ถ้าปฏิบัติการกวาดล้างสนามหลวงคือพล็อตหนังเรื่องหนึ่ง ชอตเรียกน้ำตาอาจอยู่ที่ชะตากรรมนกพิราบ แต่จริงๆ แล้วคนนอกสายตาอีกกลุ่ม อาจเศร้ามากกว่า
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของท้องสนามหลวง ที่ต่างก็มีคนหลากหลายจำพวก คนสีเข้าตา นักศึกษามหาวิทยาลัย พ่อค้าแม่ขาย เด็กเร่ร่อน ขี้ยา โสเภณี
ยังมีคนบางจำพวก ที่เลือกเร้นกายจริงอันเจ็บช้ำซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น โดยสร้างเกราะชีวิตจำแลงขึ้นมา และบอกใครต่อใครว่า ชีวิตที่เห็นและเป็นอยู่นี้ คือตัวเขา...
มาจะกล่าวบทไป ถึงระเด่นลันไดอนาถา
เสวยราชย์องค์เดียวเที่ยวรำภา ตามตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์
ร้อยแปดพันธุ์ "บ้า"
สมศักดิ์ ชายผู้หยุดเวลาไว้ที่อายุ 62 ไม่ว่าจะถามอีกกี่ครั้ง ผ่านไปอีกกี่ปี ตัวเลข 62 ยังคงเป็นคำตอบสุดท้าย แต่ครั้นถามถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่แย้มพรายล้วนมีแต่เรื่องเล่าของชายหนุ่มผู้มีอายุ 30 เศษ ขณะที่ช่วงวัยอีกราว 30 ปี ทั้งก่อนหน้า และ หลังจากวัยหนุ่มนั้น กลับคล้ายว่าจะหล่นหายไป
ไม่มีใครรู้ว่า แกมาอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ มาด้วยสาเหตุอะไร กระทั่งชื่อจริงที่เจ้าตัวตอบอย่างมั่นใจเมื่อถูกถาม แถมนามสกุลต่อท้ายให้อีกด้วยว่า "สมศักดิ์ เจริญเนติ" ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจริงเท็จแค่ไหน
"กับลุงสมศักดิ์เพิ่งจะเริ่มได้คุยกันประมาณ 3 เดือน เข้าใจว่าน่าจะมีปมเรื่องลูกชาย เพราะชอบมายืนมองเจ้าหน้าที่ผู้ชาย มาบ่อยเข้าก็เริ่มกล้าเข้ามานั่งคุยด้วย แต่เรื่องราวที่เล่ายังไม่ปะติดปะต่อ และมักพูดถึงแต่ช่วงอายุ 62 ปี คล้ายกับว่าลืมอดีตไป นี่ล่าสุดเพิ่งจะเริ่มมีเรื่องสมัยอายุ 32 หลุดออกจากปาก" นที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน ซึ่งลงพื้นที่คลุกคลีกับหลายร้อยชีวิตที่สนามหลวงมานานนับสิบปี เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของสมศักดิ์
กุญแจสำคัญที่คาดว่าจะเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของสมศักดิ์ คือ เรื่องที่เล่าว่าโดนพี่สาวและพี่เขยโกงเงินไป 3 หมื่นบาท ซึ่งตามความเห็นของนที น่าจะมีมูล เพราะเมื่อสังเกตเวลาระเบิดเรื่องนี้ออกมา มีแววตาที่สะเทือนอารมณ์ปรากฏให้เห็น
“อย่างลุงสมศักดิ์นี่ ดูภายนอกจะไม่รู้เลยว่าเป็นผู้ป่วยสมองเสื่อม เพราะพูดคุยได้รู้เรื่อง ทำงานได้ แต่ถ้าลองมานั่งคุยกันจริงๆ จะรู้ว่าลุงแกลำดับเรื่องราวในชีวิตไม่ได้ คล้ายจะมีปมที่แกไม่อยากจำ โดยเคสนี้ถือว่ามีพัฒนาการที่ดี เพราะถ้าเทียบกับบางเคสหมดเวลาเป็นปีผู้ป่วยก็ยังไม่สามารถเชื่อมต่อเวลาได้เลย"
ศรีวิชัย หญิงสาวยิ้มแย้ม ขี้อาย ที่บอกว่าตัวเองอายุ 3 ขวบ พอถามว่าเรียนชั้นไหน เธอจะตอบว่า ป.1 นทีกระซิบบอกให้ลองถามสิว่าปีที่แล้ว อยู่ ป.อะไร เมื่อได้ยินคำถามเธอตอบฉาดฉานทันทีว่า อยู่ ป.5 ค่ะ
“ศรีวิชัยคุยมาเดือนหนึ่งแล้ว ไม่มีข้อมูลอะไรที่เชื่อถือหรือพอจะเป็นหลักฐานได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูความจำ ซึ่งหน้าที่เราก็คือโยนคำถามซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ถามไปเถอะ ถามให้รำคาญ พอรำคาญแล้วเขาก็ระเบิดออกมา ซึ่งนั่นแหละ ถึงจะเป็นข้อมูลที่พอจะเชื่อถือได้”
หลักวิธีการเลือกเก็บข้อมูลของนที คือ เมื่อคุยแล้วต้องจำข้อมูลเฉพาะที่เชื่อถือได้ไว้ โดยอาจจะลองเชื่อมโยงกับเรื่องประวัติศาสตร์เพื่อเทียบลำดับเวลา และพยายามโยนข้อมูลเหล่านี้ให้เขาตอบ ถามซ้ำๆ ไปตัวเขาเองก็จะได้จัดระบบสมองให้ดีขึ้น แล้วก็จะกรองข้อมูลที่เป็นจริงไว้
อุ้ม-โจ้ คู่สามีภรรยาที่ยึดเอาสนามหลวงเป็นเรือนรักมานานนับสิบปี แม้จะเคยจากไปไกลถึงแดนใต้เพื่อทำมาหากินอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็อพยพกลับมาสนามหลวงเนื่องจากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อลูกรักที่ทั้งสองหอบหิ้วลงใต้ไปด้วยกันเกิดเสียชีวิตลง ยิ่งทำให้อุ้มซึ่งเดิมมีอาการทางสมองอยู่แล้วทรุดหนักลงไปอีก
ความรุนแรงของอาการป่วยของอุ้ม นที บอกว่าอยู่ในขั้นเป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะถ้าวันไหนโจ้ไม่อยู่ อุ้มสามารถอาละวาดทำร้ายใครก็ตามที่เธออยากทำโดยไม่ต้องมีสาเหตุ ใครห้ามก็ไม่ฟัง แต่เมื่อใดที่โจ้อยู่ด้วย อุ้มจะว่าง่ายเหมือนลูกแมวเชื่องๆ ตัวหนึ่ง ที่พร้อมจะทำตามคำโจ้ทุกอย่าง
กับคู่สามีภรรยาคู่นี้ นที บอกว่ายังมีระยะห่างอีกมากกว่าจะเข้าถึงได้ โดยเฉพาะวันนี้ โจ้ เองก็เริ่มมีอาการสมองเสื่อมอย่างอ่อนๆ แล้วด้วย ก็ยิ่งทำให้ยากต่อการเชื่อมต่อเข้าไปอีก
วิธีการเข้าถึงกลุ่มผู้ป่วยสมองเสื่อม ในแบบฉบับของนที คือ เริ่มต้นจากการขยันเอ่ยทัก
"เราต้องทักเขาเรื่อยๆ ไปไหนมา กินข้าวหรือยัง วันละคำสองคำ แต่อย่าทักบ่อยเกินไปเดี๋ยวเขารำคาญ อาศัยทักทุกวัน ทักจนกว่าเขาจะคุ้นเคยกับเรา และ ยอมนั่งลงพูดคุยด้วย แรกๆ อาจจะไม่ยอมคุย แต่ถ้ารับขนมที่ยื่นไปให้ ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีแล้ว
การจะเข้าถึงตัวคนเหล่านี้ต้องใช้เวลา เพราะเขากลัวสังคมขณะที่สังคมก็กลัวเขา สังคมอาจจะมองว่าเขาเป็นคนบ้า แต่เราอยากให้ปรับทัศนคติใหม่ ว่าเขาป่วย โอกาสที่เขาไปจะทำอันตรายใครน่ะมีน้อย แต่โอกาสที่เขาจะถูกทำอันตรายสิที่มีเยอะ"
เมื่อถูกถามถึงการจัดแบ่งประเภทของชาวเฟื่องนคร นอนที่สนามหลวงว่ามีรายละเอียดอาการแตกต่างกันอย่างไร ในฐานะที่คลุกคลีถึงขั้นกินนอนร่วมกับชาวสนามหลวงมานาน นที สรุปความเอาตามประสบการณ์ ก็พอจะแบ่งผู้ป่วยสมองเสื่อมออกได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มคนที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่เหมือนชาวบ้าน กับอีกประเภทคือมองด้วยตาแทบไม่เห็นความต่าง แต่เมื่อได้สัมผัสพูดคุยใกล้ชิดแล้ว จึงจะได้เห็นสิ่งที่แปลกแยกออกไป
อย่างผู้ป่วยสมองเสื่อมประเภทไว้ผมเดดร็อค เนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าขาดวิ่น เดินพูดบ่นอยู่คนเดียว หรือ คนที่คุยไม่รู้เรื่องไม่เป็นภาษา ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ นั่นคือ กลุ่มคนที่ป่วยทางสมองอย่างชัดเจน มองปราดเดียวก็พอจะประเมินได้
แต่กับคนบางกลุ่มที่ยังพูดคุยได้ สื่อสารได้ เพียงแต่มีโลกเฉพาะของเขาที่สร้างขึ้นมาเอง มีภาพหลอนชีวิต ที่บางช่วงก็จำได้ บางจังหวะก็ขาดวิ่นหายไป คนกลุ่มหลังนี้เป็นคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย คนภายนอกก็แทบจะไม่รู้ว่าเขาป่วย นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีอาการทางสมองยังอาจเกิดจากการติดเหล้าได้อีกด้วย
"คนที่ติดเหล้าจนถึงขั้นมีอาการทางสมองที่สนามหลวงนี่มีแนวโน้มจะเยอะขึ้น โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาว คนพวกนี้เวลาไม่ดื่มก็จะรู้ตัวดี คุยได้ แต่ไม่อยากคุยเพราะไม่ชอบคุยกับใคร แต่ถ้าดื่มเมื่อไหร่ ก็จะคุยเก่งมาก แต่อย่าไปเชื่อที่เขาพูดมา เพราะไม่ค่อยมีเรื่องไหนที่เป็นจริง"
--------------------------------------------------------------------
อยู่ปราสาทเสาคอดยอดด้วน กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเรียวหนาม
มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม คอยปราบปรามประจามิตรที่คิดร้าย
ทำไมต้องสนามหลวง
เคยคิดสงสัยกันบ้างหรือไม่ ว่าทำไมคนเร่ร่อน ไร้บ้าน ชอบมาจับกลุ่มรวมตัวกัน จนถึงขั้นปักหลักกินนอนกลางท้องสนามหลวงจำนวนมากถึงขนาดที่ถ้าเป็นช่วงพีคสุดๆ เราสามารถนับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "คน" ได้มากถึง 1,200 - 1,500 คน ณ ที่แห่งนี้
แต่สำหรับช่วงโลว์ซีซัน อย่างหน้าฝน สนามหลวงก็ทำหน้าที่อันซื่อสัตย์เที่ยงตรง ยังคงเป็น "บ้าน" ให้กับคนไม่มีที่ไป ซึ่งจะลดจำนวนลงเหลืออยู่ราว 300-500 คน
แม้กรุงเทพฯ จะมีตลาด ย่านการค้า และชุมชน มากมาย ประเภทไปแล้วอย่างน้อยก็ต้องไม่อดนั้น แต่เหตุใดคนเหล่านี้ถึงมากระจุกตัวอยู่ที่ท้องสนามหลวง
"เล่าไปก็จะหาว่าดราม่า เพราะต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยหนังไทยแทบจะเป็นสื่อเดียวที่ไปถึงภูธร ตอนนั้นหนังกลางแปลงมีอิทธิพลกับคนชนบทมาก แล้วเนื้อเรื่องส่วนมากก็จะเป็นเรื่องของพระเอก หรือ นางเอก เข้ามาทำงานในเมืองกรุง"
ภาพตัวเอกลงรถเมล์ตรงหน้าศาลฎีกาฝั่งตรงข้ามสนามหลวง กระชับกระเป๋าเสื้อผ้าในอ้อมแขนให้มั่น ก่อนจะย่างเท้าเก้ๆ กังๆ ข้ามถนนมายังฝั่งสนามหลวง.. ภาพซูมเอาท์ ตัวเอกหันมองรอบตัว พบกับความสวยงามของเมืองฟ้าอมร โดยมีความวิจิตรอลังการของพระบรมมหาราชวังเป็นแบ็คกราวนด์ นัยว่า นี่แหละคือสวรรค์ที่เขารอคอยแสวงหามานาน
คือ ภาพที่คนชนบทจำได้แม่น โดยเชื่อฝังหัวว่า สนามหลวง = กรุงเทพฯ
"ไม่ว่าหนังวันนี้พยายามจะพรีเซ้นท์ว่า รถไฟฟ้าคือตัวแทนของกรุงเทพฯ แต่คนชนบทที่เป็นชนบทแท้ๆ ก็ยังคิดแบบเดิมอยู่ดี แล้วก็ยังปักใจเชื่อเช่นนั้น มีลูกก็สอนลูก มีหลานก็สอนหลาน"
เมื่อความรู้ถูกถ่ายทอดส่งต่อกัน คนที่เคยเข้าเมืองมาทำงานก็มักจะสอนคนรุ่นต่อๆมา ว่า ถ้าไปไหนไม่ถูกให้มาเริ่มที่สนามหลวง หรือ ถ้าพลัดหลงกันก็ให้หาทางมาสนามหลวงแล้วรออยู่ที่นั่น จะมีคนมารับเอง
.. ที่สำคัญ คือ การส่งต่อข้อมูลที่ว่า "อยู่ที่นี่ไม่มีคำว่าอดตาย"
นอกจากนี้ "สนามหลวง" ตามความเห็นของนที ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีทั้ง เสน่ห์ มนต์ขลัง แล้วก็มีอาถรรพ์
"เสน่ห์ของสนามหลวงก็ง่ายๆ ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องชอบ เพราะอากาศเย็นสบาย แถมยังเงียบสงบทั้งๆ ที่เดินออกพ้นขอบสนามหลวง ก็จะเห็นภาพรถราวิ่งกันขวักไขว่ ส่วนเรื่องมนต์ขลังนั้น ก็เพราะเสน่ห์ของสนามหลวงนี่แหละ ที่ทำให้มาแล้วต้องอยากกลับมาอีก และถ้าใครลองได้นอนค้างคืนที่สนามหลวงติดต่อกันนาน 30 วันขึ้นไป รับรองว่า สุดท้ายก็ต้องตายที่นี่
มีอยู่คนหนึ่ง ผมจำได้แม่น ว่าพอหลังจากที่เจ้าหน้าที่พาเขาไปอยู่ที่บ้านพักย่านมีนบุรี เขาอยู่ได้ 3 คืน แล้วก็หนีออกมา กระเสือกกระสนเพื่อที่จะมาเสียชีวิตที่นี่ในวันที่ 4”
เยียวยา รักษา "ใจ"
กว่าครึ่งของผู้ป่วยที่มีอาการทางสมอง มักจะต้องเกิดจากการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งสำหรับนทีแล้ว สิ่งที่ทำอยู่มานานนับสิบปีนั้น เป้าหมายปลายทาง คือ การฟื้นสภาพให้คนเหล่านี้กลับมาเป็น "คน"
"คน" ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงลักษณะเพียงกายภาพ หากแต่ต้องลงลึกถึงจิตใจตัวผู้ป่วยเองว่ายอมรับเรื่องจริง เจ็บจริงที่ผ่านมาของตัวเองได้หรือไม่ และเมื่อวันไหนที่เขาเริ่มยอมรับกับความจริงนั้นได้ ข้อมูลที่มีประโยชน์อื่นๆ ก็จะตามมา เพื่อท้ายที่สุดแล้วเขาเหล่านี้จะได้กลับบ้านที่เป็นบ้านของเขาอย่างแท้จริง
"คนส่วนใหญ่ที่มาอยู่สนามหลวง พออยู่ได้สักพักก็จะเริ่มเปลี่ยนชื่อ ชื่อแรกที่เปลี่ยนโดยมากจะเป็นชื่อที่คล้ายหรือใกล้เคียงกับชื่อเดิม แต่พอนานเข้าเมื่อคนเริ่มรู้จักเขาในชื่อที่สองมากขึ้น เขาก็จะเปลี่ยนชื่ออีกเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็จะลืมชื่อดั้งเดิมของเขาไปเลย โดยยึดเอาว่าชื่อที่สองนั้นคือชื่อจริง เท่ากับว่า เขาเลือกที่จะลบอดีตของเขาทั้งหมดไป"
นั่นก็เพราะเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตที่เขาเลือกเอง กำหนดเอง ตั้งแต่ชื่อแซ่ ตลอดจนเรื่องราวในชีวิตที่เขาเลือกที่จะ “จำ”
ขณะที่หน้าที่ของนที คือ ฟื้นความจำให้เขาระลึกถึงความจริงที่ผ่านมา ด้วยความที่เชื่อและระลึกอยู่เสมอว่า นี่คือคนป่วย เขาไม่ใช่เสรีชนที่รักชีวิตอิสระ แต่เขาไม่รู้จะไปไหน เขาไม่สามารถหาทางออกจากวังวนในชีวิตด้วยตัวเองได้ ที่สำคัญ เขาไม่สามารถกลับบ้านได้
"คนพวกนี้ทักษะการใช้ชีวิตตลอดจนทักษะการสื่อสารยังคงอยู่ เพียงแต่เขาปิดเรื่องราวของตัวเองไว้ เหมือนปิดสวิตช์ดับมืด แล้วก็สร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งพอปิดไว้นานๆ สนิมมันก็เกาะแน่น เราก็ต้องแซะสนิมที่เกาะอยู่ออกไปให้ได้มากที่สุด ด้วยการพยายามตั้งคำถาม เก็บและจำแนกข้อมูล กรองไว้แต่ส่วนที่น่าเชื่อถือ
การเก็บข้อมูลที่พลาดก็มี อย่างบางคนเราคุยมาเป็นปี แน่ใจว่าข้อมูลเริ่มใช้งานได้เชื่อว่ามาถูกทางแล้ว แต่อยู่ๆ เกิดเขาพูดอะไรออกมาที่มันคลิกปุ๊บ หงายหลังตึงเลย เพราะมันล้างทุกอย่างที่เรามีแทบทั้งหมด เท่ากับว่าต้องเริ่มต้นใหม่
เก็บข้อมูลจากผู้ป่วยสมองเสื่อม มันก็เหมือนเราต่อจิ๊กซอว์ แต่ไม่ใช่จิ๊กซอว์รูปวิวทิวทัศน์นะ มันเป็นจิ๊กซอว์รูปสโนว์แมน ขาวโพลนไปหมด ต่อไปต่อมาคิดว่าถูกแล้ว แต่เอาตัวสุดท้ายลงไม่ได้ นั่นแหละถึงได้รู้ว่า มาผิดทางก็ต้องตั้งต้นใหม่"
จะฟังดูเศร้าไปไหม ถ้าจะบอกว่าในจำนวนผู้เสียชีวิตที่สนามหลวง เฉลี่ย 12 คนต่อปีเป็นอย่างต่ำนั้น
ส่วนใหญ่ถูกจดไว้ในบันทึกการตายที่ระบุแต่เพียงว่า "หญิง ไม่ทราบชื่อ" หรือ "ชายไม่ทราบชื่อ"
----------------------------------------------------
(หมายเหตุ : บทกลอนจากเรื่องระเด่นลันได ของพระมหามนตรี (ทรัพย์))

