กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 01:00

กระตุกหนวด 'ปู่โสม'

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

รวมพลคนเฝ้าสมบัติทั้งของรัฐและราษฎร์ ที่มาร่วมวงชงเรื่องเล่า มันส์ ฮา ครบรส แต่ต้องสลดเมื่อของหาย!

เก็บตกเรื่องเล่าจากวงเสวนา หัวข้อ "โจรกรรมในพิพิธภัณฑ์" ที่ทั้ง คนพูด และ คนฟัง ล้วนเกี่ยวข้องในแวดวงพิพิธภัณฑ์ทั้งสิ้น โดยเจ้าภาพผู้จัดงาน คือ มิวเซียมสยาม ในนามของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ซึ่งเคยตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งเพราะถูกมือดีฉกลูกปัดล้ำค่า "สุริยเทพ" อายุกว่า 2 พันปี หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทำเอาโกลาหลกันยกใหญ่ ก็ใครจะไปรู้ว่า ลูกปัดเม็ดกระจิ๋วหลิวเพียงเม็ดเดียวทว่ามูลค่ากลับสูงอย่างไม่สามารถประเมินได้
 

แม้ท้ายที่สุดลูกปัดล้ำค่าจะถูกส่งคืนโดยสวัสดิภาพ และต้องถือเป็นโชคดีอย่างมากที่คนร้ายไม่ใช่ "โจรมืออาชีพ" เพราะหากเป็นเช่นนั้นผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าน้อยนักที่จะได้คืน

 "ผ่านไปหนึ่งเดือน ถ้ายังจับไม่ได้ ก็ไม่ต้องหวังแล้ว เพราะคงไม่มีทางได้คืน" อ.ภุชชงค์ จันทวิช อดีตข้าราชการกรมศิลปากร และกรรมการที่ปรึกษาพิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในวิทยากรร่วมเสวนาเล่าให้ฟังถึงความจริงที่ต้องก้มหน้ารับ(กรรม)เมื่อของหาย

 

(1) หัวเราะร่า น้ำตาริน


 "พอรู้ว่าลูกปัดหาย อารามตกใจ เจ้าหน้าที่ก็วิ่งวุ่น ทุกคนไปมุงที่ตู้แล้วก็หยิบจับลูกปัดกันใหญ่ จนตู้จัดแสดงและลูกปัดเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือของเจ้าหน้าที่ซึ่งเราเองไม่ทันคิดที่จะระวังเรื่องรอยนิ้วมือเลย" จุลลดา มีจุล หัวหน้างานวิชาการและพัฒนาเครือข่าย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา ร่วมเล่าถึงประสบการณ์ความพลาดพลั้งของมิวเซียมสยาม ที่นอกจากจะปล่อยให้ของถูกขโมยไปแล้ว การที่เข้าไปหยิบจับวัตถุพยานก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมา ยังถือเป็นความผิดที่ไม่ได้เจตนาอีกด้วย


 ภาระอันหนักหน่วงบนบ่าของชาวภัณฑารักษ์ผู้พิทักษ์ทรัพย์ของแผ่นดิน ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นงานจำพวกเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แล้วยังเอากระดูกมาแขวนคอ เพราะต้องคอยเฝ้าระวังรักษาสมบัติ(ชาติ) ให้อยู่รอดปลอดภัย
 ทำได้ก็แค่เสมอตัว แต่ถ้าเกิดของหายขึ้นมาเมื่อไหร่ ..งานเข้า!

 “งานอย่างพวกผมถ้าของไม่หาย ต้องได้ 2 ขั้น” อดีตข้าราชการกรมศิลปากร อย่าง อ.ภุชชงค์ จันทวิช ช่วยไขความกระจ่าง เมื่อถูกถามถึงความดีความชอบของคนทำงานพิพิธภัณฑ์ว่าวัดผลงานที่ตรงไหน

 ของหายครั้งที่เป็นเรื่องฮือฮา ตื่นเต้นกันไปทั้งวงการ คือตอนที่ “ครุฑ” หาย โดยเป็นครุฑซึ่งประดับอยู่บนพระมหาพิชัยราชรถจัดแสดงที่โรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เกิดหายไปอย่างไร้ร่องรอย


 “เรื่องมีอยู่ว่าฝรั่งแกมาดูแล้วแกชอบมาก ขอซื้อยังไงเราก็ไม่ขาย แกเลยขโมยไป แกเอาไป 3 ตัว เอาไปทั้งครุฑ ทั้งเทวดา เสร็จแล้ว 2 ปีต่อมาแกส่งคืน บอกว่าเบื่อแล้ว นั่นเรายังไม่รู้เลยนะว่าหาย”

 นอกจากจะถูกมือดีฉกครุฑไปแล้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็ยังเคยโดนขโมยสิ่งของมีค่าทั้งประเมินได้และไม่ได้อีกหลายต่อหลายครั้ง ทั้งเงิดพดด้วงตราดอกรำเพยที่ถูกขโมยยกเซ็ท  มูลค่าความเสียหายราว 40 - 50 ล้านบาท หรือจะเป็นเหรียญสะสมที่เกิดพร้อมใจหายไปหมดตู้

 “เงินพดด้วงที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้ทำขึ้นมาเพื่อถวายสมเด็จพระนางเจ้ารำเพย น้ำหนักกว่า 3 กิโลกรัม เกิดหายไปยกชุด เราก็ตกใจว่าหายไปได้อย่างไร เพราะปรกติเราจะมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตราทุกตู้ วันนั้นคงจะหวยออก เลยไม่ได้ดูครบทุกตู้ เรื่องหวยนี่เรื่องจริงนะ แปลกมากเลย มันจะหายตอนหวยออกทุกที

 วันดีคืนดี เหรียญสะสมก็เกิดหายไปทั้งตู้ เหรียญที่ระลึก เหรียญงานพระบรมศพ เหรียญแต้เม้ง เหรียญกรมหลวงชุมพร เหรียญหลวงพ่อวัดมะขามเฒ่า เหรียญอีกเยอะแยะ พร้อมใจกันหายเรียบ ไม่รู้ท่านชวนกันไปเที่ยวไหนกัน จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้คืน” อดีตข้าราชการกรมศิลป์เล่า

 หลายครั้งที่วัตถุโบราณอันมีค่าได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนา แต่ต้องมาตายน้ำตื้นโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งประมาท เลินเล่อ ถึงขนาดที่บางครั้งฟังแล้วนึกว่าเป็นเรื่องโจ๊ก เป็นต้นว่า ลงทุนซื้อกุญแจที่แข็งแรงมาก แต่กลับใช้สายยูคุณภาพกลางๆ คนร้ายแค่ตัดสายยูออกก็เปิดตู้ ชอปปิ้ง เลือกหยิบของได้สบายใจเฉิบ

 แต่ที่เซอร์ไพรส์ คือ บางครั้งวายร้ายจอมขโมยกลับไม่ใช่ “คน” แต่มาในคราบ “นก”

 อ.ภุชชงค์ เล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับเครื่องสำริดที่บ้านเชียง มีเบ็ดยักษ์บ้านเชียงมาจัดแสดงด้วย แต่แล้วเมื่อถึงวันเก็บของ เบ็ดยักษ์โบราณกลับอันตรธานหายไป วุ่นวายตามหากันใหญ่ ถึงกับโทษว่า เกลือเป็นหนอนแน่ แต่ที่ไหนได้กลับกลายว่า “นกเป็นหนอน”

 “ของที่เอามาแสดงมันเยอะมาก วันเดียวเก็บไม่หมด นกสาลิกามันเลยมาช่วยเก็บ มันมาเอาเชือกไปทำรัง แล้วเลยติดเบ็ดไปด้วย ตื่นเช้าขึ้นมาของหาย ประเมินราคาเกือบจะติดคุกทั้งอาญา ทั้งวินัย ทั้งแพ่ง วุ่นวายกันใหญ่
 อยู่มาวันหนึ่งหลังคารั่ว ขึ้นไปซ่อมถึงได้เจอเบ็ดที่หายไป ส่วนคนที่ดูแลห้องจัดแสดงก็ถูกทำโทษทางวินัยไปเรียบร้อยแล้ว”

 เหตุการณ์ของหายโดยสัตว์ไม่ได้รับเชิญ ไม่ว่าจะนก หนู มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่มากที่สุดก็หนีไม่พ้น “คน” ที่มาโดย “ตั้งใจ”

 

(2) สมบัติชาติต้องรักษา


 “ผมกล้าพูดเลยนะ ว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพ ที่ผมอยู่มา 30 กว่าปี เป็นระบบที่ดี มีมาตรฐาน ส่วนคนที่ทำงานพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่บริหารงานลงมาจนถึงยามรักษาความปลอดภัย ส่วนใหญ่จะสืบเชื้อสายรุ่นพ่อรุ่นแม่ลงมา เราไม่ค่อยจะรับคนนอกเข้ามาเท่าไหร่นัก เพราะไม่รู้จะเชื่อใจได้อย่างไร

 อย่างยามที่นี่ ผมก็รู้จักบ้านช่อง ลูกเมีย งานศพ งานแต่ง ต้องไป เพราะเราอยู่กันแบบครอบครัว ใกล้ชิดกัน อย่างน้อยก็เชื่อใจได้มากกว่าคนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า”

 นอกจากนี้ยังมีระบบระเบียบขั้นตอนที่กำหนดไว้เพื่อให้ยากต่อการเข้าถึงวัตถุโบราณ เป็นต้นว่า การจะเปิดตู้จัดแสดงแต่ละครั้ง ต้องมีกรรมการ 4 คนประทับตรา ต้องทำบันทึกสาเหตุของการเปิดตู้อย่างละเอียด อาทิ หากจะเปิดตู้เพื่อถ่ายรูป ก็ต้องแสดงรายละเอียดว่า ใครจะถ่าย ถ่ายไปเพื่ออะไร ถ่ายภาพวัตถุกี่ชิ้น ทั้งยังต้องนำรูปที่ถ่ายไปแล้วส่งกลับมาไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย

 แต่แม้ว่า อ.ภุชชงค์ จะนั่งยันนอนยัน ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเข้าขั้นมาตรฐานสูง แต่กระนั้นเหตุการณ์ของหายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็ยังเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง โดยอดีตข้าราชการกรมศิลป์ก็ได้แต่ขอความเห็นใจให้กับคนทำงานพิพิธภัณฑ์ ว่าถ้าเทียบกับโจรที่ตั้งใจมาขโมยแล้ว อย่างไรก็ห่างชั้นกัน

 กรณีล่าสุด ที่เพิ่งเป็นข่าวครึกโครมใหญ่โต กับคนร้ายที่ล้วงคองูเห่า เข้ามากวาดพระกรุนาดูนจากตู้จัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น หายเรียบ เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา


 "อย่างเรื่องพระหายที่ขอนแก่น ที่โดนขโมยไปกว่า 90 องค์ ถ้าไม่ได้กลับมาก็คงตายยกกอง" อ.สมชาย ณ นครพนม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ กรมศิลปากร เล่าถึงความหนักหนาในปัญหาที่เจ้าหน้าที่กรมศิลป์ต้องพบเจอเป็นประจำ ก่อนจะวิเคราะห์ถึง “จุดบอด” ของการรักษาความปลอดภัยในพิพิธภัณฑ์ฯ ขอนแก่น ซึ่งปล่อยให้โจรซ่อนตัวหลบอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ รอเวลาให้เจ้าหน้าที่ล็อกประตู และเมื่อปลอดคน ก็ออกมาชอปปิ้งเลือกหยิบวัตถุโบราณที่ต้องการอย่างเย็นใจไม่รีบร้อน ก่อนจะหลบหนีไปอย่างง่ายดาย


 โดยยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ความหละหลวมไม่ได้ตรวจดูทุกซอกหลืบ ส่วนกล้องวงจรปิดซึ่งติดอยู่ราว 4-5 จุด ก็ใช้ได้แค่ช่วงกลางวัน เพราะเมื่อปิดไฟ ภาพที่ได้ก็จะมองเห็นไม่ชัด ซึ่งนั่นก็เป็นปัญหาเรื่องงบประมาณ ซึ่งมีงบแค่ 4 หมื่นบาท จะไปหากล้องซีซีทีวีระดับเจมส์บอนด์มาใช้ก็ดูจะกระไรอยู่

 ที่สำคัญ คือ ความไม่เคร่งครัดของเจ้าหน้าที่ เห็นได้จากการที่คนร้ายสามารถสะพายเป้เข้ามาได้ทั้งๆ ที่เป็นข้อห้าม


 แม้ว่าจุดบอดทั้งหมดที่ว่ามาทั้งหมดจะได้รับการแก้ไขแล้ว ตั้งแต่กำชับให้เจ้าหน้าที่เคร่งครัดในการปฏิบัติงานมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ติดตั้งสัญญาณกันขโมย และ ติดไฟส่องสว่างมากขึ้น บนเหตุและผลที่ว่าคนร้ายกลัวเสียงดังและแสงสว่าง ซึ่งจะเรียกว่าเป็น วัวหายล้อมคอก ก็คงไม่ผิดนัก แต่ อ.สมชาย บอกว่ามันคือเรื่องจำเป็น

 เกือบทุกครั้งที่มีของหาย หน้าที่สำคัญของ อ.ภุชชงค์ คือลงสำรวจตลาด ทั้งเพื่อหาข่าว และ เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหาย


 “เวลาไปคุยกับคนค้าของเก่า เราก็พยายามพูดกับเขาตลอดว่าของที่หายเป็นสมบัติของประเทศชาตินะ ผมขอร้องเถอะ เราไม่ได้ยากจนถึงกับต้องเอาของในพิพิธภัณฑ์มาค้าขาย คุณจะเล่นมรดกใครก็เล่นไปเรื่องของคุณไม่เกี่ยวกับเรา แต่นี่มันเป็นสมบัติของชาติ สมบัติของทุกๆ คน เราก็พยายามขอร้องว่าอย่ามายุ่ง”

 ก่อนจะสำทับด้วย อ.สมชาย ที่บอกว่าเรื่องนี้ ควรแก้ที่จิตสำนึก โดยต้องสร้างการรับรู้เรื่องสมบัติชาติกันเสียใหม่ ให้มองที่คุณค่า หาใช่ราคาที่ถูกกำหนดโดยพ่อค้าที่มองค่าของวัตถุโบราณเป็นแค่เครื่องมือเก็งกำไร

 

(3) เรื่องเล่าของคนเฝ้าวัง


 ฟังเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกำลังเพลิน ลองย้ายฉากมาฟังเรื่องสนุกๆ จากคนในรั้วในวังกันบ้าง โดยทีมเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำพระที่นั่งวิมานเมฆและหมู่พระตำหนัก ได้เล่าให้ฟังถึงความเข้มงวดระดับ "ขั้นกว่า" ซึ่งถูกออกแบบไว้เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติของพระเจ้าแผ่นดิน

 "เรามีกล้องวงจรปิด 164 ตัว เจ้าหน้าที่มอนิเตอร์หน้าจอ 8 คน พร้อมเจ้าหน้าที่ภาคสนามประจำจุดอีก 30 นาย" เริ่มต้นอธิบาย ก็พอจะเห็นภาพความเต็มที่ในการดูแลพระที่นั่งวิมานเมฆแล้ว ว่า "ขั้นกว่า" ขนาดไหน

 "เพราะสถานที่ที่เราดูแล ไม่ได้เป็นแค่พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นบ้านของพระเจ้าอยู่หัว" คือ เหตุผลที่ไม่ต้องอธิบายให้มากความ ว่าทำไมการรักษาความปลอดภัยของสถานที่แห่งนี้ถึงได้เข้มกว่าที่อื่นๆ

 

แม้ว่าทีมเจ้าหน้าที่จะไม่สามารถเล่าถึงรายละเอียดเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยได้มาก แต่เจ้าหน้าที่ใจดีก็อุตส่าห์แย้มให้ฟังว่า "นอกจากระบบสากลแล้ว ที่นี่ยังใช้ระเบียบปฏิบัติแบบโบราณที่สืบต่อกันมานาน เป็นต้นว่า หากจะต้องเปิดตู้จัดแสดงเพียงแค่เพื่อทำความสะอาด ยังต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการมากถึงราว 8-9 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับระเบียบที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติซึ่งใช้ 4 คนแล้ว ต้องถือว่าเข้มกว่ากันมากนัก

 "ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆ ของพระที่นั่งวิมานเมฆไม่ใช่เรื่องโจรขโมย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องแปลกๆ หน่อย เช่น บางทีก็มีคน(บ้า)มาขอเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว เราก็ต้องหลอกว่า ทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักภูพิงค์ หรือ บางครั้งก็มีประเภท มือบอน อยากจะหยิบของติดไม้ติดมือกลับไป ซึ่งก็ไม่ใช่ของมีค่าอะไร แต่ก็อยากหยิบ"


 เมื่อถามถึงประสบการณ์น่าตื่นเต้นระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่คนเดิมเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง สัญญาณกันขโมยดัง เจ้าหน้าที่วิ่งหาต้นตอกันให้วุ่น กว่าจะถึงบางอ้อ ว่าที่แท้ก็เป็นเพราะมี "บางสิ่ง" เข้าไปใต้ถุนพระตำหนักโดนเข้ากับตัวจับสัญญาณจนร้องลั่น ..บางสิ่งที่ว่านั้นกลับเป็นตัวเงินตัวทองเจ้ากรรมเสียนี่!


 นอกจากนี้ ด้วยอาณาบริเวณอันใหญ่โตของพระที่นั่งวิมานเมฆและหมู่พระตำหนักซึ่งประกอบด้วยสวนกว้างขวาง ทำให้การรักษาความปลอดภัยไม่ได้จำกัดแค่ภายในตัวอาคารเท่านั้น

 หลายคนอาจสงสัยว่า ในสวนมีอะไรให้ขโมย เจ้าหน้าที่ตอบพร้อมกับอมยิ้มว่า  ".. เขาชอบเข้ามาโรยแป้ง ขูดขอหวยจากต้นไม้กันค่ะ"

.........................................

 แม้ว่าการ "โจรกรรม" กับ "พิพิธภัณฑ์" จะมีทั้ง "โหด มัน ฮา" แต่ก็ยังมีความน่าสนใจแฝงมากับจดหมายตอบกลับฉบับหนึ่งที่ร่อนมาจาก "บ้านจักรยาน"  เนื้อความตอบกลับปฏิเสธคำเชิญด้วยเหตุผลที่ว่า บ้านจักรยานคือ "บ้าน" ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ ฉะนั้นตนเองจึงไม่ได้อยู่ในข่ายของผู้ที่ต้องมารับฟัง อีกทั้งยังร่วมแชร์ปัญหา เปิดความในใจด้วยว่า บ้านจักรยาน เปิดมากว่า 10 ปี ของหายทุกปี ปีละ 7-8 ครั้ง โดนขโมยเรื่อยมา จนกระทั่งทำใจไปแล้วว่า

 ... อย่างไร ขโมยก็ต้อง ขโมย เพราะการขโมยคือ หน้าที่

Tags : โจรกรรม พิพิธภัณฑ์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

รับเหมาติดตั้งกล้องวงจรปิด IP CAMERA FIBER OPTIC CCTV ดูหน้างานประเมินราคา พร้อมออกแบบให้ฟรี สอบถามได้ที่ http://www.CctvBangkok.com

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement