เข้าทางเพชรบุรีซอย 7 แต่ต้องออกทางเพชรบุรีซอย 5 แล้วมันก็ทะลุทางรถไฟได้ ออก สถานีตำรวจพญาไท ออกไปทางรถไฟฟ้าก็ได้ หรือจะออกไปทางถนนศรีอยุธยาก็ได้ ถนนอุรุพงษ์ก็ได้" บังโฟล์ค-สมชาย หวังเจริญ กรรมการชุมชน และกรรมการมัสยิดดารุ้ลอะมานอธิบายเพิ่ม
สภาพพื้นที่แบบนี้ มัสยิดที่เป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนกับบ้านเรือนที่เรียงต่อกันชนิดหลังคาชนหลังคา จึงถือเป็นจุดล่อแหลมที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ในรอบสัปดาห์นี้
"ตอนนี้เราประสานกับเจ้าหน้าที่ในการขอกำลังมาดูแลความเรียบร้อยบางส่วน มีการนำความรู้ที่ บช.น.(กองบัญชาการตำรวจนครบาล) อบรม มาถ่ายทอดให้กับหลายๆ คนได้เตรียมพร้อม ทั้งการสังเกตวัตถุต้องสงสัย การจดจำลักษณะของคนแปลกหน้า การปฐมพยาบาลเบื้องต้น วิธีดับเพลิง และแนวทางการปฏิบัติตัวในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่สำคัญเรายังสามารถบอกกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง"
นอกจากความพร้อมของชุมชนในการรับมือกับสถานการณ์ สิ่งที่เขาคิดว่าต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ข่าวสารที่ถูกบิดเบือนออกไปจากความเป็นจริง
"ผมไม่อยากให้ข่าวแล้ว พูดอย่างหนึ่งเวลาสื่อเอาไปออกก็เป็นอีกอย่าง" น้ำเสียงของศุภชัยตัดพ้อถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา เขาค่อนข้างเสียความรู้สึกกับการบิดประเด็นข่าวสารจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดถึงวัตถุประสงค์ที่คนในชุมชนออกมาเคลื่อนไหว
"มันมีการโยงประเด็นศาสนา สีเสื้อ และประเด็นอื่นๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกัน ที่เราทำก็เพื่อป้องกันชุมชนไม่ให้ได้รับอันตรายเท่านั้นเอง วันนี้เราต้องทำความเข้าใจกับคนในชุมชนเอง ปัญหามันอาจจะนิดเดียวแต่มันลามจากจุดเล็กๆ อย่างเรื่องอารมณ์ ความตึงเครียดของสถานการณ์ และสิ่งต่างๆ ประกอบกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เราก็ต้องบอกให้คนในชุมชนไม่เอาไปเป็นอารมณ์ อยู่เฉยๆ ของเรา อย่าไปยุ่งกับเขา" บังโฟล์คเสริม
ถึงจะยังไม่แน่ใจว่า ครั้งนี้จะเกิดเหตุการณ์แบบคราวก่อนอีกไหม แต่ในความรู้สึกของทั้งคู่ ก็ไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น
"ถ้าเกิดมันจะเดือดร้อนกันไปทั่ว เขาเสีย เราก็เสียด้วย" เสียงเดียวกันของทั้งสอง
ชุมชนตลาดนางเลิ้ง
ถึงเสียงปืนนัดนั้นจะไม่ได้ดังขึ้นในย่านศุภนิมิตร 1 แต่สำหรับชาวตลาดนางเลิ้งทั้ง 247 หลังคาเรือน โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นถือเป็นความเศร้าที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
"มีอะไรก็ตะโกนบอกกันนั่นแหละ" ธนู อนัฆพัชรินทร์ ประธานชุมชนนางเลิ้งวัย 41 ปี เผยถึงวิธีป้องกันเบื้องต้น
ลักษณะทั่วไปของตลาดล้อมรอบด้วยถนนนครสวรรค์ และถนนกรุงเกษมตัดกันบริเวณแยกเทวกรรม เชื่อมกับถนนศุภนิมิตร และถนนพะเนียง ซึ่งยังมีถนนในตรอกซอกซอยเล็กๆ ตัดเชื่อมถึงกัน ทำให้การไปมาหาสู่ค่อนข้างง่าย ผู้ไม่หวังดี จะเข้าออกก็ง่ายเช่นกัน การช่วยกันสอดส่อง เป็นหูเป็นตาแทนกันและกันวันนี้จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
"คนนางเลิ้งร้อยละ 90 ก็เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ภายในตลาด เปิดตี 5 ปิด 2 ทุ่ม คนที่มาซื้อของก็มีทั้งข้าราชการ คนทำงานละแวกนี้ และคนจากที่อื่น เพราะตัวตลาดสามารถเข้าหรือออกได้ทุกทิศทุกทาง ทะลุถึงกันได้หมด" สมชาย ธรรมชัยไพศาล กรรมการตลาดอีกคนหนึ่งอธิบายเพิ่มเติม
แม้แผงกั้นตามจุดเสี่ยงภายในตัวตลาด และการวางกำลังเวรยามของชาวบ้านจะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทันที แต่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในเรื่องของฟืนไฟ ทางชุมชนก็มีการเตรียมเก็บอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการนำไปก่อสถานการณ์ให้มิดชิดที่สุด
"ถังแก๊ส ถังดับเพลิง หรืออุปกรณ์อะไรต่างๆ ที่สามารถก่อวินาศกรรมได้ เราขอความร่วมมือให้คนในชุมชนช่วยกันเก็บเข้าบ้านตัวเองให้หมดในช่วงนี้" ธนูบอก นอกจากนี้ทางชุมชนยังมีการประสานจากเจ้าหน้าที่ภายในเขตป้อมปราบฯ เพื่อให้การดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
"เราตระหนัก แต่ไม่ตระหนก" ธนูเผยในมุมของชาวตลาดที่ผ่านการชุมนุมมานับครั้งไม่ถ้วนรอบพื้นที่ตลาดนางเลิ้ง
"เพราะเขาเดือดร้อนจึงมาเรียกร้องขอความยุติธรรมเพื่อให้ได้สิ่งที่ถูกต้อง และถ้ามันถูกต้องจริงๆ ทางเราก็ยอมรับและเห็นสมควรด้วย ถึงแม้ว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการค้าขายของทางร้านค้าภายในชุมชนของเราบ้างก็ตาม"
แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสมชาย และธนูต่างมองว่า การดำเนินตามแนวทางอหิงสาอย่างที่กลุ่มของตนเองวางไว้โดยไม่ทำให้ชุมชนเดือดร้อนถือเป็นทางออกร่วมกันที่ดีที่สุดระหว่างชาวบ้านกับผู้ชุมนุม เพราะต่างก็เป็นคนไทยเหมือนกัน
"ที่แล้วมาก็ให้มันแล้วไป ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรพวกเขานะ เพราะคนเรานั้นมีความคิดที่แตกต่างกันได้ แต่อย่าคิดแตกแยกกัน เราอยู่ด้วยกันได้เพราะความเคารพสิทธิส่วนบุคคลซึ่งกันและกันมากกว่า" ธนูออกความเห็น
ชุมชนโค้งรถไฟยมราช
"เราต้องคอยดูว่ามีใครแปลกหน้าเดินเข้ามา หรือมีพิรุธ ผิดสังเกตหรือเปล่า ส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัยวัยรุ่นในชุมชนนั่นแหละช่วยกัน" สมบุญ แตงน้อย เผยถึงแนวทางการดูแลตัวเองเบื้องต้นของชุมชนโค้งรถไฟยมราช "ทางผ่าน" ประจำทุกครั้งที่มีการเคลื่อนขบวนชุมนุม
สิ่งที่ทำให้เธอในฐานะประธานชุมชนต้องหันมาใส่ใจเป็นพิเศษกับความปลอดภัยของผู้คนในชุมชน เนื่องจากศักยภาพของชุมชนนั้นไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะป้องกันตัวเองจาก "เหตุร้าย" ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากมีการยั่วยุ
"ชุมชนของเราจะมีเด็กๆ เยอะมาก" เธอเผยถึงความกังวล
นอกจากนั้นลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ก็ถือว่าเป็นจุดที่ไม่อาจมองข้าม ซึ่งชุมชนโค้งรถไฟยมราชนั้นมีพื้นที่ขนานกับแนวรางรถไฟจากถนนเพชรบุรีไปจนถึงถนนพระราม 6 โดยมีลักษณะบ้านเรือนในชุมชนค่อนข้างแออัด ทั้งสร้างด้วยไม้เสียเป็นส่วนใหญ่ และหากลองประเมินจากสภาพแวดล้อมโดยรอบของชุมชนแล้ว ต้องถือว่ามี "ความเสี่ยง" อย่างยิ่ง
"243 ครัวเรือนในเขตชุมชนโค้งรถไฟยมราชนั้น ถือเป็นเขตชุมชนที่อันตรายที่สุดกับการก่อวินาศกรรม เพราะทางรถไฟด้านหนึ่งติดกับถนน ส่วนอีกด้านหนึ่งติดกับทางด่วน ถ้าเค้าโยนระเบิดหรืออะไรเข้ามา เราก็หลบไม่พ้น แต่เราก็คิดว่าเค้าคงไม่โยนเข้ามาหรอกนะ"
เวรยามใน 2 จุดใหญ่ทั้ง หน้าบ้าน และหลังบ้านก็ถือเป็นอีกมาตรการที่นำมาใช้ป้องกันชุมชน แต่หากมีการเคลื่อนขบวนชุมนุมผ่านจริงๆ สิ่งที่ชุมชนจะสามารถทำได้ก็คือ ไม่ไปเพิ่มความตึงเครียด หรือยั่วยุให้สถานการณ์บานปลาย เหมือนอย่างที่ชุมชนเคยเจอมาอย่างปีที่แล้ว
"ปีที่แล้วก็พวกเขาก็ใช้เส้นทางรถไฟหน้าบ้านเดินขบวนเป็นเส้นทางลัดตัดไปถนนอีกฝั่งหนึ่ง ตอนพวกเขาเดินก็จะมีพวกกลุ่มคนเมาสุราเดินเข้ามาด้วยแต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรนะ ทางเราก็คอยเตือนบอกชาวบ้านว่าให้อยู่แต่ในบ้านอย่าออกมาเพราะกลัวว่าจะเป็นอันตราย สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นเรารู้อยู่แล้วว่า เขาจะเข้ามาจึงเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้แล้ว จริงๆ เราก็ไม่อยากจะยุ่งอะไรหรอกเพราะส่วนใหญ่ชาวบ้านของเราก็ไม่ได้ชอบความรุนแรงอยู่แล้วอีกทั้งยังมีพวกเด็กๆ เป็นจำนวนมาก และนอกจากนี้พื้นที่ของเราก็เป็นชุมชนที่อยู่กับที่ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาเราจะเดือดร้อน"
อีกสิ่งหนึ่งที่กันไว้ดีกว่าแก้ก็คือ การเตรียมสายดับเพลิง ถังดับเพลิง และการทดสอบระบบเตือนภัย เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถใช้งานได้จริง รวมทั้งการขอความร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเข้ามาดูแลความเรียบร้อยภายในชุมชนอีกทางหนึ่ง
"พื้นที่ตรงจุดนี้อยู่ในความดูแลของทหารอยู่แล้ว เป็นของกองทัพภาคที่ 1 เขตราชเทวี ถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่องหรือเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายก็สามารถของความช่วยเหลือจากเขาได้ทันที"
สำหรับสิ่งสำคัญในเหตุการณ์ชุมนุมที่ผ่านมาสำหรับเธอก็คือ การดูแลความเรียบร้อยของการชุมนุม อย่าก่อความเดือดร้อนให้กับคนในชุมชนที่เคลื่อนขบวนผ่านไป
"ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันก็ส่งผลเสียกับทุกฝ่ายนั่นแหละ" เธอให้มุมมอง
ชุมชนแฟลตดินแดง
ถึงภาพแบทแมนกับรถแก๊สบริเวณแฟลตดินแดงในวันนั้นจะดูเป็นสีสันหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนทั่วประเทศ แต่สำหรับ แตงโม - พิจิต เชื้อแก้ว เอง ถ้าเป็นไปได้เขาคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างวันนั้นขึ้นเสียด้วยซ้ำ
"อย่าเอาชาวบ้านไปเป็นตัวประกันเลยครับ" เขาเผยความรู้สึกถึงชาวบ้านกับการชุมนุม
เหมือนกับที่ทุกคนในประเทศต่างหวังว่าการชุมนุมจะเกิดอย่างสงบ แต่สำหรับชาวแฟลตดินแดงที่ถือว่าเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการชุมนุมคราวที่แล้วก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าจะมีอะไร "คาดไม่ถึง" เกิดขึ้นอีกไหม ยิ่งในวันนี้ ที่ "แบทแมนแตงโม" ปลีกตัวจาก กทม. ไปทำมาหากินอยู่ที่สระบุรีชั่วคราว
"ถามว่าพวกเราเตรียมตัวอะไรไหม ผมคิดว่าพวกเราเองคงทำอะไรไม่ได้มาก ก็ได้แค่ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่ก็คิดในทางที่ดีว่าคงไม่มีอะไรร้ายแรง"
ในสายตาของแบทแมนปราบรถแก๊ส พื้นที่แฟลตดินแดงถือว่า "ไม่เท่าไหร่" หากไม่มีการปิดถนน เพราะสามเหลี่ยมดินแดงเหมือนเป็นจุดเชื่อมต่อจากหลายๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทางเชื่อมต่อกับถนนเพชรบุรี ออกทางรถไฟมักกะสัน ทางออกถนนวิภาวดี ถนนพระรามเก้า หรือจะทางออกสู่อนุสาวรีย์ชัยฯ ก็ได้
"มีป้ายขึ้นรณรงค์ไม่ให้ใช้ความรุนแรงเท่านั้นเองครับ เราก็อยู่กันตามปกติของเรา ไม่ได้มีการจัดเวรยามเป็นพิเศษ แต่ก็ช่วยๆ กันดู ถ้ามีเหตุการณ์ผิดสังเกตก็ช่วยกันดู อย่างขยะหรืออะไรแปลกปลอมเข้ามา เราก็ช่วยกันดู แต่ไม่ได้ตั้งคณะกรรมการอะไรขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว"
ถึงแม้จะอุ่นใจกับแนวทางที่รัฐบาลจะกันสื่อนำไฟ อย่างรถแก๊ส ไม่ให้เข้าถึงตัวชุมชน แต่หากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยจริงๆ พิจิตก็เชื่อว่าจะได้เห็นพลังของชุมชนเยอะกว่าครั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
"แต่ก็มองว่าเรื่องน่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีครับ ผมหวังว่าอย่างนั้น คนเราก็อยากทำมาหากิน ขืนเป็นแบบนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ พอเศรษฐกิจเริ่มจะฟื้น มาเจอเรื่องแบบนี้อีกก็ไม่ไหวนะ" ฮีโร่แฟลตดินแดงออกเสียงบ่น
Tags : ดินแดน • นางเลิ้ง • ยมราช • เพชรบุรีซอย 7

