กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 29 มกราคม 2553 01:00

ภาณุ อารี-ก้อง ฤทธิ์ดี กับ สารคดีโลกมุสลิมในแง่จริง

สารคดี มูอัลลัฟ

บางส่วนจากเบบี้อาราเบีย

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

จะเรียกว่า สารคดีมุสลิม โดยมุสลิม เพื่อมุสลิมก็ได้ สำหรับผลงานของชายคู่นี้ พวกเขาเลือกเสนอในมุมที่ไม่มีใครฟัง แต่เป็นความจริงในแบบที่มันเป็น

4-5 ปีมานี้เหตุความไม่สงบชายแดนใต้ ทำให้มีผู้สร้างสรรค์ประเด็นมุสลิมออกมามากมาย ไม่ว่าจะภาพถ่าย เพลง หนังสือ รายการทีวี อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ สารคดีที่เคยถูกมองว่าน่าเบื่อ กลับถูกนำเสนอให้ดูสนุก และมีประเด็นน่าสนใจหลากหลายมากขึ้น แต่ก็ยังดูเหมือนว่า "สารคดีมุสลิม"  ซึ่งผลิตโดยมุสลิมเองนั้นกลับมีน้อยเต็มที


 หนึ่งในนั้นคือผลงานของสุภาพบุรุษสองคนนี้


 ภาณุ อารี เคยเป็นอาสาสมัครให้กับมูลนิธิหนังไทย เขียนบทความและเป็นอาจารย์พิเศษด้านภาพยนตร์ ปัจจุบันทำงานอยู่ฝ่ายต่างประเทศให้กับค่ายสหมงคล และมีผลงานหนังสั้นมากมาย อาทิ แดนเนรมิต(ร่วมสายประกวดสารคดีนานาชาติยามากาตะ) พรหมลิขิต(รางวัลHonorableเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพ)

 ก้อง ฤทธิ์ดี เป็นนักเขียนด้านศิลปวัฒนธรรม ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารต่างประเทศชื่อดังมากมาย อาทิ Film Comment , Variety รวมถึงเป็นกรรมการตัดสินรางวัลภาพยนตร์ระดับนานาชาติ

 ทั้งคู่คร่ำหวอดในแวดวงภาพยนตร์มาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และแน่นอนทั้งคู่เป็นมุสลิม ที่เริ่มทำหนังด้วยกันเมื่อครั้ง คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) มีดำริที่จะทำโครงการ หนังสมานฉันท์ สำหรับคนที่ไม่เคยดูสารคดีของพวกเขา อาจคาดเดาไปว่า คงเล่าความขัดแย้ง แฉปมเหตุ หรือเรื่องหดหู่ของผู้ทุกข์ทน...
 

...เปล่าเลย พวกเขาเลือกที่จะเล่าเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน
 

"ทำไมเสียงของคนกลางๆ ถึงไม่มีใครฟัง แต่เสียงที่คนแห่กันไปสัมภาษณ์คือคนอย่างบิน ลาเดน ทั้งที่เขาพูดสิ่งที่หาสาระไม่ได้ ทำให้คนเกลียดกัน ด่ากัน คนอย่างนี้กลับได้ออกทีวี" นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำสารคดีในแบบที่พวกเขาเชื่อ

 สารคดีเรื่องแรก "แขก" (2549) เล่าชีวิตในหนึ่งวัน ของมุสลิม 4 คน ซึ่งมีวิถีชีวิตไม่ต่างจากประชาชนไทยทั่วไป ขณะที่ต่างก็มีความขัดแย้งบางอย่างในศาสนาที่ทุกคนต่างเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน (รองชนะเลิศประเภทสารคดี เทศกาลหนังสั้น, เทศกาล ภาพยนตร์นานาชาติ จาการ์ต้า)


 "เรื่องนี้เราอยากให้รู้ว่าถึงแม้จะเป็นมุสลิมเหมือนกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า มุสลิมในกรุงเทพฯ จะคิดแบบเดียวกับมุสลิมภาคใต้ หรือแม้แต่มุสลิมในภาคใต้เองก็มีความคิดต่างกันในแต่ละชุมชน คือตอนนี้เราถูกมองอย่างเหมารวมน่ะ นั่นทำให้บางทีเรามักจะโดนล้อว่าเป็นพวกบิน ลาเดน เลยอยากทำให้เห็นว่าขนาดแค่เรื่องง่าย ๆ มันก็มีความเหลื่อมซ้อนทางความคิดที่ต่างกันไปแล้ว"


 ก้อง เสริมต่อว่า มุสลิมส่วนใหญ่ มักจะคบกันแต่คนในชุมชน แต่งงานกันเองในหมู่เพื่อนบ้านบ้าง ถ้าจะทำอะไรนอกลู่นอกทาง ก็ต้องแอบ


 "แต่เราเรียนโรงเรียนคริสต์มา ทำให้เรามีสองโลกน่ะ อย่างเค้าไปนั่งร้านข้าวขาหมูกัน เราก็ไปนั่งด้วยได้ แต่เราไม่กิน ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เคร่ง คือ เราใช้ชีวิตโดยรับรู้ว่าโลกนี้มีคนอื่นอยู่ด้วย โดยไม่ได้สูญเสียสิ่งที่เราเชื่อ


 ต้องยอมรับนะว่ามุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นธรรมชาติที่จะเกาะกลุ่มกันเอง จึงเกิดความใจแคบ ผสมกับช่วงหลัง ๆ ก็จะโดนเล่นงานเยอะ ทำให้คิดไปเองว่าเป็นผู้ถูกกระทำ ทั้งหมดนี้มันทำให้รู้สึกว่าเราถูกกดขี่ เลยต้องต่อสู้กับอะไรก็ไม่รู้ ที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้เกลียดชัง คนดีก็เยอะนะ แต่หลายกลุ่มก็ใจแคบ ไม่สามารถยอมรับการกระทำที่แหกคอกได้ เพราะกลัวว่าคนอื่นจะด่า เลยออกกฎมาห้ามนั่นห้ามนี่ ทุกอย่างบาปหมด เพื่อคนอื่นจะว่าไม่ได้ว่า ไม่เคร่งครัด เลยกลายเป็นการหวนกลับไปสู่อนุรักษ์นิยม ที่จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้าง เรื่องความถูกต้อง ชอบธรรม เพื่อปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากการเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งเรามองว่านี่แหละเป็นต้นเหตุของความรุนแรงทั้งหลาย"

รักต่างศาสนา


 เรื่องที่สอง "มูอัลลัฟ" (2551) หญิงไทยพุทธผู้ต้องเปลี่ยนศาสนา เพราะแต่งงานกับหนุ่มมุสลิม (เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแวนคูเวอร์,แคนาดา / ปูซาน,เกาหลีใต้ / ไต้หวัน / จาการ์ตา,ยอร์กยาการ์ตา , อินโดนีเซีย / สิงคโปร์ / ยามากาตะ,ญี่ปุ่น)


 กับเรื่องนี้ ภาณุ เล่าถึงแรงบันดาลใจว่ามาจากมุมมองของชาวมุสลิม เรื่องแต่งงานที่ผู้หญิงต้องเปลี่ยนศาสนาเข้ามา และ ต้องประพฤติปฏิบัติตัวเคร่งครัดอย่างที่มุสลิมทั่วไปพึงกระทำ


 แต่ความจริงที่ทั้งคู่ไปพบก็คือ ใครสักคนที่คบกันแค่ไม่กี่ปีแล้วแต่งงานกัน ซึ่งต่างคนต่างก็อยู่กับศาสนาของตัว

 
 "สำหรับเราการแต่งงาน มันเริ่มมาจากความรักนะ ไม่ใช่เริ่มจากการศรัทธาในศาสนา"


 ระหว่างการถ่ายทำ ก้องและภาณุต่างก็เห็นว่า "ศาสนา" ไม่ใช่สิ่งสำคัญ คำตอบอยู่ที่เรื่อง "เบสิค" กว่านั้น

 "ก็เหมือนคู่แต่งงานอื่นๆ ทั่วไป เช่น พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองมั้ย พร้อมจะเสียสละเพื่ออีกฝ่ายนึงมั้ย ทุ่มเทอุทิศตัวเพื่อครอบครัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องศาสนาเลยนะ ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญ ต่อให้จะศาสนาไหนแต่งงานกัน ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ก็ไปกันไม่รอด"


 แต่เรื่องพื้น ๆ แบบที่พวกเขาเล่ากลับแฝงประเด็นขัดแย้งรุนแรงอยู่เหมือนกัน ในเทศกาลหนังสั้นเมื่อสองปีก่อน มีมุสลิมคนหนึ่งถึงกับลุกขึ้นมาชี้หน้าภาณุและก้องว่า ถ้าจูน(นางเอกในเรื่อง)ไปอยู่ในภาคใต้นี่ต้องตายแน่ๆ (ในหนังเธอยังคงพฤติกรรมบางประการ ที่มุสลิมบางกลุ่มอาจยอมรับไม่ได้ เช่น ไปร่วมสงกรานต์ รดน้ำดำหัวยาย เล่นกับหมา)


 "ตอนนั้นเราก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกันนะ คือทำไมหรือ ถ้าจูนไปอยู่ภาคใต้ แล้วเขาจะเอาจูนไปตัดหัวเหรอยังไง นี่เขากำลังกล่าวโทษมุสลิมภาคใต้อยู่นะ คือสำหรับเราน่ะ จูนเริ่มมาจากการเป็นพุทธ แล้วเขาอุตส่าห์เสียสละ ต้องคลุมหัว ต้องเปลี่ยนตัวเองมาใช้วิถีชีวิตแบบมุสลิม นี่ถือว่าพยายามมากกว่าพวกเราเสียอีกนะ แล้วไปว่าเขาอย่างนี้นี่ ฟังดูเหมือนกับจะไม่เอาใครเลยใช่มั้ย ต้องเอาแต่พวกมุสลิมด้วยกันเท่านั้นใช่มั้ย ถึงจะอยู่ร่วมสังคมกันได้ แล้วถ้ามีแนวคิดแบบนี้เสียแล้ว คนอื่นเขาจะมองมุสลิมว่าอย่างไร"


 เรื่องถัดมา "เบบี้อาราเบีย" (อยู่ระหว่างการผลิต) สารคดีเรื่องของวงดนตรีที่ร้องเพลงภาษาอาหรับและมาเลย์

"สิ่งที่เราสนใจมาก คือ นอกจากพวกเขาต้องเผชิญกับความนิยมที่ลดลง เพราะเพลงที่เขาร้องมันจำกัดกลุ่มคนฟังไปโดยปริยาย เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่อยากฟัง เขายังต้องมาเจอการต่อต้านจากกลุ่มมุสลิมที่เคร่ง ซึ่งในเรื่องก็จะมีการหยิบยกคัมภีร์มาพูดกัน คือสุดท้ายมันอยู่ที่การตีความของแต่ละกลุ่มเองด้วย ซึ่งพวกเคร่ง ๆ บางพวกถึงขนาดคิดว่า ถ้าเราร้องเพลงได้ ก็ไม่ต่างจากคริสต์ที่ร้องเพลงในโบสถ์ แต่วงนี้เขาร้องกันมากว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งก็ยังคงมีมุสลิมบางกลุ่มที่ตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งนี้ทำได้หรือ ขณะที่บางกลุ่มก็บอกว่าเพลงของพวกเขามันไม่ได้มีเนื้อหาที่ล่อลวงเสียหายสักหน่อย"


 ก้องสรุปแนวคิดจากเรื่องนี้ได้ว่า คนที่เชื่อเรื่องใด เขาก็จะสามารถหาหลักฐานมาหักล้างจนได้ ยกตัวอย่างมุสลิมบางกลุ่มที่เชื่อว่า ร้องเพลงได้แต่ต้องไม่มีเครื่องดนตรี ขณะที่อีกกลุ่มบอกว่า สามารถใช้กลองได้


 "แต่สำหรับเรา ถ้าพวกเขาไปร้องกันในผับในบาร์กินเหล้ากัน ผิดแน่นอน แต่ไม่ใช่นี่นา พวกเขาเป็นเหมือนกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมด้วยซ้ำไป ซึ่งเรามองว่าจะไม่ได้เชียวหรือ อันนี้ไงล่ะเรื่องของคนกลางๆ ที่กลุ่มนึงก็ไม่ฟังแล้ว อีกกลุ่มก็มองว่ามันขัดแย้งต่อหลักศาสนา ถ้าเราทำเรื่องของคนสองขั้วที่ไม่ฟัง กับขั้วที่มองว่ามันผิด ก็จะมีประเด็นมากมาย ซึ่งใคร ก็ทำกัน แต่สำหรับเรา เสียงของคนตรงกลางแบบนี้แหละ ไม่มีใครพูดถึง เราเลยอยากเล่าเรื่องของคนกลุ่มนี้"

 สารคดีของพวกเขาเคยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อสองปีก่อน ขณะที่เรื่องล่าสุดกำลังอยู่ระหว่างถ่ายทำ และอาจมีการเข้าโรงฉายเช่นกันในปีนี้ และไปฉายตามเทศกาลนานาชาติสำคัญ ๆ หลายแห่ง ที่ผ่านมาก็ได้รับเสียงตอบรับในแง่ดีไม่น้อย อย่างไรก็ตาม การทำหนังซึ่งไม่ได้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ แล้วยังต้องจ่ายราคากับการยืนหยัดในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ต้องทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เวลา และเงินทอง
 

อะไร คือ สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมา?  คือ คำถามที่ทั้งคู่ต้องตอบบ่อยๆ แต่ยิ่งตอบก็ยิ่งมั่นใจ
 

"เราได้นำเสนอความคิดอะไรบางอย่างออกไปผ่านหนัง ซึ่งวิถีชีวิตแบบนี้แหละที่เราเชื่อ และเมื่อก่อนเหมือนเราอยู่คนเดียวน่ะ กลัวไปก่อนว่ามุสลิมคนอื่นเขาอาจไม่คิดอย่างเรา เพราะความคิดที่ออกจะแหกคอกแบบนี้ สำหรับมุสลิมบางคนอาจรับไม่ได้เลย ซึ่งพอมาทำหนังทำให้เราได้พบว่า มีคนกลางๆ อย่างพวกเราอีกเยอะนะ มีอีกแง่มุมนึง มีโลกที่สามารถร่วมแบ่งปันกับคนศาสนาอื่นได้ ซึ่งบางคนอาจมีจุดที่มุสลิมคนอื่นยอมรับไม่ได้ แต่ศรัทธาของเขาอาจจะมากกว่าพวกที่อ้างพระเจ้าด้วยซ้ำไป"

 ก้องต่ออีกว่า ณ ขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ "ความจริง" มีหลายเวอร์ชั่น ยกตัวอย่างง่ายๆ ข่าวชิ้นเดียวกัน แต่ต่างช่องต่างฉบับ ก็ต่างกันแล้ว


 ไม่ต่างอะไรกับความจริงของมุสลิม แขกต่างชาติอย่างหนึ่ง คนใต้อย่างหนึ่ง ส่วนคนกรุงเทพฯ ก็อีกอย่างหนึ่ง

 "แน่นอนว่าสิ่งที่เราทำ มันก็เป็นความจริงแค่ด้านหนึ่ง ซึ่งอาจไม่จริงสำหรับทุกคน แต่ด้วยมุมนี้ มันแทบจะไม่มีใครที่จะพูดแทนคนกลุ่มนี้ได้เลย  คือเราแค่ต้องการนำเสนอความจริงแบบที่มันเป็น แม้ว่าบางประเด็นอาจมีมุสลิมบางกลุ่มปฏิเสธว่าไม่จริงแต่มันจริงสำหรับเรา คือถ้าเราพูดในเชิงศาสนา ถ้าเราศรัทธา พระเจ้าก็มีจริง ดังนั้นในตรรกะเดียวกัน คนที่ปฏิเสธความจริงนั่นก็คือไม่ศรัทธาในพระเจ้า หรือเปล่า คือการนำเสนอความจริงของชีวิตคน ก็เป็นการแสวงหาพระเจ้าวิธีหนึ่งของเราเหมือนกัน

 ดังนั้นคนที่รับไม่ได้กับความจริง นั่นก็น่าสงสัยเหมือนกันว่าเขาศรัทธาในพระเจ้าจริง ๆ หรือเปล่า แล้วสำหรับเรา ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ความสวยงาม สุนทรีย์ ความจริง ความถูกต้อง นั่นคือการแสวงหาพระเจ้าแล้วล่ะ" ก้องสรุปท้าย


................................................................................
(หมายเหตุ1: มูอัลลัฟ และ เบบี้อาราเบีย เป็นสารคดีที่ถ่ายทำโดยได้รับทุนสนับสนุนจาก เครือข่ายสารคดีเอเชีย ภายใต้กองทุนภาพยนตร์เอเชีย จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นกองทุนที่ต้องสมัครและแข่งขันคัดเลือกกับโปรเจ็คท์อื่นในภูมิภาคเอเชีย นับร้อยโปรเจ็คท์)
(หมายเหตุ2: ที่จริง หนังของพวกเขามีเพื่อนมุสลิมอีกคนร่วมกำกับด้วย คือ กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์)

และชมตัวอย่างหนังได้ที่...
เบบี้อาราเบีย
http://www.youtube.com/watch?v=TJYfnuhZ97U
มูอัลลัฟ
http://www.youtube.com/watch?v=oujAT18EV68

 

 

Tags : ภาณุ อารี ก้อง ฤทธิ์ดี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องเสียงของคนที่อยู่ตรงกลางครับ สุดท้ายแล้วศาสนาก็คือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ กล่อมเกลาจิตใจ ไม่ใช่เครื่องมือแบ่งแยกความคิดและชาติพันธุ์

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement