กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 8 มีนาคม 2553 20:00

สุภิญญา กลางณรงค์ ยังเติร์กรุ่นสุดท้าย?

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ย้อนรอยกลุ่มยังเติร์กที่เคยล้มยักษ์ ในวันนี้ที่การเมืองยิ่งซับซ้อน มากสี หลายคนเป็นห่วงว่าสภาพเช่นนี้ จะทำให้ไม่มียังเติร์ก(อย่างเธอ)อีกแล้

หลังจากกรณี "26 กุมภา" ดูจะกลายเป็นซีรีส์ภาคต่อที่ใครต่อใครต่างพากันออกมาเคลื่อนไหวตามพื้นฐานความเชื่อของตนเอง ตั้งแต่สภากาแฟข้างถนน ไปจนถึงบุคคลระดับบริหารในทำเนียบ


 หลายคนมองว่า นี่คือความถูกต้องที่ควรจะเกิดขึ้นนานแล้วในการเมืองบ้านของเรา

 หลายคนมองว่า นี่คือการกลั่นแกล้งแบบเบ็ดเสร็จที่สุดครั้งหนึ่ง 

 อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวต้องถือว่าได้ทำให้เกิด "ไม้บรรทัดอันใหม่" ที่จะนำมาใช้ตรวจสอบนักการเมือง โดยเฉพาะเก้าอี้ของ "นายกรัฐมนตรี"

 สำหรับยังเติร์กรุ่นแรกๆ ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ จนกลายเป็น "แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์" เมื่อหลายปีก่อนอย่าง สุภิญญา กลางณรงค์ เองถือว่านี่คือสิ่งที่สังคมไทยได้เพาะบ่ม และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลไกของภาคประชาสังคมที่มีส่วนขับเคลื่อนกระบวนการตรวจสอบการทำงานของกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้

 "หัวใจสำคัญ คือ พัฒนาการของเทคโนโลยี" เธอชี้ถึงตัวแปรสำคัญของเรื่องนี้


 การหาเวทีใหม่ๆ อย่างพื้นที่ออนไลน์ในการเคลื่อนไหวด้านสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูล เพื่อจะนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ระยะหลังเธอลดบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมืองลงไป

 พื้นที่ใหม่ ผู้เล่นหน้าใหม่ และเครื่องมือใหม่ กับภาวะทางการเมืองที่นับวันยิ่งซับซ้อนมากขึ้นในวันนี้ น่าจะกลายเป็นคำถามต่อว่า หมากกระดานใหม่นี้จะเดินต่ออย่างไร
 

ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่บ้าง

 ทำหลายอย่าง แต่ลักษณะจริงๆ ออกจะเป็นฟรีแลนซ์มากกว่า เพราะเพิ่งออกจากงานประจำ คือก่อนหน้านี้ จะเป็นเอ็นจีโอเต็มตัว คือ เขียนโครงการ แล้วก็รับเงิน ช่วงที่ถูกฟ้อง ช่วงที่ทำงาน คปส. (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ) ก็ทำมาเป็น 10 ปี จนหลังคดีชินคอร์ปเสร็จ ช่วงรัฐประหาร ก็ตัดสินใจไปเป็นอาจารย์ประจำอยู่ ที่ม.มหิดล สอนสิทธิมนุษยชนอยู่ 2 ปี ก็รู้สึกว่า ต้องไปเรียนต่อปริญญาเอก เลยลาออกมา 


 จนกระทั่งเริ่มไปสนใจอินเตอร์เน็ต ได้ไปเจอกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ในแวดวงไอซีที เลยไปรวมกลุ่มกันทำเรื่องจัดตั้งกลุ่มชื่อเครือข่ายพลเมืองเน็ต ก็ไปเป็นผู้ประสานงานอยู่ ระหว่างที่ทำอย่างนั้นก็รับงานวิจัยบ้าง เรื่องสื่อ ปีที่ผ่านมาก็เลยเป็นปีที่อุทิศให้กับเรื่องงานล็อบบี้ คือ รับไปเป็นกรรมาธิการร่างกฎหมาย พ.ร.บ. กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ) ซึ่งใช้เวลาเยอะ เป็นอนุกรรมการวิทยุโทรทัศน์ที่ดูแลเรื่องเคเบิลทีวีของ กทช.(สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ)

 ตอนนี้มีความฝันว่า อยากจะตั้งสถาบันด้านสื่อนโยบายทุกแขนง เช่น วิทยุโทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต โทรคมฯ อยากจะไปผลักดันนโยบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงให้คนเข้าถึงอย่างทั่วถึง ให้มีเสรีภาพ ให้เกิดประโยชน์กับสาธารณะ อยากจะยกระดับมัน ไม่อยากให้มันหายไปกับตัวเรา แต่เราอยากจะสร้างคนรุ่นใหม่ๆ บ้าง อาจจะเริ่มสัก 3 ปีจากนี้ไป เพื่อให้ค่อยๆ มีงานเป็นรูปเป็นร่าง อยากใช้เว็บไซด์ให้เป็นประโยชน์  ทุกเรื่องไปเชื่อมโยงกันอยู่ในนั้น

 

สำหรับตัวเอง พอแล้วสำหรับเรื่องการเมือง ?


 การทำงานแบบนี้มันคงหนีการเมืองได้ไม่พอหรอก เพียงแต่ว่า จะพยายามสเกลตัวเองนิดนึง คือจะเน้นนโยบายที่เกี่ยวกับเรื่องสื่อโดยตรง แต่ว่า เข้าไปเคลื่อนไหวตรวจสอบรัฐบาลก็คงทำบ้าง แต่ต่อไปอำนาจในการกำกับดูแลสื่อมันจะย้ายจากรัฐบาลไปอยู่กับ กสทช. จุดอ่อนก็คือ ตอนนี้เรื่องโทรคมฯ ก็ไปอยู่กับ กทช. แต่ไม่มีใครตรวจสอบกทช.อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย แต่นักข่าวมองว่าไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็เลยลืมไป เหมือนเป็นองค์กรๆ หนึ่งที่หลุดออกไปเลย ทั้งที่มีงบประมาณ มีอำนาจ ใช้ทั้งอำนาจการให้ใบอนุญาต ยึดใบอนุญาต หรือบริหารเงินของตัวเอง ต่อไปก็จะเป็นปัญหาอีกเหมือนกัน

บทบาทหรือลักษณะการตรวจสอบภาครัฐที่ผ่านมา มีพัฒนาการ หรือความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง


 มากนะคะ จริงๆ ตั้งแต่ยุคคุณทักษิณมา ข้อดีก็คือ สื่อและประชาสังคมตื่นตัวในการตรวจสอบนักการเมืองมากเลย แล้วพอมาถึงยุครัฐประหารฝ่ายเสื้อแดงก็มาตรวจสอบอำมาตย์ ทหารเยอะขึ้น มันก็ผลัดกันตรวจสอบ

ข้อดีก็คือ นักการเมืองจะต้องระวังตัวมากขึ้น กระทั่งทหารเองซึ่งคนอาจจะบอกว่าถูกตรวจสอบน้อย แต่มีเรื่องจีที 200 มีเรื่องหลังรัฐประหารที่เสื้อแดงเขาก็ขุดคุ้ยกันมา มุมหนึ่งประชาชนก็ได้ประโยชน์ เพราะต่างฝ่ายต่างตรวจสอบกันเอง และสื่อเองก็อาจจะกล้ามากขึ้นที่จะรายงานเรื่องแบบนี้ อย่างตอนที่เราถูกฟ้อง แค่จะพูดว่าชินคอร์ปเป็นของทักษิณยังพูดไม่ได้เลย ตอนนั้น เฮ้ย เดี๋ยวถูกฟ้องนะ จนเวลาผ่านไป 6-7 ปี ก็กลายเป็นใครๆ ก็พูดกัน เรื่องนี้ก็ไม่ถูกฟ้อง

 เพียงแต่ว่าสังคมไทยยังมีหลายๆ ภาคส่วน ที่มีความสำคัญเหมือนกัน แล้วก็ยังตรวจสอบไม่ทั่วถึง เช่น สถาบันตุลาการ ถ้าพูดตรงไปตรงมา จริงๆ ก็จำเป็นต้องตรวจสอบเหมือนกัน แต่ว่ายังเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีใครกล้าไปแตะ เรามีเอ็นจีโอที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่ว่าเราก็ยังไม่มีองค์กรที่ตรวจสอบอำนาจตุลาการ ถ้าต่อไปในอนาคตอาจจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น อำนาจหลักๆ สำคัญไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการหรือแม้แต่อำนาจของกองทัพ
 

อะไรคือสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดกระแสการตรวจสอบเหล่านี้ขึ้นมา

 หัวใจสำคัญก็คือพัฒนาการของเทคโนโลยี การมีอินเตอร์เน็ต เรื่องอะไรต่อมิอะไรที่นักข่าวเองก็อาจจะไม่ทันเปิดประเด็น ในอินเตอร์เน็ตเปิดก่อน แล้วมันก็กลายเป็นประเด็นใหญ่ มันช่วยมากเลยภายในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวาง กระจายตัว ทุกคนก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง มันเป็นพัฒนาการ และมันเป็นตัวสำคัญที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมของคนหมู่มาก เราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ค่อยวิจารณ์กัน

 

แล้วในแง่ของการคัดกรองข้อมูลของคนๆ หนึ่งในยุคที่สิ่งต่างๆ ไหลบ่าเข้ามาหา จะทำอย่างไร

 ตรงนี้ล่ะค่ะเป็นความยาก คือสุดท้าย พอเราเปิดหน้าต่าง มันก็เข้ามาทั้งอากาศ ทั้งลม ฝุ่น นก หนู แมลง ก็เข้ามาด้วย เพราะหน้าต่างมันเปิด ดังนั้นต่อให้มีมุ้งลวดหรืออะไรมันก็จะกรองฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง แต่มันก็จะเข้ามา เพราะฉะนั้นในสังคมเปิดหรือสังคมเสรี มันต้องสร้างภูมิคุ้มกันอย่างอื่น สิ่งที่สังคมต้องสร้างก็คือกติกา โอเค มีเสรีภาพ จะพูดอะไรก็พูดไป แต่มันต้องมีมาตรฐานขั้นพื้นฐานที่ตกลงร่วมกัน ก้าวล่วงไม่ได้ หรือต้องระวัง เช่น อย่างน้อยข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ข้อมูลเป็นตัวเลข อันนี้มันเป็นข้อที่ควรมีของสื่อมวลชนที่เป็นมืออาชีพ

 

แต่จริงๆ สื่อทั่วไปที่จะเป็นสื่อพลเมือง หรือไม่มืออาชีพ เรื่องข้อมูลข่าวสาร ความถูกต้องก็เป็นเรื่องสำคัญ อันไหนเป็นข้อเท็จจริง อันไหนเป็นความคิดเห็น คนก็จะไปพิจรณาเองแหละว่าจะเชื่อหรือไม่
 

วันนี้ฝ่ายที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบก็เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่มตัวเอง สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ข้างไหนเลย ณ วันนี้จะมีโอกาสมากน้อยแค่ไหน


 พอสมควรนะ แต่ประเด็นก็คือ สังคมไทยเชื่อว่าใครเป็นคนกลางล่ะ (หัวเราะ) ไม่มีใครเชื่อใครแล้ว แม้แต่สื่อเองก็จะถูกแบ่งว่าเป็นค่ายนั้นค่ายนี้ หรือนักวิชาการ กว่าจะหาคนที่รับกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย โห... หากันแทบแย่ หรือเอ็นจีโอก็ตามเถอะ มันก็ถูกมองไปว่า ไม่อันนั้นก็อันนี้  หรือแม้กระทั่งสถาบันตุลาการเอง คือ ตอนนี้เราหาสถาบันที่คนยอมรับมาเป็นฝ่ายประนีประนอมยากมากเลยนะ แม้แต่ตัวบุคคลที่ได้รับการยอมรับในสมัยก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็เหมือนถูกท้าทายไปตามๆ กัน

 

แสดงว่าต่อไปก็จะไม่มีคนอย่าง สุภิญญา กลางณรงค์ อีกแล้ว ?

 (หัวเราะ) พูดยากนะ ก็อาจจะเป็นไปได้ ตอนที่เราเกิดขึ้นมาก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาเดี่ยวๆ เราเกิดขึ้นมาด้วยการที่เราเข้าไปร่วมในเอ็นจีโอ ซึ่งมันก็มีพัฒนาการของมันมา แม้เราจะพูดอะไรของเรา แต่ก็ยังมีคนแบ็กอัพ มีพี่ มีน้อง มีเพื่อนที่คอยช่วยเหลือ ภาพเหล่านั้นหลังรัฐประหารก็แตกกระสานซ่านเซ็น (หัวเราะ)

เหมือนสถานการณ์มันบีบให้ต้องเลือกอุดมการณ์ทางการเมืองชัดขึ้น คุณต้องเลือก จะข้างไหน จะสีอะไร ซึ่งมันก็ส่งผลต่อการทำงาน แยกกันไปเลย จะข้ามเน็ตเวิร์กก็ไม่ได้ แหล่งทุนอันนี้ก็ดูจะไม่ให้กลุ่มที่ดูเป็นอีกสีหนึ่ง ก็ไม่ได้ วุ่นวายมาก สังคมไทยต้องก้าวข้ามจุดนี้ คือถ้าสามารถยอมรับความผิดกันคนละครึ่งทางได้ ทีนี้เราถึงจะค่อยๆ หาทางออกไปข้างหน้าได้

 พลังทางสังคมก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบต่อไป ดังนั้นมันก็จะมีคนเกิดมาเรื่อยๆ แหละ อย่างกรณีจีที 200 ก็จะมี อ.เจษฏา ที่กลายมาเป็นไอคอน มันจะมี "ปัจเจกบุคคล" ในสังคมสมัยใหม่ อินเตอร์เน็ตจะเปิดโอกาสให้ปัจเจกบุคคลที่มีความรู้ หรือสนใจอะไร ในการที่จะตรวจสอบ สามารถเกิดได้ง่ายกว่าเดิม แต่อยู่ที่ว่าเขาจะได้รับการยอมรับจากสถาบัน หรือสื่อกระแสหลักสนับสนุนหรือเปล่า

 

ย้อนกลับไปดูกรณีวันพิพากษาคดี  26 กุมภาพันธ์  ถ้ามองในแง่การตรวจสอบมันส่งผลกระทบในแง่ไหนบ้าง

 ถ้าไม่นับเรื่องว่า มันเป็นกระบวนการหลังรัฐประหาร ศาลก็ได้สร้างบรรทัดฐานเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนไว้ ซึ่งมันก็จะเป็นบรรทัดฐานในอนาคตสำหรับคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองว่า การที่ครอบครัวยังมีหุ้นในกิจการของรัฐ แล้วออกนโยบายต่างๆ มันผิด ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้เวลาถึง 6-7 ปีเชียวนะ กว่าจะได้พิสูจน์

ในคำพิพากษาแรกที่พูดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เราพูดเรื่องนี้แล้วถูกฟ้องเมื่อปี 46 ตอนนั้นมันก็ยังคลุมเครือ เฮ้ย ผิด ไม่ผิด จนกระทั่งแม้วันนี้ศาลตัดสินมาแล้ว จะบอกว่าไม่ผิดก็ไม่ได้ห้ามนี่ กฎหมายไม่ได้บอกมาตั้งแต่แรก คือ ก็ยังเถียงกันได้ แต่พอคำพิพากษาวันที่ 26 มันก็สร้างบรรทัดฐานแล้วล่ะ ถ้ามีเคสแบบนี้อีก ศาลก็ต้องตัดสินแนวนี้ มุมมหนึ่งก็ทำให้ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนต้องได้รับการพูดถึงมากขึ้นในภาคส่วนอื่นๆ ด้วย
 

มันยังหมายถึงความซับซ้อนในการเลี่ยงข้อกฎหมายของนักการเมืองในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นด้วย?

 ก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่กรณีคุณทักษิณก็ใช้มาตรการซับซ้อนที่สุดกว่าใครแล้วนะ (หัวเราะ) คือใช้ทุกวิถีทางน่ะ ก็เก่งน่ะ มันเยอะแยะไปหมดไง คือเขาก็ถือว่าเป็นสุดยอดของการทำธุรกรรม หากว่าจะซับซ้อนไปกว่านี้อีก สังคมไทยก็มีบทเรียนแล้วมั้ง ว่าจะยังไง หรือเราจะต้องยกระดับมาตรฐานนักการเมืองว่า ถ้าถูกกล่าวหาอะไรปุ๊บก็ต้องลาออก ไม่ใช่แบบต้องรอให้ถึงจุดนี้ มันต้องสร้างบรรยากาศแบบนี้เหมือนในเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไม่ใช่ตะแบงไปว่าไม่ผิดมาตั้งแต่แรก

 

มีหวังแค่ไหน

 เราก็ต้องเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ นะ วันหนึ่งคนเรามันต้องเหนื่อยกันเองในการที่จะด่า หรือสาดโคลนกันบ้างแหละ (หัวเราะ)  

Tags : สุภิญญา กลางณรงค์

advertisement

advertisement

advertisement