เมื่อศรัทธาต่อครูบามหาป่าเจ้า และครูบากาวีเจ้า ยังได้รับการสืบทอด สู่คนรุ่นปัจจุบันในฐานะ ตนบุญ ของชาวบ้านไหล่หิน
พลังเข้มแข็งของชุมชนเล็กๆ แห่งตำบลไหล่หิน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง จึงแผ่ก้องมาถึงคนเมืองหลวง
เสียงดนตรีปี่กลองดังผ่านเครื่องขยายเสียงที่ติดตั้งไว้ข้างลานวัดไหล่หินหลวง ศูนย์กลางของบ้านไหล่หินตั้งแต่คืนก่อน เร่งเร้าผู้คนให้สาวเท้าเข้าร่วมงานบุญสำหรับพิธีสำคัญ นั่นคือการร่วมรับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเป็นองค์ประธานเปิดหอนิทรรศการวิถีชีวิตคนไหล่หินอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงปลายฝนที่ผ่านมา
...หมอกเช้าทิ้งรอยไว้บนยอดข้าวสีเขียวสดกระจ่างผืนนา ไกลลิบออกไปเบื้องหน้าคือทิวเขาทอดตัวเป็นเงายาว เช่นเดียวกับลำน้ำแม่ยาวที่ไหลเรื่อยอยู่ด้านหลังหมู่บ้าน ภูมินิเวศน์เช่นนี้เองที่ทำให้บรรพชนรุ่นก่อนเลือกปักรากลงฐานมาเนิ่นนาน
พร้อมๆ กับการตั้งถิ่นฐาน -ตำนานว่าด้วยสิ่งเหนือธรรมชาติก็เปิดฉากขึ้นรองรับการดำรงอยู่ของชุมชนเก่าแก่เช่นกัน
-1-
“เฮือนเราแต่เดิมจะมีชานเกี้ยวเป็นลานอเนกประสงค์ มีครัวไฟ มีใต้ถุนสูงเอาไว้ผูกวัวควายและเก็บท่อนไม้ เมื่อก่อนเวลาว่างงานนา แม่บ้านก็ทอผ้ากันที่ใต้ถุนนี่แหละ ไว้ใช้เองบ้าง เหลือก็ขาย” พ่อราชันย์ ปินตา วัย 66 ปี เดินนำหน้าระหว่างเข้าสู่ตัวหมู่บ้าน พลางบ่นเสียดายว่าทุกวันนี้เหลือบ้านไม้รูปแบบเดิมเพียง 3 หลังเท่านั้น
สำเนียงของผู้อาวุโสออกจะแปร่งหูคนแปลกถิ่น ไม่เว้นแม้แต่ชาวลำปางด้วยกันเอง แต่นั่นเป็นสำเนียงคุ้นชินสำหรับคนร่วมหมู่บ้าน
พ่อราชันย์เล่าว่า หากไล่ลำดับเครือญาติตามสำเนียงพูดแล้วจะนับได้เพียง 8 หมู่บ้านเท่านั้น ในเขตตำบลไหล่หินมีบ้านไหล่หิน บ้านเข้าซ้อน บ้านแม่ฮวก บ้านมะกอก บ้านนาบัว และบ้านไหล่หินตะวันตก ส่วนเขตตำบลเกาะคามีบ้านทุ่งเจริญ และบ้านหนองหล่าย
เกี่ยวกับชื่อบ้านไหล่หินนั้น พ่อราชันย์สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากลักษณะที่ตั้งหมู่บ้านซึ่งเป็นที่ราบเชิงเขา เปรียบได้กับส่วนไหล่ของร่างกายที่ต่อเนื่องมาจากศีรษะ
ห่างจากวัดไหล่หินหลวงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 100 เมตร เป็นสถานที่ตั้ง “กู่” หรือศาลครูบามหาป่าเจ้าเกสระปัญโญ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือศรัทธา ชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่าป่าแพะ
พวงมาลัยดอกไม้ทั้งสดทั้งแห้งวางไว้โดยรอบกู่ครูบา พ่อราชันย์เล่าว่ายามที่ชาวบ้านจำต้องเดินทางออกนอกหมู่บ้านมักมาไหว้ขอพรครูบาให้ปลอดภัย โดยมักเตรียมเครื่องไหว้เรียกว่าการถวายหัวหมู ประกอบด้วยแกงอ่อมหรือนึ่งหัวหมู ลาบหมู มันหมูปิ้ง ข้าวนึ่ง น้ำ เหล้า และข้าวตอกดอกไม้ แม้ในยามประสบปัญหา เช่น ปัญหาการทำนาก็จะมากราบไหว้ครูบาให้ช่วยปัดเป่า
ก่อนจะกลายมาเป็นเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นทุกวันนี้ กล่าวกันว่าเมื่อครั้งมีชีวิตครูบามหาป่าเจ้าคือพระสงฆ์ที่เดินทางจาริกไปยังแคว้นเชียงตุง ดังตำนานเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเชียงตุงกับบรรพชนชาวไหล่หินว่า เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงได้ถวายมะพร้าวครึ่งซีกให้ครูบามหาป่าครั้งออกบิณฑบาต ณ เมืองเชียงตุง
ครั้งนั้นเจ้าฟ้าเชียงตุงทรงอธิษฐานที่จะพบครูบาอีกครั้ง พระองค์จึงส่งคณะศรัทธาตามหาครูบาและกะลาครึ่งซีก
เมื่อคณะศรัทธาเดินทางมาถึงวัดไหล่หินหลวงและได้พบครูบา จึงเดินทางกลับไปทูลเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง พระองค์จึงเสด็จมาสร้างพระวิหารภายใต้การนำของครูบา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่มาของจารึกเหนือขื่อพระวิหาร ระบุปีที่สร้างในจุลศักราช 1045 (พ.ศ. 2226)
ความศรัทธาต่อครูบาเอื้อต่อการจัดระเบียบสังคมภายในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นการจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน
“บ้านเราทำนาปีละครั้ง ปลูกทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าแต่ส่วนใหญ่ปลูกข้าวเหนียว เราอาศัยน้ำจากลำน้ำแม่ยาวนี่ล่ะ น้ำมีเต็มตลอดเลย เราจะใช้ระบบเหมืองฝายทดน้ำเข้าที่นาของแต่ละคนอย่างยุติธรรม ไม่เอาเปรียบกัน แล้วก็ผลัดกันไปเอาแรง อย่างที่คนภาคกลางเขาเรียกว่าลงแขกน่ะแหละ” พ่อราชันย์ ว่าไว้
...เวลานั้น พิธีการสำคัญสำหรับชาวบ้านผ่านพ้นไปแล้ว และชีวิตของพวกเขากลับเข้าสู่วงจรปกติ
-2-
สำรับอาหารยามบ่ายวางเต็มผืนสาด เหล่าแม่บ้านกุลีกุจอเสนออาหารจากบ้านตัวที่ทำมาร่วมงานบุญ
“นี่พริกน้ำปู๋ ลองกินดู กินกับผักหลายๆ” แม่ปี ดวงแก้ว วัย 76 ปี พูดพลางปั้นข้าวนึ่งจิ้มน้ำพริกให้ดูเป็นตัวอย่าง
ยังมียำป๋าจ่อมที่คลุกด้วยเครื่องข่า ตะไคร้ หัวหอม พริกหนุ่ม จะกินแนมหน่อไม้อ่อนหรือสลับแกงฮังเลแบบชาวเหนือทั่วไปก็ได้ บ้างถนัดจิ้มน้ำพริกอ่อง บ้างเลือกพริกปลาดอง และหากเป็นช่วงเดือนเมษายนชาวบ้านจะเก็บหน่ออ้อยมาจิ้มพริกน้ำปู๋ ว่ากันว่าอาหารสองอย่างนี้ “เป็นจู๊กัน” หรือเหมาะกันนั่นเอง
ภาพการกินอยู่เหล่านี้ถูกจำลองไว้ในรูปนิทรรศการถาวรภายใน “หอนิทรรศการวิถีชีวิตคนไหล่หิน” อันเกิดจากกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับนักวิชาการ เนื้อหาแบ่งเป็น 3 หมวด ได้แก่ ความเป็นอยู่ การทำกิน และขนบประเพณีที่มีพื้นฐานจากสังคมชาวนาหรือวัฒนธรรมข้าวเป็นหลัก
ตัวอย่างวัตถุทางวัฒนธรรมที่นำเสนอ ได้แก่ “ฮอก” อุปกรณ์แขวนคอควาย ทำจากเหล็กหรือไม้ มีไว้เพื่อให้เกิดเสียงยามควายเคลื่อนที่ห่างสายตาผู้เป็นเจ้าของ “แอ่ว” เป็นอุปกรณ์ที่ชาวบ้านใช้ฟาดและรองข้าวที่หลุดจากรวงก่อนนำข้าวไปตากและเก็บในยุ้ง (ปัจจุบันชาวบ้านเปลี่ยนมาใช้ผ้าพลาสติกปูรองรับข้าวแทน) “เหมืองฝายจำลอง” สะท้อนถึงระบบการจัดการน้ำในชุมชนโดยมีเส้นทางลำเลียงน้ำจากแม่น้ำมาเข้าที่นาของแต่ละคน เป็นต้น
ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เล่าว่าหอนิทรรศการนี้เป็นหนึ่งในโครงการวิจัย และพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย ซึ่งเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2548
“เราถือว่าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นองค์กรทางวัฒนธรรมระดับรากหญ้า เราได้ทำวิจัยกับชุมชน ทำงานกับเด็กๆ กับผู้อาวุโส เด็กๆ จะคอยเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโส เก็บเรื่องราวคติพื้นบ้าน จากนั้นเราก็มาช่วยจัดแสดงเป็นนิทรรศการทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวร อย่างเช่นที่หอนิทรรศการฯ นี้”
ผอ.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เผยด้วยว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนพระทัยเนื้อหาและรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการ ค่าที่ว่าใช้งบประมาณไม่มากและเน้นวัสดุที่หาได้ภายในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังทรงถามไถ่ถึงคัมภีร์ใบลานเก่าแก่ที่ทางวัดเก็บไว้
“เรายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก เช่น การปริวรรตเอกสารเก่าแก่ตามรับสั่ง เนื่องจากวัดไหล่หินหลวงขึ้นชื่อเรื่องคัมภีร์โบราณมานานแล้ว”
-3-
คลังเก็บคัมภีร์ล้ำค่าดังกล่าวเป็นสถานที่เก็บวัตถุทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติวัดไหล่หินหลวงด้วย
“นี่ไง มาดูสิ ของเก่าของแก่ทั้งนั้น พวกเราช่วยกันเก็บช่วยกันดูแลเอง”
พ่อหลวงเป็ง อินต๊ะ วัย 82 ปี ชี้ชมเครื่องใช้ไม้สอยเก่าแก่ที่พระสงฆ์รุ่นแรกๆ แห่งวัดไหล่หินหลวงเคยใช้ โดยเฉพาะสมบัติเก่าแก่ของครูบามหาป่าเจ้าเกสระปัญโญ ผู้สร้างวิหารโบราณซึ่งได้ชื่อว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของล้านนา สมบัติทรงคุณค่าเหล่านี้อยู่ในอาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งคณะศรัทธาร่วมกันจัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2530
“นี่เรียกว่าวี ก็ตาลปัตรนั่นแหละ เป็นเครื่องประกอบพิธีกรรมสวดเบิกตอนประเพณียี่เป็ง ยี่เป็งก็เหมือนๆ กับงานลอยกระทง เราจะเริ่มสวดเบิกที่วัดไหล่หินแล้วไปต่อที่วัดพระธาตุลำปางหลวง” พ่อหลวงเป็งเล่าด้วยน้ำเสียงสดใส ขณะนำชมข้าวของต่างๆ ด้วยท่วงท่ากระฉับกระเฉงผิดวัย
ภายในห้องจัดแสดงมี “ตุงกระด้าง” หรือตุงไม้แบบโบราณ ส่วนบนสุดของตุงกระด้างปรากฏร่องรอยประดับพระพิมพ์ ซึ่งบัดนี้หลุดออกไปหมดแล้ว
โบราณวัตถุขนาดใหญ่และสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ได้แก่ “จองคำ” อาสนะที่ใช้ประกอบพิธีกรรมสมโภชพระพุทธรูปตั้งแต่ปีแรกสร้างพระวิหาร หรือเมื่อ 322 ปีก่อนนั่นเอง
“หีบธรรม” เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานของครูบามหาป่าเจ้าที่เหลืออยู่ ส่วนเครื่องใช้เก่าแก่ขนาดย่อม ได้แก่ “ปุง” ภาชนะไม้ไผ่สาน ใช้เก็บข้าวของส่วนตัวโดยเฉพาะเอกสารต่างๆ
นอกจากวัตถุทางวัฒนธรรมเหล่านี้จะชำรุดไปมาก ตัวโบราณสถานต่างๆ ของวัดไหล่หินหลวงเองก็ทรุดโทรมไปไม่น้อยเช่นกัน
“ซุ้มประตูโขง” เป็นสิ่งแรกที่สะดุดตาผู้พบเห็น ลวดลายปูนปั้นรูปสัตว์ป่าหิมพานต์ตั้งแต่ยอดซุ้มจนถึงกรอบช่องประตูแสดงถึงฝีมือของช่างโบราณ ช่องประตูทางเข้านี้มีขนาดเล็กเพื่อให้เข้าออกได้เพียงครั้งละหนึ่งคน
ขณะนี้ กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 7 น่าน เตรียมการบูรณะวัดไหล่หินหลวง ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 โดยตั้งงบประมาณการบูรณะไว้ 7 ล้านกว่าบาท แบ่งเป็นงานซ่อมแซมตัวอาคารวัดทั้งหมด 5 ล้าน และงานซ่อมแซมลวดลายประดับทั้งงานไม้ งานปูนปั้น และงานกระจกสีอีก 2 ล้านกว่า
วงศ์ฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา ผู้ควบคุมงานบูรณะ อธิบายว่าลักษณะสถาปัตยกรรมของวิหารวัดนั้นเป็นการใช้ไม้ปั้นลมแบบล้านนาแปะด้านหน้า และมีเครื่องลำยองเป็นเครื่องประกอบ ได้แก่ หางหงส์ นาคสะดุ้ง ช่อฟ้า ใบระกา ทั้งมีการใช้ดินเผาเคลือบสังคโลกมาตกแต่งลวดลายด้วย ส่วนโครงสร้างนั้นช่างสมัยโบราณนิยมใช้ลิ่มสอดไม้เพื่อความแข็งแรงของพระวิหาร
ภายในพระวิหารประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ผนึกติดกับฝาผนัง บนผนังส่วนที่อยู่รอบพระเศียรนั้นแต้มเป็นลายคำ (ทองคำ) เป็นรูปต้นศรีมหาโพธิ์ ส่วนบริเวณรายรอบแต้มลายคำรูปนางฟ้า เทวดา และพระภิกษุในท่าน้อมสักการะ
ข้อมูลจากหนังสือ “ท้องถิ่นไหล่หิน” เรียบเรียงโดยผู้รู้ท้องถิ่นบ้านไหล่หิน ให้รายละเอียดเกี่ยวกับศิลปกรรมแต้มลายทองคำบนผนังพระวิหารว่า ส่วนบนของผนังปรากฏรูปมังกรศิลปะแบบจีน ข้างพระประธานมีรูปปั้นครูบามหาป่า หน้าบันพระวิหารประดับรูปสัตว์ จุดสำคัญก็คือไม้แป้นบนขื่อพระวิหารซึ่งมีจารึกระบุปีที่สร้างวัดใน จ.ศ.1045 หรือ พ.ศ. 2226
“ที่นี่เป็นชุมชนเก่าแก่ที่เคลื่อนย้ายมาจากสิบสองพันนาหรือเมืองเชียงรุ่งช่วงที่พม่าปกครองล้านนาโน่นแน่ะ” พ่อหลวงเป็ง ย้อนความหลังเมื่อแรกสร้างชุมชน
ใกล้กับพระวิหารไม้ ปรากฏอุโบสถไม้สภาพชำรุดทรุดโทรมเต็มที่ รอบนอกตัวอุโบสถมีแท่งหินโผล่พ้นดินเล็กน้อยในบางจุด เป็นร่องรอยที่บ่งชี้ว่าน่าจะเป็นเสมาหินขนาดย่อม
ดร.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ผู้ตามเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งข้อสังเกตว่าวัดโบราณในสิบสองพันนามีวัฒนธรรมหินตั้ง 8 ก้อน เป็นสัญลักษณ์ของใบเสมาหรือสีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล
“ผมให้นักโบราณคดีพาชมรอบโบสถ์ ได้เห็นหินตั้งโผล่มาอย่างน้อย 3 แท่ง แต่ไม่เห็นตรงจุดอื่นๆ ที่ควรมี ผมคิดว่าสมัยหนึ่งต้องเคยมีการซ่อมแซมโบสถ์ไม้แห่งนี้มาก่อน แล้วก็ปรับแบบทำบันไดทางขึ้นทับเสมาหรือหินตั้งเดิมๆ ถ้าการบูรณะรอบใหม่จะสามารถเปิดเสมาให้ได้ครบก็จะดีมาก”
คำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ ผนวกกับคำบอกเล่าของปราชญ์ชาวบ้าน เป็นดั่งแสงส่องทางสำหรับงานอนุรักษ์
เช่นเดียวกับความนัยว่าด้วยการจัดแสดง “วิถีชีวิต” ของชาวไหล่หิน ที่เป็นเสมือนประกายไฟให้กับงานศึกษาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอื่นๆ สืบไป
Tags : ตำบลไหล่หิน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง • ครูบามหาป่าเจ้า และครูบากาวีเจ้า





