ไม่ว่าจะ ซาร์ส หวัดนก ไข้หวัดฯ 2009 หรือ ไข้หวัด 2010 เชื่อไหม มือถือในมือคุณช่วยได้...
หลายคนยังจำความน่าสะพรึงกลัวของเหตุการณ์ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) ที่อาละวาดในช่วงปีที่ผ่านมาได้ แม้ทุกวันนี้ ข่าวคราวจะเงียบหายลงไปบ้าง แต่การระบาดของเชื้อหวัดก็ยังคงไม่หมดไป
ข้อมูลล่าสุดจากองค์กรอนามัยโลกมีการระบาดของโรคแล้ว ใน 207 ประเทศ มีผู้ป่วยที่ยืนยันสะสมมากกว่า 650,000 ราย ผู้เสียชีวิตอีกมากกว่า 8,768 ราย สำหรับในประเทศไทยเองมีผู้ป่วยสะสมทั้งสิ้น 589 ราย และคาดว่าการระบาดจะต่อเนื่องไป 1-3 ปี
การแพร่ระบาดของเชื้อ H1N1 เป็นสิ่งที่สร้างความตกใจให้กับคนไปทั่วโลก เพราะมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แม้ในหลายประเทศจะมีวิธีการรับมือและป้องกันอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีประเทศไหนที่ปลอดภัยจากเชื้อไข้หวัด 100 เปอร์เซ็นต์
ระบบเชื่อมโยงเครือข่ายการเฝ้าระวังรูปแบบต่างๆ ถูกคิดค้นขึ้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ล่าสุดถึงคิวของ อวัยวะส่วนที่ 33 อย่างโทรศัพท์มือถือ (ได้) ออกโรงบ้าง
กัน (โรค) ภัยด้วยมือถือ
โครงการ ระบบ SMS เพื่อการเฝ้าระวังโรคระบาด หรือ จีโอแชท (GEO Chat) เป็นความร่วมมือของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข คณะอนุกรรมการสนับสนุนป้องกัน ควบคุม และการแก้ปัญหาการแพร่ระบาด ของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โครงการทำดีทุกวันจากดีแทค องค์กร InSTEDD มูลนิธิกูเกิล (สหรัฐอเมริกา) และบริษัท โอเพ่นดรีม จำกัด (ประเทศไทย) ในการนำเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
"อุปกรณ์ที่ติดตัวคนส่วนใหญ่มากที่สุด ก็คือโทรศัพท์มือถือ" ไกลก้อง ไวทยการ รองผู้อำนวยการสถาบันเชนจ์ ฟิวชั่น ผู้จัดการโครงการฯ เผยถึงเหตุผลแรกในการเลือก "ระบบ" เพราะสิ่งที่เขารู้สึกก็คือ แนวโน้มของโรคอุบัติใหม่ในปัจจุบันก้าวหน้ากว่าแต่ก่อน ขณะที่ระบบการป้องกันยังคงย่ำอยู่กับที่
"ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องการเดินทางที่มันง่ายขึ้น นั่งเครื่องบินคืนเดียวก็ข้ามซีกโลกมาแล้ว ดังนั้นระบบเฝ้าระวังเดิมที่มีอยู่จึงค่อนข้างจะทำงานได้ช้า แล้วก็ค่อนข้างจะเป็นระบบที่ปิด เคยสังเกตไหมว่าคนที่กุมข้อมูลพวกนี้มักจะเป็นบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจริงๆ เราเองหรือประชาชนทั่วไป ก็สามารถให้ข้อมูลเรื่องของสุขภาพตัวเองได้ สามารถรายงานการพบสิ่งผิดปกติรอบตัวได้ ซึ่งมันอาจจะนำพามาสู่การเฝ้าระวังโรคระบาด"
แนวคิดเรื่องการสื่อสารเพื่อการเฝ้าระวังโรคจึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับเทคโนโลยี ตั้งแต่การใช้อินเทอร์เน็ต รายงานผ่านเวบไซด์ การใช้อีเมล โทรรายงาน จนมาถึงข้อความสั้น หรือ SMS
"เอสเอ็มเอสคือช่องทางแรกที่มองไว้ แต่แนวคิดหลักๆ ก็คือ ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ติดตัวคนทุกคน สามารถส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเฝ้าระวังภัยต่างๆ ได้"
นอกจากเอสเอ็มเอสจะเป็นการสื่อสารพื้นฐานไร้สายที่มีพลังในประเทศที่อินเทอร์เน็ตยังไม่สมบูรณ์ หรือ ในหมู่ประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ เช่น กัมพูชา, ลาว กระทั่งประเทศไทยเองในบางพื้นที่ เอสเอ็มเอสก็ยังสะดวกที่สุดอยู่ดี
"ถึงวันนี้เราจะพูดถึง 3G แล้วก็ตาม แต่สัดส่วนของการใช้ GPRS, EDGE, 3G ก็ยังค่อนข้างน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับอัตราผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยที่มีสูงกว่า 70 เปอร์เซนต์ของประชากรทั้งหมดจากผลสำรวจของเนคเทคเมื่อ ปี 2007 ขณะที่อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล" เขาบอก
ข้อความเดียวเอาอยู่
หลักการทำงานพื้นฐานของจีโอแชทถือเป็นเวบแอพพลิเคชั่นเวบหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการจัดการการสื่อสารแบบกลุ่ม โดยจะเชื่อมต่อกับระบบโทรศัพท์มือถือ เพื่อการรับส่งเอสเอ็มเอส
"Geochat เกิดขึ้นมาเพื่อการปฏิบัติการ นั่นคือทำให้เกิดการประสานงาน และสื่อสารกันในทีมโดยเฉพาะด้านการช่วยเหลือด้านภัยพิบัติต่างๆ" นิโคลัส ดิ ทาดา (Nicolás di Tada) Director of Platform, InSTEDD เล่าถึงหลักการทำงานของจีโอแชท ซึ่งได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า Local Gateway เพื่อให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อความมายังเบอร์โทรศัพท์ในพื้นที่นั้นๆ เพื่อส่งข้อความไปยังกลุ่มโดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
"วิธีการ คือ เราจะเซ็ทกลุ่มของการสื่อสารขึ้นมา อาจจะมีสิบคนในกลุ่มนั้น เมื่อส่งแมสเสจ แมสเสจก็จะวิ่งเข้ามาในระบบจีโอแชทแล้วก็จะส่งไปให้คน 10 คนในกลุ่มนั้นได้รับพร้อมกัน โดยผู้รับไม่จำเป็นต้องมีแอพพลิเคชั่นอะไรในมือถือ เพียงแต่ว่าส่งเอสเอ็มเอสเข้ามาลงทะเบียนยังเบอร์ที่เราตั้งให้เป็นเกตเวย์ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับโปรแกรมจีโอแชทในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ แล้วตัวโปรแกรมก็จะทำหน้าที่รับแมสเสจและกระจายแมสเสจหาทุกคนในกลุ่ม ซึ่งระบบนี้เป็นระบบเดียวกับที่นำไปใช้ในเฮติด้วย"
สำหรับขั้นตอนสำหรับการตั้งกลุ่มเฝ้าระวังเพียงแค่ให้สมาชิกมาลงทะเบียน จากนั้นโปรแกรมก็จะถามโลเคชันว่าอยู่ที่ไหน หากผู้ส่งบอกว่า อยู่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร ไอคอนของเบอร์คนที่ส่งก็จะไปถูกปักอยู่ที่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร จากนั้นก็ส่งข้อความได้เลย
"มันจะทำให้รู้ว่า เหตุการณ์นั้น หรือ ข้อความนั้น ถูกส่งจากที่ไหน แต่ว่าตอนนี้ระบบยังไม่สามารถอัพเดทอัตโนมัติกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายจุด ฉะนั้นถ้ามีการย้ายที่ แล้วจะส่งแมสเสจมาก็จะต้องแจ้งตำแหน่งปัจจุบันมาในแมสเสจด้วย ความพิเศษของจีโอแชท อย่างหนึ่งคือว่า มันเชื่อมต่อกับเรื่องของออนไลน์แม็พปิ้ง คือมีหน้าของกูเกิลแม็พอยู่ เวลาส่งข้อความ" ไกรก้องอธิบายเพิ่ม
สร้างภูมิ (ภาค) ปลอดเชื้อ
"สมมติอำเภอ ก. ส่งรายงานมา อำเภอ ข. เขาก็นั่งไม่ติดแล้ว" ผลที่เห็นเป็นรูปธรรมใน จ.มุกดาหาร หนึ่งใน 2 พื้นที่ทอดลองระบบถูกเล่าอย่างสนุกสนานจากเจ้าถิ่นอย่าง พันธ์ฉวี สุขสมบัติ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุข จ.มุกดาหาร เธอยอมรับว่าระบบใหม่ที่ถูกนำมาใช้นั้น "ฉีก" ไปจากการรายงานแบบก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง
ความรวดเร็วอันถือเป็นจุดเด่นของจีโอแชท ถูกประยุกต์ใช้ในการทำงานปกติ และในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่นอกจากจะทำให้เห็นสถานการณ์ของโรคในพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว ยังรู้ถึงความเคลื่อนไหวของสมาชิกทั้ง 118 คนในพื้นที่ด้วย
"กรณีที่เกิดโรค เราบอกว่ามีไข้เลือดออกที่ อ.ดงหลวง อำเภออื่นเขาก็จะรู้ไปด้วยกัน ก็จะเตรียมตัวป้องกันได้ มีอหิวาฯ ที่พื้นที่นี้ ถ้าเป็นพื้นที่รอยต่อ หรือคนไปไหนมาไหนเขาก็จะได้เตรียมตัว หรือถ้าอยากเชิญประชุม ส่งข้อความครั้งเดียวก็เชิญได้หมดทุกคน"
ขณะที่ เชียงราย แม้จะอยู่ในขั้นตอนของการเซ็ตอัพระบบ แต่ พิษณุรักษ์ กันทวี นักวิชาการสาธารณสุข งานสาธารณสุขชายแดนและพื้นที่พิเศษ สำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงรายก็ยอมรับว่า สามารถเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันให้มาทำงานร่วมกันง่ายขึ้น
"เรามีเครือข่ายจากปศุสัตว์จังหวัด เขาช่วยเรื่องการเฝ้าระวังโรคจากสัตว์สู่คน สมมติเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ ก็ส่งมาแจ้งเตือนปศุสัตว์ระดับ อำเภอ ให้เขารับทราบ ถ้ามีโรคฉี่หนู ก็เตรียมการให้สมาชิกทั้ง 58 คนเฝ้าระวังได้พร้อมกันด้วย"
นอกจากนี้ ก้าวต่อไปของเครือข่ายการเฝ้าระวังผ่านระบบ SMS ก็คือการสร้างเกราะป้องกันระดับภูมิภาค โดยใช้พื้นที่ทดลองทั้ง 2 แห่งเป็นจุดนำร่อง กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว แบ่งเป็นความร่วมมือระหว่างจ.มุกดาหารกับแขวงสะหวันนะเขต และจ.เชียงรายร่วมกับแขวงบ่อแก้ว ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นเตรียมระบบอยู่
ถึงการทำงานจะมีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปัญหาให้มานั่งคิดกันต่อ ทั้งเรื่องรหัสรายงานเพื่อทำให้การเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่กระจัดกระจาย ความเสถียรของโปรแกรม รวมทั้งความครอบคลุมที่ทุกฝ่ายต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าหากสามารถสร้างกรอบความร่วมมือให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์รายอื่นๆ ได้ จะถือว่าเป็นการก้าวขึ้นไปอีกขั้นของการเฝ้าระวังอย่างแท้จริง
แม้ตอนนี้ จะเป็นเพียงระบบนำร่อง แต่ไกรก้องมองว่า ถ้าหากสามารถปรับปรุงให้เอามาใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต อัตราเสี่ยงจากโรคร้ายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นก็น่าจะลดลงไปด้วยเช่นเดียวกัน
"ถึงจะยังไม่มีการพิสูจน์ยืนยันจากห้องแล็บ แต่การได้รับข้อความเตือนนั่นก็ช่วยทำให้เราระมัดระวังตัวเพิ่มขึ้นอยู่ดีใช่ไหมครับ" เขาตั้งข้อสังเกตด้วยรอยยิ้ม
................................................................
ถอดรหัสเฝ้าระวังสายพันธุ์ไทย
จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เล่าถึงพัฒนาการของระบบเฝ้าระวังประเทศไทยว่า ระบบเฝ้าระวังโรคที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ถือว่ามาตรฐานเดียวกันกับระบบที่ใช้ในประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งสหรัฐอเมริกา และ ยุโรป
ทุกครั้งที่มีการสงสัยว่าจะเกิดการระบาดหรือไม่ จะต้องได้รับการตรวจยืนยันก่อนโดยแพทย์ที่ดูแล ก่อนจะส่งข้อมูลต่อไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับในประเทศที่ยังด้อยพัฒนา จะไม่มีแล็บที่ดีจึงไม่สามาถตรวจวินิจฉัยได้มาก ขณะที่คุณหมอเองก็ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ทุกอาการของโรค ก็ต้องใช้วิธีแจ้งข้อมูลอาการที่ "น่าจะใช่" ซึ่งแจ้งข้อมูลไปโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน
แม้ว่าในเมืองไทยโดยส่วนใหญ่จะเป็นไปตามระบบแรก แต่ในบางกรณีที่ตรวจได้ช้า หรือ โรคที่แสดงอาการน้อย ก็จำเป็นต้องใช้การระบุแบบกว้างๆ ส่งไปก่อนเพื่อเตรียมข้อมูลในการนำไปวิเคราะห์ต่อไป
ยกตัวอย่างเช่น ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นกันเยอะมาก ทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก โรคนี้หากรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการก็จะช้า จึงต้องใช้วิธีรายงานเป็นกลุ่มอาการ "คล้าย" ไข้หวัดใหญ่ไปก่อน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับในประเทศที่พัฒนาแล้ว
ปัญหาของโปรแกรมซึ่งสำนักระบาดใช้อยู่นั้น มีจุดเสี่ยงอยู่ที่ความเสถียรของอินเทอร์เน็ต โดยถ้าอินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้วันนั้นก็จะไม่ได้ส่งรายงาน ซึ่งจีโอแชท ก็จะเข้ามาช่วยลดความผิดพลาดในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ลดความเสี่ยง กรณีใช้ระบบสื่อสารออนไลน์ไม่ได้
สำหรับข้อมูลในการประเมินความร้ายแรงว่าถึงขั้นระบาดหรือยัง นพจักรรัฐ ตอบว่า
"อยู่ที่สัดส่วนของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยทั้งโรงพยาบาล ว่าเกิน 5-10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกินกว่านั้น น่าจะมีการระบาดแล้ว เราก็จะแจ้งเตือนกลับไป สาธารณสุขอำเภอก็จะต้องลงพื้นที่หากลุ่มคนที่จะเสี่ยงต่อการติดโรค พร้อมๆกับการส่งข้อมูลกลับไปมาระหว่างส่วนกลางและคนในพื้นที่ คนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ก็จะได้รับรู้สถานการณ์ไปพร้อมๆ กันด้วย"
Tags : Geochat
