เนื้อชั้นดีจากที่ราบสูง มาปักธงสำเร็จแล้วที่เมืองกรุงในฐานะ "จานอร่อย" แต่พักหลังๆ ชักวุ่นไม่น้อยเพราะเกิดมี "โพนยางคำ" กำมะลอ ผุดมาแบ่งเค้ก
เข้ามาอาละวาดเมืองหลวงมาได้หลายปีแล้วสำหรับ "เนื้อโคขุนโพนยางคำ" แต่เพิ่งจะไม่กี่ปีมานี้ที่เราเห็นป้ายขายเนื้อวัวลูกผสมจากดินแดนที่ราบสูงนี้ จองพื้นที่ไปแทบจะทุกมุมเมือง
ส่วนหนึ่งได้แรงโหมมาจากโลกออนไลน์ ใครกินแล้วติดใจเป็นต้องโพสต์หรือเขียนลงบล็อก จนเนื้อโพนยางคำกลายเป็นอีกเมนูฮอตถึงขนาดยอมต่อคิวรอของคนกรุง
นอกจากจะชอบ "สรรหาของอร่อย" แล้ว คนเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยยังชอบที่จะหาข้อมูลของร้านที่กำลังจะไปกิน จึงได้รู้ว่า จริงๆ แล้ว เนื้อลูกผสมเหล่านี้เดินทางมาจากบ้านโพนยางคำ ตำบลโนนหอม อำเภอเมืองสกลนคร
ที่นี่ถือเป็นแหล่งผลิตเนื้อวัวเพื่อใช้ทำสเต็กที่ใหญ่ที่สุด จุดเด่นอยู่ที่ความนุ่ม อร่อย ไม่มัน และ ไม่คาว
วางปืนมาเลี้ยงวัว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปฏิบัติการปราบปรามผู้ก่อการร้ายสิ้นสุดลง หากหน่วยงานนี้ยังคงอยู่ เลยต้องหันมาทำงานพัฒนากับชุมชนแทน และกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ
เฉพาะที่สกลนครหลังการปราบปรามคอมมิวนิสต์แล้วเสร็จ หน่วยงานนี้หันมาจับงานพัฒนาชุมชน ด้วยการเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรในการพัฒนาพันธุ์โคที่มีอยู่ในพื้นที่ โดยไม่ใช่เลี้ยงเพื่อใช้งานและรับประทานเท่านั้น แต่เลี้ยงเพื่อพัฒนาพันธุ์และส่งออก และตั้งเป็นสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด มาจนถึงปัจจุบัน
เป้าหมายในการก่อตั้งสหกรณ์ขึ้นมาก็เพื่อเป็นการพัฒนาพันธุ์โคเนื้อ ส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อใน 2 จังหวัดคือสกลนครและนครพนม และที่สกลนครได้ลงพื้นที่ส่งเสริมที่แรกคือที่บ้านโพนยางคำ โดยได้ประสานขอความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทั้ง ศูนย์ส่งเสริมการขยายพันธุ์สัตว์ กรป.กลาง ให้การสนับสนุนด้านการผสมเทียมโค บุคลากร และ น้ำเชื้อโคพ่อพันธุ์เนื้อจากต่างประเทศ
นอกจากนั้นยังมีรัฐบาลฝรั่งเศส โดยสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยฝ่ายวัฒนธรรมและได้รับความร่วมมือ จากนายฟรังซัว แดร์โฟซ์ เป็นผู้ประสานงาน พร้อมทั้งให้การสนับสนุนด้านวิชาการทุนการศึกษาอบรมแก่เจ้าหน้าที่ของไทย ไปฝึกอบรมในประเทศฝรั่งเศส ด้านการผลิตเนื้อโค การตัดคัดแยกส่วนต่างๆ ของเนื้อ การผสมเทียม ผลิตเมล็ดพืชอาหารสัตว์ การบริหารระบบสหกรณ์ และยังได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรและสหกรณ์มาปฏิบัติงานที่ภายในสหกรณ์โพนยางคำ ตลอดจนสนับสนุนเงินทุนในการก่อสร้างโรงฆ่าสัตว์พร้อมอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ รวมทั้งรถห้องเย็นใช้ขนส่งเนื้อ จากสหกรณ์โพนยางคำ ไปยังศูนย์ตัดแต่งและจำหน่ายที่กรุงเทพฯ
อีกทั้งยังมีรัฐบาลออสเตรเลียโดย Asian Food Handling Bureau ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ห้องเย็นบ่มซากโคห้องแรก รัฐบาลประเทศเยอรมัน ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ห้องเย็นบ่มซากโคห้องที่ 2 และสุดท้ายคือ บริษัทเนสท์เล่(ประเทศไทย) จำกัด ให้ทุนการศึกษาอัตราการเจริญเติบโตและปริมาณการผลิตน้ำนมของโคลูกผสมสายพันธุ์ซิมเมนตัล โดยในปัจจุบัน(นับถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2552 ) สหกรณ์โพนยางคำ มีสมาชิกทั้งสิ้น 4,702 ราย
ในส่วนของโคเนื้อที่เลี้ยงเพื่อชำแหละ แรกเริ่มเดิมทีเป็นโคเนื้อลูกผสมไทย - ฝรั่งเศส ที่เกิดจากการผสมเทียมโดยใช้น้ำเชื้อจาก พ่อพันธุ์โคเนื้อ 3 สายพันธุ์คือ พันธุ์ชาโรเลย์ ,ซิลเบนทอล และลิมมูซีน ทำให้ได้โคพันธุ์เนื้อที่มีคุณภาพตามต้องการ โดยไม่มีการใช้สายพันธุ์อื่นในการผสมเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เพราะพันธุ์นี้ว่ากันว่าเหมาะกับการบริโภค เพราะเนื้อนุ่ม ไม่เหนียวและกลิ่นไม่เหม็นสาบมากนัก
ขาใหญ่ ขายเนื้อ
สันต์ศิลป์ ยาสาไชย วัย 53 ปี ชาวบ้านท่าเยี่ยม ตำบลโนนหอม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เกษตรกรผู้ที่เลี้ยงโคเนื้อ และโคขุน มากว่า 23 ปี อีกทั้งยังเป็นอดีตประธานกลุ่มเลี้ยงโคขุนบ้านท่าเยี่ยมอีกด้วย โดยโคที่เขาเลี้ยงก็ส่งให้กับสหกรณ์โพนยางคำ เพื่อชำแหละและจำหน่ายต่อไป
"อาชีพการเลี้ยงโคเนื้อตอนนี้ได้รับความสนใจจากเกษตรกรมาก เพราะรัฐบาลสนับสนุน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่เกษตรกร โดยเล็งเห็นว่า อาชีพการเลี้ยงโคเนื้อจะเป็นอาชีพที่มั่นคงและช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะขณะนี้เนื้อโคขุน เป็นที่ต้องการของตลาดมาก เพราะจำนวนคนทานเนื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสเต็กเนื้อ ที่คนไทยก็เริ่มหันมานิยมรับประทาน ส่วนคนต่างชาติเองก็นิยมรับประทานอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ราคาอาจจะแพงหน่อย สเต็กโพนยางคำ จานเด็ดราคาไม่ต่ำกว่า 300 บาท แต่ทุกวันนี้ราคาต่ำลงมาแล้วมีเงิน 100-200 บาทก็หากินได้"
ถามถึงเคล็ดลับที่ประกอบอาชีพนี้มาได้ยาวนานกว่า 20 ปี สันต์ศิลป์บอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะต้องอาศัยความเอาใจใส่ ความอดทน และใจรักอย่างแท้จริง เขาเองกว่าจะลงตัว ก็ต้องลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง
แต่ด้วยความอดทนมุ่งมั่นประสาลูกข้าวเหนียว ทำให้สันต์ศิลป์ได้รับเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์เมื่อ พ.ศ.2549 ที่ผ่านมา และ หมู่บ้านท่าเยี่ยมก็กลายเป็น "ขาใหญ่" ในการส่งโคเนื้อ โคขุน เข้าสหกรณ์โพนยางคำ
"การจะเข้าเป็นสมาชิกของสหกรณ์โพนยางคำและส่งเนื้อให้กับสหกรณ์นั้นต้องเป็นโคพันธุ์ลูกผสม 50 เปอร์เซ็นต์ คือ พันธุ์ชาโรเลย์ ซิลเบนทอล และลิมมูซีน ถ้าตรงตามสายพันธุ์ที่สหกรณ์กำหนดก็จะหนีบหูเป็นการขึ้นทะเบียนโคขุนให้ มีการตอนและถ่ายพยาธิให้ หลังจากนั้น 5 เดือนก็จะมีการให้ยารอบ 2 อีกรอบ"
ส่วนอาหารในการเลี้ยง คือหญ้ากินนี หรือหญ้าทั่วไป ฟางข้าว นำมาผสมกับน้ำเกลือบ้าง น้ำอ้อยบ้างและกินอาหารข้นมีคุณค่าครบถ้วนที่ปรุงแต่งจากทางสหกรณ์ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะจัดชุดลงสุ่มตรวจคุณภาพของโคขุนในทุกๆ เดือน และเมื่อโคขุนมีน้ำหนักเข้าตามเกณฑ์ สมาชิกจะแจ้งต่อประธานกลุ่มเพื่อรอการนำเข้าสู่โรงงานชำแหละเป็นเนื้อโคจำหน่ายต่อไป
"ตอนนี้สหกรณ์กำหนดให้มีการขุนโคในอัตราต่อกลุ่มๆ ละประมาณ 25 ตัว จากทั้งหมดที่มีกลุ่มเกษตรกรอยู่ 23 กลุ่ม ตั้งเป้าไว้ว่า 1 เดือนชำแหละประมาณ 500 ตัว ซึ่งในปัจจุบันสามารถผลิตได้ครั้งละ 65 ตัวต่อวัน และจะมีการชำแหละอาทิตย์ละ 2 วัน คือ เฉพาะในวันอังคารและวันศุกร์ จากนั้นก็จะส่งเนื้อในรูปเนื้อแช่แข็งส่งให้ร้านค้าที่เป็นสมาชิกต่อไป" เขาบอก
ระวัง! เนื้อปลอม
จากกำลังการผลิต 65 ตัวต่อวัน และชำแหละเพียงอาทิตย์ละ 2 วันเท่านั้น ดูจะไม่สมดุลกับจำนวนร้านโคขุนโพนยางคำที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดทั่วกรุง สักเท่าไหร่
เรื่องมันเลยชักจะยุ่งๆ ขึ้นมาว่า มีของปลอมแอบขึ้นโต๊ะมาขายภายใต้แบรนด์โพนยางคำ
สันต์ศิลป์ ยอมรับว่าจริง ทางสหกรณ์เองเคยได้รับแจ้งการแอบอ้างของร้านค้าบางแห่งในหลายพื้นที่ ที่บอกกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการว่าเป็นเนื้อโคขุนที่มาจากโพนยางคำ และแหล่งที่พบมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ
จริงอยู่ การกินเนื้อที่ไม่ได้มาจากสหกรณ์แห่งนี้ อาจไม่ถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้นชีวิต แต่อย่างน้อยที่สุด ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารอย่างนี้ เราก็น่าจะรู้ว่า อาหารตรงหน้าเรานั้น มาจากที่ไหน และ ประกอบด้วยอะไรบ้าง ...
แนวความคิดนี้ ใช้ได้กับอาหารทุกประเภท แต่สำหรับใครที่กำลังจะไปอุดหนุนโคขุน (ที่คิดว่าเป็น) โพนยางคำ ก็มีหลักให้สังเกตง่ายๆ ดังนี้
ร้านที่รับเนื้อโคขุนของสหกรณ์โพนยางคำไปจำหน่ายนั้น ให้สังเกตที่ป้ายรับรองมาตรฐานของทางสหกรณ์โพนยางคำซึ่ง เป็นสัญลักษณ์รูปหัวโคขุน 2 ตัวหันหลังให้กันภายในวงกลมฟันเฟือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ กรป.กลาง ความกว้างคูณยาวขนาด 1 ตารางเมตร โดยป้ายนี้จะถูกนำไปติดที่หน้าร้านที่รับมาขายอย่างเป็นทางการ
ส่วนการกระจายจุดจำหน่ายของเนื้อโพนยางคำนั้นเขาบอกว่ามีจุดใหญ่อยู่ที่สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านโพนยางคำ ตำบลโนนหอม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร , สหกรณ์สาขาย่อย ถนนเจริญเมือง เขตเทศบาลเมืองสกลนคร และที่กรุงเทพมหานคร มีสาขาหลักตั้งอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเซียร์รังสิต อำเภอลำลูก จังหวัดปทุมธานี
ส่วนสาขาย่อยที่เป็นของเอกชน ทางสหกรณ์ฯ กำหนดให้มีป้ายรับรองมาตรฐานของทางสหกรณ์โพนยางคำ เป็นสัญญลักษณ์รูปหัวโคขุน 2 ตัวหันหลังให้กันภายในวงกลมฟันเฟือง กรป.กลาง ความกว้างคูณยาวขนาด 1 เมตร ติดที่หน้าร้านเช่นกัน แต่มีไม่มากนัก เพราะเกรงว่าจะมีการลอกเลียนแบบ
เลี้ยงเอง กินเอง?
อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่า สัตว์ใดๆ ก็ตาม ลองว่าได้เลี้ยงมากับมือแล้ว ต่อให้รสชาติอร่อยแค่ไหน ก็ทำใจดำฆ่าเอาเนื้อไม่ลง
แต่สำหรับวัวโพนยางคำที่สันต์ศิลป์ ประคบประหงมมาแต่อ้อนแต่ออก ก็หนีไม่พ้นต้องตกเป็นสำรับหนึ่งบนโต๊ะกับข้าว...อยู่ดี
"ต้องกินอยู่แล้ว เพราะเป็นอาหารที่ชาวอีสานมาแต่ไหนแต่ไร" เกษตรกรดีเด่นพูดยิ้มๆ แล้วเล่าให้ฟังต่อว่า เมนูเด็ดทั้งของชาวโพนยางคำ และประชาชนที่บริโภคเนื้อโคขุนนั้น ล้วนเป็นอาหารพื้นบ้านตำรับอีสานแท้ๆ อาทิ ลาบ ก้อย ต้มขม อ่อมเนื้อ ย่างเนื้อ เนื้อแดดเดียว
โดยเฉพาะอย่างหลังสุด คนเล่า ยกให้เป็นเมนูสุดยอด
"ยิ่งได้กินกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ ยิ่งอร่อย"
ส่วนสเต็กที่ชาวกรุงชอบนักชอบหนา สันต์ศิลป์ส่ายหน้า บอกไม่อร่อย
"สู้ลาบเนื้อไม่ได้" ลูกอีสานยืนยัน
สำคัญกว่าเมนูหรือรสชาติ คือ ความสะอาด ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงทุกคนให้ความสำคัญมาเป็นอันดับแรกๆ
สันต์ศิลป์ย้ำให้มั่นใจในข้อนี้ว่า สิ่งสำคัญที่เกษตรกรผู้สนใจการเลี้ยงโคขุนต้องรู้และปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ คือ การสุขาภิบาลฟาร์ม ได้แก่ การรักษาความสะอาด เกษตรกรต้องหมั่นทำความสะอาดคอกโคขุนทุกวัน เพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมมของสิ่งปฏิกูลภายในคอกหรือโรงเรือนเลี้ยงโค รวมถึงการรักษาสภาพแวดล้อมในบริเวณโรงเรือน ให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยพื้นคอกจะใช้เทคนิครองด้วยแกลบ เพื่อใช้เป็นตัวดูดซับสิ่งขับถ่ายจากตัวโค อีกทั้งยังปรับปรุงสภาพแวดล้อมต่างๆ บริเวณโรงเรือนเลี้ยงโคขุนและที่อยู่อาศัย ให้มีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่เพื่อสุขภาพของโคและบุคคลในครอบครัวและบ้านใกล้เรือนเคียง
และสิ่งที่ต้องยึดมั่นและขาดไม่ได้เลยในการเลี้ยงโคขุน โคเนื้อของโพนยางคำนั้นคือ “คุณภาพ” ที่จะต้องได้ตามมาตรฐาน เพราะเกษตรกรทุกคนรวมถึงสันต์ศิลป์ รู้ดีว่า วันนี้ชื่อเสียงของเนื้อโพนยางคำมาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับแล้ว
"ที่สำคัญ ยิ่งเนื้อจากโพนยางคำ ได้รับความนิยมมากแค่ไหน ก็ยิ่งจะทำให้อาชีพการเลี้ยงโคขุน โคเนื้อของชาวบ้านที่นี่ มั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น" เกษตรกรหัวก้าวหน้า คิดอย่างนี้
...เนื้อดีๆ จึงมาถึงจานเรา
Tags : โคขุนโพนยางคำ




ความคิดเห็นที่ 16
หมูขุน , 12 กันยายน 2553 20:04
วันนี้ไปกินร้านโคขุน คุณทอง สาขาพุทธมณฑลสาย 1 ก็ไปกินตามกระแสน่ะแหละ สั่งเนื้อสันกลางสไลด์ เนื้อน่องสไลด์ เนื้อนุ่มมากๆๆ แต่ข้อเสียเนี่ย failสุดๆ น้ำจิ้มไม่อร่อย น้ำจิ้มแจ่วก็"เปรี้ยวโดดเค็มโดด" ได้อารมณ์ครัวบ้านนอกยังไงชอบกล นี่ถ้าปรับปรุงน้ำจิ้มให้อร่อยกว่านี้จะดีมากๆ เนื้อนุ่มอร่อย แต่พอเจอน้ำจิ้ม แทบอ้วก สั่งน้ำตกคอหมูย่างกับยำตับหวานมากิน ก็เปรี้ยวโดด เค็มโดด งงว่าพ่อครัวแม่ครัวร้านนี้ ลิ้นมีปัญหาหรือว่ายังไง
ความคิดเห็นที่ 15
คนเลี้ยงโคขุน , 13 สิงหาคม 2553 20:39
ทำไมต้องโพนยางคำ? การเลี้ยงโคเนื้อหลายพื้นที่ก็ใช้วิธีการเดียวกัน คุณภาพใกล้เคียงกัน และข้าพเจ้าคิดว่าอร่อยเหมือนกัน...
ความคิดเห็นที่ 14
หนึ่ง , 15 กรกฎาคม 2553 22:24
วันที่ 12 สค. จะมีร้าน shabu & B.B.Q เปิดใหม่อยู่ทางเข้าหมู่บ้านเมืองเอก ม.รังสิต ที่ร้านนี้เค้าใช้เนื้อโคขุนโพนยางคำแท้ๆนะขอบอกชื้อร้าน Shabu & B.B.Q Garden จ๊ะสนใจก็ไปชิมดูได้ เปิด 11.00 - 22.00 น. ทุกวัน
ความคิดเห็นที่ 13
tom , 19 มิถุนายน 2553 19:47
เนื้อโคโพนยางคำหรือเนื้อไทยเฟรนซ์ (Thai-French Natural Beef)
หลายๆคนคงเคยได้ยินคำว่า โพนยางคำ มาแล้ว หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า โพนยางคำคือ อะไรและแปลว่า อะไร จริงๆแล้วนั้น โพนยางคำ เป็นชื่อของหมู่บ้านในจังหวัดสกลนครที่เป็นที่ตั้งของสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าเห็นร้านอาหารหลายๆร้านใช้ชื่อ โพนยางคำ เพราะ ว่า สหกรณ์ไม่หวงลิขสิทธิ์ในการใช้ชื่อ ขอให้ทุกร้านใช้เนื้อโพนยางคำของจริงก็พอ เพราะเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีหลายๆร้านที่ไม่ใช้เนื้อโพนยางคำของแท้
เพราะฉะนั้น ไม่มีร้านอาหารไหนที่สามารถอ้างได้ว่า ตัวเองเป็นเจ้าของเนื้อโพนยางคำ จะมีก็แต่สหกรณ์เท่านั้นที่เป็นเจ้าของเนื้อโพนยางคำที่แท้จริง
เนื้อโคขุนโพนยางคำ หรือ เนื้อไทยเฟรนช์ (Thai-French Natural Beef) เป็นเนื้อโคคุณภาพสูงทัดเทียมเนื้อนำเข้า ที่ผลิตโดย สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จังหวัดสกลนคร โดยมีการดูแลควบคุมมาตรฐานการผลิตตั้งแต่การเลี้ยงโคของสมาชิก การจัดหาพันธุ์ การผลิตอาหารข้น การชำแหละและตัดแต่งตามหลักสากล การบริหารจัดการของเจ้าหน้าที่ จนได้เนื้อโคที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย สำหรับผู้บริโภค เป็นต้นแบบของการรวมกลุ่มผู้ผลิตที่มีการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงระดับชุมชนอย่างแท้จริง
โคขุนโพนยางคำ เป็นลูกโคผสมที่เลื้ยงในจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร หนองคาย และจังหวัดใกล้เคียง โดยสมาชิกของสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลางโพนยางคำ จำกัด การขุนจะขังโคไว้ในคอกตลอด เพื่อไม่ให้โคได้ออกกำลัง อาหารที่ให้จะเป็นอาหารข้นและกากน้ำตาลเป็นหลัก เพื่อให้โคสร้างเนื้และไขมันแทรก ในเนื้อโดยไม่ใช้ฮอร์โมนและสารเร่งโต ทำให้เนื้อมีความนุ่มและรสชาติอร่อยเป็นที่มาของชื่อ "โคขุนโพนยางคำ" หรือที่รู้จักกันอีกในชื่อเนื้อไทย-ฝรั่งเศษ " Thai-FRENCH Beef " (T.F) พ่อพันธุ์ จะใช้น้ำเชื้อสายพันธุ์ยุโรปสายเลือดแท้ 100 % เพื่อใช้ผสมเทียมได้แก่ พันธุ์ซาโรเลส์ (Charoiais) ถิ่นกำเนิดปรเทศฝรั่งเศส
พันธุ์ซิมเมนทอล (Simmental) ถิ่นกำเนิดประเทศสวิสเชอร์แลนด์
พันธุ์ลิมูซิน (Limusin) ถิ่นกำเนิดประเทศฝรั่งเศส
แม่พันธุ์ เป็นโคลูกผสมพันธุ์พื้นเมืองที่ทนทานต่อสภาพอากาศและพันธุ์บราห์มันที่มีโครงสร้างใหญ่
โคลูกผสม ที่ได้จะเหมาะสำหรับเลี้ยงในสภาพภูมิอากาศของไทยมีลักษณะพันธุ์ดังนี้
โคพื้นเมือง 25%
โคบราห์มัน 25%
โคสายพันธุ์ยุโรป 50%
โคที่จะขุนต้องมีอายุ 2 ปีขึ้นไป ต้องมีการถ่ายพยาธิก่อนขุนและก่อนนำมาชำแหละ 3 เดือน ใช้เวลาขุนอย่างน้อย 8 เดือนขึ้นไปจึงนำมาชำแหละ แล้วบ่มซาก (Aging) ในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 3 องศา อย่างน้อย 7 วันก่อนจะขนส่งโดยรถห้องเย็นมาที่ร้านขายเนื้อของสหกรณ์ที่กรุงเทพฯ และเก็บรักษาเนื้อในห้องเย็นที่อุณหภูมิไม่เกิน 3 องศา
เนื้อโคขุนโพนยางคำ จึงเป็นเป็นเนื้อโคธรรมชาติ (Natural Beef) ที่ปราศจากฮอร์โมนหรือสารเร่งการเจริญเติบโต ตลอดจนยาปฏิชีวนะทุกชนิด (Free from Hormones or Growth Promotants & Antibiotics) และมีการขึ้นทะเบียนเลี้ยงขุนโดยสมาชิกสหกรณ์ฯโพนยางคำโดยมีการวางระบบการผลิตที่ควบคุม และกำกับดูแลครบวงจร ตั้งแต่ลูกโคเกิด การเลี้ยงดู การเลี้ยงขุน จนถึงกระบวนการผลิตเป็นเนื้อโคขุน และสามารถตรวจสอบได้ตลอดวงจรการผลิต (Traceability) ทำให้ได้เนื้อโคที่มีความนุ่มมาก และมีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อ (marbling) ได้ผ่านขั้นตอนการบ่มเนื้อ ภายใต้อุณหภูมิการเก็บรักษาเนื้อในห้องเย็น 0 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7-14 วัน ก่อนการจำหน่าย มีคุณภาพทัดเทียมกับเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ สะอาด ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค
ในช่วงเริ่มต้นการทำตลาดของสหกรณ์ (ตั้งแต่ปี 2524) สหกรณ์ฯ ได้วางเป้าหมายการผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง เพื่อทดแทนการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ โดยสหกรณ์ฯ พยายามมุ่งเป้าไปยังตลาดประเภทซุปเปอร์มาร์เก็ตระดับบน ทำให้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของ เนื้อโคขุนโพนยางคำ หรือ ในนาม Thai-French Natural Beef เป็นผู้บริโภคชาวต่างชาติ เชฟตามโรงแรม หรือร้านอาหารชื่อดัง (เช่น โชคชัยสเต็ก) แต่จะไม่ค่อยมีการกล่าวถึงที่มาของเนื้อที่ใช้ จนในระยะหลัง เริ่มมีการนำ เนื้อโคขุนโพนยางคำ มาใช้ในร้านอาหารประเภท ปิ้งย่าง จิ้มจุ่ม หรือชาบู ทำให้ เนื้อโคขุนโพนยางคำ เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น ส่งผลให้มีร้านอาหารที่มีคำว่า โพนยางคำ อยู่ในชื่อ เกิดขึ้นอย่างมากมายในกรุงเทพ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ ซื้อเนื้อจากสหกรณ์ แต่ก็มีบางร้านที่ไม่ได้ใช้เนื้อของสหกรณ์ หรือใช้เนื้ออย่างอื่นผสม ทำให้เกิดความไม่แน่ใจในคุณภาพเนื้อที่ขาย ตามร้านต่างๆ
ความคิดเห็นที่ 12
หนุ่ม ยอดมนุย์ , 19 พฤษภาคม 2553 21:16
เนื้อเขามันอร่อยอยู่เเล้วเเต่ถ้าจะให้อร่อยเลอเลิสขึ้นไปอีกมันต้องจิ้มกับน้ำจิ้มเทวดาคล้ายๆกับน้ำจิ้มไดโดม่อนครับ...
ความคิดเห็นที่ 11
ของเค้าดีจิงๆ , 20 กุมภาพันธ์ 2553 22:15
พรุ่งนี้กินเรียบแน่ๆโคขุนจ๋า โคขุนของพี่ น้ำยายไหญ๋....ติ๋งๆๆ
ความคิดเห็นที่ 10
TANGMO , 5 กุมภาพันธ์ 2553 13:30
ของเค้าดีจริง
ความคิดเห็นที่ 9
ยอดชาย , 4 กุมภาพันธ์ 2553 16:45
ถ้าแบบนี้ร้านแท้ๆ ใน กทม. มีที่ไหนบ้างครับ
ความคิดเห็นที่ 8
ชาวสกลพลัดถิ่น , 4 กุมภาพันธ์ 2553 08:51
ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยจะได้กิน ราคาแพงมากและส่งออกอย่างเดียว
ตอนนี้หาร้านกินได้หายขึ้น
อร่อยจริงๆขอบอก
ความคิดเห็นที่ 7
ponyangkham-chiangmai , 4 กุมภาพันธ์ 2553 08:07
นอกจากเนื้อที่ขึ้นชื่อของโคขุนโพนยางคำแล้ว
ใครอยากชิมเปาะเปี๊ยะญวน ข้าวซอยเนื้อ แกงอ่อมเนื้อ และสลัดเนื้อสัน ต้องที่ร้านอาหารโคขุน โพนยางคำเชียงใหม่ เป็นสูตรเด็ดจากแม่ครัวเก่าแก่ของเจ้าธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของร้านจับมือกับ ดร.ปิยะพงษ์ ธัญญศรีสังข์ ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเป็นตัวแทนเพียงรายเดียวที่จำหน่ายเนื้อโพนยางคำในภาคเหนือ
ความคิดเห็นที่ 6
ผ่านมา , 3 กุมภาพันธ์ 2553 21:01
อยากกินอีก อร่อย
ความคิดเห็นที่ 5
yummy , 3 กุมภาพันธ์ 2553 16:51
อร่อยเลยมาบอกต่อ
ความคิดเห็นที่ 4
ponyangkham-chiangmai , 3 กุมภาพันธ์ 2553 13:49
ต้อนรับเดือนแห่งความรักกับสเต็ค โพนยางคำ
ต้อนรับเดือนแห่งความรัก กับสต็คเนื้อโคขุนโพนยางคำ ราคา 222บาท และ 330บาท ที่เสิร์ฟ พร้อมกับไวน์รสเลิศ ตั้งแต่วันนี้ - 15 กุมภาพันธ์ 2553 เปิด 11.00-23.00 น. ทุกวัน
ความคิดเห็นที่ 3
โพนยางคำเชียงใหม่ , 3 กุมภาพันธ์ 2553 12:43
ใครที่อยู่ทางเหนือก็สามารถหาทานได้แล้ว ลองไปชิมได้ที่ ร้านอาหารโคขุน โพนยางคำเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนถนนคลองชลประทาน ใกล้กับโรงแรมเชียงใหม่ภูคำ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่11:00-23:00 โทร.สอบถามรายละเอียดได้ที่053 221 111 หรือเว็บไซต์http://ponyangkham-chiangmai.com
ความคิดเห็นที่ 2
ยั่งยืน , 3 กุมภาพันธ์ 2553 10:14
ถูกต้องเลย
หลายคนทะเลาะกับของปลอม
จนของแท้เจ๊งไปด้วย
ที่ถูกคือ รักษาคุณภาพ และแนะนำของแท้
แค่นี้ ก็ผลิตไม่ทันขายแล้ว
ู่ส่วนแบ่งเล็กๆน้อยๆ
ก็ให้เขาไปบ้างเป็นคู่แข่ง
ที่ทำให้เราไม่ประมาท
ผลประโยชน์ตกอยู่กับผู้บริโภค
ในขณะเดียวกัน
ผู้บริโภคก็ต้องฉลาดเลือก
จึงจะได้ ของแท้ ของดีจริง
ความคิดเห็นที่ 1
DNA- , 3 กุมภาพันธ์ 2553 08:58
ยังไม่เคยลองเลย ทั้ง ๆ ที่ใกล้ ๆ ที่ทำงานก็มีร้านเปิดให้บริการอยู่
ไว้มีโอกาสก่อนนะ จะขับรถไปหาซื้อที่สหกรณ์เลย ^_^