กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 11 มกราคม 2553 01:00

"นาข้าว" กลางอันดามัน

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ถ้า "ฟ้าน้ำทะเล" คือ สีพื้นของภูเก็ต วันนี้มีความพยายามของชาวนากลุ่มหนึ่ง ที่จะจุดสีเขียวเล็กๆ ขึ้นมากลางเกาะ ในรูปแบบของ "นาข้าว"

ถึงแม้ว่าไข่มุกอันดามันเม็ดนี้จะติดอันดับเรื่องท้องทะเล และความสะดวกสบายทุกรูปแบบ ที่พร้อมเสิร์ฟให้บรรดานักท่องเที่ยว ในอีกด้านหนึ่ง ภูเก็ตเองก็เหมือนกับอีกหลายจังหวัดที่ยังคงมีที่ทางสำหรับ "การเกษตร"

 อย่าง สัปปะรดภูเก็ตหรือสวนยางพารา...และการทำนา

 ถัดจากผืนน้ำสีฟ้าสะอาดตา ลึกเข้าไปผ่านทิวไม้สูงทึบในตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง ท้องนาผืนสุดท้ายของเมืองไข่มุกอันดามันกำลังหายใจอยู่อย่างสงบนิ่ง ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของชาวไม้ขาว ที่ตั้งอกตั้งใจรักษาผืนนาเอาไว้ เพื่อบอกกล่าวเล่าขานถึงอดีต ของหนึ่งในบรรดาจังหวัดที่ตีตราตัวเอง เป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ

 เพราะพวกเขาคิดว่า อดีตที่มีค่าไม่ควรสูญสลายไปกับกาลเวลาและกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง

เรื่องเล่าของนาหลังหาด
 เสียงตึก ตึก ตึก ของเครื่องสีข้าวดังเป็นจังหวะออกมาจากอาคารชั้นเดียวสีขาวริมถนนก่อนเข้าหมู่บ้าน ในยามบ่ายร้อนระอุอันเงียบสงบ

 ชายหนุ่มผิวคล้ำประจำโรงสีโกยข้าวสารในถังใส่ถุง ยกขึ้นชั่งน้ำหนัก มัดปากถุงแล้วส่งให้ เขาฉีกยิ้มเห็นฟันขาว ท่ามกลางเหงื่อพราวที่เขาค่อยๆ ซับให้ตัวเอง แล้วพูดเสียงดังแข่งกับเสียงเครื่องสีข้าวที่ปล่อยเม็ดข้าวขาวสวยลงมาอย่างไม่รีบร้อน

 “ข้าวใหม่ สีเสร็จสดๆ ร้อนๆ ปลอดภัย กินแล้วไม่ต้องกลัวตาย”
 ฟังดูราวกับสโลแกนสินค้า แต่ชาวไม้ขาวก็กินข้าวตัวเองได้อย่างสบายอารมณ์จริงๆ เพราะข้าวสารทั้งในถุงและในทุ่งล้วนปลอดสารเคมีทั้งสิ้น

 ท้องนา 128 ไร่ในบ้านไม้ขาวจึงไร้สารเคมี แต่เต็มไปด้วยสายใยธรรมชาติที่ส่งผลผลิตออกมาเป็นข้าวสารที่พากันทยอยกันลงมาจากเครื่องสีข้าวอย่างไม่ขาดสาย

 เช่นเดียวกับโรงสีที่ยังคงส่งเสียงดังอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นผลผลิตที่ต่อยอดมาจากความตั้งใจของชาวนาปักษ์ใต้กลุ่มนี้

 สุธา ดาบทอง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลไม้ขาวเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ที่จะมีโรงสี ชาวนาไม้ขาวต้องนำข้าวไปสีที่ตัวอำเภอถลาง ซึ่งเสียเวลาและงบประมาณพอสมควร

 แต่ด้วยความใจป้ำของชาวบ้าน ในการประชุมเมื่อปี พ.ศ.2547 ลูกบ้านผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนหนึ่งจึงบริจาคที่ดินของตนแบบฟรีๆ ให้ทางกลุ่มได้นำมาใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างโรงสีข้าว

 “ชุมชนจะเป็นผู้บริหารการดำเนินงานกันเอง จะได้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน”

 การดำเนินงานในโรงสี จะมีคนทำหน้าที่เฝ้าเครื่องสีข้าวเพียงคนเดียว ซึ่งไม่ได้สีทุกวัน แต่จะสีแค่วันพุธและวันอาทิตย์ เพราะไม่ได้มีข้าวมาให้สีได้ทุกวัน

 กวาดสายตามองรอบโรงสีข้าว มีถุงสีขาวใหญ่และหนัก มัดกองเรียงไว้เป็นแถวสูงขึ้นไป คะเนด้วยสายตาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ถุง สุธาบอกว่า เป็นข้าวเปลือกทั้งสิ้น

 ที่สำคัญ...เป็นของบ้านบ้านเดียวเท่านั้น!

 “ข้าวเปลือกได้มาจะเอาใส่ถุง ถุงละประมาณเกือบ 30 กิโลกรัม ทั้งหมดก็ราวๆ 2-3 ตันได้ บางคนก็เอาไปไว้ที่บ้าน ค่อยๆ ทยอยสีไป ไม่สีทีเดียวหมด เพราะพื้นที่ในโรงสีมีไม่พอให้วาง”

 ชาวบ้านจะเอามาแค่ไม่ถึง 10 ถุง พอกินหมดเขาก็เอามาสีอีก - สุธาบอกยิ้มๆ เพราะบ้านเขาก็เป็นหนึ่งในกลุ่มชาวนาแห่งไม้ขาว

และหากมีใครมาซื้อข้าวที่หน้าโรงสี ก็จะได้ข้าวใหม่ ในขณะที่ท้องตลาดขายข้าวหอมมะลิ ในราคากิโลกรัมละ 35-37 บาท แต่ที่นี่ขายเพียงกิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น

 “ไม่มีสารเคมีด้วย ปลอดภัยชัวร์” สุธายกหัวแม่โป้งยืนยัน

 ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ตำบลไม้ขาวเองก็เป็นเหมือนหลายๆ ที่ในจังหวัดภูเก็ตที่ท้องนาเริ่มจะกลายเป็นเพียงภาพทรงจำสีจางๆ แต่ด้วยรากของการเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของเมืองถลางมาก่อนยังคงหยั่งลึก ทำให้อย่างน้อยก็ยังมี สมปอง เพ็ชรณรงค์ ที่ไม่เคยคิดจะละทิ้งที่นาและการทำนาของตนเลยแม้แต่น้อย

 ถึงจะเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่ยังคงทำนาอยู่ก็ตามที

 “ผมเกิดที่นี่ ตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นพ่อแม่ทำนาแล้ว และตัวผมก็ช่วยทำนามาตั้งแต่เด็กๆ”

 ตอนนี้พื้นที่ที่ สมปอง ใช้ทำนามีอยู่ 6 ไร่ แต่หากนับที่ดินทั้งหมดของเขาแล้ว มีมากกว่านั้น ซึ่งเขาจัดสรรไว้สำหรับทำสวนยางและสวนผัก ให้เป็นไปในลักษณะของเกษตรผสมผสาน

ในขณะที่ที่ดินในภูเก็ตมีค่ามากกว่าทอง กระทั่งที่นาของสมปอง เจ้าตัวยังบอกเลยว่า แค่เพียงเอ่ยปาก ก็จะขายได้ทันที แถมราคายังสูงลิบลิ่ว แต่เขายืนยันคำเดิมมาหลายต่อหลายปีที่จะรักษานาผืนนี้ไว้

 “ผมอยู่มาจนถึงป่านนี้แล้ว ถึงขายไป ได้เงินมา เดี๋ยวมันก็ต้องหมด สู้เอามาปลูกข้าว อย่างน้อยก็ได้มีข้าวกินตลอด”

และด้วยความเสมอต้นเสมอปลายของสมปอง ทำให้คนในชุมชนฉุกคิดขึ้นมาได้ จึงจัดตั้งกลุ่มโดยใช้ชื่อว่า กลุ่มชาวนาสายใยรัก ซึ่งมีชาวบ้านเข้าร่วม 21 ครอบครัว เพื่อฟื้นฟูการทำนาอันเป็นอาชีพดั้งเดิมของชาวภูเก็ตที่เคียงคู่มากับการประมง

 “ยังดีที่ทุ่งนาแถบนี้ก็ยังมีเหลืออยู่ เพียงแต่มันร้าง บ้างก็ขายไปแล้ว ดังนั้น ใครที่อยากทำแต่ไม่มีที่ก็ไปหาเจ้าของที่ ขอเช่าทำนา บางคนก็ให้ทำฟรีแลกกับข้าวที่ปลูกมาได้เท่านั้น”

 ครบสองปีแล้ว นับตั้งแต่จัดตั้งกลุ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ จนถึงตอนนี้ ก็นับว่าได้ผลดีขึ้นเรื่อยๆ และได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานตามมา

“ชาวบ้านไม่เครียด และยินดีทำเต็มที่ ส่วนหนึ่งเพราะเขามีจิตสำนึกเองด้วย” สุรวัตร เหมือนแก้ว นักวิชาการประจำสำนักงานเกษตรอำเภอถลาง บอกขณะพาเดินดูท้องนาของชาวบ้าน

 ที่ผ่านมา ทางสำนักงานเกษตรอำเภอถลางได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดตั้งกลุ่มของชาวบ้านและการฟื้นฟูอาชีพทำนา ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ และกระตุ้นชาวบ้านให้เห็นความสำคัญของการทำนา โดยเฉพาะตัวสุรวัตรเอง ที่เข้ามาตามดูอยู่ตลอด

ทั้งยังคอยจัดหาพันธุ์ข้าวเดิมทางเกษตรอำเภอก็มีการสนับสนุนอยู่แล้ว สุรวัตรเล่าว่า ก่อนนี้ยังมีพันธุ์ข้าวหลากหลาย แต่ด้วยความที่ชาวบ้านส่วนใหญ่หยุดทำนาไปเป็นสิบปี พันธุ์ข้าวจึงหายไปเกือบหมด เมื่อกลับมาทำใหม่อีกครั้ง จึงใช้ข้าวพันธุ์ปทุมธานี และข้าวหอมมะลิจากจังหวัดต่างๆ มาปลูก โดยขอจากบรรดาญาติๆ ของคนในชุมชน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวพันธุ์ปทุมธานี เพราะให้ผลผลิตมากกว่า

 ที่สำคัญ เขายังยอมรับด้วยว่า เป็นแฟนคลับของข้าวบ้านไม้ขาว ที่ต้องมาซื้อถึงหน้าโรงสีแทบทุกครั้ง

 “ไม่ว่าราคาข้าวจะพุ่งสูงหรือลงต่ำอย่างไร ก็ไม่ได้ส่งแรงกระแทกหนักหน่วงแก่ชาวบ้าน นั่นเพราะการปลูกข้าวของพวกเขาไม่ได้มีไว้แข่งขันกับใคร”

อันที่จริงก็เป็นมาแต่ครั้งอดีต ที่การทำนาในภูเก็ต รวมถึงภาคใต้ ไม่ได้เป็นไปเพื่อการค้า แต่เพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนเป็นหลัก

 ส่วนหนึ่งเพราะการทำนาในภาคใต้เป็นนาดำ ที่ทำได้เพียงปีละครั้ง เนื่องจากต้องฝากความหวังไว้กับน้ำบนฟ้า ฝนตกลงมาก็กักเก็บไว้ใช้ทำนา เป็นการทำนาแบบดั้งเดิม จึงไม่สามารถสู้รบปรบมือกับภาคอื่นที่มีระบบชลประทานดีกว่า หากจะขายก็เพียงที่เหลือจากเก็บกันไว้กินเองในครัวเรือน

 กำลังการผลิตที่ได้ราว 60 ถังต่อไร่ในหนึ่งปี จึงถือว่าสูงมาก สำหรับชาวไม้ขาว นั่นจึงทำให้ยังไม่มีใครเปลี่ยนใจไปทำอย่างอื่น

แต่อนาคตข้างหน้าของนาผืนนี้ก็ยังไม่แน่นอน เพราะเท่าที่ทำอยู่ตอนนี้ ก็มีเพียงแต่วัยกลางคนจนถึงคนเฒ่าคนแก่แล้วทั้งนั้น เพราะกระแสการท่องเที่ยวที่ยังแรง และเปิดช่องทางให้งานบริการกว้างขวางขึ้นจนดึงดูดหนุ่มสาวไป

 สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ คือการหาหนทางผลักดันให้การทำนาในภูเก็ตยังคงอยู่ต่อไปได้ - สุรวัตร บอกอย่างนั้น
 
ท้องนาเมืองถลาง
 ถอยหลังกลับไปก่อนที่ภูเก็ตจะมีความหมายเท่ากับโรงแรม รีสอร์ท ทะเล และความสะดวกสบาย ในอดีต ที่แห่งนี้มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นรากฐาน เช่นเดียวกับอีก 75 จังหวัดทั่วประเทศ

 “แต่ก่อนมีการทำนาอยู่ในทุกอำเภอ อาชีพดั้งเดิมของที่นี่คือทำนา ทำไร่ และประมง ส่วนยางพารานั้นมาทีหลัง รวมถึงการทำเหมืองก็มาต่อท้ายจากที่ว่ามาทั้งหมดด้วย” รศ.สมชาย สกุลทัพ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตเล่าให้ฟัง

 ตอนนี้ภูเก็ตต้องซื้อเขาแทบทุกอย่างไปแล้ว  รศ.สมชายเปรย

 เดิมที ท้องนาในจังหวัดภูเก็ตสามารถผลิตข้าวเลี้ยงประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ แต่เมื่อหมดยุคแร่ดีบุก และเข้าสู่ยุคของการท่องเที่ยว ทำให้ที่นาที่กระจายอยู่ทั้ง 3 อำเภอ คือ อำเภอถลาง อำเภอกะทู้ และอำเภอเมือง ถูกขายให้กับผู้ประกอบการสร้างเป็นรีสอร์ท โรงแรม เพื่อรองรับการการท่องเที่ยวและเป็นที่พักของนักท่องเที่ยวและเป็นหมู่บ้าน

 นั่นจึงทำให้คนส่วนใหญ่ต้องการขายที่ ด้วยราคาที่พุ่งสูงขึ้น เพราะดูคุ้มกว่าหากมองผลในระยะสั้น แต่ก็ต้องแลกกับการซื้อข้าวกิน

 รศ.สมชายบอกว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงที่ดินทำให้ที่นาในจังหวัดภูเก็ตค่อยๆ หายไป จนเหลือผืนนาที่สามารถปลูกข้าวได้เพียงแห่งเดียวคือที่บ้านไม้ขาวแห่งนี้

 อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทำนาในภูเก็ตหายไปคือ ตัวคนรุ่นหลังก็ไม่นิยมทำนา เพราะมีอาชีพรับจ้างเข้ามา จึงทำให้ขาดแรงงานภาคเกษตร

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ยังทำให้แหล่งน้ำหมดไป ทั้งคลอง ป่า ห้วย ถูกปิด ด้วยการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ ป่าดิบกลายเป็นสวนยาง นาถูกถมเพื่อปลูกบ้าน แม้แต่สัตว์เองก็ค่อยๆ หายไป เพราะท้องทุ่งทั้งหลายกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวจนสิ้น

การทำนาในเมืองแห่งทะเลจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นชินไปในที่สุด

ก้าวสู่ ‘แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์’
 นอกจากจะเป็นการฟื้นฟูการทำนาแล้ว ในอดีต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ปรีชา เรืองจันทร์ ที่นาแห่งนี้ถูกทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับมาเยี่ยมชมวิถีชีวิตการทำนาแบบครบวงจร

 ด้วยแนวคิดที่จะปรับปรุงฟื้นฟูการทำนาข้าวในพื้นที่ ต.ไม้ขาว อ.ถลาง ซึ่งเป็นแหล่งสุดท้ายของจังหวัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดยนักท่องเที่ยวสามารถมาดูขบวนการทำนาข้าวแบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการไถนา หว่านเมล็ดข้าวเก็บเกี่ยว ไปจนถึงขั้นตอนของการสีข้าว ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการทั้งหมด กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ทางด้านการเกษตร

ทั้งหมดที่ว่ามานั้น มี มาโนช สายทอง ผู้ใหญ่บ้านไม้ขาวคอยดำเนินการ และในอนาคตข้างหน้า ผืนนาบ้านไม้ขาวก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อีกด้วย

 แล้วมันต่างจากเดิมตรงไหน?
 “ศูนย์เรียนรู้ทางด้านเกษตรจะเน้นเรื่องการทำนาเพียงอย่างเดียว แต่หากเลื่อนไปเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ จะมีเรื่องอื่นๆ ด้วย ทั้งป่าพรุ เต่าทะเล จักจั่นทะเล การทำนา และการฝังทรายเพื่อสุขภาพ สำหรับให้ผู้คนมาศึกษาดูงาน และยังเป็นที่ที่สะท้อนภาพในอดีตของคนภูเก็ตอีกด้วย”

ซึ่งทั้งหมดนี้....“กำลังคืบหน้าไปได้ด้วยดี” มาโนชบอก

อีกส่วนหนึ่งที่บ้านไม้ขาวได้เตรียมไว้ก็คือเรื่องของ โฮมสเตย์

“ที่จริงเรามีเตรียมไว้อยู่แล้ว 10 หลัง โดยจะอาศัยอยู่กับเจ้าของบ้าน ซึ่งทำมาแล้วหนึ่งปี แต่ในอนาคตก็วางแผนจะสร้างเป็นบ้านแยกออกมา เพื่อความสะดวกของผู้มาพัก”
 
................................................................................

 อาจจะดูเป็นการสวนกระแสกับการที่ชุมชนไม้ขาวหันมาเน้นด้านเกษตรอย่างเอาจริงเอาจัง ท่ามกลางวงล้อการพัฒนา และกระแสการท่องเที่ยวที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน แต่ผู้ใหญ่บ้านมาโนช ก็พูดไว้อย่างชัดเจนว่า

“มันถึงจุดที่เราต้องหันมาดูแลตัวเอง กลับมามองสิ่งที่เราพัฒนาว่ามันได้ประโยชน์อะไรบ้าง”

....เช่นเดียวกับอีกหลายคนแห่งบ้านไม้ขาว ที่คอยหวงแหนผืนนาแห่งสุดท้าย ท่ามกลางลมทะเลที่พัดแรง เพื่อไม่ให้อดีตของบ้านเกิดเมืองนอน ปลิวไปกับลมแห่งการพัฒนาจนไม่หลงเหลืออะไรเลย

Tags : 'นาข้าว' กลางอันดามัน

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

เป็นเรื่องดีมากเลย ที่ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งดีๆ เอาไว้

ความคิดเห็นที่ 1

เป็นเรื่องดีมากเลย ที่ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งดีๆ เอาไว้

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement