รายงานความเคลื่อนไหวของเสียงดนตรี ในวันที่พญาอินทรีกระพือปีกสู่เส้นขอบฟ้า
ความเจนจัดในการใช้ชีวิตของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่เคยเป็นที่กังขา มาแต่ไหนแต่ไร
เป็น "ลูกผู้ชาย" ตามแบบฉบับที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งควรจะเป็น
เป็น "นักชิม" และ "นักกิน" ที่รู้จักกิน รู้วิธีกิน โดยเฉพาะการกินเหล้าอย่างคนรู้จักเหล้า
เป็น "ช่างภาพ" ผู้ศรัทธาในความงามของแสงแดด
เป็น "นักเขียน" อย่างนักเลงภาษา (ถึงขนาดได้รับคำชมจากคุณชายคึกฤทธิ์ว่า ดัดจริต - สวิง)
เป็น "นักเดินทาง" เพื่อใช้เป็นสายตาของนักเขียน
เป็น "นักฟัง" ที่ไม่เคยปิดหูตัวเองจากเสียงดนตรี
... ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ...
หลังการจากไปของพญาอินทรีแห่งฟ้าอักษร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2552 ได้มีกิจกรรมอาลัยจากผู้คนในแวดวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงกิจกรรม "มกราคม อำลา" ที่จัดขึ้นตลอดเดือนมกราคม 2553 เพื่อ "เลี้ยงส่ง" เป็นการปิดท้าย
นิทรรศการ และงานเสวนา ต่างถูกรวบรวมเพื่อถ่ายทอดถึงทุกแง่มุมของความเป็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยมีดนตรีเป็นเครื่องเคียงคอยคลุกเคล้าบรรยากาศ
เหมือนวัตรปฏิบัติอันเป็นที่รู้กันดีเวลาเขานั่งทำงาน "หูไม่ห่างดนตรี มือไม่วางดินสอ"
นาทีนั้นถึงนาทีนี้ เราจึงมีบางเสียงดนตรีเพื่ออรรถาธิบายถึงอีกแง่มุมของผู้ยิ่งยงแห่งสวนทูนอิน
- เพลงบนเวที...
18.00 น. วันที่ 16 มกราคม 2553 หอศิลป์เชียงใหม่
ป้ายผ้าสีดำแผ่นใหญ่ พิมพ์ใบหน้าหลังม่านควันบุหรี่ ถูกขึงอยู่บนลานสนามหญ้าระหว่างอาคารภายในหอศิลป์ ความครื้นเครงเร่งจังหวะตามเข็มนาฬิกา
"Rong Wong-Savun...Fly To Heaven"
คอนเสิร์ตจากกลุ่มศิลปินหลายรุ่นหลากวัย กิจกรรมหนึ่งในอีกหลายๆ กิจกรรมของ มกราคม อำลา เลยย่ำค่ำไม่นานนัก ผู้คนก็เริ่มดูหนาตาขึ้น จนกระทั่งบทเพลงแรกกังวานกลุ่มคนดูจึงค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง
ศิลปินติดแบรนด์ไปจนถึงกลุ่มคนที่มีเสียงดนตรีในหัวใจ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อ "อาว์'รงค์" สั้น-ยาวตามแนวทางการเล่นของตัวเอง
แจ๊ส ร็อค ป๊อป โฟล์ค อะคูสติก บางจังหวะเร้าอารมณ์ ขณะที่บางจังหวะทอดอาลัย แล้วแต่สำเนียงความรู้สึกจากโสตประสาทของนักดนตรีแต่ละคนที่จะสื่อสารถึงเครื่องดนตรีของตนเองให้ปรากฏ "รูปร่าง" แก่คนฟัง สลับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ 'รงค์ ตามแต่มิติชีวิตของพวกเขา
โก้ มิสเตอร์แซ็กแมน, ตุ๊ก บราสเซอรี่, สุวิชานนท์, สุดสะแนน, รังสรรค์ ราศีดิบ และเพื่อน, Harmonica Sunrise, Migrate to the Ocean, IYseed, The Jerm และใครต่อใครอีกมากมาย รวมถึงการอ่านบทกวีของแสงดาว ศรัทธามั่น
"ตอนเป็นเด็กผมไม่รู้หรอกว่าพ่อของวงดำเลิง เพื่อนผม ยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่รู้ว่าอาว์รงค์เป็นคนที่เท่มาก" เศกพล อุ่นสำราญ หรือโก้ มิสเตอร์แซ็กแมนเผยความรู้สึกบางส่วนขณะอยู่บนเวที
ทั้งหมด ราว 4 ชั่วโมงที่เสียงดนตรีกล่าวคำไว้อาลัยให้แก่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในค่ำคืนนี้
- ดนตรีสนทนา
หลายบทบาทในบรรยากาศ ในตัวละคร 'รงค์ มักอธิบาย "บุคลิก" ด้วยเสียงเพลง
ใต้ไฟสลัวหลังบาร์ ในตรอกริมคลองน้ำครำ กลางป่าคอนกรีท บนฟลอร์เต้นรำของเหล่าผู้ดีกะไหล่ทอง หรือดงกล้วยหลังหมู่บ้าน ก็ยังแว่วได้ยินเสียงดนตรีดังอยู่เสมอ
สิ่งที่เขาหยิบจับขึ้นมาเขียน ไม่ได้เป็นแค่เมโลดี้ดนตรีเพื่อความเพลิดเพลิน แต่เป็นข้อมูลที่ถูกบรรจุแอบอิงกับนวนิยายให้ผู้อ่านได้รู้ รวมทั้งให้นำไปใช้อ้างอิงต่อได้อย่างไม่ต้องกลัวผิด
"พี่ปุ๊ไม่เคยตกสมัย" อารี แท่นคำ ยืนยันถึง "ความใหม่ สด เสมอ" ของ 'รงค์ ในวงเสวนา "จากฮิปปี้ถึงฮิปฮอป...หนังและเพลงในช่วงชีวิต 'รงค์ วงษ์สวรรค์"
ขณะที่ ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา ยกย่องว่า เขาถือเป็นผู้ชายที่มีศิลปะในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
ด้าน สีลม หรือ อัมพร จักกะพาก วิเคราะห์ถึงตัวตนผ่านรสนิยมทางดนตรีของเขานั้น เป็นดนตรีเชิงปรัชญา มีสาระในการต่อสู้เรียกร้องเสรีภาพ
"พี่ปุ๊ถือเป็นบุปผาชนคนเดียวในเมืองไทย เขาไม่ได้เกิดยุคฮิปปี้ แต่การที่พี่ปุ๊ไปอเมริกา ไปเป็นคนไทยคนเดียวที่อยู่ในกลุ่มฮิปปี้เพื่อถ่ายทอดความเป็นตัวตน และเรื่องราวของคนเหล่านั้นให้พวกเราได้รู้"
"อันที่จริง พี่ปุ๊น่าจะชอบดนตรีในยุคเอลวิส แต่เพราะก่อนดนตรียุค 60's ส่วนใหญ่เป็นดนตรีที่ยังไม่มีสาระ ไม่มีตัวตน ก่อนจะมาถึงเดอะ บีเทิลส์ ที่ทำดนตรีออกมาจากกึ๋นจริงๆ ตัวพี่ปุ๊เองเป็นคนที่สนใจดนตรีที่มีปรัชญา สนใจศึกษาดนตรีของ เจอร์รี การ์เซีย , บ๊อบ ดีแลน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็นการทำดนตรีเพื่อร้องหาคำตอบ ไม่ใช่สายลมแสงแดด แต่มันคือการใช้ดนตรีเป็นอาวุธในการต่อสู้"
ทั้ง 3 คนมองข้อเขียนเกี่ยวกับดนตรีของ 'รงค์ ว่า ไม่เพียงเป็นแหล่งข้อมูลทางดนตรีอีกแหล่งที่สำคัญ แต่ยังถือเป็นการวางรากฐานให้สำหรับคนรุ่นหลังด้วย
"ทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่ปุ๊เขียน มันเกิดจากการเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลี เอาตัวเองลงไปศึกษาค้นคว้าจริงๆ อ.คึกฤทธิ์ เคยชมว่าพี่ปุ๊เขียนได้ดัดจริตมาก อ่านแล้วปวดหัว แต่สำหรับคนที่อยู่ต่างประเทศ มันคือการเขียนที่ถูกต้อง การออกเสียงเพื่อให้คนอ่านสามารถนำไปใช้ต่อได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่เราก็สามารถนำเอามาใช้ได้จนถึงทุกวันนี้" อัมพรบอก
นอกจากนี้ อารี ยังเสนอข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงงานของ 'รงค์ว่า เป็นการถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นถึงมิติหนึ่งของการถ่ายทอดระหว่างดนตรีกับคนอ่าน
ฝั่งนักวิชาการดนตรี อย่าง ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ ผู้อำนวยการโรงเรียนดนตรีศุภการ ซึ่งเดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย อธิบายถึงการฟังเพลงของ 'รงค์ ว่า ศึกษาค้นคว้าแบบคนฟังเพลง และถ่ายทอดออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ "ทางแจ๊ส" ที่สะท้อนออกมาจากตัวเขาอย่างมากมาย
"วิธีคิดของเขา มันเหมือนแจ๊สตรงที่ว่า แกคิดอะไรในลักษณะพยายามที่จะนอกกรอบ การใช้ภาษาก็จะนอกกรอบ ดนตรีแจ๊สก็จะเป็นลักษณะนี้ เป็นการใช้ภาษาแบบด้นภาษา ทั้งที่การฟังดนตรีของคุณ'รงค์ เขาฟังดนตรีในลักษณะเป็นมิวสิกเลิฟเวอร์ เป็นคนที่ชอบฟังดนตรี คล้ายๆ กับว่าเขาฟังทรัมเป็ตเหมือนหินกลิ้งอะไรอย่างนี้ มีจินตนาการ เวลาฟังก็จินตนาการไปตามลักษณะของนักเขียน เชื่อมดนตรีไปสู่งานเขียน เพราะดนตรีกับงานเขียนมันต่างกัน งานเขียนเป็นรูปธรรม ขณะที่ดนตรีเป็นนามธรรม ดังนั้น เวลาเขาฟังเพลงเขาจะไม่ได้ฟังแบบคนที่รู้เรื่องดนตรี แต่จะฟังแบบคนที่อภิเชษฐดนตรี"
สำหรับ พลวิทย์ โอภาพันธุ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหาร หลักสูตรสาขาวิชาดนตรีเชิงพาณิชย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จับสังเกตในฐานะแฟนหนังสือว่า งานของ 'รงค์ มีความเป็นแจ๊สซี่ (Jazzy) อยู่ในตัวสูง มีเหลี่ยมมุมของจังหวะในเรื่อง มีการด้นสดให้เห็น ทำให้ไม่น่าเบื่อ ถ้าในมุมของความเป็นร็อกกี้ (Rocke) เขาคิดว่าน่าจะอยู่ที่ความจริงใจของเรื่อง แต่บ่อยครั้งที่พลวิทย์พบว่า พระเอกในฉากนิยายของ 'รงค์ เปิดมาด้วยดนตรีแจ๊สค่อนข้างเยอะ
"ส่วนใหญ่พระเอกเปิดฉากมาด้วยดนตรีแจ๊สตลอดเลย" เขายืนยัน
ในสายตา สุมาลี วงษ์สวรรค์ หรือ "มาดามวารินชำราบ" ยอมรับว่า คู่ชีวิตของเธอค่อนข้างเปิดกว้างทางดนตรีเป็นอย่างมาก แต่เท่าที่ฟังดนตรีของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในฐานะ "ดีเจประจำบ้าน" ส่วนใหญ่จะเป็นแจ๊ส
"มีตั้งแต่แผ่นเสียง เทป ถึงซีดีอย่างทุกวันนี้เลย เขาจะฟังทุกอย่าง จะพยายามศึกษาดนตรีทุกประเภท แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางแจ๊สมากกว่า ฟังของศิลปินหลายๆ ท่าน หลังๆ ไปซื้อเองไม่ได้ ก็จะมีสั่งให้คนซื้อมาให้ ซื้อมาฝาก สมัยอยู่กรุงเทพก็ฟังจากแผ่นเสียง พอมีเทปก็ฟัง ซีดีก็ฟัง จะเปิดตอลดเวลา ตั้งแต่เริ่มทำงาน เขียนถึงฮิพฮ็อพก็จะฟังแต่ฮิพฮ็อพ เราก็ฟังจนหูชาไปด้วย (ยิ้ม)"
เหมือนกับภาพความทรงจำของ วงดำเลิง วงษ์สวรรค์ ลูกชายคนโต ตั้งแต่เด็กสิ่งที่เขาสัมผัสถึงดนตรีของพ่อก็คือ แจ๊ส
"จำพวกสแตนด์ดาร์ดแจ๊สทั้งหลาย ลอยตามลมมาตลอดเวลาเลย (ยิ้ม) ตั้งแต่เด็กๆ เราก็ยังไม่เข้าใจหรอก จนโตขึ้นมาหน่อย พ่อถึงได้บอกว่า ตอนนี้พ่อกำลังฟังของคนนั้นคนนี้อยู่นะ อย่างเดฟ บรูเบ็ค , สแตน เก็ทซ์ฃ
แม้กระทั่งบิ๊กแบนด์อย่างเคาน์ เบซี, เกล็น มิลเลอร์ เอลลา ฟิทซ์เจอรัลด์ หรือ บิลลี่ ฮอลิเดย์ ยุคหนึ่งที่พ่อฟัง เดี๋ยวนี้กลายเป็นสแตนด์ดาร์ดที่ทุกคนต้องฟัง แต่พ่อฟังตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว
ทรัมเป็ต ก็หลุยส์ อาร์มสตรอง, ไมล์ส เดวิส ซึ่งทุกวันนี้คนฟัง ซาดาโอะ วาตานาเบ ตั้งแต่เขายังไม่ค่อยดังในเมืองไทย ฟิวชั่นแจ๊สของเมืองไทยยุคแรกๆ ก็ฟังนะครับ ดิอินฟินิตี้ยุคแรกๆ พ่อก็ฟัง"
"แต่ถ้าอย่างยุคฮิปปี้ เขาก็จะฟัง เดอะ เกรทฟุล เดด , โรลลิ่ง สโตน , พิงค์ ฟลอยด์ โดยเฉพาะเพลง Money ส่วนฮิพฮ็อพ พ่อสงสัยว่าทำไมฮิพฮ็อพถึงเป็นที่นิยม พ่อก็เริ่มศึกษา แล้วพ่อก็เป็นนักศึกษาอยู่แล้ว พบว่ามันจะมีรากเหง้ามาจากแจ๊ส การต่อสู้ การเรียกร้องของคนดำ สมัยก่อนก็บลูส์ ต่อมาก็แจ๊ส สมัยนี้ก็ฮิพฮ็อพ พ่อเลยสนใจ ไม่ได้ชอบจังหวะหรือบีทดนตรี แต่อยากรู้ว่าในนั้นมีอะไรบ้าง"
ส่วนนักดนตรีไทยที่ถือว่าเป็นคนโปรดของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ คือ จรัล มโนเพ็ชร และดนู ฮันตระกูล ซึ่งลักษณะความสนใจดังกล่าว วงดำเลิงอธิบายว่า ไม่ได้เป็นแค่ความอยากรู้ผิวเผิน แต่เป็นความอยากรู้ที่ต้องการลงลึกในรายละเอียด ซึ่งทั้งหมดเพื่อความถูกต้องนั่นเอง
0 0 0 0 0
วันนี้ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ จากโลกไปนานแล้ว แต่อิทธิพลจากปลายปากกาของพญาอินทรีแห่งฟ้าอักษร ยังทรงพลังถึงคนรุ่นหลังอย่างไร้ข้อกังขา
ไม่ว่าจะเป็นความเฮฮาจากดงกล้วย สีหน้าสะอื้นไห้ของใครบางคนในซ่องโสเภณี สายตาคมกริบตามแบบฉบับมือปืนรับจ้าง หรือท่าทางยโสของเหล่าผู้ดีน้ำครำ จากลอนดอนถึงโซโห จากโซโหถึงเซี่ยงไฮ้ จากที่ไหนถึงที่ไหน
หรือกระทั่งเสียงดนตรีที่ได้ยินแว่วออกมาระหว่างบรรทัด.
Tags : รงค์ วงษ์สวรรค์ • เพลงของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์




ความคิดเห็นที่ 2
RedBike , 21 มกราคม 2553 06:05
Groovy!!
ความคิดเห็นที่ 1
pp , 20 มกราคม 2553 01:42
นับถือในชีวิตผู้ชายคนนี้มากค่ะ ถ้าเทียบกันให้เกิดอีกกี่ชาติก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตได้คุ้มเท่ากับชีวิตเดียวของอาว์รงค์เลยค่ะ