ถ้าแบคแพ็คเกอร์ คือ รูปแบบการเที่ยวแห่งวัยหนุ่มสาว พออายุเขยิบขึ้นไปถึงคราว ขอสบายๆ หน่อย(เถอะ) ความเรื่องมากโน่นนี่ก็ชักจะมีมากขึ้น
ทั้งวิธีเดินทาง ที่พัก หรือ อาหารการกิน...
ตามประสาคนเมืองมากข้อมูล ทุกสิ่งหาได้ในโลกดิจิทัล ต้องหาที่ที่ดีที่สุด และจองไว้ล่วงหน้า ไม่มีไปเสี่ยงตายเอาดาบหน้าเด็ดขาด ส่วนเรื่องพลาดน่ะหรือ อนุญาตให้มีได้เฉพาะระหว่างทางเท่านั้น
นักท่องเที่ยว (บางคนก็อยากให้เรียกตัวเองว่านักเดินทางมากกว่า) พ.ศ.นี้ จึงต้องมีอีกหนึ่งคุณสมบัติ คือ "นักจัดการ" ค่อนข้างสูง
โดยเฉพาะ ทริปขับรถเที่ยวยาวๆ 4 วัน 3 คืน ใครอยากละเลียดชมความงามของภาคกลางตอนบน ระเรื่อยเลาะลำน้ำโขงไปจนถึงดินแดนแห่งที่ราบสูง แนะนำ เส้นทาง หล่มสัก (เพชรบูรณ์) - เชียงคาน - หนองคาย ...ขับรถสบายๆ สำหรับแฟมิลี่ทัวร์แบบไม่รีบร้อนอะไร
กับสมาชิกเต็มอัตรารถเอสยูวีขับเคลื่อนสี่ล้อ คือ ผู้ใหญ่สี่ ผู้สูงอายุหนึ่ง และเด็กเล็กๆ อีกสอง คนหนึ่ง 4 ขวบ อีกคนเพิ่งครบขวบ
และเพื่อให้เป็นการพักผ่อนจริงๆ โปรแกรมการเดินทางคราวนี้จึงถูกวางไว้หลวมๆ ประมาณว่าเห็นจุดไหนสวยก็แวะชม กินลมไปเรื่อยๆ เด็กร้องโยเยเมื่อไหร่ก็สามารถจอดข้างทางให้ลงไปสงบสติอารมณ์ได้
เกาะขบวน Slow life แบบชนชั้นกลางรุ่นใหม่เปี๊ยบ!
อุ่นๆ ที่เขาค้อ
"แวะนอนหล่มสัก แล้วเราจะกินขนมจีนเส้นสดกันนะ" ก่อนออกสตาร์ท หัวหน้าทัวร์บวกพลขับหันมาบอกสมาชิกด้านหลัง ...กระตุกคนฟังให้หิวตะหงิดๆ จนต้องคว้าข้าวเหนียว-หมูทอด เสบียงกลางทางมารองท้องไปพลางๆ
"หนูจะกินข้าวเหนียวเปล่าๆ" เสียงเด็กสาวสี่ขวบที่กำลังตื่นเต้นเมื่อล้อหมุน ดังขึ้นมาเมื่อเห็นผู้ใหญ่ข้างๆ ปั้นจิ้มๆ อยู่คนเดียว
หันไปอีกทาง น้องชายวัยเกือบขวบ เว้าวอนด้วยสายตาว่าอยากกินบ้าง แกล้มด้วยเสียงร้อง "อื้อ อ้า" ที่พอจะฟัง "ความใน" ออก เลยได้หม่ำข้าวเหนียวปั้นเล็กสมใจ
ความสงบสุขมีขึ้นช่วงสั้นๆ หลังจากข้าวเหนียวออกฤทธิ์ กล่อมเด็กยุ่งสองคนให้หลับ วิวสองข้างเริ่มเขียวมากขึ้น แปรผันตามระยะทางความห่างจากตัวเมือง
ไม่กี่ชั่วโมง ตึกสูงตะหง่านก็ถูกแทนทับด้วยสีเขียวๆ ของต้นไม้รายทาง กับสีส้มแห้งๆ ของอากาศหน้าหนาวแบบแล้งๆ ว่ากันตั้งแต่ปทุมธานี ลพบุรี สระบุรี จนเข้าเขตเพชรบุรีนั่นล่ะ ความเย็นแบบชุ่มๆ ชื้นๆ ถึงจะเข้ามากระทบเนื้อหนัง
อาจเป็นเพราะว่าเวลาที่เรามาถึงก็เย็นย่ำแล้วด้วย ความหนาวช่วงปลายปีจึงได้ทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน
บวกกับจุดหมายคืนแรก ที่ต้องขึ้นไปถึงเขาค้อ อุณหภูมิน้อยนิดที่เหล่าสมาชิกดั้นด้นมาหากว่าสามร้อยกิโลเมตร ก็แล่นมาทักทายให้ขนลุกชันกันทันทีเมื่อเปิดหน้าต่างแวะชิมลมสองข้างทาง
คืนนั้น เราถึงที่พักอย่างปลอดภัย สไตล์บ้านไม้หลังเล็ก บนเนินเขาสูง เหมาะสำหรับครอบครัวไม่เล็กไม่ใหญ่ที่อยากจะนอนรวมกันแบบอุ่นๆ
ขาดไม่ได้คือ พื้นที่สีเขียวให้เจ้าตัวเล็กได้วิ่งเล่นด้วยเท้าเปลือยเปล่า (เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบใส่รองเท้า) ส่วนผู้สูงอายุ ว่ากันว่า การได้มาเหยียบผืนหญ้าที่ยังชุ่มน้ำค้างในตอนเช้าตรู่ คือ การกระตุ้นเลือดลมให้ไหลเวียนดีด้วยพลังแห่งธรรมชาติ
คืนนั้น วัดอุณหภูมิได้ 10 องศา คนตัวใหญ่หลายคนตกลงใจแล้วว่าจะไม่อาบน้ำ ส่วนคนตัวเล็ก ด้วยความที่เล่นโน่นนี่เลอะเทอะมาทั้งวัน บวกกับเผด็จการของมารดาบังเกิดเกล้า (ซึ่งต้องอาบน้ำ "อุ่น" ให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน) เลยไม่รอด
"ไม่อาบได้มั๊ยค๊าาาาา แปรงฟันล้างหน้าเฉยๆ ...นะ นะ นะ" คำอ้อนวอนของเด็กสาวสี่ขวบผู้วิ่งซนจนโทรมเหงื่อ ไม่สำเร็จ สุดท้ายร่างกายก็สะอาดด้วยน้ำอุ่นๆ จากฝักบัว แลกกับคำมั่นสัญญาว่าพรุ่งนี้เช้าไม่ต้องอาบแล้ว แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าเฉยๆ
ส่วนเจ้าตัวเล็กกว่า ด้วยความเดียงสาจึงผัดผ่อนให้แค่เอาน้ำลูบเนื้อลูบตัว แต่ถึงอย่างนั้น เสียงร้องดังลั่นก็ยังสนั่นไปทั่วห้องน้ำ ยังไม่นับเสียงร้องตลอดคืนอีกเป็นระยะๆ ประสาเด็กแปลกที่นอน
เป็นการปิดท้ายคืนแรกอย่างสุขสงบจริงๆ
ในความแห้งก็มีความงาม
กาแฟอุ่นๆ กับหมอกหนาหนักปลุกทุกคนได้ไม่ยากนักในตอนเช้า
ข้าวต้มเห็ดร้อนๆ บริการพิเศษจากที่พัก ในอีกชั่วโมงต่อมา เติมแรงให้นักเดินทางหลากวัย พร้อมจะไปตาม "แผน" กันต่อแล้ว
อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ คือ ที่เที่ยวนอกแผนที่ที่สมาชิกเบาะหลังอยากแวะ ไหนๆ ก็ขึ้นมาถึงเขาค้อแล้ว
รูปทรงสูงตะหง่านขนาด 2.6 คูณ 24 เมตร คือ สิ่งปลูกสร้างที่มีขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ได้พลีชีพในการสู้รบเพื่อปกป้องพื้นที่ในเขตรอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2511-2525 โดยสร้างเป็นรูปสามเหลี่ยมจากหินอ่อนทั้งหมด ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างพลเรือน ตำรวจ และทหาร
เด็กน้อยสองคน ให้เวลาแหงนหน้าขึ้นมาอนุสรณ์แท่งสูงคนละไม่กี่วินาที เพราะความสนุกทั้งหมดอยู่ที่ หลุมหลบภัยและที่กำบังจำลอง ให้ได้ปีนป่ายเล่นกันจนล้มหัวเข่าถลอกปอกเปิก แต่ด้วยความที่มีของรอให้เล่นเยอะจัด ร้องไห้น้ำตายังไม่ทันจะแห้งดีก็วิ่งตื๋อไปกระโดดใหม่แล้ว
เวลาแห่งความสนุกจบลงอย่างรวดเร็ว ด้วยเสียงเร่งเร้าของคนต่างวัยว่าอยากจะไปชมดอกไม้ที่พระตำหนักเขาค้อบ้าง
เสียดายที่ตอนนั้นพระตำหนักอยู่ในช่วงรีโนเวทอยู่พอดี คนผมสีดอกเลาประจำทริปเลยได้เจอแค่ดอกกุหลาบ ดาวกระจาย ฟอร์เก็ตมีน็อท... แต่แค่นั้นก็ทำให้หัวใจผู้สูงวัยชุ่มฉ่ำพอแล้ว เมื่อหันไปทางไหนก็เจอแต่ลูกหลาน แถมได้ผู้คุ้มกันวัยสี่ขวบคอยจูงมือตลอดอีกต่างหาก
สูดความสุขจนเต็มปอด ก็ได้เวลาล้อหมุนอีกรอบ
พลขับของเรา กด จีพีเอส-แผนที่ดิจิตอล ว่า เชียงคาน จังหวัดเลย จุดหมายที่เราจะนอนในคืนนี้
ระยะทางจากเพชรบูรณ์ มุ่งสู่เลย ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงถ้าขับตามเส้นทางหลวง 203 แต่วิวสองข้างทางสวยสุดใจ โดยเฉพาะช่วงใกล้เข้าเขตจังหวัดเลย สองข้างทางขนาบด้วยแม่น้ำโขง ช่วงก่อนถึงแก่งคุดคู้ อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่า ความแห้งแล้งก็มีความงาม (แบบน้ำลด-หินผุด) ในแบบฉบับของมันอยู่
ถ้าเราขับด้วยความเร็วเรื่อยๆ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็จะถึงเชียงคานเร็วไปหน่อย สมาชิกทั้งเบาะหน้าเบาะหลังจึงลงมติร่วมกันว่า น่าจะแวะขึ้นภูเรือสักหน่อย อย่างน้อยก็ให้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อได้ทำงานสมบุกสมบันบ้าง
ระยะทางคดเคี้ยวจากพื้นราบไปจนถึงตีนภู เล่นเอาหัวดำ หัวขาวในรถคว้ายาดมกันแทบไม่ทัน ส่วนเด็กๆ ที่เคยป่วนดังลั่นรถ ก็กลับนั่งนิ่งแต่โดยดี แถมจะมีท่าพะอืดพะอมซะอย่างนั้น
ขอแนะนำว่า ทริปขึ้นเขาลงห้วยไหนๆ ถ้ามีเด็ก ควรมี "ถุงพลาสติก" ติดรถไว้ตลอดเวลา แค่เสียบหูหิ้วทั้งสองข้างไว้กับหูเจ้าตัวเล็ก รับรองไม่มีเลอะ แต่อาจจะต้องทนกลิ่นกันสักนิด
ถ้าใครไปภูเรือช่วงหลังๆ จะรู้ว่า ทางอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวขึ้นไปถึงยอดภูอีกแล้ว ทุกคนต้องจอดรถไว้ในที่ลานจอดรถ ซึ่งใกล้ๆ กับลานกางเตนท์ จากนั้นก็ใช้บริการรถสองแถวของอุทยานฯ ขึ้นไป เสียค่าใช้จ่ายคนละ 10 บาท
"ข้างบนสะอาดขึ้นเยอะเลยครับ ตั้งแต่ไม่ให้เอารถขึ้นไป" เจ้าหน้าที่ตอบคำถามสั้นๆ ถึงการเปลี่ยนแปลง
จริงอย่างที่เขาว่า ยอดภูดูสะอาดตา และกลับสู่ความเป็นธรรมชาติมากกว่า เมื่อเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน
จู่ๆ บรรยากาศดีๆ ที่กำลังวนเวียนอยู่เต็มสมองก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียง "วู้ววว ว้าย" และเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอีกมากมายจากเด็กสาววัยสี่ขวบคนเดิม
หันไปหาต้นเสียงก็ต้องใจหายวาบ เพราะเธอเล่นกระโดดลงจากป้ายภูเรือ ที่สูงเอาการ เป็นว่าเล่น เล่นเอาน้องชายวัยขวบปี ที่ยังอยู่ในอ้อมแขนแม่ ถึงกับขาสั่นดิ๊กๆๆๆ อยากเอาอย่างพี่สาวบ้าง
คงแอบนึกในใจ รออีกสักสองสามปีเถอะ เจอกันแน่....
เรี่ยวแรงที่เริ่มโรยราตามแสงสุดท้ายของวันนั้น เริ่มสูบฉีดขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เราเลี้ยวเข้าอำเภอเชียงคาน จ.เลย
ผู้ใหญ่ในรถทุกคน รับรู้ความเป็นเชียงคาน ณ ปัจจุบัน มาบ้าง และหวังกันคนละน้อยว่า น่าจะยังมีมุมสงบเงียบให้เสพซุกได้บ้าง ท่ามกลาง "ความเก๋" ที่พยายามเข้ามาห่อหุ้มเอาไว้
โรงแรมเงียบๆ ที่เรานอนในคืนนั้น ไม่ได้หรูหรา วิลิศมาหราอะไร ซ้ำกลับธรรมดาๆ เป็นเรือนไม้ริมแม่น้ำ สะอาดสะอ้าน แต่ก็จัดการอย่างมืออาชีพ
ก่อนถึงโรงแรมราวๆ15 นาที ผู้หญิงสูงวัยท่าทางใจดีเจ้าของโรงแรม โทรมาถามว่าอยู่ตรงไหน พอได้รับคำตอบว่าใกล้ๆ ด้วยอัธยาศัยที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา แกเลยบอกว่า "พอดีมีคนมาถามป้า ก็เลยโทรมาเช็ค จะได้ไม่ปล่อยห้องให้เขาไป"
คืนนั้น ที่พักเกือบทุกแห่งในเชียงคานเต็มหมด เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่า หลายคนมุ่งตรงมางานฉลองเชียงคาน 100 ปี และจะมีประเพณีทำบุณตักบาตรพระสงฆ์ 100 รูปในเช้าวันรุ่งขึ้น
ความตั้งใจมาพักเงียบๆ ลดยวบลงไปเกือบครึ่ง แต่พอคิดว่า ได้มาทำบุญพอดี ผู้สูงวัยประจำทริปก็ดูจะชื่นมื่นที่สุด
คืนนั้น ถนนเส้นเล็กๆ ของเชียงคานถูกความเป็นเมืองครองไปหมด ไม่ว่า คนหรือจริต เริ่มตั้งแต่การแวะถ่ายรูปไปแทบทุกหน้าร้านโดยไม่มีการขออนุญาต หรือแม้แต่อารมณ์ฉุนเฉียวของ "คุณนาย" ที่อดทนรอไม่ได้กับอาหารที่ล่าช้า จนต้องเดินไปกินร้านอื่น
นั่นก็ยังไม่หดหู่เท่าความรู้สึกผิดของเจ้าบ้านที่เริ่มไม่แน่ใจว่า กับการเสิร์ฟอาหารแบบช้าๆ ตามจังหวะชีวิตตัวเองผิดหรือถูก ....
หรือคนมาเชียงคานเพื่ออะไร เพื่อเป็นเรา หรือ เป็นเขา
มุมสงบ ณ เมืองใหญ่
คำถามต่างๆ หายไปพร้อมกับการตักบาตรข้าวเหนียวในช่วงเช้า ที่พุทธศาสนิกชนคนเมืองทั้งหลายต่างมาตั้งแถวรอกันยาวเหยียด และที่ขาดไม่ได้คือ ขาตั้งกับกล้องถ่ายรูป เก็บรูปตัวเองทำบุญเอาไว้ดูที่บ้าน
"เหมือนหลวงพระบางเลย" ชายหนุ่มคนข้างๆ บอกแฟนสาวว่าอย่างนั้น ก่อนวิ่งริ่วไปตั้งกล้องฝั่งตรงข้ามแล้วรีบวิ่งกลับมาถือกระติ๊บข้าวเหนียว ถ่ายรูปคู่กับคนรัก
พี่สาวสี่ขวบกับน้องชายหนึ่งขวบ ยืนมองตาปริบๆ เพราะตากล้องหนุ่มคนนั้นทำท่าจะมาถ่ายรูปด้วย ราวกับเด็กเชียงคาน อย่างไรอย่างนั้น
แต่พอหันไปเห็นตาเขียวปั๊ดของพ่อเด็ก เด็กกรุงก็ไม่โดนยุ่งอีกเลย
ชอตขำๆ ตอนนั้นถูกเล่าซ้ำเป็นเรื่องโจ๊กตลอดเส้นทาง ที่มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองหนองคายในช่วงสายของวันนั้น...
ด้วยความที่เป็นปลายทาง ตารางสำหรับหนองคายจึงถูกวางไว้หลวมมากถึงมากที่สุด ภายในระยะเวลาสองวันกับอีกหนึ่งคืน และไม่ไปไหนไกลเกินกว่าตัวเมือง
ไฟลท์บังคับอย่างเดินเลียบริมน้ำโขง แวะชอปตลาดท่าเสด็จ กับแวะไปอิ่มท้องที่แดงแหนมเนือง จึงต้องมีอยู่แล้ว แต่เวลาที่เหลือจากนั้น หลายคนคิดไม่ออก
ถ้ายังจำได้ เมื่อปี พ.ศ.2544 นิตยสาร Modern Maturity สิ่งพิมพ์สัญชาติอเมริกัน เคยจัดอันดับไว้ว่า หนองคายเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับผู้สูงอายุชาวอเมริกันลำดับที่ 7 ของโลก
เวลาเดินเล่นไปรอบเมืองช่วงเย็นย่ำ ภาพที่เห็นเป็นปกติ คือ ฝรั่งมานั่งตามร้านกาแฟ ร้านเหล้า พูดคุยกันเองกับเจ้าของร้าน บ้างก็ขี่จักรยานถอดเสื้อริมน้ำโขง (เพราะร้อนและต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น) บางทีก็เดินจูงมือมาเป็นคู่ ด้วยชุดแบบคนอยู่บ้าน ฯลฯ
ด้วยนัยน์ตาสีดำแบบไทยๆ จึงกวาดมองไปในบรรยากาศรอบข้าง ที่แม้จะเป็นตัวเมืองของจังหวัดใหญ่ ชายแดนไทย-ลาว แต่ก็เงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน
เวลาทำงาน ทุกคนต่างออกมาทำงาน ความเป็นเมืองทำให้มันคึกคัก ร้านรวง สำนักงาน ต่างๆ เปิดทำการกันเป็นปกติ แต่พอเข็มนาฬิกาพ้นเลข 5 ไปไม่เท่าไหร่ ความเงียบสงบก็แผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง แสงสีจากไฟนีออนกระจุกตัวอยู่มากที่สุดที่ตลาด(อาหาร)โต้รุ่ง ซึ่งพอพ้นสองยามไป พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายก็เข็นรถเข้าบ้านนอนเหมือนกัน
คืนนั้นที่หนองคาย กลับกลายเป็นคืนที่สงบที่สุด และไม่คิดเลยว่าเรากลับจะหามันได้ง่ายๆ ในเมืองใหญ่
เหมือนชีวิตทั่วๆ ไป ที่เรากลับเหน็ดเหนื่อยกับการค้นหาอะไรที่ไกลแสนไกล ทั้งที่ความจริงแล้ว มันอาจจะอยู่ใกล้ๆ แค่เราหลุดจากกรอบเดิมๆ
- การเดินทาง
ทริปนี้เน้นการเดินทางด้วยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถึงจังหวัดสระบุรีเลยไปจนถึงสวนพฤกษศาสตร์พุแค ตรงกิโลเมตรที่ 125 แยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านอำเภอชัยบาดาล อำเภอศรีเทพ อำเภอวิเชียรบุรี ต่อไปอีกประมาณ 221 กิโลเมตร ถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมระยะทางประมาณ 346 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง สำหรับการไปเขาค้อ ให้ไปตามทางหลวงหมายเลข 21 (เพชรบูรณ์-หล่มสัก) ถึงสี่แยกพ่อขุนผาเมือง เลี้ยวซ้ายแยกไปตามทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 100 (บ้านแคมป์สน) เลี้ยวซ้ายเข้าเขาค้อตามทางหลวงหมายเลข 2196
จากเขาค้อกลับลงมาสู่ตัวเมือง ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 เหมือนเดิม ขับผ่าน อ.หล่มสัก-หล่มเก่า-ภูเรือ-เลย-เชียงคาน เส้นทางนี้กินระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร
จากเชียงคานสู่หนองคาย ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 211 เลียบริมแม่น้ำโขง เส้นทางเชียงคาน-ปากชม-สังคม-ศรีเชียงใหม่-ท่าบ่อ-หนองคาย ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร
- ที่พัก
เขาค้อ แนะนำ เขาค้อคันทรีโฮม มีบ้านพัก พร้อมลานกางเตนท์ โทร.081-373-6048 ,081-376-6776 หรือ www.khaokhocountryhome.com
เชียงคาน แนะนำ โรงแรมสุขสมบูรณ์ โทร.042-282-1064 , เพลิน เพลิน โทร.042-822-258
ส่วนหนองคาย มีโรงแรมให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ห้าดาวไปจนถึงเกสต์เฮาส์ ระดับธรรมดาๆ แนะนำบ้านเคียงโขง ใกล้ตลาดท่าเสด็จ โทร.042-822870, 081-832-3925
- เก็บมาฝาก
ไหนๆ ก็มาฉลองครบรอบ 100 ปี เชียงคาน เลยอยากพาย้อนกลับไปดูรากและที่มาของเมืองนี้กันสักหน่อย
เมืองเชียงคาน เดิมตั้งอยู่ที่เมืองชะนะคาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สร้างโดยขุนคาม โอรสของขุนคัวแห่งอาณาจักรล้านช้าง เมื่อประมาณ พ.ศ.1400 ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2250 อาณาจักรล้านช้างแยกออกเป็นสองอาณาจักร คือ อาณาจักรหลวงพระบาง ซึ่งมีพระเจ้ากิงกีสราชเป็นกษัตริย์ และอาณาจักรเวียงจันทน์ ซึ่งมีพระเจ้าไชยองค์ไว้เป็นกษัตริย์ โดยกำหนดอาณาเขตให้ดินแดนเหนือแม่น้ำเหืองขึ้นไป เป็นอาณาเขตหลวงพระบางและใต้แม่น้ำเหืองลงมาเป็นอาณาเจตเวียงจันทน์
ต่อมาทางหลวงพระบางได้สร้างเมืองปากเหือง ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง เป็นเมืองหน้าด่านและทางเวียงจันทน์ ได้ตั้งเมืองเชียงคานเดิมเป็นเมืองหน้าด่านเช่นกัน ต่อมาพ.ศ. 2320 พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระสุรสีห์ยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทน์ จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมายังกรุงธนบุรี แล้วได้รวมอาณาจักรล้านช้างเข้าด้วยกัน และให้เป็นประเทศราชของไทย แล้วได้กวาดต้อนผู้คนพลเมืองมาอยู่เมืองปากเหืองมากขึ้น ภายหลังโปรดเกล้าฯให้เมืองปากเหืองไปขึ้นกับเมืองพิชัย
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ คิดกอบกู้เอกราชเพื่อแยกเป็นอิสระจากไทย โดยยกกำลังจากเวียงจันทน์มายึดเมืองนครราชสีมา แต่ในที่สุดเจ้าอนุวงศ์ถูกจับขังจนสิ้นชีวิต กองทัพไทยที่ยกมาปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครราชสีมาได้ยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายของลำน้ำโขงมายังเมืองปากเหืองมากขึ้น และโปรดเกล้าฯให้พระอนุพินาศ (กิ่ง ต้นสกุลเครือทองศรี) เป็นเจ้าเมืองปากเหืองคนแรก แล้วพระราชทานชื่อเมืองใหม่ว่า "เมืองเชียงคาน"
ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกจีนฮ่อได้ยกทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงพระบาง และได้เข้าปล้นสดมภ์เมืองเชียงคานเดิม ที่อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ชาวเชียงคานเดิมจึงอพยพผู้คนไปอยู่เมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) เป็นจำนวนมาก ครั้นต่อมาเห็นว่าชัยภูมิเมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) ไม่เหมาะสม ผู้คนส่วนใหญ่จึงอพยพไปอยู่ที่บ้านท่านาจันทร์ ซึ่งใกล้กับที่ตั้งของอำเภอเชียงคานปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า เมืองใหม่เชียงคาน
ต่อมาไทยได้เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส ทำให้เมืองปากเหืองตกเป็นของฝรั่งเศส คนไทยที่อยู่เมืองปากเหืองจึงอพยพมาอยู่เมืองใหม่เชียงคาน หรืออำเภอเชียงคานปัจจุบันโดยสิ้นเชิง “แล้วได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเชียงคานใหม่” ได้ตั้งที่ทำการอยู่บริเวณวัดธาตุ เรียกว่าศาลาเมืองเชียงคาน ต่อมาได้ย้ายไปอยู่บริเวณวัดโพนชัยจนกระทั่งปี พ.ศ. 2452 เมืองเชียงคานซึ่งมีพระยาศรีอรรคฮาด (ทองดี ศรีประเสริฐ) รับตำแหน่งนายอำเภอเชียงคานคนแรก ต่อมาปี พ.ศ. 2484 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคานมาอยู่ ณ ที่อยู่ปัจจุบันตราบเท่าทุกวันนี้
............................
(ข้อมูลจาก : ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารและพัฒนางานปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย)






ความคิดเห็นที่ 1
เชียงคาน.com , 9 มกราคม 2553 10:22
เที่ยวเชียงคาน โดนใจ ไปเลย
http://www.xn--42cfi6dyb2fra0g.com/
http://www.เชียงคาน.com/