กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 10 มีนาคม 2553 01:00

ยักษ์เย็นชา กับ โขงสีชาเย็น

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

"โขงสีขุ่น มูลหมอง ชีร้องไห้" .... ฟังดูเศร้า แต่เล่าความจริงของน้ำโขงยามนี้ได้ชัดเจน เพราะตั้งแต่เหนือจรดท้ายน้ำ แม่โขงยามนี้ขุ่นมัวยิ่งนัก

 

ขุ่นมัวเพราะไม่มีน้ำเจิ่งนองให้ได้มองเห็น เหลือเพียงน้ำน้อยติดก้นลำ เวลานี้แม่น้ำที่เปรียบเสมือนเป็นรั้วของชาติ ก็แทบจะไม่เหลือประโยชน์ให้เห็น รวมไปถึงประชาชนริมสองฟากฝั่ง  ที่กำลังนั่งมองเส้นเลือดใหญ่ของพวกเขาอย่างไม่รู้ชะตากรรม

 ....................................................... 

 ทุกปีในช่วงฤดูแล้ง แม้น้ำโขงจะลดระดับลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ต่ำมากเหมือนกับปีนี้


 ปีนี้นักวิชาการหลายคนออกมาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า น้ำโขงจะลดระดับลงต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี อยู่ที่ระดับ 0.32 เมตร เพราะแม้แต่พระธาตุกลางแม่น้ำโขงที่จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 163 ปี เคยโผล่ให้เห็นในช่วงฤดูแล้งเพียงยอดพระธาตุ แต่ปีนี้กลับโผล่พ้นน้ำมาถึง 4 เมตร

 "พระธาตุกลางน้ำ หรือพระธาตุหล้าหนอง  ซึ่งเป็นพระธาตุที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุฝ่าพระบาทเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าจำนวน 9 องค์ ซึ่งเดิมตั้งอยู่กลางลานวัดธาตุ ฝั่งจังหวัดหนองคาย แต่ถูกกระแสน้ำโขงที่เชี่ยวกรากกัดเซาะตลิ่งพังเสียหาย ทำให้องค์พระธาตุจมลงไปในแม่น้ำโขง เมื่อ ปี พ.ศ. 2390" ด.ต.บุญล้วน ริยะบุตร ผู้บังคับหมู่ผู้ควบคุมเรือ พ.12 สถานีเรือหนองคาย 6 กองกำกับการ 11 กองบังคับการตำรวจน้ำ (สรน.6กก.11บก.รน.) ให้ข้อมูล

 

 มองในแง่บวก ถือเป็นข่าวดี หลังจากพระธาตุจมหายไป 163 ปี มาปีนี้ พุทธศาสนิกชนไทย ได้นั่งเรือไปกราบนมัสการ หากในแง่ร้าย (แต่จริง) ระดับน้ำโขงที่ลดต่ำลงอย่างนี้ส่งผลกระทบมหาศาลให้กับคนไทยริมแม่น้ำ

 จิตร ทองโสภา วัย 61 ปี ชาวนาบ้านปากแซง ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี ที่โตมากับสายน้ำโขง เล่าให้ฟังว่า หน้าแล้งทุกครั้ง น้ำโขงจะลดระดับลง ชาวบ้านแถบนี้จะพากันเอาเมล็ดพันธุ์พืชนานาชนิด อาทิ ถั่ว ฟักแฟง ข้าวโพด มันเทศ มันสะเภา ฝ้าย หอม กระเทียม ไปปลูกหรือหว่านตามแนวตลิ่ง ที่เนื้อดินสมบูรณ์มาก
  

"พอเดือนมีนาคม ก็จะเก็บเกี่ยว นำผลผลิตออกขาย  เป็นรายได้เสริมจากการขายข้าว(นาปี)  เงินส่วนนี้ จะเอาไปใช้เลี้ยงครอบครัว"

 แต่พอระดับน้ำลดลงจนไปกระจุกตัวกันอยู่ที่กลางแม่น้ำอย่างนี้ ชาวบ้านจึงต้องเดินเท้าไปตักน้ำเพื่อมารดพืชผักของตนเอง ถึงอย่างนั้นบางแปลง พืชผักก็แห้งตายเพราะน้ำน้อยและดินทรายก้นน้ำโขงร้อนมาก การปลูกพืชผักต่างๆ ต้องชะงักไป  รายได้ก็หดหาย ซ้ำร้ายเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายอีกต่างหาก เพราะนั่นหมายถึงต้องเพิ่มเงินค่าสูบน้ำ ปุ๋ยบำรุง และ อื่นๆ ตามมาอีกมากโข

 

ขาดปลาขาดเงิน

 ความเดือดร้อนของจิตรไม่แตกต่างจาก ลำดวน จรรยา เพื่อนบ้านวัย 62 ปี ที่เดิมสามีมีอาชีพประมง อาศัยหาปลาในแม่น้ำโขง นำมาขาย ทำให้ครอบครัวได้มีกินมีใช้ โดยไม่เดือดร้อนนัก


 ส่วนเธอเองแม้อายุจะมากแล้ว ก็อาศัยปลูกพืชผักตามแนวตลิ่งไว้เก็บกิน ถ้าเหลือก็เอาไปขายแบ่งเบาภาระคู่ชีวิต แต่พอน้ำโขงลดลงมากขนาดนี้ ประชากรวัย 60 เศษอย่างเธอและเพื่อนๆ ต้องเปลี่ยนงานไปเป็นกรรมกรแทน 

  "เราต้องพากันรับจ้างแบกหาม สิ่งของต่างๆ ที่บรรดาแม่ค้าจากทางฝั่งลาวข้ามมาซื้อ  และพอจะกลับก็หาคนช่วยถือเพื่อขึ้นเรือบ้าง หรือเดินข้ามฟากบ้าง ได้เงินวันละไม่กี่บาท ถ้าวันใดคนลาวเข้ามาซื้อสินค้ามากๆ แบ่งปันกันแล้วก็ไม่เกินร้อยบาทต่อวันแต่ก็ได้ช่วยแฟนหาเงิน เพราะเขาเองก็จับปลาไม่ได้"

 ภาวะ "ขาดปลาขาดเงิน" เกิดขึ้นกันถ้วนทั่ว ชาวประมงริมฝั่งจึงต้องดิ้นรนจนกว่าดินฟ้าอากาศจะเข้าสู่สภาวะปกติ

 สำหรับ ดอม ทองโสภา วัย  56 ปี  คนบ้านเดียวกัน  ผู้เป็นเจ้าของที่นา 5 ไร่ ทำทั้งนาปีและนาปรัง ร่วมกับผืนนาอีก 500 ไร่ของเพื่อนชาวนาแถบนั้น ทุกคนต่างอาศัยน้ำโขงมาปลูกข้าว โดยการสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้า แต่วันนี้น้ำโขงแห้งขอดมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลต้องต่อท่อน้ำลงไปอีกหลายท่อน จนแพต้องหย่อนลงถึงพื้นดินแล้วเพราะน้ำน้อยมาก เหลืออยู่แค่ติดก้นแม่น้ำโขงเท่านั้น


 "คาดว่าอีกไม่กี่วันน้ำจะต้องขั้นแห้งขอด ทำให้สูบน้ำไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น ต้นข้าว 500 กว่าไร่ ซึ่งกำลังตั้งท้องอยู่ จะต้องเหี่ยวเฉาตายไปในที่สุด โดยเฉพาะช่ววนี้ต้นข้าวกำลังต้องการน้ำมากด้วย"

 ดอมฝากไปถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องว่า หากความวิกฤตินี้เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ ก็ขอให้มองเห็นความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 "ชีวิตนี้อยู่ได้ ก็ได้อาศัยน้ำโขงนี้เท่านั้น" เขาบอก พร้อมมองลงไปยังแปลงนาที่กำลังตั้งท้องเขียว รอน้ำจากแม่น้ำสายนี้มาต่อชีวิต

 ในขณะที่ผู้บริหารท้องถิ่นอย่าง ปรีชา เชื้อดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ ซึ่งเกิดและโตที่นี่บอกว่า

 "เราเตรียมมอบกระสอบทรายให้กับชาวบ้านเพื่อเอาไปกั้นน้ำโขงบางส่วน จะได้กักน้ำไว้ใช้ แต่ถ้าหากช้าไปกว่านี้ ต้นน้ำส่วนแยกของลำน้ำโขงเกิดตื้นขึ้นมา ต้นข้าว  500 กว่าไร่ของชาวบ้าน ต้องเสี่ยงต่อการเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด"
 

เมื่อโดนต้อนเข้ามุมอย่างนี้ คนตัวเล็กๆ จึงต้องสร้าง "เขื่อนเล็กๆ"  กั้นน้ำไว้ใช้กันเอง อันเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงจาก "เขื่อนใหญ่ๆ" ของ "คนตัวใหญ่" ที่อยู่ต้นน้ำ...     

..................................................................................

 

แม่น้ำโขง: สายน้ำนานาชาติที่แห้งขอดและทางออก

โดย :  ผศ.ดร.กนกวรรณ มโนรมย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

 สภาพความแห้งขอดของแม่น้ำโขงในหน้าแล้ง จนทำให้เรือสินค้า เกยตื้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะนี้ สะท้อนให้ประชาคมประเทศลุ่มแม่น้ำโขงเห็นว่าแม่น้ำนานาชาติสายนี้ไม่ได้แห้งตามวัฏจักรธรรมชาติเหมือนเมื่ออดีต
 

นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง และชาวบ้านริมฝั่งโขงที่เห็นพ้องต้องกันว่าแม่น้ำโขงแห้งผิดปรกติจากธรรมชาติเดิม และกำลังสั่นสะเทือนความมั่นคงของภูมิภาคด้านอาหาร ประมง รายได้ กสิกรรม อุปโภคบริโภคและวิถีทางวัฒนธรรมของคนลุ่มน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว

 ความแห้งเหือดของแม่น้ำโขงเป็นผลพวงมาจากการมีมุมมองและจัดการแม่น้ำนี้ในฐานะแม่น้ำนานาชาติที่แตกต่างกันระหว่างประเทศที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง (Riparian countries) ที่อยู่ตอนบน โดยเฉพาะจีน (และพม่า) และตอนล่างได้แก่ประเทศ ได้แก่ ลาว ไทย กัมพูชาและเวียดนาม

 จีนในฐานะประเทศที่อยู่ส่วนบนของแม่น้ำ มักจะอ้างเสมอมาว่าแม่น้ำโขงเป็นกรรมสิทธิ์หรือสมบัติส่วนตัว (Private property) เพราะแม่น้ำนี้ไหลผ่านตนประเทศเดียว ซึ่งตนมีขอบเขตอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) และกรรมสิทธิ์เหนือแม่น้ำโขง จีนจึงจัดการแม่น้ำนี้ในฐานะแม่น้ำของประเทศที่เป็นปัจจัยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ โดยการสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้ากั้นแม่น้ำสายนี้ (ขณะนี้ได้สร้างไปแล้วอย่างน้อยสามเขื่อนและกำลังจะลงมือก่อสร้างอีก 5 เขื่อน) โดยไม่ปรึกษาหารือกับประเทศอื่นๆ ตอนล่างของแม่น้ำ
 

ส่วนประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างกลับเห็นว่าแม่น้ำโขงคือแม่น้ำนานาชาติที่ต้องมีการจัดการร่วมกันจึงได้รวมตัวกันตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ขึ้นมาและใช้ข้อตกลงระหว่างประเทศที่เรียกว่า ข้อตกลงแม่น้ำโขง ปี 1995 (2538) (1995 Mekong Agreement) เป็นบรรทัดฐานในการจัดการแม่น้ำร่วมกัน

 ทั้งนี้ประเทศจีนและพม่า เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ซึ่งเท่าที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ในฐานะผู้อำนวยการ (Facilitator) ให้เกิดการเจรจาต่อรองประเทศนอกสมาชิกคือจีนและพม่าให้เป็นสมาชิกในการจัดการน้ำได้ เพราะจีนไม่คิดว่าแม่น้ำโขงส่วนที่ไหลผ่านประเทศตนเป็นแม่น้ำนานาชาติ

 มีเสียงวิจารณ์จากนักวิชาการและภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำโขงว่า คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเองมักเลือกที่จะสร้างและนำเสนอตัวตนในฐานะองค์กรการจัดเตรียมข้อมูลทางวิชาการเพื่อป้อนให้กับประเทศสมาชิกในการตัดสินใจว่าจะจัดการแม่น้ำสายนี้แบบใด ซึ่งที่ผ่านมาดูเหมือนว่ามีข้อจำกัดมากในการชักจูงให้ 4 ประเทศสมาชิกเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ในเรื่องการจัดการน้ำ เพราะแต่ละประเทศต่างมีจุดมุ่งหมายของชาติแตกต่างกันในการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำสายนี้

 ดังนั้นจึงเป็นการยากที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจะสามารถแสดงบทบาทในฐานะผู้จัดเวทีเพื่อการเจรจาและต่อรองการจัดการแม่น้ำสายนี้ หรือเสนอทางเลือกที่ชัดเจนในการจัดการลุ่มน้ำทั้งตอนบนและตอนล่างอย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 ความแห้งขอดของแม่น้ำโขงในขณะนี้ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศแม่น้ำโขงในตอนล่างค่อนข้างชัดเจน  เพราะประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างใช้แม่น้ำโขงตลอดทั้งปีด้านประมง เกษตรกรรม อุปโภคและบริโภคต่างๆ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร รายได้และวัฒนธรรม

 ความแห้งของแม่น้ำโขงกำลังเป็นที่วิตกของประเทศที่อยู่ตอนล่างมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นชัดถึงระดับความผันผวนของแม่น้ำที่ผิดไปจากธรรมชาติแทบจะทุกปี เนื่องจากการกักๆ ปล่อยๆน้ำจากเขื่อนตอนบนในช่วงที่มีการผลิตกระแสไฟฟ้า

 ผลจากการมีน้ำไม่ปกติดังกล่าวย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบอุทกวิทยาของน้ำ เช่น ปริมาณน้ำ การตกตะกอน และ ระบบนิเวศปลา เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบสืบเนื่องทางสังคม เช่น การเปลี่ยนแปลงของวิถีการดำเนินชีวิตชุมชน เช่น การเข้าถึงพื้นที่หาปลา เช่น วังน้ำ เพราะการสูญหายไปของพื้นที่หาปลา หรือการไม่สามารถใช้เครื่องมือจับปลาบางชนิดได้เพราะน้ำตื้นเกินไป

 การไม่สามารถเก็บหาพืชพันธุ์ธรรมชาติที่อาศัยระดับความพอดีของแม่น้ำในสายน้ำตามธรรมชาติ เช่น สาหร่ายน้ำจืดแห่งแม่น้ำโขง หรือ "ไก" ในภาษท้องถิ่น รวมทั้งการร่อนทองจากแม่น้ำในเขตหลวงพระบาง หรือ ความยุ่งยากมากขึ้นในการสูบน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของคนริมแม่น้ำโขง เป็นต้น

 ผู้เขียนเห็นว่า ทางออกสำหรับการแก้ปัญหาน่าความแห้งขอดของแม่น้ำโขงหรือการน้ำมากกว่าปกติ ควรจะต้องมีหลายระดับดังนี้

  1) ระดับการสร้างความเข้าใจให้ตรงกันด้วยข้อมูลข้อมูลอุทกวิทยาที่น่าเชื่อถือและถูกต้องเกี่ยวกับระดับการเปลี่ยนแปลงของแม้น้ำโขงก่อนและหลังการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบน รวมทั้งข้อมูลน้ำท่าธรรมชาติที่มีในฤดูฝน การนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญเพื่อชี้ให้เห็นผลกระทบว่าน้ำโขงแห้งเกิดจากมูลเหตุชัดเจนจากส่วนใด เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงยอมรับร่วมกันซึ่งจะง่ายในการหาทางออก ทั้งนี้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงควรต้องทำหน้าที่ประสานและอำนวยการให้เกิดการเจราระหว่างประเทศลุ่มน้ำโขงตอนบนและตอนล่าง

  2) ระดับภาคประชาสังคมต้องร่วมกันประสานข้อมูลและนำเสนอทางออกต่อผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเน้นแนวคิดการจัดการลุ่มน้ำแบบบูรณาการและการมีส่วนร่วมมาเป็นแนวทางสำคัญ

  3)  คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ควรร่วมมือกันหารือเพื่อนำหลักการ การจัดการแม่น้ำนานาชาติมาใช้ในการจัดการแม่น้ำโขง เช่น การเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ลำน้ำระหว่างประเทศที่ไม่ใช่เพื่อการเดินเรือ ค.ศ. 1997 (Convention on Law of the Non-Navigational Uses of International Watercourses) ขององค์การสหประชาติ ซึ่งทำให้การใช้น้ำนานาชาติต้องคำนึงถึงหลักการการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี (good neighborliness) การลดมลพิษหรือผลกระทบข้ามพรมแดน

 รวมถึงการร่วมมือกันระหว่างประเทศด้วยการปรึกษาหารือและเจรจาต่อรองเพื่อสร้างความยุติธรรมและความสมเหตุสมผลของการแบ่งปันของประเทศในลุ่มน้ำนานาชาติสายนี้ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของอนุสัญญาภายใต้องค์การสหประชาชาตินี้น่าจะเป็นเงื่อนไขผลักดันอย่างมีน้ำหนักมากขึ้นให้ประเทศจีนเข้ามาร่วมเจรจาหารือเกี่ยวกับการจัดการลุ่มน้ำโขง
 

Tags : แม่น้ำโขง ภัยแล้ง

advertisement

advertisement

advertisement