กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 28 มกราคม 2553 01:00

โปลิศ 'แกล้ง' จับขโมย

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เมื่อ ตำรวจ กับ ผู้ร้าย ไม่ได้มีแค่ฉากแอ็คชั่นอย่างจอทีวี แต่เส้นแบ่งระหว่างคนจับกับคนถูกจับ ยังมีอะไรที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อนกว่านั้น

ในห้องนั้น...

 แสงสลัวจากดวงไฟเผยให้เห็นสีหน้าอิดโรยของใครคนหนึ่ง ตรงหน้า สายตาหลายคู่พากันจ้องเขม็ง ก่อนสติสัมปชัญญะจะทันตั้งตัว เสียงของแข็งกระทบเนื้อก็ดังกังวานสลับความเจ็บปวดที่ปรากฏบนสีหน้า ทั้งหมดก็เพื่อ "ข้อมูล" บางอย่างที่เขาเป็นกุมเก็บไว้

 หรือ ขณะที่เสียงดนตรีกำลังเร้าจังหวะอารมณ์ของบรรดาเหยี่ยวราตรี ในห้องวีไอพีบนชั้น 2 ของร้าน "เจ้าหน้าที่" กำลัง "รุม" นักเที่ยว 2 รายด้วยความ "หมั่นไส้" ก่อนจะโยนถุงยาใส่กระเป๋า เพื่อเอากลับไปเขียนรายงานส่งเจ้านาย 

 ขั้นตอนการสอบสวนชนิด "ถึงไม้ถึงมือ" เหล่านี้มักปรากฏเป็นสีสันหนึ่งในขบวนหนังแนวตำรวจจับผู้ร้าย เพื่อเพิ่มความตื่นเต้น และเร้าอารมณ์ให้กับผู้ชมได้ติดตามไปจนถึงตอนจบ

 แต่ถ้าความบันเทิงในจอกลายเป็นความจริงนอกจอขึ้นมา จะเป็นอย่างไร...

 ตะลึง! แก๊งตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมกับพลเรือนก่อเหตุอุ้มเรียกค่าไถ่เหยื่อหลายรายหลายพื้นที่

 เมาสุราเบ่งเป็นตำรวจ เบี้ยวค่ารถโดยสาร เบี้ยวค่าอาหาร

 แฉรตอ.ชั่ว ซ้อมบังคับ ยัดยา-ไฟฟ้าช็อต...


 ถึงจะแอ็คชั่นเหมือนในหนัง แต่ของจริงคงยิ้มไม่ออก ยิ่งเมื่อพฤติกรรม "นอกรีต" เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ จนบางครั้ง สังคมก็ไม่อาจหลับตาหรือปิดหูอีกข้างได้ 
 

รวมเรื่อง "เกินกว่าเหตุ"


 ถึงหลี่หมิงในภาพยนตร์เรื่อง "Infernalaffairs ภาค 3 ปิดตํานาน 2 คน 2 คม" จะแสดงให้เห็นว่า วิธีการที่ตำรวจฮ่องกง "ยัดข้อหา" สามารถทำได้เนียนขนาดไหน หรือฉากการกระทำอัน "เกินกว่าเหตุ" ของหนังหลายๆ เรื่องที่อิมพอร์ตมาจากฮอลลีวูดจะ "สมจริง" เพียงใด ก็ยังไม่เท่าการแสดงให้เห็นว่าทั้งหมดที่ปรากฏในหนังเป็นเหตุการณ์เพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้เท่านั้น 

 สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการศึกษาเรื่อง “2 ทศวรรษ ตำรวจนอกรีต” จากข่าวหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2531-2550 โดยสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทยพบว่า พฤติกรรม "นอกรีต" ที่ปรากฏในพื้นที่ข่าวมีวิธีการหลากหลาย

 ตั้งแต่การใช้เท้าเขี่ย หรือถีบ, ใช้ปืนตบหน้า, บังคับให้ก้มกราบเท้า, ยุให้คนพิการโดดตึกแทนที่จะเกลี้ยกล่อม, จับแก้ผ้า, ใช้บุหรี่จี้, การยัดข้อหาและล่วงละเมิดทางเพศ, ยึดของกลางที่เป็นเงินสด หรือทรัพย์สินอื่นโดยไม่ลงบันทึก, การยื่นข้อเสนอเอาเงินแลกกับอิสรภาพ หรือที่เรียกว่าค่าไถ่ตัว, การใช้ไฟฟ้าช็อตตามร่างกาย, บีบลูกอัณฑะ, ซ้อมให้รับข้อหา โดยบางรายรุนแรงถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาล บางรายเสียชีวิต บางครั้งสั่งเพื่อนผู้ต้องหาก็ถูกสั่งให้รุมกระทืบแทน


  "ผู้ถูกกระทำ" หรือ "เหยื่อ" มีตั้งแต่เด็ก 4 ขวบ ครู คนพิการ นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว แรงงานต่างด้าว ไปจนกระทั่งในหมู่ตำรวจด้วยกันเอง


 สาเหตุที่ทำให้ตำรวจใช้อำนาจหน้าที่ไปกระทำเกินกว่าเหตุกับผู้อื่น มีทั้งเรื่องส่วนตัว อาทิ เมาสุราเบ่งเป็นตำรวจ เบี้ยวค่ารถโดยสาร เบี้ยวค่าอาหาร เรื่องชู้สาว และการกลั่นแกล้ง บางรายเป็นตำรวจที่มีอาการทางประสาท รวมถึงงานในหน้าที่ที่เป็นการสร้างผลงานการจับกุมแบบผิดๆ ด้วยการใช้วิธีทารุณบังคับให้รับสารภาพ และประสงค์ต่อทรัพย์ เป็นต้น

 
 ส่วนบทสรุปของเรื่องก็มีตั้งแต่ คดีไม่มีมูล, เจรจายอมความ, ขอขมา, ยัดเงินทำขวัญไม่ให้เจ้าทุกข์เอาเรื่อง, ขู่ฆ่า, ไปจนถึงผู้บังคับบัญชาเอาผิดทางวินัย สั่งย้ายออกนอกพื้นที่, พักราชการ, ให้ออกจากราชการ, ถูกมวลชนประท้วงขับไล่ กระทั่งถูกดำเนินคดี


 เช่นเดียวกับ กรณีของ พิกุล พรหมจันทร์ ที่หลานชายวัย 17 ปีของเธอถูก "อุ้ม" หายไประหว่างเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ที่สนามกีฬาแถวบ้านใน จ.กาฬสินธุ์ ด้วยประวัติเคยร่วมก๊วนขโมยมอเตอร์ไซค์กับเพื่อน แต่เพราะนโยบายปราบปรามยาเสพติดปีพ.ศ. 2540 เธอก็ได้พบร่างไร้วิญญาณของหลานชายอีกไม่กี่วันต่อมา

 "ศพเขาถูกแขวนคอตาย แต่ตามตัวเต็มไปด้วยรอยรองเท้าบูธเหมือนคนอื่นๆ เลยค่ะ" สายตาเธอแสดงอารมณ์อย่างชัดเจน


 คำถามที่เกิดต่อจากเรื่องราวทั้งหมดก็คือ เส้นแบ่งความเหมาะสมระหว่าง "ตำรวจ" และ "(ว่าที่) ผู้ร้าย" อยู่ตรงไหนกันแน่

สมดุลอยู่ตรงไหน


 กรณีการ "ล้ำเส้น" ของเจ้าพนักงานถือเป็นอีกเรื่องที่มีการพูดถึงมาอย่างยาวนาน ในวงเสวนาเรื่อง “สิทธิมนุษยชนระหว่างตำรวจและผู้ต้องหา” ที่สมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีการพูดถึง "ช่องว่าง" ที่หายไปเอาไว้อย่างหลากหลาย

 รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย จากภาควิชาอาชญาวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของอาชญากรรมที่มีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น ลักษณะความซับซ้อนของปัญหาเปลี่ยนไป อีกทั้งขอบข่ายของตำรวจก็มีการขยายวงกว้างมากขึ้นนั้น เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา


 "สังคมวันนี้เปลี่ยนไป ทิศทางของโลก จากสถิติคดีอาชญากรรมทั้งหลาย จะพบว่า ตอนนี้ ทิศทางเปลี่ยนจากอาชญากรรมธรรมดา (Blue collar Crime) ไปสู่การคอร์รัปชั่น (White collar Crime) จนกระทั่งเป็นอาชญากรรมองค์การ (Organized Crime) ขณะที่กลไกการทำงานของกระบวนการยุติธรรมยังเป็นแบบเดิม ซึ่งอาจจะยังมีปัญหา เรามีกฎหมายมากมาย มีอนุสัญญาของสหประชาชาติหลายสิบฉบับ หลายเรื่องเรายังไม่นำมาใช้ ขณะที่งานของตำรวจเองก็มีความยุ่งยากซับซ้อน ตำรวจเข้าไปแทรกในทุกเรื่องที่เป็นปัญหา ถ้าอย่างนี้เราพอคลี่ได้ว่าการกระทำที่ปรากฎ ตำรวจกับผู้ต้องหามันเกิดจาก ตำรวจคนนั้นทำไปเองโดยพลการ ต้องการผลประโยชน์เข้าตัว หรือเป็นอาชญากรรมรัฐ"


 ด้าน ดร.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนมุมมองถึงการใช้ตัวบทกฎหมายที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ยังไม่รู้ศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ว่าเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีความคิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยออกไปจากสังคม ซึ่งยังคงมีอยู่ ถ้ารัฐไม่ถือว่าบุคคลเหล่านี้เป็นพลเมือง เรื่องเหล่านี้ก็ถือเป็นอีกปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข


 ขณะที่ ดล บุนนาค ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำสำนักประธานศาลฎีกา คิดว่า เรื่องกฎหมายอาจจะยังไม่มีปัญหาเท่ากับการบังคับใช้ให้เป็นจริง รวมทั้งการให้ความรู้ทั้งประชาชน และผู้ใช้กฎหมาย

 "เมื่อตัวกฎหมายเขียนไว้หมดแล้วทางทฤษฏี แล้วทางปฏิบัติจะทำอย่างไร อย่างปัญหาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ แม้การไม่แจ้งสิทธิหรือการกระทำต่างๆ ของตำรวจผิดกฎหมายก็จริง เพียงแต่ว่า ผิดแล้วคนรู้ไหมว่าผิดกฎหมาย ถ้ารู้ว่าผิดเขาจะทำอย่างไรต่อไป


 การแก้ไขปัญหาตรงนี้จึงอยากให้มอง 2 ส่วน คือ การสร้างจิตสำนึกและการเรียนรู้ของตำรวจเอง และมาตรการกลางควบคุม การกำกับดูแลการใช้อำนาจ อีกทั้งเราต้องให้ความรู้กับประชาชน โดยเฉพาะต่างจังหวัดส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ ต้องมีหมายค้นหรือเปล่า ประชาชนไม่รู้หรอกครับ เห็นมาค้นก็ให้ค้น ตั้งด่านชอบไม่ชอบไม่รู้ ตำรวจมาดักอยู่ริมถนนก็ต้องจอดให้ ค้นตัวเสร็จปล่อยไปยังไม่รู้เขาจะทำอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตำรวจไม่มีสิทธิแม้กระทั่งเรียกให้จอดรถ ทั้งหมดเพราะประชาชนไม่ทราบกฎหมาย"

  
  สำหรับตัวแทนของฝั่งตำรวจอย่าง พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอว่า ต้องมีการให้ความรู้แก่ภาคประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้สามารถใช้สิทธิปกป้องตนเอง ขณะเดียวกันหากมีเจ้าหน้าที่ไปทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับชาวบ้านต้องพิจารณาลงโทษอย่างหนัก ซึ่งปัจจุบันหลักสูตรโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้มีการให้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนเช่นกัน ในอนาคตก็น่าจะมีโครงการอบรมสิทธิมนุษยชนให้กับตำรวจตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ


 ถือว่าเป็นก้าวแรกของการเดินไปสู่ "จุดสมดุล" ร่วมกันระหว่าง ตำรวจ กับผู้ต้องหา แต่สิ่งที่น่าจับตาดูต่อไปก็คือ ความต่อเนื่อง และความเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาของทุกฝ่าย


 เพราะถ้าตกลงกันได้ในหลักการ ขณะที่ยังมีคนถูกอุ้มไป "เซฟเฮ้าส์" อยู่เรื่อยๆ หนังเก่าเรื่องนี้ก็คงจบไม่ลง วนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างเดิม

............................................


"ต้องแจ้ง" หลัง "จับ"


 วิเชียร ปรีชาธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารงานยุติธรรมและความปลอดภัย ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ความเห็นถึงสิ่งที่ตำรวจพึงกระทำหลังการจับกุมผู้ต้องหาก็คือ การแจ้งให้ผู้ต้องหารู้ถึงสิทธิของตัวเองก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ตามหลักกระบวนการตามกฎหมาย (Due Process of Law หรือ Due process) 


  "การแจ้งสิทธิผู้ต้องหา ถือเป็นหลักในการปฏิบัติงานตามรัฐธรรมนูญ เมืองไทยเราเป็นประเทศที่ยึดหลักนิติธรรม จึงค่อนข้างให้ความสำคัญในเรื่องของวิธีการปฏิบัติงานตามกระบวนกฎหมายซึ่งให้ความสำคัญต่อกระบวนการกระทำมากกว่า เพราะตามสภาพถ้าวิธีการถูกต้องแม้จะแพ้คดีแต่วิธีการโปร่งใส ถูกต้อง  ยังไงก็ต้องยอมรับ แต่ถ้าไปใช้หลักหลักการควบคุมอาชญากรรม (Crime control) คือตำรวจจะทำยังไงก็ได้แต่ต้องการแค่ผลว่า อาชญากรรมต้องลดลงประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ให้ความเชื่อถือ และอาจเกิดปัญหาการฆ่าตัดตอนตามมาเหมือนช่วงปีพ.ศ. 2540"


 เมื่อมีการเน้นเรื่องคือเน้นเรื่องสิทธิของประชาชนเป็นหลักแล้ว เขามองว่า ตำรวจจึงควรต้องแจ้งสิทธิต่างๆ ให้ประชาชนทราบหลังการถูกจับกุม เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ อย่าง สหรัฐอเมริกา


 "ที่เราดูหนังจะเห็นว่าตำรวจจะแจ้งสิทธิต่างๆ ก่อน คุณมีสิทธิที่จะไม่พูดเพราะคำพูดของคุณอาจเป็นคำให้การในชั้นศาลได้ ถ้าไม่มีทนายเราจะจัดหาให้ อะไรอย่างนี้ ถ้าตำรวจจะจับคนนะ เริ่มแรกแจ้งข้อกล่าวหา แล้วค่อยแสดงหมายจับ พร้อมทั้งแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับ ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี และ ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ


 "หลังจากนั้นตำรวจสืบสวนจะทำการสืบสวน ต่อด้วยส่งให้ตำรวจฝ่ายสอบสวน ก่อนสอบสวนก็จะแจ้งสิทธิอีก คือ สิทธิที่จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ที่ไว้วางใจทราบว่าตนถูกจับและถูกควบคุมอยู่ ณ ที่ใด สิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความตามลำพัง สิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมตามสมควร สิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลทันทีเมื่อเจ็บป่วย เป็นต้น"

 

 

Tags : สิทธิมนุษยชนระหว่างตำรวจและผู้ต้องหา”

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement