กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 01:00

เกาะกูด I feel good.

นวดสบายๆ ใน ฌานตา วิลล่า

บรรยากาศที่น้ำตกคลองเจ้า

ต้นไทรใหญ่ อายุหลายร้อยปี

ชมวิถีชีวิตที่หมู่บ้านอ่าวสลัด

แค่น้ำกับฟ้าก็สุขได้

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

"สิ่งเดียวที่คุณต้องทำก็คือ รู้สึกดี ณ บัดนี้" สรุปความลับ หน้า 182 จากหนังสือ The Secret ของ รอนดา เบิร์น ที่แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา ทำเอาฉันต้องสะกดจิตตัวเองใหม่ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ปัจจุบันไม่เอื้อต่อการคิดแง่บวกเอาเสียเลย

04.00 น. วันพฤหัสบดี รถแสนรักของเพื่อนรุ่นพี่พาเราพุ่งทะยานฝ่าความมืดมุ่งหน้าสู่จังหวัดตราดด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


 ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล จู่ๆ รถคันงามก็เกิดสำลักควันเอาดื้อๆ ซ้ายเป็นป่าอ้อย ขวาเป็นป่าอ้อย ข้างหน้ามองไปเห็นดวงไฟกลางถนนอยู่ลิบๆ รถที่แล่นตามมาส่วนมาก(เน้นว่า ส่วนมาก) เป็นรถบรรทุกพ่วง ดวงใจน้อยๆ 2 ดวงตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม กว่าจะมีคนมาช่วยและซ่อมเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายโมง งานนี้ต้องขอบคุณน้ำใจงามๆ จาก "พ่อ" แห่ง Rescue "ศีลธรรมสมาคม 2 อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี" ที่เสียสละเวลาและกำลังกายมาช่วยตั้งแต่ 06.00 น. และขอบคุณช่างซ่อมรถที่พูดจาสุภาพที่สุดในโลก (จริงๆ)


 นึกถึงสรุปความลับของ รอนดา เบิร์น ขึ้นมาอีกครั้ง "สิ่งเดียวที่คุณต้องทำก็คือ รู้สึกดี ณ บัดนี้" 

Day 1


 ป้าย "ยินดีต้อนรับสู่จังหวัดตราด" ทำเอายิ้มออกมาได้ จุดหมายคราวนี้อยู่ที่ "เกาะกูด" เกาะที่ใครต่อใครพากันยืนยันว่า แค่น้ำกับฟ้าก็ทำให้คนที่มาเห็นใจละลายได้ จริงหรือเปล่านั้นคงต้องไปพิสูจน์กัน


 เราเดินทางมาถึงแหลมศอก ท่าเรือของสิริไวทย์ สปีด โบต ก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหนาตากว่านักท่องเที่ยวชาวไทย อาจเพราะวันนี้เป็นวันทำงาน คนไทยจึงไม่นิยมเที่ยว แต่เรา...มาทำงานในวันทำงาน จึงไม่แปลก


 สปีดโบตกระชากลำออกจากท่าเรือจนน้ำเค็มแตกเป็นฟอง เรานั่งมองทะเลที่ฤดูร้อนหอบลมมาสร้างคลื่นลูกโตๆ ดูแล้วเพลินตา แต่ก็แอบหวาดเสียวเล็กๆ เมื่อท้องเรือกระแทกกับคลื่นที่ไหลมาเป็นระลอก จากแผ่นดินสู่เกาะกลางอ่าวไทย เราใช้เวลานั่งเรือเพียงชั่วโมงเศษ เกาะกูดต้อนรับเราด้วยทิวมะพร้าวหนาทึบ ปลายยอดโอนเอนไปตามลมดูคล้ายคนกำลังโบกมือให้ ฉันยิ้ม


 ตามข้อมูลของจังหวัดตราดว่า เกาะกูด เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเกาะช้าง แต่ถ้าเทียบกันในระดับประเทศ เกาะกูดใหญ่เป็นอันดับ 4 เลยทีเดียว และเพราะอยู่สุดปลายทิศตะวันออกของไทย หลายคนจึงเข้าใจผิดคิดว่าเกาะกูดอยู่ในเขตประเทศกัมพูชา


 แม้ว่าชนพื้นถิ่นดั้งเดิมของเกาะกูดส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยที่อพยพมาจากเมืองปัจจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) ของกัมพูชา แต่ว่าเกาะกูดอยู่ในเขตประเทศไทยและมีสถานภาพเป็นอำเภอเกาะกูด ครอบคลุมพื้นที่ 3 หมู่เกาะ คือ หมู่เกาะกูด หมู่เกาะหมาก และหมู่เกาะรัง รวมเกาะน้อยใหญ่ทั้งหมด 24 เกาะ


 เกาะกูดเริ่มปรากฏหลักฐานตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อองค์เชียงสือ เจ้าเมืองญวนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ หนีออกจากกรุงเทพมหานครมาลงเรือที่เกาะสีชัง จากนั้นแล่นเรือชักใบในอ่าวไทยมา 7 วัน จึงถึงเกาะกูดที่ไม่มีคนอยู่เลย


 ผู้คนเดินขวักไขว่อยู่บนท่าเทียบเรือสาธารณะหาดตะเภา ทว่า เรือที่เราโดยสารมาค่อยๆ เลี้ยวเข้าไปจอดเทียบท่าบริเวณปลายคลองหินดำซึ่งเป็นที่ตั้งของ ฌานตา วิลล่า เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เก็บสัมภาระเสร็จพวกเราก็ตรงรี่ไปกระโดดขึ้นรถสองแถวออกเดินทางชมเกาะกูดกันทันที


 ลักษณะทั่วไปของเกาะนี้เป็นภูเขาสูงชันที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์ ที่ราบบนสันเขาเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย ทำให้เกาะกูดมีน้ำตกหลายแห่ง น้ำตกคลองเจ้า ดูจะขึ้นชื่อที่สุดเรื่องความสวยงามและเที่ยวได้ตลอดทั้งปี รถสองแถวจอดให้เราลงที่นี่เป็นจุดแรก


 น้ำตกคลองเจ้า หรือที่ชาวบ้านเรียก น้ำตกอนัมก๊ก (หรือบางคนก็เรียก น้ำตกธารสนุก) เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีทั้งหมด 3 ชั้น ไหลลดหลั่นกันลงมา ชั้นล่างสุดเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถลงไปเล่นน้ำได้ จึงไม่แปลกที่เราจะได้ยินเสียงคนกระโดดน้ำตั้งแต่ยังเดินไปไม่ถึงตัวน้ำตก ส่วนที่มาของชื่อ "อนัมก๊ก" สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน เมื่อครั้งเสด็จประพาสเกาะกูด พ.ศ. 2454 ทั้งนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงองค์เชียงสือที่เคยเข้ามาลี้ภัยจากการจลาจลในสมัยรัชกาลที่ 1


 ได้สัมผัสน้ำเย็นๆ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ชื่นใจอย่าบอกใครเลย


 นอกจากน้ำตกคลองเจ้าแล้ว ที่ยอดนิยมไม่แพ้กันอีกแห่งคงเป็น น้ำตกคลองยายกี๋ ที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ลักษณะน้ำตกจะเล็กกว่าที่คลองเจ้า แต่ถ้าเอาเรื่องความสนุกมาเทียบก็น่าจะพอๆ กัน


 "ไปดูต้นไม้ยักษ์มั้ยพี่" น้องจา สาวเมืองตราดที่ตอนนี้มาสมัครเป็นคนเกาะกูดแล้วเอ่ยปากชวน ฉันพยักหน้าก่อนจะนั่งรถเข้าป่าไปอีกราว 15-20 นาที


 สองข้างทางที่รถผ่านมาส่วนมากเป็นสวนยาง น้องจา บอกว่า คนเกาะกูดมีอาชีพหลัก 2 อย่าง คือ ประมง และทำสวนยาง ส่วนอาชีพเสริมที่แต่ก่อนสร้างรายได้ให้กับชาวเกาะกูดมหาศาลก็คือ สวนมะพร้าว


 "ในป่ามีลิงป่าเยอะ แต่เก็บมะพร้าวเราจะใช้ลิงบ้านที่ซื้อมาจากทางใต้ เมื่อก่อนไม่มีลิงเก็บก็จ้างคนเก็บ ต้นละ 300 บาท แต่พอมีลิงเก็บก็ประหยัดไปได้หน่อย ให้ลูกละ 70 สตางค์ - 1 บาท ลิงเก็บดีกว่าคนเก็บ เพราะลิงจะรู้ว่าลูกไหนมะพร้าวห้าว มะพร้าวแก่ แต่ถ้าเป็นคนเก็บจะสอยลงมาหมด"


  นอกจากลิงป่าแล้ว น้องจาบอกว่าในป่ายังมีควายป่า หมูป่า และสัตว์ป่าอื่นๆ อีกมาก แต่พวกมันไม่เคยเข้ามาทำร้ายคนในเมือง เพราะวิถีชีวิตจะต่างคนต่างอยู่


 "ก็มีบ้างเหมือนกันที่เข้าไปล่าสัตว์ในป่า แต่น้อยมากนะ ส่วนมากจะเข้าไปหาไม้แก่น"


 ไม้แก่น ในความหมายของน้องจา คือ ไม้ล้มในป่าที่ผ่านการกัดเซาะด้วยกาลเวลาจนผุกร่อนเหลือแต่แก่นที่แข็งแรงด้านใน คนจะนิยมนำมาทำระเบียงบ้าน หรือเฟอร์นิเจอร์


 "แพงนะ ขายกันศอกละเกือบร้อยบาท ที่สวยๆ หน่อยก็คงมากกว่านั้น แล้วคิดดูถ้าต้นหนึ่งยาว 6 ศอกก็ 600 บาทแล้ว เขานิยมเพราะว่ามันเป็นไม้แก่นจะทนมาก"


 เจื้อยแจ้วจนรถจอด เดินเข้าป่าไปไม่ถึง 20 ก้าว ต้นไทรขนาดใหญ่ก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้า ฉันแหงนหน้าหาจุดสิ้นสุดของยอดไทร แต่พยายามเท่าไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงหันมาสังเกตที่รากไทรแทน


 คล้ายศิลปกรรมกลางป่าที่ธรรมชาติและกาลเวลารังสรรค์ขึ้น รากไทรขนาดใหญ่ขยายรากฝังลึกลงไปบนพื้นดินกินบริเวณกว้าง ไม่รู้กี่คนโอบ (คนไทยชอบวัดด้วยการโอบ) แต่ที่รู้ๆ อายุมากกว่าร้อยปีขึ้นไปแน่นอน เช่นเดียวกับมะค่ายักษ์ ที่อยู่ห่างออกไปราว 5 นาที ต้นนี้ดูเหมือนจะเล็กกว่า (คะเนด้วยสายตา) แต่ว่าอายุมากถึง 500 ปีเลยทีเดียว (แอบสับสนเรื่องอายุต้นไม้เหมือนกัน เพราะป้ายบางแห่งก็เขียนว่า อายุ 2,000 ปี บางที่ก็บอกไม่ถึง


 ต้องยกความดีความชอบให้ชาวเกาะกูดและองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะกูด ที่ร่วมกันอนุรักษ์ป่าไม้และดูแลไม่ให้ใครเข้ามาทำลาย นักท่องเที่ยวจึงมีโอกาสได้บันทึก "เส้นทางสายต้นไม้โบราณ" เข้าไปในโปรแกรมการท่องเที่ยว
 เกือบจะเย็นย่ำ ฉันบอกคนขับรถสองแถวให้แล่นเลยขึ้นไปทางอ่าวสลัด เพราะได้ยินมาว่า ชาวบ้านที่นั่นมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย


 อ่าวสลัด เป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเกาะ ลักษณะอ่าวเป็นรูปโค้งตัวยู ที่เก๋ไก๋คือบ้านทุกหลังจะสร้างในน้ำ มีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว คืออยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนในหมู่บ้านจึงเป็นญาติกันหมด


 ฉันออกเดินไปตามทางเดินหน้าหมู่บ้านที่สร้างด้วยไม้กระดานตีเป็นทางยาวไปจนตลอดหมู่บ้าน ลมพัดเย็นสบายด้วยความที่เป็นปากอ่าว ชาวบ้านหลายคนที่ออกไปหาปลาแล่นเรือกลับมาแล้ว บ้างแกะปลาออกจากอวน บ้างตักปูขึ้นมาจำหน่าย แม่ค้าหลายคนยืนต่อรองราคา ขณะที่เด็กๆ และคนแก่ นั่งดูวิถีชีวิตง่ายๆ นั้นอยู่ในบ้านของตัวเอง มันเรียบง่ายเสียจนคนเมืองอย่างเราแอบอิจฉา


 ก่อนตะวันจะลาลับ เรากลับมาที่สะพานท่าเทียบเรือสาธารณะหาดตะเภาอีกครั้งเพื่อบันทึกภาพยามพระอาทิตย์ตกน้ำ บนสะพานมีกลุ่มวัยรุ่นหลายคนนั่งจับจองพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว มีร้านขายอาหาร 2-3 ร้านบนสะพาน ดูเหมือนว่าที่นี่จะกลายเป็นศูนย์กลางของวัยรุ่นบนเกาะกูดไปแล้ว
 
Day 2 

 

 ไม่อยากเชื่อว่าแค่น้ำกับฟ้าก็ทำให้เราตาโตได้ เพราะแสงอาทิตย์ที่ลอดทิวมะพร้าวไปกระทบกับพื้นน้ำสะท้อนกลับมาเป็นความ "วิ้ง" ใครเห็นเป็นต้องตะลึงกันทุกราย ฉันเริ่มเข้าใจคำที่ใครต่อใครเอ่ยอ้างซะแล้ว


 ภารกิจบนเกาะกูดวันนี้อยู่ที่การเดินป่าตามหาน้ำตกแห่งใหม่ รับประกันโดย ไมค์ (Mike) ชายชาวเยอรมันที่หลงรักเกาะกูดจนฝากชื่อเป็นสมาชิกไว้กับที่นี่เรียบร้อยแล้ว จริงๆ ชีวิตของไมค์เริ่มจากการเป็นครูสอนดำน้ำ แต่ระยะหลังทำทัวร์ด้วย ไมค์อยู่ที่เกาะกูดมา 8 ปี เขาว่า "Koh Kood changed a lot" ถามว่าเรื่องอะไรบ้าง "อย่างน้อยก็รีสอร์ทที่เยอะขึ้น" ว่าแล้วก็หัวเราะ


 กิจกรรมเดินป่า one day trip ครั้งนี้มีสมาชิกเป็นชาวต่างชาติอีก 7-8 คน ส่วนมากเป็นคู่สามี-ภรรยา ที่ชื่นชอบการผจญภัยและตื่นเต้นเร้าใจกับทุกสิ่งที่เจอ ไม่ได้เอ่ยอ้างเกินเลย เพราะขนาดแมลงปอที่เกาะอยู่บนใบไม้ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกๆ คนได้ดี นับประสาอะไรกับงูเขียวตัวเล็กๆ ที่เลื้อยผ่านหน้ารถก่อนออกเดินทาง รับรองว่าพวกเขาต้องนำกลับไปเล่าให้คนที่บ้านของตัวเองฟังแน่ๆ


 ออกจากรีสอร์ทราวเที่ยงเศษๆ ไมด์ควบกระบะพาเราทั้ง 10 ชีวิต มุ่งหน้าไปยังป่าที่เขาภูมิใจนำเสนอทันที แต่แล้วหนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เราเจอต้นไม้หักขวางทาง ไม่สามารถนำรถเดินทางเข้าไปต่อได้ จึงจำใจต้องลงและเดินเท้าเข้าไปอีกราว 2 กิโลเมตร โชคดีที่เป็นป่าสวนยางเลยเดินสบาย แต่เหงื่อก็แอบไหลอยู่เล็กๆ เพราะอากาศร้อน
 ระหว่างเดินทางเราถามไมด์ว่าเคยเห็นสัตว์ป่าบ้างไหม ไมด์ส่ายหน้า แต่เล่าอีกเรื่องให้ฟัง


 "ผมมีลิงอยู่ตัวหนึ่ง ชื่อ มู่หลาน ซื้อต่อมาจากชาวบ้านเพราะชาวบ้านเขาไปยิงลิงป่ามากิน มันเป็นลิงเด็กที่แม่ถูกยิง แล้วชาวบ้านเอาลูกมันมาให้เด็กเล่น ก็เลยไปซื้อต่อมาเลี้ยงเอง เพราะว่าสงสารมัน มันเข้าป่าไม่ได้แล้ว เพราะมันเคยโดนลิงป่ากัด มันเลยกลัว"


 ไมด์ หยุดเล่าเพราะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 4-5 คนที่เดินไปก่อนหน้าทำท่าเหมือนจะหยุดดูอะไรบางอย่าง


 "T-Rex.Oh it's died" ไมด์หมายถึงกิ้งก่า หรือกะปอมยักษ์ที่นอนตายกลางทางส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นว่ามันตายเพราะอะไร ในเมืองไทยกินสัตว์ชนิดนี้ด้วยหรือ ฯลฯ เกือบ 10 นาทีนั่นแหละจึงจะได้ออกเดินทางต่อ


 ก่อนถึงน้ำตกราว 10 นาที เราต้องเดินผ่านบ้านของลุงสังเวียนไปก่อน เพราะอยู่หน้าทางเข้าน้ำตก ลุงสังเวียนแจกรอยยิ้มให้นักท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตร แม้จะพูดจากันคนละภาษาแต่ก็สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนต่างถิ่นได้ดี


 จากบ้านลุงสังเวียนเราต้องเดินไต่เขาลงไปเป็นระยะทางราว 300 เมตร คนไม่เคยปีนเขาอาจลมจับได้ เพราะเส้นทางค่อนข้างอันตราย


 เราใช้เวลาปีนหินผาลงไปราว 10 นาทีก็ถึงน้ำตกอัศจรรย์ที่ไมด์ยืนยันว่า ตัวเองเป็นคนค้นพบ (จริงๆ น่าจะเป็นลุงสังเวียนมากกว่า เพราะอยู่ใกล้บ้านลุง) ลักษณะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 2 ชั้น มีความกว้างราว 20 เมตร และสูงราว 25-30 เมตร ลุงสังเวียนให้ชื่อมันว่า น้ำตกผาดินแดง เพราะไหลมาจากเขาดินแดง


 เดือนมกราคมน้ำน้อย แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค นักท่องเที่ยวต่างชาติพากันสลัดผ้าออกไปเล่นน้ำกันเป็นที่สนุกสนาน บ้างก็นอนเล่น นั่งเล่นรับลมกัน ก่อนจะชวนกลับเมื่อเห็นว่าตะวันจะลับขอบฟ้าพ้นไปอีกวันหนึ่ง


 ไมด์เป็นคนนอกที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเกาะกูดมาตลอด 8 ปี เขาว่าตอนนี้มีนายทุนพยายามเข้ามาหาประโยชน์กับที่นี่มากขึ้น หากชาวบ้านไม่เข้มแข็งพอเกาะกูดก็อาจจะไม่สงบเหมือนทุกวันนี้


 เกาะกูดเหมือนลูกกวางป่าที่กำลังถูกล่าจากเหล่าบรรดาเสือ-สิงห์ ถ้ามันรู้จักหลบมันก็จะปลอดภัย  แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อการท่องเที่ยวคือรายได้หลักของประเทศ ผู้ประกอบการต้องตาโตกันบ้างเป็นธรรมดา


 ในฐานะนักท่องเที่ยวคนหนึ่งก็คงจะบอกได้แต่เพียงว่า "สิ่งเดียวที่คุณต้องทำก็คือ รู้สึกดี ณ บัดนี้"   

..........................


การเดินทาง - ที่พัก
 รถยนต์ จากกรุงเทพฯ สามารถใช้เส้นทางได้ 3 สาย คือ 1. บางนา-ตราด (เส้นทางหลวงหมายเลข 3) ผ่านชลบุรี-ระยอง-จันทบุรี-ตราด ระยะทางประมาณ 385 กิโลเมตร 2. บางนา-ชลบุรี-แกลง-จันทบุรี-ตราด (เส้นทางหลวงหมายเลข 344) ระยะทางประมาณ 318 กิโลเมตร 3. ทางหลวงพิเศษ (motor way) เริ่ม กิโลเมตรที่ 0 ที่แยกถนนศรีนครินทร์ตัดถนนรามคำแหง และมาออกที่เส้นทางบ้านบึง-แกลง-จันทบุรี-ตราด รถตู้ปรับอากาศ ออกจากถนนข้าวสารเวลา 08.00 น. ไปแหลมงอบ รถโดยสารประจำทาง มีบริการจากสถานีขนส่งเอกมัยทุกวัน สอบถาม โทร.0-2391-2504,0-2391-4164 หรือจากหมอชิต โทร. 0-2537-8055, 0-2936 2852-66 หรือ http://www.transport.co.th/ ส่วนเครื่องบิน บริษัท บางกอกแอร์เวย์ จำกัด มีเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ-ตราด (อยู่ในเขตอำเภอเขาสมิง) ทุกวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ และอาทิตย์ โทร. 0-2265-5555, 0-2265-5678 หรือ http://www.bangkokair.com ถึงตราดให้ต่อรถไปที่แหลมศอก มีท่าเรือสปีด โบต และท่าเรือโดยสารธรรมดา สอบถามตารางการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานตราด โทร. 0-3959-7259-60 หรือ www.tat.or.th/central5
 

ส่วนที่พัก แนะนำ ฌานตา วิลล่า โทร.08-1817-9648, 08-1444-1648 หรือ www.shantaakohkood.com อาณาเล รีสอร์ท www.analay.com กัปตันฮุก รีสอร์ท โทร. 0-2966-1800-2, 08-1826-1188 หรือ www.captainhookresort.com อเวย์ รีสอร์ท โทร. 0-2186-3186

 

 

 

Tags : เกาะกูด ตราด น้ำตกคลองเจ้า เดินป่า

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

All people deserve wealthy life and www.lowest-rate-loans.com or term loan can make it better. Just because freedom bases on money.

ความคิดเห็นที่ 2

I had a dream to begin my business, however I did not have enough of cash to do that. Thank heaven my fellow advised to take the personal loans. So I used the college loan and made real my old dream.

ความคิดเห็นที่ 1

ชอบเกาะ * ดมากค่ะ
ไปเที่ยวมา 3 รอบแล้ว

^_^

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement