กรุงเทพธุรกิจ

Life Style

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 01:00

เห็นแก่ตัวเพื่อส่วนรวม...สุนิตย์ เชษฐา

สุนิตย์ เชษฐา กรรมการผู้จัดการ Change Fusion

สุนิตย์ เชษฐา กรรมการผู้จัดการ Change Fusion

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ปลอกเปลือกมุมมอง ความคิด ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "กาว" เชื่อมรัฐ องค์กร กลุ่มธุรกิจ ให้ใกล้ชิดชนบท ที่มี"ความเห็นแก่ตัว" เป็นแรงผลักสำคัญ

หลายปีก่อน เชนจ์ ฟิวส์ชั่น (Change Fusion) ถือเป็นอีกองค์กรของคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตาอีกกลุ่มหนึ่ง ในห้วงกระแสที่คนหันกลับมาสนใจเรื่องของจริยธรรมทางธุรกิจ และการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น


กลุ่มคนทำงานที่แปรสภาพมาจาก Thai Rural Net (TRN) ซึ่งอยู่ใต้ร่มของ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีการนำนวัตกรรม เพื่อมาใช้สนับสนุนงานด้านสังคมของกลุ่มองค์กรต่างๆ รวมทั้งการสนับสนุนด้านเงินทุนแก่องค์กรที่ทำงานทางสังคม โดยเน้นที่การออกแบบการทำงานให้องค์กรเหล่านั้นสามารถบริหารและสร้างรายได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะใช้ทรัพยากรจากแหล่งทุนเพียงฝ่ายเดียวอย่างที่ผ่านมา


 การหมุนเวียนของเงินกว่าร้อยล้านบาทจากแหล่งทุนไปสู่กลุ่มคนทำงานที่มีความหลากหลาย เป็นเครื่องการันตีชั้นดีถึงประสิทธิภาพในการ "ประสานงาน" ของคนกลุ่มนี้

 "งานของเราคือเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน" สุนิตย์ เชษฐา กรรมการผู้จัดการ Change Fusion นิยามถึงลักษณะงานของพวกเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  

 โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิของกูเกิ้ล และอีกหลายๆ องค์กร ในการพัฒนาสร้างโปรแกรมจีอีโอแชท (GEO Chat) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง และรายงานสถานการณ์โรคระบาดในพื้นที่ อันถือเป็นโครงการต้นแบบของภูมิภาคอาเซียน


 การพัฒนามาตรฐานทางจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการทำแผนงานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสุขภาวะ ทำโครงการอินเตอร์เน็ตสีขาว กับกระทรวงวัฒนธรรม และช่วยงานโครงการอินเตอร์เน็ตสีขาวของกระทรวงศึกษาธิการ

 โครงการเชื่อมโยงความรู้เพื่อยกระดับการเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ผ่านเครือข่ายห้องสมุดดิจิทัล หรือ Thai Digital Library Network ช่วยพัฒนาระบบข้อมูลออนไลน์ของมูลนิธิหมอชาวบ้าน การทำสื่อกลางระหว่างประชาชนกับภาครัฐผ่านเว็บไซด์ ideas.in.th รวมทั้งการพัฒนาพลังงานทดแทนให้กับโรงเรียนในชนบท หรือนอกเขตเมือง

และอีกกว่า 20 โครงการในความรับผิดชอบ...

พูดไม่ผิดว่า กิจกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ เพราะมีผู้ชายอายุยังไม่เต็มเลขสามคนนี้เป็นฟันเฟืองใหญ่คอยขับเคลื่อน 
 ตั้งแต่กิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยไปจนถึงการทำงานจริงในระดับองค์กร เขายังเชื่ออยู่เสมอว่า ทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วยความจริงใจ และเชื่อใจกัน แถมยังได้ผลดีกว่า ข้อมูลที่อยู่ในแฟ้มโครงการกองโตเสียอีก

ภาพของ เชนจ์ ฟิวส์ชั่น มักปรากฏควบคู่กับความเป็นผู้ประกอบการทางสังคม (Social Enterprise) จริงๆ แล้วสิ่งที่คุณทำอยู่มีอะไรบ้าง

พอสมควรครับ (ยิ้ม) ภารกิจหลักของเราคือ ส่งเสริม และพัฒนานวัตกรรมทางสังคม หรือแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ด้วยวิธีการใหม่ๆ สนใจเรื่องความยั่งยืน และการขยายผลเป็นพิเศษ  ถ้ามองจากข้างนอกอาจจะรู้สึกว่าเราทำเยอะแยะไปหมด ไม่โฟกัสหรือเปล่า แต่จริงๆ ร้อยละ 80 ของเนื้องานเราไม่ได้ทำเอง เราเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายต่างๆ ที่ทำงานด้านพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาวะ เข้าด้วยกัน ทั้งในภาควิทยาศาสตร์ ธุรกิจ และสังคม เกิดจากการเอาคน องค์ความรู้ หรือวิธีคิดที่อยู่คนละโลกให้มาเจอกัน เพื่อร่วมสร้างโลกใหม่ให้เกิดขึ้นมา

ดูเหมือนโครงการที่ทำจะมีการเชื่อมโยงเข้าหาเทคโนโลยีแทบทั้งสิ้น ?

จริงๆ จะเน็ตหรือไม่เน็ตก็ได้นะ แต่ที่สำคัญก็คือ ทำอย่างไรเวลามีปัญหา หรือมีโอกาสร่วมกัน ทำอย่างไรจะให้คนที่เชี่ยวชาญ มีความสนใจ หรือเกี่ยวข้องกับปัญหานั้นโดยตรงมาร่วมมือกัน แล้วออกแบบวิธีการแก้ปัญหา ทั้งวิธีที่รู้มาแล้ว หรือสังเคราะห์วิธีใหม่ขึ้นมา แล้วปรับให้เหมาะกับเราอย่างไร ต้องใช้เงินลงทุนไหม ถ้าใช้เงินใครจะสนใจ หรือถ้าทำเป็นลักษณะกิจการเพื่อสังคมจะสร้างรายได้จากเรื่องนี้ให้ขยายผลได้อย่างไร มากกว่า

ทำไมถึงสนใจเรื่องแบบนี้

คงมองไปเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ เพียงแต่ผมเชื่อมากๆ ว่า การสร้างผลประโยชน์เกี่ยวกับการอยู่รอดของเรา กับผลประโยชน์ของสังคม สิ่งแวดล้อม จริงๆ แล้วมันไปด้วยกันได้ มันน่าจะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ยิ่งคุณสามารถทำให้กิจการให้คนได้ประโยชน์มากเท่าไหร่ ทำให้เกิดผลทางสังคม เกิดประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งขายได้ และมีทุนหมุนกลับมาให้คุณสามารถทำได้มากขึ้นไปอีก

ทุกเรื่อง ถ้ามองอย่างตั้งใจ ย่อมมีวิธีเสมอ เมื่อเกิดมูลค่าขึ้น มันแปลเป็นเงินได้หมดทั้งนั้น ถ้ามองแบบนี้ได้ ผมว่า คุณก็สามารถเลือกที่จะออกแบบชีวิตให้สามารถทำเรื่องที่มีประโยชน์กับสังคมพอสมควร กับสิ่งแวดล้อมพอสมควร ไม่ได้ตั้งเป้าที่จะทำกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว

แล้วจะมีอะไรมายืนยันว่าวิธีคิดแบบนี้เป็นไปได้ในสภาพสังคมปัจจุบัน

 วันนี้เราน่าจะอยู่ในยุคสมัยที่มันพิเศษมากๆ เมื่อก่อนอาจจะทำยากนะ เพราะเรื่องพวกนี้อาจจะยังไม่มาบรรจบกัน เวลาจะทำสังคมก็ต้องสังคมไปเลย หรือสายลมแสงแดดไปเลย ทำธุรกิจไม่ต้องสนใจใครเลย แต่ตอนนี้มีความเจริญพอสมควรในโลก คุณสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมสิ่งแวดล้อม และได้เงินด้วยในขณะเดียวกัน จริงๆ มันก็เป็นความคิดเห็นแก่ตัวนั่นแหละ กูจะไม่ยอมเสียอะไรเลย (หัวเราะ)

ผมไม่เชื่อว่าจะต้องทำลายบางอย่างเพื่อให้ได้บางอย่าง หรือได้อย่างเสียอย่างตามภาษาเศรษฐศาสตร์ที่เขาพูดกัน ลองสังเกตดูธรรมชาติสิ วงจรใดๆ ในระบบนิเวศน์สุดท้ายแล้วถ้าจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน มันก็จะต้องเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ไม่ทำลายอะไรเกินไป ไม่อย่างนั้นมันก็เป็นมะเร็งใช่ไหม ที่สุดก็ต้องตาย ดังนั้นมนุษย์เองสร้างโลกจากความไม่รู้ของตัวเองมานานพอที่จะรู้ได้แล้วว่าจริงๆ วิธีที่ดีที่สุดก็คือเลียนแบบธรรมชาตินั่นแหละ ไม่ว่าจะใช้ชีวิตยังไง จะสร้างครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศยังไง ให้อยู่บนความสมดุล อยู่บนความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เอารัดเอาเปรียบมากเกินไป และนำไปสู่ความสุข ขณะที่ทุกคนก็เติบโตไปได้พร้อมกัน ไม่แข่งขัน ตะบี้ตะบันจะฆ่ากันท่าเดียว

ขณะเดียวกันก็ยังต้องใช้กลไกตลาด เพราะธรรมชาติก็ยังไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่า ระบบนั้นเป็นที่ต้องการจริงๆ หรือเปล่า ถ้าคุณทำประโยชน์กับสังคมจริงๆ มันก็ต้องมีคนที่พร้อมจะจ่าย หรือให้การตอบแทนที่มีมูลค่ามากพอที่คุณจะอยู่ได้ นั่นคือต้องใช้กลไกตลาดมาช่วย ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นการสร้างอุดมคติไปทางใดทางหนึ่ง 

ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งของความสำเร็จต้องมีเครือข่ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยคุณมีวิธีสร้างเครือข่ายอย่างไร ? 

ยุคนี้คนเราโหยหาคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน และคนที่จริงใจ ถ้าคุณสามารถทำ 2 เรื่องนี้ได้จริงๆ มันก็จะช่วยเรื่องเครือข่ายให้ขยายตัวได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อคุณไว้ใจกันแล้ว เรื่องเงิน หรือทรัพยากรมันก็จะกลายเป็นเรื่องรองแล้ว เพราะมันนำไปสู่การมองปัญหาร่วมกัน

ที่สำคัญ ควรคิดอะไรให้ชัด แล้วต้องอยู่บนฐานของความอ่อนน้อมถ่อมตัว ต้องอย่าไปคิดว่าคนอื่นโง่ โดยเฉพาะนักพัฒนาไทย ชอบคิดว่าคนที่เราจะไปพัฒนาเขาด้อยกว่า ซึ่งถ้าคิดอย่างนั้นไปก็มีโอกาสพังเสียเยอะแล้ว ตรงนี้ มันเป็นหลักคิดพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งหลายด้วยที่ทำให้โลกมันพังอย่างทุกวันนี้  ดังนั้น ต้องพยายามเรียนรู้จากเขา จูนสิ่งที่คิดให้ตรงกัน ทำตัวเป็นพื้นที่ว่างให้เขาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ว่างของเราได้

มองความสำเร็จของแต่ละโครงการว่าอยู่ตรงไหน 

โครงการใดๆ ต้องมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และตัวชี้วัด โดยเฉพาะตัวชี้วัด เราว่าเรื่องดีๆ ที่เขาบอกว่ามันวัดไม่ได้ จริงๆ มันวัดได้นะ คือ อย่างแรก สิ่งที่ทำไปมันสำเร็จตรงกับที่คนทำงานตั้งเป้าไว้อย่างชัดเจนหรือเปล่า ซึ่งมันก็จะส่งผลต่อการประเมินของแหล่งทุน หรือภาคีที่เกี่ยวข้อง ต่อมาก็คือความสัมพันธ์ของคนที่มาทำงานเป็นยังไง บางโครงการอาจจะได้ผลตามเป้าบ้าง แต่เกิดพาร์ทเนอร์ที่ดีมากเข้ามาร่วมงาน หรือดีที่สุดเกิดเป้าหมายร่วมกันในอนาคต หรือความสำเร็จก็คือการมองเห็นโอกาสใหม่ที่จะทำร่วมกันต่อไป นั่นก็สำคัญไม่น้อยกว่าเป้าหมายเลย เพราะบางโครงการทำเสร็จทะเลาะกันตายไปเลยก็มีเยอะ

ถ้าอย่างนั้น ปัญหาของนักพัฒนากับแหล่งทุนคืออะไร

ร้อยละ 90 ที่เห็นปัญหาอยู่ที่อัตตาของคนทำ โอเคคุณจะโทษระบบ หรือแหล่งทุนประเทศไทยไม่พอ มีระเบียบเยอะแยะ หรือรัฐบาลไม่สนับสนุน พูดได้เรื่อยๆ น่ะ แหล่งทุน ก็จะไปรัฐบาล ไปซีเอสอาร์ ถ้าไม่หนุน ประชาชนก็ไม่มีความเข้าใจพอจะทำเรื่องนี้ สุดท้ายโลกก็เป็นแบบนี้ แต่สิ่งเดียวที่จะโทษแล้วเปลี่ยนแปลงได้ก็คือ ตัวเอง

คนเวลาคิดการณ์ใหญ่มักจะคิดเข้าข้างตัวเองมากไป จริงๆ ต้องดู ปัจจัยแวดล้อมทั้งเรื่องคน ทรัพยากร เทคโนโลยีมากกว่าแผนที่อยู่ในสมองเสียอีก เพราะร้อยละ 80 ของงานใดๆ เป็นปัจจัยที่เราควบคุมเองไม่ได้ ดังนั้น โอกาสที่จะไปในทางที่อยากให้เกิดมันก็เป็นศิลปะของการเลือกว่าจะทำอะไรตามกระแสที่กำลังมีอยู่ แล้วปรับบางจุดที่ทำให้สามารถเกาะคลื่นไปด้วยได้ มันก็จะง่าย และไม่ไปขวางโลกมาก

ถึงวันนี้ สำหรับคุณ เชนจ์ฟิวชั่น ถือเป็นองค์กรประสบความสำเร็จหรือยัง

พอสมควรครับ แต่ว่าถ้ามีโอกาสน่าจะทำได้ดีกว่านี้เยอะ แต่มันก็พอถูไถไปได้อยู่ ยังไม่ถึงกับสำเร็จหรอก แค่พอทำอะไรดีๆ ได้บ้าง แต่ก็ยังมีเรื่องที่ไม่สำเร็จอีกเยอะ คือ ส่วนตัว อยากให้องค์กรสามารถทำงานได้ต่อให้ไม่มีเรา อย่างที่สอง คือ โดยตัวขององค์กรเองน่าจะทำงานเองน้อยลงเรื่อยๆ ทำยังไงถึงจะกลายเป็นพื้นที่เปล่าๆ สำหรับให้เหล่าพาร์ทเนอร์มาต่อยอดเองต่อไปได้

คิดว่าอะไรที่ทำตัวเองให้ก้าวมาถึงขั้นนี้ได้

ใช้ความตั้งใจที่ดีพอสมควร แล้วก็ความสามารถที่จะเรียนรู้ แล้วรู้สึกว่าตัวเองโง่ลงเรื่อยๆ พอมาถึงระดับนี้ก็จะช่วยได้ ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณเรียนรู้วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ว่างมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ นั่นคือสุดยอดแล้ว

ตกลงคุณเป็นเอ็นจีโอหรือเปล่า

NGO, องค์กรภาคประชาสังคม, องค์กรอิสระ หรือจะเรียกเป็นสถาบัน เรียกอะไรก็ได้นะ (ยิ้ม)

Tags : สุนิตย์ เชษฐา change fusion

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement