กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 5 มกราคม 2553 01:00

สารทุกข์สุกดิบแฟชั่นไทย ... 'ไหว' ไม่วูบ

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

แฟชั่นสัญชาติไทย ล้มคว่ำหรือไปไหวไหมในปีวัวที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่แบรนด์นอกดาหน้าล้มละลาย บางรายก็ปิดชอป หรือไม่ก็รัดเข็มขัดกันจนเอวกิ่ว

 ในภาวะ(ไทย)เข้มแข็งบ้าง อ่อนแอบ้างอย่างนี้ จะซื้ออะไรทีต้องคิดหน้าคิดหลังมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่แม้จะอยู่ในปัจจัยสี่ แต่พอลองเติมคำว่า แบรนด์ ดีไซน์ หรือสไตล์เข้าไป ก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกผลักให้ไปอยู่ในหมวดฟุ่มเฟือยหรือไร้สาระได้ง่ายมาก

 และคนตกที่นั่งลำบาก หนีไม่พ้นวงการแฟชั่นบ้านเรา ที่ไม่ถูกขนาด 199 ตามตลาดนัด แต่ก็ไม่สามารถแพงหูฉี่แบบแบรนด์นำเข้าชั้นสูงได้

 ทันทีที่ถามสารทุกข์สุกดิบ พวกเขา - ดีไซเนอร์สัญชาติไทย ทั้งรุ่นเล็ก กลาง ใหญ่ บอกเป็นความเดียวกันว่า "ไหว" เผลอๆ จะดีกว่าปี 2008 ด้วยซ้ำ ท่ามกลางยอดคนชอปที่ร่อยหรอลงอย่างเห็นได้ชัด

 3 ดีไซเนอร์ คือ สมชัย ส่งวัฒนา เจ้าพ่อ FlyNow  จิตต์สิงห์ สมบุญ โลโก้มีชีวิตของ Greyhound กับอีกหนึ่งน้องใหม่ เพิ่งเปิดห้องเสื้อไปเมื่อต้นปี สิริอร เฑียรฆประสิทธิ์ จาก Painkiller อาจไม่ใช่ดัชนีชี้วัดของวงการ

 แต่พวกเขาอยากแชร์ข้อมูลบางอย่าง ที่ทำให้พวกเขาลอยลำได้ในวิกฤติกาลเช่นนี้  โดยไม่ต้องรอ Creative Economy เข้ามาหนุนหลัง

สมชัย ส่งวัฒนา Owner & Designer แห่ง FlyNow
 ประสบการณ์กว่า 30 ปี "พี่ลิ้ม" ของน้องๆ ดีไซเนอร์คนนี้ยังเก๋าอยู่ อย่างน้อยๆ แว่นตาทรงกลมที่เขาสวมมาด้วยก็ช่วยยืนยันได้

 พอถามถึงตำแหน่งแห่งที่ปัจจุบันในองค์กรที่มีพนักงานเรือนพัน เขาบอกว่า...
 "ดูแลทุกข์สุขทุกคนครับ" เจ้าตัวยิ้มน้อยๆ

 เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะฟูเฟื่องหรือร่วงไม่เป็นท่า คนที่ผ่านวิบากและขวากหนามมากว่า 3 ทศวรรษ เผย(ส่วนตัว)ว่าอย่างไรก็อยู่รอดได้ แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ จะทำอย่างไรให้เสถียร

 "เราต้องยอมรับองค์กรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา  ถ้าพูดแบบศิลปินก็คือเรื่องจิตวิญญาณ ถ้าเราไม่มีจิตวิญญาณเราก็อยู่ไม่ได้  มันก็กระทบกับรากธุรกิจก็คือคนทำงาน  เพราะฉะนั้นองค์กรต้องมีจิตวิญญาณในการทำงานและต้องสืบทอดต่อ และต้องยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  ร้านเราใช้หลักครอบครัวเรียกกันเป็นพี่เป็นน้อง บางคนให้เราเป็นพ่อเขา ตรงนี้มันงดงามนะ"

 ช่วงปีที่ผ่านมา สมชัยบอกว่า คนซื้อไม่ได้หายไปแต่น้อยลง และเขายังคงสนุกกับงาน และใส่ใจในรายละเอียด ที่สำคัญ ต้องเชื่อว่า ไม่มีความรู้ใดกว้างเกินกว่าจะรู้ ถ้ารู้มันจะค่อยๆ แคบลงเอง

 หัวใจสำคัญคือ ความเชื่อ ซึ่งต้องเกิดจากความศรัทธาและรักในงานที่จะทำ

 "แฟชั่นมันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เราจะเชื่อมัน และต้องพยายามทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นมันถูกหรือเปล่า ขณะเดียวกันเราก็ต้องดูการเปลี่ยนแปลง ดูเทรนด์ของสังคมด้วย"

 แนวโน้มปีหน้าจะเป็นอย่างไร ในแง่สไตล์สมชัยมองว่าหลากหลายมากขึ้น ซึ่งแต่ละรายต้องสร้างตัวตน และเชื่อมโยงตัวตนไปหาคนที่ศรัทธา หรือพูดง่ายๆ เชื่อมโยงความเชื่อไปถึงคนที่จะใส่เสื้อของเรา

 "มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ได้บอกว่าเสื้อตัวนี้ดีที่สุด แต่มันบอกว่าเสื้อตัวนี้ลูกค้าเราอยากใส่มากที่สุด และเสื้อตัวนี้มันทำให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าเรามากขึ้น ตรงนี้สำคัญ นี่คือภารกิจเรา เราทำงาน Commercial Art ไม่ใช่ Fine Art และเราทำ Commercial Art ให้กับคนจำนวนมากด้วย"

 ฮาวทูของสมชัยคือ การเจอกันคนละครึ่ง ระหว่าง Commercial กับ Fine

 "ถ้าทำได้และใช่ ก็ทำไปเถอะ ยังไงแบรนด์ก็อยู่ได้ และมันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สไตล์หรือคาแรกเตอร์ก็จะมา ฟังดูง่ายนะ แต่ยากที่จะทำ"

 ในสภาพเศรษฐกิจฝืดๆ เคืองๆ อย่างนี้ FlyNow ที่เจาะกลุ่มลูกค้าต่างประเทศมากพอสมควร ก็ปรับแผนเน้นลูกค้าในประเทศมากขึ้น ด้วยการปรับแบบ ปรับราคาให้คนธรรมดาหันมามีโอกาสแตะต้องเสื้อผ้าได้มากขึ้น

 คนที่ผ่านงานมาขนาดนี้ ประสบการณ์และบทเรียนในอดีตสอนให้ สมชัย ไม่ทำงานแต่ภายใต้กฎเกณฑ์ของตัวเองอีกต่อไป หากต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างตัวตนของตัวเองและความต้องการของลูกค้า แบบถ้อยที่ถ้อยอาศัย และนี่คือ "ความเก๋า" ในแบบฉบับสมชัย

 "ถ้าให้สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของคุณ คุณก็ยังขายได้อยู่เหมือนเดิม   บางทีเราก็คิดว่าเราจะดิ้นรนอะไรอีก เรามีแค่นี้ก็ได้ เราไม่ได้เจ็บตัวอะไร  ให้เรามีความพอดีมากกว่า แล้วก็เชื่อในสิ่งดีๆ"

 ส่วนความวาดหวังเรื่อง Creative Economy ที่จะเผื่อแผ่มาถึงวงการแฟชั่นนั้น...

 "ท่านจะคิดอะไรท่านก็คิดไปเถอะ เรามีความเชื่อว่าช่วยยังไม่ได้  กลไกบางเรื่องมันแค่พล็อตขึ้นมา สู้วันนี้เราทำหน่วยงานของเรา สังคมของเราให้ดีเท่าที่เราทำได้ก่อน แล้ววันหนึ่งเมื่อประเทศมันพร้อม เราก็เป็นจิ๊กซอว์เล็กๆ ที่เข้าไปต่อ พี่ว่ามันดีกว่านะ" สมชัยลงท้ายด้วยน้ำเสียงปลงๆ  

จิตต์สิงห์ สมบุญ Head of Designer Playhound by Greyhound
 ดีไซเนอร์แถวหน้าที่มาพร้อมกับบุคลิกโดดเด่นมาแต่ไกล ทรุดตัวนั่งใกล้ๆ แล้วคุยถึงความเปลี่ยนแปลงในวงการแฟชั่นและความคลี่คลายในตัวของเขาเอง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

 "ผมมองว่าทุกคนเซฟขึ้น ไม่ใช่ประหยัดนะ แต่คือ ทำอะไรไม่ค่อยโผงผาง คิดถึงตลาดมากขึ้น จากเดิมที่เคยคิดถึงแต่ตัวเองก็หันมามองลูกค้ามากขึ้น"

 ไม่ใช่โจทย์ที่ทีมดีไซน์ได้รับมอบหมายมาจากฝ่ายการตลาดหรือผู้บริหาร หากคือ "ความรู้สึก" ท่ามกลางภาวะการเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ที่ล้วนแล้วไม่ดี

 ตัวอย่างง่ายๆ ลูกค้าต่างชาติที่เคยมาอุดหนุนอบอุ่น มาปีนี้หดหาย ยิ่งหันกลับมามองตัวเอง จิตต์สิงห์ พบว่า แม้ตัวเขาจะยังใช้เงินเยอะ แถมเยอะมากกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำ แต่ในความเยอะนั้น กลับ "เลือก" มากขึ้น โดยดูที่ประโยชน์เป็นหลัก

 "ยิ่งตลาดมีตัวเลือกมากขึ้น ดีไซเนอร์ใหม่เยอะแยะ ไหนจะตลาดล่าง ตลาดนอก คู่แข่งเยอะ แต่โชคดีที่มันเยอะมานาน เราไหวตัวแล้ว ฉะนั้นตอนนี้ที่เราสู้อยู่หลักๆ คือ เศรษฐกิจ กับ พฤติกรรมการใช้เงิน กิเลสคนมันยังมีอยู่นะ แต่ถูกสะกดไว้ด้วยภาวะความฝืดเคือง อะไรที่สุรุ่ยสุร่าย ไร้ประโยชน์ จะถูกมองว่าไม่มีแก่นสาร ยิ่งวงการแฟชั่นจะโดนมอง เรามักถูกมองเป็นของจำเป็นท้ายๆ เรายิ่งต้องสู้"

 ด้วยเหตุนี้ ดีไซเนอร์สุดติสต์อย่างเขาจึงคิดถึง "ตลาด" มากกว่า "ดีไซน์" อย่างน้อยก็ช่วงนี้

 ช่วงแรก จิตต์สิงห์ยอมรับว่าหัวอกคนออกแบบ "ใจแทบจะขาด" อยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าทำงานแบบไม่มีความคิดสร้างสรรค์เอาเสียเลย เขาเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ ลองเอาใจ "ลูกค้า" มาใส่ใจตัวเองบ้าง

 "คนมองคงไม่รู้สึกขนาดเราหรอก เขารู้สึกว่าสินค้าสวยนะ ยังมีความเป็นครีเอทีฟ เป็นอาร์ทอยู่" แต่การเอาใจตลาดในความหมายของเขา ไม่ใช่การก๊อบปี้ หากคือการพบกันครึ่งทางระหว่างครีเอทีฟกับใส่ได้จริง ซึ่งก่อนหน้านั้น อาจจะฟุ้งหรือดูยาก เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการโกอินเตอร์ ตัวตนและคาแรกเตอร์ของแบรนด์จึงต้องชัดเจนมาก

 ...นักออกแบบรุ่นเก๋าย้ำว่า เขาไม่ถึงกับสูญเสียความเป็นตัวเอง แถมยังเคารพในรูปแบบและโครงสร้างการบริหารแบบองค์ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทะเลาะกันมาตลอด

 "แต่ก่อนมันทำให้เราทำงานไม่สะดวก ออกแบบได้ไม่เต็มที่ ไม่สะใจ แต่จริงๆ แล้วมันมีประโยชน์มากในสภาวะที่เป็นอยู่ ถึงเราจะไม่ได้เฟื่องฟูมากแต่เราก็ไม่ได้แย่เหมือนคนอื่น เพราะบริษัทมีแผนรองรับที่ดี นั่นทำให้ผมเชื่อระบบมากขึ้น"  เขาหมายรวมถึง การตลาด จัดซื้อ ดูแลลูกค้า ฯลฯ

  หนึ่งในแผนการรองรับและปรับตัว คือ การทำงานล่วงหน้า 1 ปี สำหรับจิตต์สิงห์ ตอนนี้เขาเสร็จสิ้นคอลเลคชั่น 2010 แล้ว หลังจากผ่านการระดมสมอง พูดคุยกับทุกทีม ทุกฝ่าย ในการดีไซน์อนาคต

 ทั้งนี้ทั้งนั้น โจทย์สำคัญที่สุดยังคงเป็น ลูกค้า ที่รสนิยมเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา แถมของดีราคาถูกมีเข้ามาให้เลือกอื้อซ่า

 "โอเค คุณภาพอาจต่างกัน ฝีเข็มต่างกัน แต่ลูกค้าส่วนมากแคร์เหรอ แต่เราไม่จำเป็นต้องลงไปทำฝีเข็มห่วยๆ ใช้ผ้าห่วยๆ เราต้องทำให้มากกว่า รู้ให้ได้ว่าเขาต้องการอะไร เขาต้องการแฟชั่น แฟชั่นเป็นเรื่องฉาบฉวย มันอาจจะดูลบ แต่เราเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้"

 ฉาบฉวยในความหมายของจิตต์สิงห์คือ เตะตา เขาเชื่อว่า คนจะไม่ลองเสื้อทุกตัวในร้าน ฉะนั้นต้องมีอะไรเตะตา ให้สาวเท้าเข้าหาเป็นตัวแรก

 ถามถึงดีไซน์ของปีหน้า เขาไม่บอกมาเป็นสี แบบ หรือ สไตล์ เผยแค่สั้นๆ ว่า "ลูกค้าหลักคือคนไทย" ไม่อินเตอร์จ๋าเหมือนแต่ก่อน

 "ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ผมบอกเลยว่า ผมจะเอาใจลูกค้าเรา เพราะขนาดเศรษฐกิจแย่ ลูกค้ายังซื้อเลย แล้วคนที่ซื้อคือรักแท้ ถึงแม้จะรักแท้ตอนเซลล์ก็เถอะ (หัวเราะ) แต่ก็น่าเคารพที่เขารอ ดังนั้นเราน่าจะตอบแทนด้วยการหันมามองเขา ไม่ใช่แค่กิ๊ฟท์วอชเชอร์"  

 ปีหน้าเขาและทีม Playhound by Greyhound จึงเตรียมปล่อยเสื้อผ้า Ready to wear มากขึ้น ใส่ง่ายๆ ราคาสบายๆ มากขึ้น

 ส่วน Creative Economy นั้นเขาเองก็พอได้ยินมาบ้างแต่ยังไม่มาถึงตัว จึงส่งมาแค่ความเห็นล้วนๆ

 "คราวที่แล้ว กรุงเทพฯเมืองแฟชั่น ดีอยู่อย่างเดียวคือ รัฐบาลหันมามองเรา แต่อย่างอื่นล้มเหลวหมด ซึ่งมันก็ดีนะทำให้รัฐบาลชุดต่อๆ มา สานต่อเรื่องนี้ แต่อันนี้ผมว่าลึกกว่า ใหญ่กว่า รู้สึกว่าน่าเชื่อถือมากกว่า แต่มันก็ยังเป็นแค่ความคิดน่ะนะ การปฏิบัติยังไม่เห็น"


สิริอร เฑียรฆประสิทธิ์ เจ้าของห้องเสื้อ Painkiller
 เปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้าสุภาพบุรุษมาได้ไม่ถึงปี ดีไซเนอร์สาววัย 25 ปีคนนี้ บอกกับเราว่า "พอไหวๆ"

 ดีกรีปริญญาตรีด้านการออกแบบเสื้อผ้าบุรุษ จากสถาบันเอสโมด (ESMOD) และปริญญาโทด้าน Luxury Management & Art of Living จากฝรั่งเศส  ดูเหมือนจะไม่ใช่ใบเบิกทางในยุคนี้ที่ใครๆ ก็เป็นดีไซเนอร์ได้
 โดยเฉพาะการเปิดร้านเป็นของตัวเองที่เจ๊งมานักต่อนักแล้ว

 "หนึ่ง เราต้องรู้ว่าเราเป็นใคร  ขายอะไร  ขายใคร  ถ้ารู้ตัวเองดีแล้วก็ลองตั้งแบรนด์แล้วก็ดูเรื่องการตลาด  ศึกษาหาข้อมูลให้ครบก่อน  แล้วอาจจะลองตลาดในแบบที่ไม่ต้องเสียเงินเป็นก้อนเยอะ พอเรียนตรีจบ อรก็เข้าไปร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออกก่อน  แล้วเปิดบูธที่นั่น ลองตลาดขายในงาน BIFF ดูว่าช่วงศุกร์เสาร์อาทิตย์จะเป็นยังไง  อรทำตรงนั้นมา 3 ปี ทุกปีก็เก็บรายชื่อลูกค้า แต่อรก็เลยรู้ว่าดีไซน์มันไม่พอสำหรับการทำธุรกิจ  เลยไปเรียนต่อโทมาด้านการจัดการธุรกิจฟุ่มเฟือย - คือทำให้สินค้าในหมวดฟุ่มเฟือยขายได้ในราคาเหมาะสม"

 ด้วยทุนสองล้านห้า ดีไซเนอร์สาวจึงตัดสินใจเปิดร้านกลางห้างดัง สยามเซ็นเตอร์ และตัวเงินตรงนี้ก็แทบจะหมดไปทันทีกับค่าเช่าล่วงหน้า 6 เดือน ค่าตกแต่งร้าน ค่าวางระบบคอมพิวเตอร์ รวมไปถึง ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงในคอลเลคชั่นแรก

 ส่วนเงินทุนหมุนเวียนในร้าน สิริอรใช้ยอดขายและกำไรที่ได้มาต่อลมหายใจไปได้ทุกเดือน แบบพอดีๆ

 "ซีซันนี้ได้เงินมาเท่านี้ ก็จะมีงบไปจัดสรรเสื้อผ้าซีซันต่อไปได้เท่านี้ และที่สำคัญคือไม่ลงทุนเพิ่ม"

 ตามวิชาที่สิริอรเรียนมา การเปิดห้องเสื้อ จะต้องมีเงินสนับสนุนแบรนด์ไปอย่างน้อย 3-5 ปี โดยไม่หวังผลตอบแทน แต่การมาลองสนามที่เมืองไทย แถมได้ลูกค้าโซนเอเชีย ที่ค่อนข้างใจดี ชอบลองของใหม่ ถ้าใช้ดีก็ซื้อต่อ ระยะเวลาในการไว้เนื้อเชื่อใจกันก็น่าจะเหลือสัก 2 ปี สำหรับมือใหม่แน่นข้อมูล

 หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นกับแบรนด์ Painkiller เพราะเจ้าของบอกว่าตั้งแต่เปิดร้านมา ไม่ได้ประชาสัมพันธ์เลย เพราะไม่มีงบประมาณตรงนั้น

 "อยากพยายามวางระบบบริษัทให้ดีก่อน เมื่อมันพร้อมมากๆ แบรนด์โตจริงๆ อาจจะมีพีอาร์ ตอนนี้อรทำเองทุกอย่าง ทั้งบริหาร จัดซื้อ ดีไซน์ เราทำเองมันเลยได้ไม่ค่อยเต็มที่ แต่ก็อยากจะให้องค์กรแข็งแรง คุณภาพแข็งแรง ทำให้มันถึงจุดดีที่สุดก่อนแล้วค่อยพีอาร์"

 โชคดีที่สิริอรมีขาประจำมากขึ้นเรื่อยๆ จากฐานลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ที่บอกกันปากต่อปาก และเธอก็อยากจะฝากบางอย่างไปถึงดีไซเนอร์หน้าใหม่ๆ ว่า

 "อย่าไปเชื่อคนอื่น แล้วอย่าเริ่มธุรกิจเมื่อเราไม่พร้อม  สำคัญจริงๆ คือ เราต้องมีสไตล์เป็นของตัวเอง ไม่ใช่ว่า ชอบงานคนนี้แล้วไปทำตามเขา ยังไงเราก็ไม่โตเท่าเขาแน่นอน  หาตัวเองให้เจอก่อนแล้วค่อยคิดจะทำของของตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปทำงานในแบรนด์อื่นๆ ก่อน รอจนเราแบบโตนิดหนึ่งก่อนแล้วค่อยเริ่มทำธุรกิจ"

Tags : 3 ดีไซเนอร์ สมชัย ส่งวัฒนา จิตต์สิงห์ สมบุญ สิริอร เฑียรฆประสิทธิ์

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement