กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 28 ธันวาคม 2552 01:00

นกน้อยในกรงทุน สื่อรุ่น 2552

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ไม่ใช่ทั้งกระจก ตะเกียง และหมาเฝ้าบ้าน แต่สื่อสารมวลชนไทยในรอบปีที่ผ่านมา มีคำจำกัดความใหม่ที่น่าสนใจกว่า

 เช่น นักข่าว CC, ฟาสต์ฟู้ดเจอนัลลิซึม, สารสนเทศแห่งความรุนแรง

 ด้วยภารกิจในการจับจ้องมองสื่อ ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Moniter) คือคนหนึ่งที่ให้คำจำกัดความการทำงานของสื่อในยุคนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

 งานวิจัยนับสิบเรื่อง ครอบคลุมทั้งด้านข่าวสาร บันเทิง สาระความรู้ จริยธรรมในวิชาชีพ หากสื่อเรียกตัวเองว่าเป็นกระจกสะท้อนสังคม มีเดียมอนิเตอร์ก็คงเป็นกระจกสะท้อนเงาของสื่อที่ทำงานอย่างแข็งขันตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
 สรุปสถานการณ์สื่อในรอบปี ธาม ให้คะแนน 6.5 เต็มสิบ ส่วนเหตุผลสำหรับตัวเลขกลมๆ  คือคำตอบในทุกคำถามนับจากนี้

จากการติดตามการทำงานของสื่อในรอบปีที่ผ่านมา คิดว่าประเด็นใดน่าเป็นห่วงมากที่สุด

 สำหรับบ้านเรา ข้อมูลด้านข่าวสารถือว่าค่อนข้างด้อยคุณภาพอย่างรุนแรง เพราะ ข้อหนึ่งปริมาณรายการข่าวเราไม่เพียงพอ หรือพูดได้ว่าปริมาณที่มีอยู่มันไม่ได้มีนัยสำคัญเพียงพอที่จะทำให้สังคมเปลี่ยน เพราะว่าปริมาณที่มากหรือน้อยมากในบางช่อง มันไม่ได้มีความแตกต่างหรือการตรวจสอบซึ่งกันและกันเลย และเมื่อมาดูในเชิงคุณภาพมันขาดความหลากหลาย แหล่งข่าวเหมือนกัน รายงานข่าวประเด็นเดียวกัน ในระยะเวลาที่เหมือนกัน ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ซ้ำกันหมด เพราะฉะนั้นสังคมที่มันขาดความหลากหลายของข้อมูลข่าวสาร มันไม่มีคุณภาพอยู่แล้ว นอกจากความซ้ำแล้ว ความลึกก็ไม่มีอีก แทนที่จะทำข่าว Investigative Reporting บ้านเราทำข่าวแบบปรากฏการณ์มากๆ มันเป็นแค่การโต้ตอบกันแบบข่าวปิงปอง

 อันที่สองคือ ขาดความกว้าง ไม่สามารถสาวไปให้ถึงต้นตอของปัญหา หรือคนที่เกี่ยวข้องจริงๆ เรามักสัมภาษณ์เฉพาะคนระดับท็อป วิธีการเรียงข่าวบ้านเราก็คือเรียงตามระดับความสำคัญ ไม่ได้เรียงตามผลกระทบ หรือระดับความเกี่ยวข้อง ขาดความกว้างในที่นี้ก็คือเน้นเฉพาะส่วนกลาง หรือกรุงเทพฯ เน้นเฉพาะจุดศูนย์กลางของปัญหาพอเรามองว่าเป็นปัญหาเศรษฐกิจเราก็จะเน้นที่เศรษฐกิจอย่างเดียว ไม่เคยเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรม ชุมชน ศาสนา ความเชื่อ หรือความแตกต่างทางเชื้อชาติภาษาเลย ข่าวเราแคบ แล้วข่าวเราก็ตื้น

 เพราะฉะนั้นปัญหาหลักๆ คือ มันไม่ตอบคำถาม ทำไม อย่างไร ไม่มีการตีความ อธิบายความ ที่สำคัญคือขาดความต่อเนื่องเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ ข่าววันนี้ก็คือวันนี้ ผู้ชมไม่เคยรับทราบว่าเหตุการณ์นี้มันสืบเนื่องเชื่อมโยงมาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นคุณภาพข้อมูลบ้านเรา  ไม่เอื้อต่อการพัฒนาความเป็นพลเมือง หรือการพัฒนาสังคมประชาธิปไตยเลย

ขณะที่ข่าวสารมีปัญหา รายการด้านสาระบันเทิงมีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง

 รายการที่มีสาระมีคุณค่า อย่างรายการเด็ก สัดส่วนเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2548 ผมคำนวณว่ารายการที่เป็นประโยชน์สาธารณะจริงๆ มีไม่ถึงครึ่ง ซึ่งถือว่าแย่แล้ว ส่วนมากมักจะเน้นเรื่องการทำเรทติ้ง  ส่วนพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ที่เป็นความรู้ค่อนข้างจะน้อยลงเรื่อยๆ อย่างช่อง 9 ในการเปลี่ยนผังปีนี้เห็นได้ชัดว่าธุรกิจเข้ามารุกคืบ การเกิดนิตยสารบันเทิง การเพิ่มสัดส่วนรายการข่าวบันเทิงนี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง

 สัดส่วนข่าวคงที่ สัดส่วนที่หายไปคือรายการความรู้ สาระบันเทิง เพราะฉะนั้นนี่เป็นสภาพข้อมูลข่าวสารบ้านเรา ซึ่งโน้มเอียงไปทางธุรกิจมากขึ้น ถึงแม้จะมีช่องทางมากขึ้น เช่น การเกิดของเคเบิลทีวี แต่ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อการพัฒนาความรู้ เราจะเห็นว่าช่องที่เกิดขึ้นใหม่ๆ จะเป็นช่องบันเทิงเป็นส่วนใหญ่

 ขณะที่ตัวสื่อเน้นเพิ่มข่าวสารบันเทิง มาดูที่ผู้ชมบ้าง 70 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทยบอกได้เลยว่าเป็นคนเสพเนื้อหาบันเทิง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เสพเนื้อหาสาระบ้าง เพราะฉะนั้นนี่คือลักษณะที่บอกว่าสื่อเป็นอย่างไร ประชาชนก็เป็นอย่างนั้น

ในส่วนของหนังสือพิมพ์ สถานการณ์แตกต่างออกไปไหม

 หนังสือพิมพ์คงเป็นเรื่องของการคัดลอกข่าว การขาดความหลากหลายของข่าว Investigative News ไม่มีแน่นอน ทั้งที่ข่าวเชิงสืบสวนถือเป็นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ถ้าสังคมไหนรายงานข่าวแค่ข่าวด่วนสั้นๆ ผมว่ามันพัฒนายาก ทำให้คนอ่านข่าวแล้วไม่เชื่อมโยง

 หนังสือพิมพ์ ปีที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นตัวหลักในกระบวนการแบ่งข้างทางการเมืองและการเกิดสีต่างๆ ฟรีทีวีอาจมีส่วนบ้างคือมาเชื่อมโยงด้วยการผลิตซ้ำ แต่ว่าทำได้ไม่แรง เพราะเป็นธุรกิจเอกชน ปีที่ผ่านมาถ้าถามว่าหนังสือพิมพ์มีส่วนในการยุแหย่ เติมไฟความขัดแย้งให้สังคมหรือเปล่า ต้องบอกว่า “ใช่ มีส่วน” แต่ถามว่า มีส่วนในความพยายามดับไฟหรือเปล่า ก็ตอบว่า “ใช่ แต่มีน้อย” เพราะฉะนั้นคนที่อ่านหนังสือพิมพ์กับคนที่ดูโทรทัศน์ก็คงไม่เหมือนกัน

 ปัญหาอย่างอื่นของสื่อหนังสือพิมพ์ก็คงเป็นปัญหาเหมือนเดิมที่สภาการหนังสือพิมพ์เคยศึกษาไว้ มีเดียมอนิเตอร์ทำงานกับสภาการหนังสือพิมพ์เรื่องการส่งเสริมจริยธรรม เราค้นพบว่าปัญหาหลักๆ ของสื่อหนังสือพิมพ์คือการใช้ภาษา การใช้ภาษาที่มีลักษณะของอคติ ทำให้เรื่องมันแรงมากขึ้น มีความขัดแย้ง ภาษาเร้าอารมณ์ ภาพข่าวอาชญากรรมกลับมามีสูง ภาพข่าวที่เคยหลบๆ ซ่อนๆ หรือมีเซ็นเซอร์กลับมาขายได้อีก ขณะที่สื่อบันเทิงมีก็เร้าอารมณ์มากขึ้น

 มันกลายเป็นว่าทั้งฟรีทีวี เคเบิลทีวี หนังสือพิมพ์ปีที่ผ่านมา เป็นปีแห่งความรุนแรงของสื่อทุกประเภท ข่าวบันเทิง อาชญากรรม การเมือง หรือแม้แต่ข่าวสังคม

คิดว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

 ปัญหาเรื่องความรอบด้านจริงๆ มันมีมาตลอด อันที่หนึ่งเลยผมว่ามาจากวัฒนธรรมการทำข่าวของคนข่าวรุ่นใหม่ แต่ก่อนเรามีนักข่าวไดร์ฟ A ก๊อบปี้ข่าวกัน ยุคที่สองเรามีนักข่าว Thumb drive  เป็นระบบพูลข่าวกัน ในทางหนึ่งมันอาจจะดีเอื้อต่อการทำข่าว แต่พอทำไปนานๆ มันทำให้ข่าวฉบับไหนก็เหมือนกัน ช่องไหนก็เหมือนกัน วิทยุคลื่นไหนก็เหมือนกัน

 ยุคนี้ยุคที่สาม หรือยุค JR 3.0  เรามีนักข่าว CC กับ BCC มันเกิดจาก หนึ่ง เทคโนโลยี มันคอนเวอร์เจนซ์กันหมด โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ค ข่าวชิ้นหนึ่งส่งแพร่กระจายไปหมด ผมกำลังศึกษาเรื่องการคัดลอกข่าวในหนังสือพิมพ์ ความซ้ำกัน เพื่อที่จะบอกว่าเรามีเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มช่องทางสื่อที่หลากหลาย แต่เราไม่ได้เพิ่มความหลากหลายของเนื้อหาเลยจะทำไปทำไม เราปฏิวัติเทคโนโลยีแต่เราไม่ได้ปฏิวัติข้อมูลสารสนเทศ  อันนี้มีปัญหาแน่นอน

เพราะอย่างนี้เลยมีการคาดการณ์กันว่า “หนังสือพิมพ์กำลังจะตาย”?

 หนังสือพิมพ์ไม่ตายหรอก แต่ว่ามันจะเปลี่ยนรูปแบบไป บ้านเรามีความแตกต่างจากที่อื่นคือเราไม่เน้นวัฒนธรรมการอ่าน คนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วจะลดลงเรื่อยๆ ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ถามว่าลดลงจากการอ่านหนังสือพิมพ์แล้ว เขาไปอ่านในอินเทอร์เน็ตหรือเปล่า วัฒนธรรมการอ่านในอินเทอร์เน็ตไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือพิมพ์ ในอินเทอร์เน็ตคุณคลิกข่าวที่สนใจแล้วก็อ่านนิดหนึ่ง แล้วโดดไปเว็บอื่น เพราะฉะนั้นข่าวในอินเทอร์เน็ตจึงเป็นข่าวสั้นๆ ไม่ค่อยมีเนื้อหา หนังสือพิมพ์คุณซื้อมัน 8 บาท 10 บาท คุณต้องอ่านทั้งเล่ม

 ปัญหาก็คือสังคมไทยเป็นสังคมมุขปาฐะ เป็นสังคมของการดูและการฟัง ไม่ได้เป็นสังคมของการอ่านและการเขียน อันนี้มันเป็นวัฒนธรรมการเสพสื่อของเราเอง

แล้วก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รายการเล่าข่าวได้รับความนิยมมาก?

 ในอเมริการายการเล่าข่าวเป็นปัญหาต่อระบบประชาธิปไตยมากๆ แรกเริ่มคนผลิตเขาอยากให้ผู้ชมเสพข่าวสารมากขึ้น อ่านแล้วช่วยย่อยข่าวให้ จึงทำให้เกิดรายการคุยข่าวเล่าข่าว แต่จากจุดนี้คุณต้องก้าวต่อไปในจุดที่สอง คือทำให้ผู้ชมหันมาสนใจเนื้อหาสาระเชิงละเอียด มีความลึกความกว้าง แต่ปรากฏว่าในอเมริกาก้าวไปแค่ก้าวแรก จบ ตายเลย เพราะว่ามันฉาบฉวยกันหมด

 ฟรีทีวีบ้านเราปัจจุบันทุกช่องเน้นการคุยข่าว แทนที่จะดึงความสนใจของประชาชนเข้ามาสู่เนื้อหาที่ลึกๆ ลงไป กลายเป็นว่ามันจอดตายสนิทตรงที่ผู้เล่าข่าว มันกลายเป็นว่าทั้งในวิทยุ โทรทัศน์ มีแต่รายการเล่าข่าว คนเสพความคิดเห็น เสพลีลาเล่าข่าวมากกว่าเนื้อหาสาระ อันนี้เป็นปัญหามาก ถ้าสังคมไหนที่เสพติดความคิดเห็น สังคมนั้นไม่ใช่สังคมพื้นฐานของความรู้ หนังสือพิมพ์คือพื้นฐานของความรู้ พื้นที่ที่เป็นความคิดเห็นจะมีแค่บทบรรณาธิการและคอลัมน์เท่านั้น เพราะฉะนั้นข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะหาได้จากฟรีทีวีและวิทยุ มันจะน้อยลงเรื่อยๆ มันจะเพิ่มสัดส่วนของความคิดเห็นเยอะขึ้น ซึ่งอันตราย

อันตรายอย่างไร

 ผมว่าสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดเห็นมันเดินทางผิดตลอด โดยเฉพาะความคิดเห็นที่ไม่ได้เอื้อให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ ปัจจุบันคนเชื่อข่าวเพราะชอบคนเล่าข่าว ไม่ได้เชื่อเพราะมันเป็นข้อเท็จจริง

 เวลาสื่อบอกว่าประชาชนเขามีความรู้ เขาเท่าทันสื่อเขาใช้วิจารณญาณได้ แม้กระทั่ง มีเดีย มอนิเตอร์ ไปทดสอบกับนิสิตปริญญาตรี ปี 4 นิเทศศาสตร์ ให้ดูคลิปข่าวชิ้นเดียวกันจากฟรีทีวี 6 ช่อง ข่าวมันสร้างความรู้สึก มันเปลี่ยนความรู้สึกได้ ดูชิ้นนี้รู้สึกแบบนี้ ดูอีกชิ้นรู้สึกอีกแบบหนึ่งไปเลย เพราะฉะนั้นรายการเล่าข่าวไม่ใช่รายการข่าวแล้ว แต่เป็นรายการสนทนา

 ในสังคมที่จะพัฒนา รายการคุยข่าว เขาจะกันพื้นที่ไว้วันละ 15 นาทีเท่านั้น แต่บ้านเรา เล่นกันเป็นชั่วโมง ทำให้ไม่มีพื้นที่ให้ประชาชนคิดเลย เพราะคุณคิดมาให้ กระบวนการคิดก็คือนักข่าวคิดประเด็น บรรณาธิการตบประเด็น พอมาถึงผู้เล่าข่าวก็แปลงจากสิ่งที่นักข่าวทำมาเป็นความคิดเห็นอีก เพราะฉะนั้นมันมีกระบวนการตัดทอนข้อเท็จจริง รายละเอียดออกไป อันตรายมาก เวลาที่บอกว่า ผู้ชมโปรดใช้วิจารณญาณ จริงๆ แล้วถ้าเป็นข่าวผู้ชมไม่จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณ แต่สื่อควรมีวิจารณญาณในการนำเสนอ

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟนของรายการเล่าข่าวก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก?
 คนไทยชอบการปรุงแต่ง ดูละครก็ไม่ได้ต้องการความหลากหลาย ความลึกของเนื้อหา แต่ ดูเพราะชอบการแสดงอารมณ์ชัดเจน อะไรที่ต้องคิด คนไทยไม่ชอบ เพราะฉะนั้นรายการคุยข่าวมันจึงสอดคล้องกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยที่ดูเพื่อเสพเอาอารมณ์ คนติด สรยุทธ ติด กนก เพราะลีลา ไม่ใช่ตัวเนื้อหาสาระ

 เคยมีผลสำรวจบอกว่า สิ่งที่ประชาชนชื่นชอบเป็นอันดับหนึ่งในรายการเล่าข่าวในฟรีทีวี คือพิธีกร ไม่ใช่เนื้อหาสาระ แสดงว่าปัญหาของสื่อบ้านเราทุกวันนี้ไปแข่งกันที่ตัวบุคลากรข่าว ไม่ได้แข่งกันที่คุณภาพข่าว นี่เป็นการหลงทิศทางเลย ผมคิดว่าถ้าเรายังเน้นที่ตัวบุคคล อีก 5 ปีวงการวารสารจะตกต่ำ เมื่อก่อนมียุคหนังสือพิมพ์เหลืองที่ขายไม่ออก อนาคตเราอาจจะมียุคจอเหลือง เพราะทุกวันนี้มันเป็นฟาสต์ฟู้ดเจอนัลลิซึมกันหมดแล้ว

อะไรทำให้เชื่ออย่างนั้น
 บ้านเราการหาข่าวมี 4 อย่าง หนึ่ง เน้นเรื่องส่วนตัว ชอบถามในสิ่งที่นักการเมืองคิด แต่ไม่ใช่ที่นักการเมืองทำ ไปเน้นความเป็นตัวตน สอง รายงานข่าวแบบแบ่งแยกย่อยเป็นส่วนๆ ไม่สามารถเชื่อมโยงอดีตกับอนาคตได้ ไม่สามารถตีความ หรือเอาเหตุการณ์ในอดีตอธิบายร่วมกับปัจจุบัน เพื่อชี้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต

 สาม ดราม่า ทำทุกอย่างให้เป็นเรื่องเร้าอารมณ์ เป็นความขัดแย้ง ในข่าวการเมืองก็ต้องมีตัวร้าย ตัวโกง ต้องมีตัวแฉ คนดูข่าวโทรทัศน์บ้านเราจึงเหมือนดูละคร บ้านเรานักข่าวเก่งมาก ทำข่าวการเมืองให้เป็นละครได้ สุดท้ายคือเรื่องอคติเลือกข้างทางด้านการเมือง อัตลักษณ์บ้านเราค่อนข้างโดดเด่น เราพร้อมที่จะอยู่กับผู้ชนะทุกเมื่อ ทุกสื่อ เพราะฉะนั้นมันทำให้สื่อไม่มีจุดยืน 

 ที่สำคัญเม็ดเงินที่ใช้ไปในการพัฒนาองค์กรข่าว ปัจจุบันถูกใช้ไปในเรื่องของการจ่ายค่าตัวผู้ประกาศ การดึงตัวกัน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีเป็นจำนวนมาก แต่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้คุณภาพข่าวดีขึ้น เงินที่ให้กับนักข่าว เช่น เงินเดือน สวัสดิการ เทคโนโลยีในการทำงาน ค่าเดินทาง หรือค่าตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง เหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ข้อมูลข่าวมันดีขึ้น

 เพราะฉะนั้นนโยบายองค์กรมันเดินทางมาผิด แต่การที่จะพัฒนาบุคลากรมันใช้เวลานาน เขาจึงต้องสร้างความสำเร็จแบบหลอกๆ ในเมื่อสร้างคุณภาพข่าวที่ดีไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย ไปสร้างบุคคลที่เหมือนประสบความสำเร็จในข่าว แล้วข่าวจะดูดีเอง เราหลงประเด็นแบบนี้

นอกจากด้านที่เป็นปัญหาแล้ว ปีที่ผ่านมาอะไรพอจะมองเห็นสัญญาณที่ดีของสื่อไทยบ้างหรือไม่

 เรื่องการปฏิรูปสื่อ รอบแรกเมื่อปี 2540 อาจจะยังไม่เสร็จ สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2550 ในแง่ทางการเมืองจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่มันเอื้อต่อการปฏิรูปสื่ออีกครั้งหนึ่ง การเกิดขึ้นของทีวีไทยถือว่าเป็นการกลับมาเริ่มต้นสร้างสังคมที่มีฐานความรู้ มีฐานข้อเท็จจริง มีฐานว่ามันต้องมีระบบสื่อที่ไม่อิงกับเชิงพาณิชย์ ธุรกิจ หรืออำนาจรัฐ เพราะฉะนั้นการเกิดขึ้นของทีวีไทยอาจนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีส่วนหนึ่ง แต่มันยังไม่พอ ในสัดส่วนที่ประชาชน 70 เปอร์เซ็นต์ของประเทศยังเสพติดรายการบันเทิงอยู่ เราต้องเพิ่มทางเลือกของสื่อที่มันดำรงอยู่บนพื้นฐานของความรู้ สาระ ความหลากหลายของผู้คนในสังคม ที่ไม่ใช่เน้นเฉพาะสังคมเมือง

 สำหรับหนังสือพิมพ์ การเกิดขึ้นของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นถือเป็นเรื่องที่ดี ทำให้ข้อมูลข่าวสารหลากหลายมากขึ้น การเกิดขึ้นของนักข่าวพลเมืองเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย แต่ว่ามาตรฐานอาจจะยังไม่ได้ เรื่องจริยธรรมสื่อเป็นอะไรที่บ้านเราเข้าใจกันยาก และแนวปฏิบัติเป็นสิ่งที่นักข่าวรุ่นใหม่ๆ ค่อนข้างจะมองข้าม หรือบางทีก็ถูกแทรกแซงโดยบรรณาธิการ เจ้าของ หรือฝ่ายโฆษณาเข้ามาแทรกแซงมากเกินไป เราขาดวัฒนธรรมการเคารพซึ่งกันและกัน ระหว่างธุรกิจกับประโยชน์สาธารณะ

ในฐานะคนที่เฝ้ามองสื่อมาโดยตลอด คาดหวังการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

 เราต้องการสัดส่วนพื้นที่ข่าวที่เป็น Investigative News, Interpret News รวมถึงสารคดีข่าวมากขึ้น บ้านเราขาด Why ขาด How เราอยากให้สื่อยกระดับในแบบที่สื่อควรจะเป็นจริงๆ

 สื่อไทยต้องตระหนักว่ามีเสรีภาพมากกว่าหลายๆ ประเทศ เพียงแต่เราใช้เสรีภาพกันอย่างขาดความรับผิดชอบ เรามักจะคิดว่าเราทำตามหน้าที่ แต่คำว่า หน้าที่ มักถูกจำกัดเฉพาะหน้าที่ในองค์กร ไม่ใช่หน้าที่ในฐานะสมาชิกของสังคม หรือพลเมือง คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่คุณนำเสนอออกไปมันส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อลูกต่อหลาน สำนึกสาธารณะคือสิ่งสำคัญ จะคิดแค่ว่าเราเป็นพนักงานของบริษัทนี้ องค์กรนี้ แค่นี้ถือเป็นพนักงานไม่ใช่สื่อสารมวลชน

Tags : ธาม เชื้อสถาปนศิริ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6

สื่อทางเลือกที่มีคุณภาพ และพอจะเป็นความหวังสำหรับคนที่ต้องการเสพสื่อดีๆ ยังพอมีอยู่บ้าง ผมว่า "ประชาไท" เป็นหนึงในนั้นนะ

เขียนแนะนำมาอย่างนี้คงโดนด่าอีกตามเคย

ความคิดเห็นที่ 5

นักข่าวเด็กๆ รุ่นหลังๆ นี่ ไม่ชอบงานหนัก ไม่ชอบทำข่าว Exclusive พอโดนข้างในบี้หน่อย ทำบ่นกระปอดกระแปด เขียนข่าวเชิงวิเคราะห์ไม่เป็นก็เยอะ สงสัยว่าไม่ชอบความท้าทายหรืออีกอย่างต้องการอะไรที่มันได้มากกว่าคำว่านักข่าว มีอีก..พี่ๆ หนูขอข่าวหน่อยดิ หรือ พี่ๆ หนูขอเบอร์แหล่งข่าวหน่อยดิ ..แหม๋ๆ กว่าจะได้มาสักข่าว สักเบอร์ ต้องใชเวลานะเฟ้ย!! ..จำไว้นักข่าว คือ ผู้สื่อข่าว คิด กลั่นกรองก่อนนำเสนอ นักข่าวไม่ใช่คนรายงานข่าว ที่ได้ข่าวมาชิ้นหนึ่งก็รีบนำเสนอ

ความคิดเห็นที่ 4

เห็นด้วยกับบทความนี้นะ เพราะมีหนังสือพิมพ์น้อยมากในเมืองไทยที่เสนอข่าวเชิงวิเคราะห์ มีบางฉบับเท่านั้นที่คอนเซ็ปต์ชัดเจนเรื่องการเขียนข่าวเชิงวิเคราะห์ ส่วนใหญ่เน้น รวดเร็ว ฉับไว กระชับ จนบางครั้งขาดเนื้อหาที่จะสนับสนุนข่าวนั้นๆ ให้น่าอ่านยิ่งขึ้น เปรียบเทียบกับหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่จะให้ความสำคัญเรื่องประเด็นกันมาก การทำข่าว Exclusive เป็นเรื่องที่ควรจะคำนึงให้มาก รอบรู้ ลึก รอบด้าน แข่งกันที่เนื้อหาจริงๆ และที่สำคัญต้องคำนึงเสมอว่าต้องการเสนอข่าวนี้เพื่ออะไร เพื่อใคร หรือจะมีประโยชน์อย่างไร

ความคิดเห็นที่ 3

เห็นด้วยนะ เพราะทุกวันนี้หยิบหนังสือพิมพ์ทุกฉบับบขึ้นมาก็ได้อ่านข่าวเดียวกันทั้งหมด ดังนั้นถ้าซื้อเพียงเล่มเดียวก็รู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมดแระ แต่ต้องบอกว่าไม่เสมอไปสำหรับหนังสือพิมพ์บางหัวที่พยายามฉีกตัวเองออกจากกลุ่ม นอกจากนี้ Internet ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น TV ก็เน้นความรวดเร็ว(แต่ผิดพลาดบ่อยๆ) ทางรอดทางเดียวของหนังสือพิมพ์คือการทำข่าวที่เป็นเชิงวิเคราะห์มากหน่อยจะได้ช่วยยกระดับความรู้คนอ่านด้วย

ความคิดเห็นที่ 2

ทำไงให้บรรดาคนเล่าข่าวทั้งหลายได้อ่านบทความนี้ล่ะ เขาจะได้มีสำนึกส่วนดี คิดถึงลูกหลานและสังคมส่วนรวมบ้าง ไม่ดูเล่าข่าวมานานมากแล้ว เพราะไม่ชอบวิธีนำเสนอ เราต้องการฟังข่าวไม่ต้องการฟังความคิดเห็น เพราะเราคิดเองได้

ความคิดเห็นที่ 1

โบราณท่านกล่าวไว้ว่า ทรัพย์สินเงินตราเป็นของนอกกาย
แต่คนต้องกินต้องใช้ อย่างรายตาตี๋ต้องไต่ต้นตาล
ปีนตาล เอาลูกตาลสุกหากินเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเลี้ยงตัว
ผู้เฒ่าชราตามัว หากแม้นหวาดกลัวคงไม่มีกิน

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement