เคยแต่ "ตักบาตรข้าวเหนียว" ที่หลวงพระบาง คงแปลกหูอยู่บ้างถ้าจะชวนมา "ตักบาตรข้าวจี่" ของดีที่มากด้วยศรัทธาของเมืองหมอแคน
"เดือนสามค้อยเจ้าหัว
คอยปั้นข้าวจี่
ข้าวจี่บ่ใส่น้ำอ้อย
จัวน้อยหลั่งน้ำตา"
ผญาอีสาน ที่บอกเล่าถึงงาน "บุญข้าวจี่" ที่คนอีสานถือเป็นประเพณีบุญเดือน 3 ตามฮีต 12 คอง 14 ที่ยึดถือปฏิบัติกันมาช้านาน แม้บางหมู่บ้าน บางจังหวัดจะลืมเลือนไปบ้างแล้ว แต่สำหรับบ้านสาวะถี ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่นแล้ว ยังร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานประเพณีนี้เอาไว้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะ 3 ปีให้หลังมานี้ ประเพณีบุญเดือน 3 ของชาวสาวะถี กลายเป็นประเพณีที่หลายหน่วยงาน หลายองค์กรลงมาช่วยเหลือ จนทำให้งานบุญข้าวจี่ของหมู่บ้านนี้ดังคับจังหวัด
-1-
ไม่นานนักลานทั้งลานก็คลาคล่ำไปด้วยชาวบ้าน พร้อมเตาไฟสีแดง และ ปั้นข้าวจี่เสียบไม้ที่กำลังถูกนำไปปิ้ง และ จี่ให้สุกตามต้องการ ตามมาด้วยการทาไข่ และ ยัดไส้ด้วยน้ำอ้อยตามแบบโบราณที่ถือปฏิบัติมา
มือหนึ่งสาละวนกับการจี่ข้าวเพื่อใส่บาตรพระ ในขณะที่หูเงี่ยฟังเสียงหมอลำพันปีที่กำลังร้องรำอยู่บนเวทีอย่างออกรสออกชาติ นี่ถือเป็นประเพณีโบราณขนานแท้ที่เวลาเช้าจี่ข้าวใส่บาตร จะต้องมีหมอลำขับกล่อม และพอฟ้าแจ้งจ่างป่างเมื่อไหร่ เมื่อนั้นหมอลำพันปี ที่แสดงแบบหมอลำพื้นก็จะลาเวทีไปเพื่อเตรียมตัวลงมาใส่บาตรร่วมกับชาวบ้าน
แม่บุญมี วัย 45 ปี หนึ่งในชาวบ้านสาวะถี ที่ตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมจี่ข้าวใส่บาตรในเช้านี้ พร้อมลูกสาวคนสวยวัยละอ่อน บอกว่า ออกมาร่วมจี่ข้าวใส่บาตรแบบนี้มา 3-4 ปีแล้ว และการทำแบบนี้ถือเป็นเรื่องดีงาม ลูกหลานควรรักษาและสืบสานประเพณีของบรรพบุรุษเอาไว้
"หมู่บ้านเราทำอย่างนี้ได้ เพราะชาวบ้านสามัคคีกันมี บ้าน วัด และ โรงเรียน ร่วมมือร่วมใจกัน และที่สำคัญเรามีเจ้าอาวาสซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบลที่เข้มแข็งมาก คือ พระครูบุญชยากร ที่ทำให้วัดเป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้าน ท่านมาช่วยเหลือดูแลและคอยแนะนำให้ชาวบ้านยึดถือสิ่งดีงาม ปีที่ผ่านมามีคนมาร่วมงานบุญข้าวจี่ไม่มากขนาดนี้ แต่ปีนี้มามากจนลานวัดกว้างๆ แทบจะไม่มีที่จะให้นั่ง" บุญมี บอกในขณะที่มือก็สาละวนกับการหมุนพลิกข้าวจี่ที่กำลังสุกเหลือง ก่อนจะเก็บใส่ถุงพลาสติกและปิดเอาไว้อย่างดี เตรียมใส่บาตร
หมอลำพันปี ยังแสดงต่ออย่างน่าชื่นชม แม้อายุอานามคนแสดงจะเฉียดร้อยไปแล้ว แต่ความชราไม่ได้ทำให้พวกเขาอ่อนแรง ยิ่งใกล้แจ้ง บทโศกก็ยิ่งเรียกน้ำตาคนดูได้ชะงัด หลายคนยกชายเสื้อเช็ดน้ำตาป้อยๆ หลายคนทำหน้าเศร้า โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่วันนี้ออกมาจี่ข้าวกันพร้อมหน้า โดยมีหลานๆ นักศึกษากว่า 200 คนจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาร่วมจี่ข้าวช่วยตายายด้วย
ต้า สาวสวยวัย 21 ปี คนรุ่นใหม่ลูกหลานบ้านสาวะถี ที่วันนี้ออกมาจี่ข้าวใส่บาตรด้วย บอกว่า ประเพณีนี้ทำให้ชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชราได้ร่วมแรงร่วมใจกัน เธอเองแม้ไม่ได้อาศัยอยู่หมู่บ้านนี้ เพราะต้องออกไปทำงานในเมืองแต่พอถึงบุญข้าวจี่เธอก็จะกลับมา และให้ความสำคัญกับประเพณีนี้ไม่แพ้ บุญเข้าพรรษา หรือ บุญออกพรรษาเลย
เธอบอกว่า นี่คือความภาคภูมิใจที่ทำให้หมู่บ้านของเธอกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนหลากหลายองค์กร
"หนูมาทุกปี เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของงาน อยากมีส่วนร่วมด้วย เวลาเจอเพื่อนต่างหมู่บ้าน หนูก็จะได้เล่าให้เขาฟังว่า บ้านหนูมีอะไรดีๆ อยู่เยอะเลย และพวกเราชาวบ้านไม่เคยละทิ้งประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม นี่พอใส่บาตรเสร็จ หนูก็จะต้องรีบไปทำงาน และ คงจะไปด้วยความรู้สึกดีที่ปีนี้ ตั้งแต่ต้นปีหนูก็ได้ร่วมทำบุญใหญ่กับพ่อแม่และเพื่อนบ้านอีกหลายคน" ต้า บอกพร้อมรอยยิ้มที่สดใส
-2-
ฟ้าสาง พร้อมกับเสียงหมอลำพันปีที่หยุดไปแล้ว นักแสดงหลายคนออกมาเตรียมพร้อมจัดอุปกรณ์เพื่อเตรียมใส่บาตร
วันนี้ แถวสำหรับใส่บาตรพระยาวเหยียดตั้งแต่หน้าวัด จนถึงภายในลานวัด กะประมาณด้วยสายตา พุทธศาสนิกชนทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ออกมาร่วมใจทำบุญครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 300-400 คน แถวยาวที่รอใส่บาตร คล้ายๆ แถวรอใส่บาตรของชาวหลวงพระบาง ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนประทับใจและถวิลว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตจะมีโอกาสไปถือกระติบข้าวเหนียวรอใส่บาตรเช่นนั้นบ้าง ทั้งที่ความจริงในบ้านเมืองของเรา โดยเฉพาะท้องถิ่นอีสานก็มีภาพแบบนั้นอยู่หลายแห่ง อย่างน้อยก็ที่วัดไชยศรีแห่งนี้
พระครูบุญชยากร เจ้าอาวาสวัดไชยศรี พระนักพัฒนาที่นำพาเอาสิ่งดีๆ เข้ามาในหมู่บ้าน นำแถวพระภิกษุออกมาเพื่อบิณฑบาต ข้าวจี่ก้อนแล้วก้อนเล่าถูกหย่อนลงในบาตรพร้อมความตั้งใจและคำอธิษฐานของผู้ใส่ หลายครั้งที่ท่านต้องหันไปเทข้าวจี่ในบาตรใส่ตะกร้า เพราะข้าวจี่ล้นออกมา หลายครั้งท่านก็ยิ้มที่เห็นเด็กหญิงเด็กชายตัวน้อยต้องเขย่งเท้าเพื่อใส่บาตร หลายครั้งที่ท่านมองไปข้างหน้าด้วยความปลาบปลื้มเพราะยังเหลือแถวอีกยาวกว่าจะสิ้นสุดแถวของชาวพุทธที่มารอตักบาตรเช้าวันนี้
พ่อสุ่ม สุวรรณวงศ์ วัย 70 ปี ปราชญ์ชาวบ้านสาวะถี คนดีของหมู่บ้านอีกคนหนึ่งที่ร่วมสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีนี้บอกว่า ดีใจที่เห็นลูกหลานมากันล้นลานวัด เพราะก่อนหน้านี้สักปีสองปี ชาวบ้านยังบางตา
ปีนี้มีนักเรียน นักศึกษามานั้งจี่ข้าวเต็มลานวัดไปหมด นี่คือภาพสมัยเด็กของ แต่ทุกวันนี้ภาพเหล่านี้หายไป เพิ่งจะกลับมาอีกครั้งเมื่อพระครูบุญชยากร กลับมาอนุรักษ์และรื้อฟื้นประเพณีกลับมา ไม่อย่างนั้นบุญข้าวจี่อาจจะเหลือแต่ชื่อ
"สิ่งดีงามเหล่านี้ คงจะต้องสืบสานให้ลูกหลานได้สานต่อไป เพราะคนเฒ่าคนแก่อย่างเราก็เหมือนกับตำราที่เก่ามีแต่วันจะเผาทิ้ง แต่ก่อนจะเผาทิ้งก็อยากจะให้ลูกหลานได้อ่านและจดจำเอาไว้เพื่อจะได้เอาไว้ใช้เป็นประโยชน์ มีคนถามเหมือนกันว่า ภูมิปัญญาที่มีอยู่กับตัวเรา เราได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานหมดสิ้นหรือยัง"พ่อสุ่ม พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาเปี่ยมสุข ทุกครั้งที่มองเห็นกองข้าวจี่ที่นอนนิ่งในกระสอบกว่า 10 กระสอบที่มีกรรมการหมู่บ้านช่วยกันยกไปไว้บนศาลาวัดเพื่อไว้เป็นภัตตาหารเช้าของพระสงฆ์ในวันนี้
"พ่อมั่นใจว่าแม้จะไม่มีคนรุ่นพ่อแล้ว เด็กรุ่นต่อไปน่าจะสืบสานประเพณีดีงามนี้เอาไว้ อย่างน้อยวันนี้เราทำให้เขาได้ดูแล้ว เขาน่าจะจดจำและยึดถือต่อไป"
-3-
ภัตตาหารเช้าผ่านพ้นไป พร้อมกับหลายรอยยิ้มเปี่ยมสุข พร้อมหน้ากันอยู่เต็มศาลาวัด
ในขณะที่เช้าวันนี้ นอกจากเรื่องดีๆ ของบุญข้าวจี่แล้ว ยังมีเรื่องดีๆ อย่างการจัดผ้าป่าเพื่อสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือ "สินไซ" ที่ทางสาธารณรัฐประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้ขอความร่วมมือในการหาทุนเพื่อพิมพ์หนังสือ "สินไซ"ฉบับเรียบเรียงโดย มหาสิลา วีระวงศ์ ซึ่งจัดพิมพ์โดยองค์กรภาคเอกชนและรัฐบาล ในวาระฉลองครบรอบ 450 ปี นครหลวงเวียงจันทน์
วันนี้เงินจากผ้าป่าหนังสือกว่า 80,000 บาท ถูกส่งมอบต่อให้ทายาทรุ่นหลานของมหาสิลา คือ ดาลาวง กันยา ที่ข้ามน้ำโขงมาเพื่อร่วมงานบุญข้าวจี่ และ ร่วมรับเงินจากกองผ้าป่าเพื่อสนับสนุนการพิมพ์หนังสือในครั้งนี้ด้วย โดยเจ้าภาพใหญ่ในการร่วมสมทบทุนคือ เทศบาลนครขอนแก่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น และหน่วยงานเครือข่าย รวมถึงชาวบ้านสาวะถีที่ทำให้กองผ้าป่าสามัคคีครั้งนี้ลุล่วงตามยอดประสงค์
"โชคดีที่วัดไชยศรี เป็นวัดที่มีภาพเขียนสีโบราณที่สิม หรือ โบสถ์ของวัด ที่มีเรื่องราวของสินไซ หรือ วรรณกรรมพื้นบ้าน สังข์ศิลป์ไชย โดยวรรณกรรมเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมของแผ่นดินล้านช้าง ทำให้สปป.ลาวเอง ก็มาศึกษาดูงานและมาศึกษาภาพเขียนสีที่นี่ เทศบาลนครขอนแก่นเองยกเรื่องสินไซเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนา โดยดึงเอาหลักธรรมคำสอนของสินไซเพื่อนำไปใช้สร้างคนรุ่นใหม่ ทำให้สินไซเป็นเครื่องมือที่คนหลายหน่วยงานนำไปสู่การพัฒนาตน พัฒนาคน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการพัฒนา จึงทำให้วัดไชยศรีแห่งนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม และ หลายสายธารหลั่งไหลเข้ามาทำให้ที่นี่เหมือนจุดศูนย์รวมน้ำใจ"พระครูบุญชยากร บอกเล่า ถึงสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่ พร้อมกับสายตาของหลายคนที่จดจ้อง และเฝ้ามองความเป็นไปของหมู่บ้านและวัดแห่งนี้
"แต่ก่อนบ้านสาวะถีมีปัญหาเรื่อง สิ่งเสพติด การพนัน ฉกชิงวิ่งราว แต่พอชุมชนร่วมกับวัด เอาเรื่องราวของฮูปแต้ม หรือ ภาพเขียนสีโบราณที่มีอายุกว่า 200 ปี มาเล่าให้ฟัง โดยยกเอาคำสอน คติธรรม ที่มีอยู่ในเรื่องสินไซมาบอกเล่า ทำให้เด็กวัยรุ่นดีขึ้น พัฒนาขึ้น หันหน้าเข้าวัด ร่วมทำกิจกรรม และช่วยเหลือสังคม พ่อแม่เองพอมีเวลาได้เล่านิทานให้ลูกฟัง ได้บอกสอนลูก พ่อแม่ลูกก็ใกล้ชิดกันทำให้ปัญหาครอบครัวหมดไป ทำให้หลายๆ อย่างดีขึ้น คนเข้าวัดมากขึ้น ร่วมกิจกรรมมากขึ้น ชุมชนก็เป็นสุข"
"อย่างตำบลสาวะถีมี 4 หมู่บ้าน และ 4 หมู่บ้านมีอยู่ 2 วัด แต่ชุมชนสาวะถีเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ยึดถือเรื่องประเพณีวัฒนธรรมมานาน มันฝังรากลึก แม้จะไม่ได้ทำยิ่งใหญ่เหมือนสมัยนี้แต่ก็ฝังรากลงไป อาตมาเองเป็นคนบ้านนี้พอมาอยู่ที่นี่ก็อยากจะพัฒนา อยากจะทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มีวิถีวัฒนธรรมที่สืบต่อกันออกไปสู่รุ่นลูกหลาน จึงได้หารือกับชาวบ้านรื้อฟื้นประเพณีวัฒนธรรมเก่าๆ โดยทำบุญ 12 เดือน ไม่ได้ขาดเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ร่วมสืบสาน ประเพณีที่ปฏิบัติตามฮีต 12 คอง 14 มีหลายอย่าง แต่ประเพณีที่ไม่ค่อยมีใครทำมากนักคือบุญข้าวจี่ พอที่นี่ทำและใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ปรากฎว่ามีคนสนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้กันมาก ทั้งม.ขอนแก่น ม.มหิดล ม.เทคโนโลยีสุรนารี โรงเรียนรุ่งอรุณ และอื่นๆ อีกมากมาย"
"ถึงวันนี้อาตมาก็ภูมิใจที่ชุมชนและสถาบันการศึกษาเดินไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ใครทำเพียงลำพัง แล้วพอถึงเวลานักวิชาการก็มาฉกฉวยไป แต่ที่นี่ไม่ใช่ สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยินดีที่จะลงมาในระดับชุมชน ร่วมกันกับชุมชนทำกิจกรรม และก้าวเดินไปพร้อมๆ กันโดยไม่ฉกฉวยเอาสิ่งที่ชุมชนทำแล้วไปบอกว่าเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนสถาบันการศึกษาบางแห่งที่บางครั้งลงไปเอาข้อมูลในหมู่บ้าน ภูมิปัญญาของชาวบ้าน แล้วเอาไปทำอะไรต่อก็ไม่ทราบแต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นผลงานของนักวิชาการคนนั้น โดยที่ไม่ได้สนใจกลับมาตอบแทนชุมชน แต่ที่นี่ไม่ใช่ ทำให้น่าจะเป็นแบบอย่างให้สถาบันการศึกษาแห่งอื่น ได้คิดและหันกลับไปตอบแทนชุมชน โดยการเอาอะไรลงไปให้พวกเขาบ้าง ไม่ใช่ลงไปเอาออกมาอย่างเดียว"
"เป้าหมายของการเป็นพระคือเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ทำอย่างไรให้ธรรมะเข้าไปเป็นวิถีชีวิตของเขา เราภูมิใจที่สามารถถ่ายทอดธรรมะผ่านชีวิตของเขาได้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วธรรมะ คือ วิถีชีวิต คือ ประเพณี วัฒนธรรม ที่เขาทำอยู่แต่เขาอาจจะไม่รู้ตัว เรามีหน้าที่ทำให้เขาซึมซับและปฏิบัติให้ได้ ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต"
"ตอนนี้ท้องถิ่นเองก็สนใจมาก จากที่เขาไม่สนใจและไม่เข้าใจเลยว่าบริบทของเราต้องการทำอะไร จะเดินไปทิศทางไหน อย่างไร ตอนนี้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมเยอะ ส่วนภาครัฐนั้นไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย ไม่ต้องลงมาช่วยทำก็ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ชาวบ้านเขาทำอยู่แล้ว อยากจะให้เพียงมาดูสิ่งที่เราทำ และ ช่วยเผยแพร่ให้เราด้วย ช่วยสนับสนุนเราหน่อย เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่ ชาวบ้านทำเอง คิดเอง นำเสนอเอง" เสียงของพระนักพัฒนา ที่รับรางวัลมามากมาย แต่ไม่เคยทิ้งชุมชน ทิ้งบ้านเกิด
-4-
รถยนต์หลายคันวิ่งออกไปจากวัด เสื่อกว่า 100 ผืนถูกเก็บออกไปจากลานวัดหมดแล้ว ชาวบ้านหลายคนช่วยกันเก็บกวาดศาลาวัดหลังงานเสร็จสิ้น จอหนังตะลุง จอหนังกลางแปลง เวทีหมอลำซิ่ง รวมถึงซุ้มร้านค้าถูกรื้อเก็บออกไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความสุข และความภาคภูมิใจของชาวบ้านสาวะถี
อีกไม่กี่วันก็จะถึงประเพณีบุญผะเหวด หรือ บุญพระเวสสันดรชาดก ซึ่ง "ผ้าผะเหวด" ของหมู่บ้านนี้ร่วมกันสรรค์สร้างโดยนักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น ก็จะถูกรื้อออกมาเพื่อขึงให้ยาวรอบศาลาวัด และวันนั้นวัดและหมู่บ้านแห่งนี้คงจะได้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ประเพณีบุญข้าวจี่ปีนี้ คงจะตราตรึงและประทับในหัวใจของคนที่มีโอกาสได้มาเยือน และ หลายคนคงสัญญากับตัวเองว่า ปีหน้าจะไม่พลาด เพราะแม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอย่าง "ธีระ สลักเพชร" ในฐานะประธานเปิดงานบุญคราวนี้ ยังจะยกให้หมู่บ้านสาวะถีเป็น "โมเดล" ในโครงการ "วัฒนธรรมสรรสร้าง เศรษฐกิจสร้างสรรค์"ของภาคอีสาน
พบกันใหม่ปีหน้า กับบุญข้าวจี่ประเพณีเดือน 3 ที่วัดไชยศรี...เหมือนเดิม
Tags : บุญข้าวจี่ • หมู่บ้านสาวะถี




ความคิดเห็นที่ 1
คนอุบล , 5 กุมภาพันธ์ 2553 11:23
วัดใกล้บ้านเราก็มีงานบุญข้าวจี่ทุกปีค่ะ
จัดมาปีนี้ปีที่ 8 แล้ว