ทันที่แอนิเมชันเรื่อง Up จบลง ตะกอนที่เหลือค้างไว้ในความรู้สึก คือ ความรักอันลึกซึ้งที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีให้กัน
ชายชราวัยไม้ใกล้ฝั่ง หอบบ้านทั้งหลังพร้อมรูปภรรยา ดั้นด้นไปสู่น้ำตกพาราไดซ์ (Paradise) หรือ น้ำตกสายเล็กๆ ที่โผล่มาจากชะง่อนหินสูงเสียดฟ้า ณ ดินแดนแห่งอเมริกาใต้ ปลายทางที่ทั้งสองเคยฝันไว้ว่าจะมาด้วยกัน แต่สุดท้ายฝ่ายชายเท่านั้น ที่ไปถึง
ผ่านไปหลายวัน เครื่องเล่นดีวีดีบนชั้น ฉายหนังเรื่องใหม่จบไปหลายเรื่องแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม น้ำตกพาราไดซ์ยังไหลอยู่ข้างใน...ไม่ยอมหยุด
ครั้นจะตีตั๋วไปไกลถึง "น้ำตกแองเจล" น้ำตกสูงที่สุดในโลกในเวเนซูเอลา เพื่อหา "ต้นแบบแรงบันดาลใจ" ในหนังก็คงกระไรอยู่ เพราะก่อนเปิดกล้อง ทีมงานพิกซาร์กว่า 10 ชีวิต ยังต้องใช้เวลากว่า 3 วันกับการเดินทางอันแสนทรหด กว่าจะดั้นด้นไปถึง ยอดเขา "เทพุซ" แหล่งกำเนิดน้ำตกแห่งสรวงสวรรค์ได้
ความฝันจึงต้องม้วนเก็บเข้าลิ้นชักไว้ชั่วคราวแล้วปล่อยให้น้ำตกแท่งยาวๆ ตกตะกอนไป
แต่ยังไม่ทันจะลงไปนอนก้นดี ความฝันนั้นก็ถูกเขย่าอีกครั้ง เพราะอีกไม่กี่วันต่อมา น้ำตกสรวงสวรรค์ก็มาอยู่ตรงหน้า!
เดินทางแค่ 2 ชั่วโมงเศษเท่านั้น...
สวิตเซอร์แลนด์แดนอิเหนา
ยิ่งถ้าเริ่มต้นจากภูเก็ต เวลาบนนกเหล็กก็จะเหลือเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น เราก็จะถึง เมดาน (Medan) เมืองหลวงของเกาะสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย
เทียบกับจาการ์ตาแล้ว "เมดาน" อาจจะเป็นบุคคลแปลกหน้า และเข้าถึงยาก (มาก)
ไม่ใช่เมดานหรอกที่เข้าถึงยาก เพราะรายนั้นแค่ล้อแตะรันเวย์สนามบิน Polonia ก็เป็นอันถึงแล้ว แต่เรากำลังพูดถึงเมือง บราสตากี (Brastagi) ต้นทางทางใต้ที่ชุกชุมไปด้วย ความดิบ สด และ รสชาติการเดินทางที่ความสวยต้องแลกมาด้วยความทรหด
แม้จากภูเก็ตมาเมดานง่ายนิดเดียวเพราะสายการบินแอร์เอเชียเขาเพิ่งเปิดเส้นทาง แต่จากเมดานไปบราสตากี เราต้องใช้บริการรถบัสหรือรถตู้ เพื่อวิ่งบนถนนบนหุบเขา สูงต่ำเนินหลุม มีครบหมดในถนนความกว้างขนาดเลนเดียวบ้านเรา แต่คนอิเหนาเขาประหยัด วิ่งสวนไปมาได้ 2 ด้าน
โชเฟอร์จึงต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการเลี้ยวแบบ หัก(สองสาม)ศอก อยู่หลายโค้ง เล่นเอากองทัพข้างหลังเบาะคว้ายาดมกันอุตลุด
โขยกและเขย่าอยู่ 4 ชั่วโมง ทริปบุกเบิกของเราก็มาถึงบราสตากี เหมือนจะรู้ว่าเหนื่อยกันทั้งคัน อากาศเย็นๆ กับกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า ก็พัดมาให้ได้พอชื่นใจ
จริงๆ พระเอกของการเดินทางครั้งนี้ คือ ทะเลสาบโทบา (Lake Toba) ไฮไลต์เด็ดที่ชาวสุมาตราเหนือ ภูมิอกภูมิใจ เพราะเป็นทะเลสาบที่เกิดบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ (Caldora) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกิดจากการระเบิดแบบซูเปอร์ภูเขาไฟ เมื่อราวๆ 74,000 ปีที่แล้ว และด้วยหลักฐานต่างๆ นานา นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นการระเบิดครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นมาในโลก
ด้วยแรงระเบิดมหาศาลนี้เอง ทำให้ทะเลสาบโทบามีเนื้อที่ถึง 1,645 ตารางกิโลเมตร กว้าง 30 ยาว 100 ก.ม. ลึกที่สุด 505 เมตร และเต็มไปด้วยหน้าผาสูง
ความสูงที่กลายเป็นความลึกเมื่อมองจากข้างบนลงมา เบื้องล่างคือแผ่นน้ำสีฟ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา เมื่อมาผสมกับธรรมชาติสดๆ เขียวๆ ข้างบน เจือด้วยลมเย็นๆ ที่พัดเข้ามาช่วยล้างปอดจนหน้าชา
ทำไมคนเมดานเขาภูมิใจนำเสนอนักหนา ...เราพอรู้แล้ว
ชนเผ่าจิ้งจก
อาจจะเป็นหนึ่งในดินแดนที่ยังเขียวและดิบอยู่มากๆ คนอินโดด้วยกันจึงเดินทางมาเที่ยวเกาะสุมาตราตอนเหนือไม่ได้ขาด โดยเฉพาะกลุ่มประชากรเชื้อสายจีน หลุดจากนั้นก็เป็นชาวฝรั่งที่ขึ้นชื่อเรื่องหาที่เที่ยวนอกแผนที่
สัมพันธภาพระหว่างคนพื้นเมืองกับคนต่างถิ่น จึงเป็นไปตามธรรมชาติ...หวาดๆ กล้าๆ แต่ก็มาพร้อมรอยยิ้ม
รอบๆ ทะเลสาบโทบา มีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่รายรอบและบนเกาะกลางทะเลสาบ คนเหล่านี้คือ ชนเผ่าบาตัก (Bataks) และในชนเผ่านี้ยังแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอีกนับไม่ถ้วน แต่ก็พอแบ่งเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ 5 กลุ่มใหญ่ คือ โทบา (Toba) ปักปัก (Pak Pak) สิมาลุงกัน (Simalungun) มันไดลิ่ง (Mandailing) และ คาโร (Karo)
ก่อนหน้านี้ ชาวบาตักส่วนใหญ่ นับถือภูตผีปีศาจ และบูชาธรรมชาติ บางชนเผ่าก็กินคน
กลางทะเลสาบโทบา มีเกาะใหญ่อยู่เกาะหนึ่งชื่อ ซาโมซีร์ (Samosir) มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อ อัมบาริตะ Ambarita ที่มีวัฒนธรรมกินคนมายาวนานจนถึง ค.ศ.1860
แต่ไม่ใช่นึกอยากกินใครก็กิน หรือกินเพื่อความอร่อย แต่ชาวอัมบาริตะ เขาวางโครงสร้างการปกครองหมู่บ้านไว้อย่างเป็นระบบ หนึ่งในระบบคือ การลงโทษผู้กระทำผิด ส่วนใหญ่เป็นเชลยจากการสู้รบระหว่างชนเผ่า
เริ่มตั้งแต่จับไปขังไว้ในคุก (ใต้บ้าน) เอาตัวไปพิพากษาที่ศาล (ลานหินหน้าหมู่บ้าน) โดยมี "หมอผี" ทำหน้าที่เป็นตัดสินร่วมกับแกนนำชาวบ้าน เมื่อทุกคนลงมติว่า "ต้องฆ่า" นักโทษจึงถูกนำตัวไปที่ Stone chair จัดการผูกผ้าปิดตา เพชฌฆาตจะใช้มีดดาบขูดตามตัว 3 รอบก่อนเพื่อให้เวทมนตร์ในตัวหมดไป จากนั้นก็จะถูกนำไปนอนบนแท่นหิน มือสังหารจะเริ่มกรีดตั้งแต่อกลงมาถึงช่วงท้อง เพื่อควักเอาอวัยวะภายในออกมาให้สักขีพยานกินกันสดๆ
ถ้าใครไม่กินจะถือว่ามีความผิดฐานไม่เคารพ ไม่เชื่อฟัง
ขั้นตอนสุดท้ายคือ ตัดคอ แล้วเอาหัวไปให้หัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อให้ดื่มเลือดจากส่วนหัว เชื่อกันว่าจะยิ่งทำให้อำนาจแก่กล้ายิ่งขึ้น ส่วนท่อนล่างที่เหลือทั้งหมดจะถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แบ่งกันกินให้หมดจนเหลือแต่กระดูก จึงค่อยโยนซากลงทะเลไป
หากหลังจากปี ค.ศ.1860 ศาสนาคริสต์เริ่มเผยแผ่เข้ามา ประเพณีการกินเนื้อมนุษย์จึงหายไป เหลือไว้ก็แต่การนับถือธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์รายรอบ ผ่านการนิยมใช้ทาบ้านด้วยสีสามสี คือ ขาว แทน สวรรค์ , แดง แทน โลก และ ดำ แทน นรก พ่วงกับสัตว์มาอีก 1 ตัวคือ จิ้งจก ที่ไม่ว่าหมู่บ้านไหนในเผ่าบาตักก็ต้องมีเป็นรูปปั้น หรือ วาดระบายติดฝาบ้าน
เราแอบคิดในใจว่าทำไมถึงต้องเป็นจิ้งจก เพราะมันเปลี่ยนสีได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆ น่ะหรือ?
"มันคือ มิตรภาพ ด้วยความที่เกาะสุมาตราประกอบไปด้วยหลายชนเผ่า พวกเราจึงปรับตัวง่ายต่อความแตกต่าง" ไกด์ชาวเมดาน บอก
ห่างออกไปไกล เดินทางอยู่หลายชั่วโมง คือ ที่ทางของ หมู่บ้าน โดกัน (Dokan) อีกหนึ่งสมาชิกของชนเผ่า บาตัก คาโร
ถ้า "เรือนไทย" คือสัญลักษณ์ที่อยู่อาศัยของเรา ชาวอิเหนาก็ต้องเป็นแบบหลังคาสูงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปลายแหลมแต่ตรงกลางโค้งเว้าเป็นแอ่ง คล้ายเรือ...ที่ยังพอหาได้บ้างในหมู่บ้านแห่งนี้
ถึงคนไทยจะไม่เคยมาเยือนที่นี่เลยสักครั้ง แต่ผู้เฒ่าวัย 90 ปีแห่งหมู่บ้านโดกันก็เปิดประตูเชื้อเชิญคนแปลกหน้าให้เข้าบ้าน
ต้องพูดว่า "ขึ้นบ้าน" ถึงจะถูกกว่า เพราะบ้านแกเป็นเรือน 2 ชั้น ยกใต้ถุนสูงซึ่งเป็นที่สำหรับคอกสัตว์ คนจะใช้ชีวิตกันที่ชั้นบน อันเป็นโถงกว้าง ไม่มีห้องน้ำ หรือ กั้นห้องโน้นห้องนี้ มีแต่กั้นผ้าไว้สำหรับที่นอน ส่วนครัวอยู่ตรงกลาง เข้าห้องน้ำก็ต้องนอกบ้าน
หลังนี้อยู่กันประมาณ 30 คน หรือ 8 ครอบครัวย่อยในสกุลเดียวกัน ผู้เฒ่าเล่าว่า ลูกเล็กเด็กแดงที่เห็นรอบๆ คือ ผลผลิตจากลูกๆ ทั้ง 9 คนของแก ไม่มีใครแยกบ้าน นอกจากคนที่ไปทำงานในเมือง
แกยังบอกอีกด้วยว่า บ้านหลังนี้มีอายุ 200 ปีแล้ว บรรพบุรุษสร้างเองกับมือ ภูมิปัญญาสำคัญคือ การไม่ใช้ตะปูตอกเลยสักเล่มเดียว
ถามลุงแกผ่านล่ามว่า แล้วต่อบ้านกันอย่างไร
ปรากฏว่าคนหน้าย่นไม่ยอมตอบ ได้แต่ยิ้มๆ ทำหน้าตามีเลศนัย ไกด์ใจดีเลยหันกลับมาตอบแทนว่า "มันเป็นความลับครับ" ว่าแล้วก็ยิ้มเผล่ตามลุงแกไปเหมือนกัน
บ้านทุกหลังเน้นหลังคาสูง เว้นที่ว่างให้ห้องใต้หลังคา ใช้เก็บฟืนและเก็บของ อีกอย่างก็เพื่อไม่ให้ควันจากการทำอาหารลอยขึ้นไปวนคละคลุ้งอยู่ในบ้าน
จนถึงวันนี้ แม้บ้านรุ่นหลังๆ ในหมู่บ้านโดกัน จะติดจานดาวเทียม ก่ออิฐฉาบปูนแบบสมัยใหม่ แต่ก็ยังเหลืออีกไม่น้อยที่ไม่ใช้ไฟฟ้า มีแต่ตะเกียงน้ำมันให้แสงสว่าง ซึ่งก็รวมถึงบ้านผู้เฒ่าลูกเก้าคนนี้ด้วย
น้ำตกแห่งสรวงสวรรค์
ถัดจาก 2 หมู่บ้านข้างต้นยังมีอีกหลายๆ หมู่บ้านที่เราได้ไปเยือนถึงเรือนชาน แต่ละชุมชนล้วนมีเรื่องเล่าและความหลัง หลายๆ หมู่บ้านเคยสู้รบกันเองเพื่อดินแดนและทรัพยากร บางหมู่บ้านก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานความรักที่คละเคล้ามากับไสยศาสตร์อันเร้นลับ แต่อย่างน้อยทุกหมู่บ้านก็มี "จิ้งจก" แปะไว้บนฝาบ้านเหมือนๆ กัน
กลุ่มชนมากเผ่าจึงอยู่รวมกันได้สงบในเกาะสุมาตราเหนือ...
จนมาถึง "น้ำตกพาราไดซ์" ฉบับใกล้ๆ แค่เมดาน
อาจจะไม่ใช่ไฮไลต์ชนิด "ต้องแวะ" อย่างทะเลสาบโทบา หรือ ร้านค้าพื้นเมืองที่เต็มไปด้วยเสื้อยืดลาย Lake Toba
แต่จุดแวะระหว่างทางอย่าง น้ำตกซีปิโซปิโซ (Sipisopiso) ที่มีความสูงถึง 120 เมตร ก็เล่นเอา แฟนปู่ซ่าบ้าพลังอย่างฉัน หยุดกึ้กโดยไม่รู้ตัว
อาจจะไม่ได้สวยเท่า แม่สาวแองเจลของจริงในเวเนซุเอลา แต่น้ำตกพาราไดซ์ที่หลุดจากหนังมาอยู่ตรงหน้า (แม้จะมาด้วยภาษาตากาล็อกก็เถอะ) ฉันเชื่อว่า คุณย่าเอลลี่ (ผู้ล่วงลับ) ของคุณปู่ซ่า ที่บ้าพลังไม่แพ้กัน ก็ต้องชอบ
น้ำตกซีปิโซปิโซแห่งนี้ เกิดขึ้นตากแม่น้ำใต้ดินสายเล็กๆ ที่ไหลในที่ราบสูงคาโร (Karo) ซึ่งพุ่งตัวเองออกมาจากถ้ำในหลุมปล่องภูเขาไฟ ใต้ทะเลสาบโทบา ถือเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในอินโดนีเซีย และองค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนแล้วว่าเป็นมรดกโลก
คำอธิบายคร่าวๆ ของน้ำตกสายเดี่ยวดังกล่าวมีอยู่แค่นี้ ถัดจากนั้น หลายๆ คนรวมถึงฉัน ใช้เวลาอ้อยอิ่งอยู่นานกับธรรมชาติตรงหน้า บางคนถึงกับเปรยออกมาว่า "สวยจัง" แม้ตัวจะอยู่ห่างจากน้ำตกอยู่หลายช่วงตึก
เช่นเดียวกับฉัน มากกว่าความสวย การได้ไปดินแดนในฝันในวันเวลาอันใกล้ ... คงไม่มีอะไรคำพูดใดๆ บรรยายออกมาได้
นอกจากจะใช้เวลาอ้อยอิ่ง ฝนทิ้งตัวลงมาเม็ดหนักก็ยังไม่ละไปไหน รอจนเก็บรูปสมใจและไกด์เรียกครั้งสุดท้ายนั่นแหละ จึงหันหลังเดินขึ้นรถ
ระหว่างทางพลางกดรูปในกล้องขึ้นมาย้อนดูใหม่ ใจก็นึกถึง "ปู่คาร์ล" ที่แม้จะทำความฝันของ "ย่าเอลลี่" ไปได้ไม่สุดทาง ไม่ได้ปลูกบ้านไว้บนน้ำตกพาราไดซ์ แต่สุดท้าย ในบ้านหลังเดิม ในที่ดินผืนเดิม เขาก็กลับมา และ อย่างน้อยที่สุด เขาได้ผจญภัยครั้งใหม่อีกครั้ง ตามความต้องการสุดท้ายของเอลลี่
อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ แต่ปลายปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซูเอลา เพิ่งออกมาประกาศว่า จะเปลี่ยนชื่อ น้ำตกแองเจล ให้เป็นภาษาพื้นเมืองว่า Kerepakupai meru แปลว่า น้ำตกของสถานที่ที่ลึกที่สุด ด้วยเหตุผลว่า ไม่ยอมรับการตั้งชื่อตามนักบินชาวอเมริกัน จิมมี แองเจล ผู้ค้นพบ เพราะคนพื้นเมืองซึ่งเป็นอินเดียนแดง รู้จักและค้นพบมาก่อนหน้านี้แล้ว
ไม่ว่าจะเป็น แองเจล , Kerepakupai meru , พาราไดซ์ หรือ ซีปิโซปิโซ จะชื่ออะไรคงไม่สำคัญเท่าความหมายของการได้ไป ใกล้หรือไกลก็คงไม่ใช่สาระ
เช่นเดียวกับการเดินทางไม่ว่าที่ไหน ใกล้แค่หน้าปากซอย หรือ ไกลสุดขั้วโลกใต้ ขอแค่ไปที่ชอบๆ (เน้นพูดซ้ำแค่ตรงคำว่าชอบ) ...ก็พอแล้ว
..........................................................................................
(หมายเหตุ : โปรดชมภาพยนตร์เรื่อง "Up ปู่ซ่าบ้าพลัง" ก่อนอ่านเรื่องนี้)
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ต้องไปตั้งต้นที่ภูเก็ต มีสายการบินแอร์เอเชียที่เพิ่งเปิดเที่ยวบิน ภูเก็ต-เมดาน จากสนามบินโพโลเนีย (Polonia) เมดาน เพื่อจะไปถึงทะเลสาบโทบา ต้องใช้วิธีเช่ารถ หรือไม่ก็ใช้บริการรถสาธารณะ มีทั้งรถบัสขนาดใหญ่และรถตู้ขนาดย่อม ถ้าเช่ารถใช้การเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง ส่วนรถสาธารณะอยู่ที่ 5 ชั่วโมง ส่วนค่าบริการสำหรับรถเช่าอยู่ที่ 600,000 รูเปี๊ยะห์ (ประมาณ 2,400 บาท) รถสาธารณะ ประมาณคนละ 100,000 รูเปี๊ยะห์ (ประมาณ 400 บาท) สำหรับการเดินทางเมื่อไปถึง มีทั้งแท็กซี่และรถสาธารณะท้องถิ่นไว้บริการ (ราคาแล้วแต่ต่อรอง)
ที่พักรอบๆ ทะเลสาบโทบา แนะนำ Siantar Parapat Hotel คืนละ 340,000 รูเปี๊ยะห์ต่อคืน (ประมาณ 1,360 บาท) รองลงมาหน่อย แนะนำ Danau Toba Cottage Parapat คืนละ 300,000 รูเปี๊ยะห์ต่อคืน (ประมาณ 1,200 บาท)
Tags : เมดาน • อินโดนีเซีย





ความคิดเห็นที่ 4
อดีตแดง , 21 กุมภาพันธ์ 2553 18:15
บริหารธุรกิจไม่ให้ขาดทุนได้กำไรเป็นพันเป็นหมื่นล้าน ต้องเล่นการเมือง ซื้อเสียง ซื้อนักการเมืองเพื่อดันตนเองให้เป็นนายกฯ จากนั้นก็แก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อธุรกิจของตนเอง ถึงจะได้ชื่อว่าฉลาดใช่ไม๊ล่ะ คห1
ความคิดเห็นที่ 3
ความคิดโคตรแคบ , 21 กุมภาพันธ์ 2553 15:22
คห 1 ความคิดแคบๆ ก็กลับไปอยู่กะเสื้อแดงเหอะครับ คนเขาทำธุรกิจ ทำขาดทุน ก็ไม่ได้แปลว่าโง่ โชคอาจจะไม่ดี ตัิดสินใจผิดพลาด แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ก็มีกึ๋นพอที่จะลงทุนทำอะไร... ดีกว่าพวกบัวใต้ตมนะ เชื่อแต่สองมาตรฐาน รักประชาธิปไตยโคตร โดยไม่ได้รู้ว่ามันแปลว่าอะไรเนี่ย
ความคิดเห็นที่ 2
โง่จิงปะ , 20 กุมภาพันธ์ 2553 23:22
ถ้าคิดว่า กรุงเทพธุรกิจโง่ก็อย่าอ่าน เพราะถ้ารุ้ว่าโง่แล้วยังอ่าน คุณก็โง่กว่า จริงมะ ?? อ้อ อีกอย่างคุณเนี่ยจัดอยู่ในประเภทไม่รุ้จริง เพราะทุกหนังสือพิมพ์ขาดทุนเหมือนกันหมด ตามภาวะเศรษฐกิจ ไม่รู้แล้วยังทู่ซี้ตะแบงเสียง เรียกโง่แล้วอวดฉลาด หรือบางทีแอบอิจฉาคนที่ทำงานในเครือนี้อยู่รึเปล่า มีที่ไหนรับคนไม่จบ ป.ตรีเข้าทำงานฟะ ฟายจริง
ความคิดเห็นที่ 1
อย่าไปซื้อหนังสือพิมพ์โง่ๆอ่านครับ เดี๋ยวโง่ตามมัน , 20 กุมภาพันธ์ 2553 21:19
กรุงเทพธุรกิจ ขนาดบริหารบริษัทตัวเองยังบริหารขาดทุน
แล้วยังมาสอนให้นัำกธุรกิจ ขาดทุน ตามพวกมันอีก
คนเขียนบางคนก็เรียนไม่จบ ทั้งขาดทุน ทั้งโง่
คนโง่สอน คนอ่านก็เรียนรู้ตาม แล้วก็โง่ ตามคนสอน