5 ประเทศที่ถูกเชื่อมร้อยเข้าไว้ด้วยลำน้ำโขง นั่นอาจเป็นความผูกพันทางภูมิศาสตร์ แต่ลึกๆ ข้างใน เยาวชนและอนาคตของประเทศเหล่านี้
ต่างก็มีความฝันเหมือนๆ กัน นั่นคือ ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ทิ้งอดีตอันเจ็บปวดไว้ข้างหลัง
สายน้ำโขงมีต้นกำเนิดมาจากมณฑลชิงไห่ ประเทศจีน ไหลระรินเซาะซอนเลี้ยวลดไปตามหุบเขา นำพาความอุดมมั่งคั่งให้แก่ผืนแผ่นดินกว้างไพศาล จากจีน พม่า ลาว ไทย เขมร เวียดนาม ผูกร้อยสายเลือดคนสองฝั่งน้ำ แม้จะต่างภาษา เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ก็ยังเป็นลูกหลานน้ำโขงสายเดียวกัน มีวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงอันผูกพันใกล้ชิด ความเชื่อมโยงนี้ คือที่มาของงาน Mekong Arts and Media Festival 2009 จัดขึ้นกลางกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา
หน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุนการจัดงานเทศกาลครั้งนี้ ได้แก่ PETA (The Philippine Educational Theater Association) ,Save the Children-UK และ CCRD (Center for Community Health Research and Development) ส่วนเจ้าภาพฝ่ายกัมพูชาที่ดูแลประสานงานการจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย คือ “ฟาร์” หรือ “Phar Ponleu Selpak” สถาบันสอนศิลปะที่มีชื่อเสียงของกัมพูชา จากเมืองพระตะบอง ซึ่งมีผลงานปรากฏเป็นที่รู้จักไปทั่วญี่ปุ่น จีน ยุโรป อเมริกา แคนาดา แอฟริกา และอีกหลายประเทศ
ฟาร์ร่วมวางแผนจัดการแสดงตลอดรายการ ที่ชวนประทับใจตั้งแต่วันแรก คือ การเดินขบวนพาเหรดแสนสนุกกลางเมืองพนมเปญ โดยจัดให้มีทั้งคนป่าใส่เสื้อกระสอบต่อขาเดินโคร่งเคร่ง, มีนักเรียนกายกรรมของฟาร์ เขียนหน้า ใส่หน้ากากสีสดแจ่ม มากระโดดโลดเต้น ต่อตัว ตีลังกา แสดงมุกตลกต่างๆ, มีขบวนสัตว์สำคัญศักดิ์สิทธิ์ของวัฒนธรรมเขมร ที่ใกล้เคียงกันมากกับของไทย คือ ช้าง และ “เนี้ยก” สามหัว เลื้อยล่กๆ ตัวยาวเฟื้อย มีคนเชิดเป็นขบวนแถว สืบถามอยู่พักใหญ่ว่า “เนี้ยก” คือตัวอะไร คำตอบคือเนี้ยก เนี้ยก เนี้ยก....เล่นเอามึนไปเลย กว่าจะถึงบางอ้อว่า คือ “นาค” ของไทย ลาว และชาวอุษาคเนย์นั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีขบวนหนุ่มสาวรำยนกยูง สะบัดปีกหางสีเขียวเหลือบแสนงดงามของกัมพูชา ส่วนดนตรีประกอบขบวนพาเหรดนั้นถือว่าสุดยอดจนต้องยกนิ้วให้ เพราะฟาร์สามารถเอาหนุ่มนุ่งโจงกระเบนมาเดินตีระนาด ตีฆ้องวง เล่นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของเขมร บรรเลงเพลงสนุกคึกคัก ที่ลึกๆ ยังเจือสำเนียงหวานเศร้า ราวบันทึกชีวิตและประวัติศาสตร์แห่งสงครามรุนแรง อันเหลือริ้วรอยอยู่ในใบหน้าแววตาของผู้คน...
ขบวนพาเหรดยาวยืดนี้เดินกันอยู่กลางแดดสีทองสว่าง สองฟากถนนมีคนพนมเปญจอดรถ อุ้มลูก จูงหลานมาชมแน่นขนัด
-1-
“ฟาร์” ก่อตั้งมา 10 กว่าปี โดย 9 หนุ่มแขมร์ ซึ่งทุกหนุ่มเกิดในยุคสงครามกลางเมืองกัมพูชา บ้านแตกสาแหรกขาด เติบโตและเรียนศิลปะกันมาจากค่ายอพยพไซท์ทู ชายแดนไทย
หนึ่งใน 9 หนุ่มนั้น คือ สเร็ย บันดล จิตรกรเขมรชื่อดังอายุ 36 ปี ที่เล่าว่า ในวัยเด็ก เขาและเพื่อนๆ เคยรู้จักมาแต่ความรุนแรง รู้จักวิธีแก้ปัญหาก็แต่การฆ่าฟัน การใช้กำลัง ทุบตี เพราะทุกคนอยู่ด้วยความกลัวและความเครียด จนเมื่อได้มาเรียนศิลปะจากค่ายอพยพ มาพบครูโดมินิค หญิงสอนศิลปะชาวฝรั่งเศสที่กอดเด็กน้อย พูดเพราะๆ อย่างอ่อนโยน ป้อนขนมให้ อุ้มเด็กมอมแมมอย่างไม่รังเกียจ ให้สีให้ดินสอ ให้กระดาษ สอนเด็กๆ ให้รู้จักการวาดรูปอยู่หลายปี จนค่ายอพยพไซท์ทูปิดไป
และครูโดมินิคทำตามสัญญาที่จะกลับมาพระตะบองในปี พ.ศ. 2537 เพื่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะ ให้แก่เยาวชนกัมพูชา ให้ลูกศิษย์หนุ่มน้อยทั้ง 9 คน เป็นครู และเป็นผู้ก่อตั้งสถาบัน “ฟาร์ ปนลือ เศลปะ” เก็บเอาเด็กกัมพูชารุ่นถัดไปหลายสิบคนที่มีทั้งเด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้า เด็กยากจน เด็กติดยา เด็กถูกทอดทิ้งเร่รอนทั่วพระตะบองมาเข้าสถาบันฟาร์ ให้ได้เรียนศิลปะกันอย่างยาวนาน...
ฟาร์ สอนทั้งการเขียนรูป การแสดงบนเวที การแสดงกายกรรม circus แบบละครสัตว์ของยุโรป ทั้งยังส่งเด็กนักเรียนหญิงชายไปฝึกฝนเรียนต่อทางcircus ทาง performance จากเวียดนามจากฝรั่งเศสหลายต่อหลายรุ่น จนก่อตั้งคณะนักแสดงที่มีชื่อเสียง รับงานแสดงจนเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
-2-
การแสดงต่างๆ ของแต่ละชาติที่มาร่วมงานนั้น จัดกันทั้งเวทีกลางแจ้ง และบนเวทีในอาคารจตุมุข (Chaktimuk Conference Hall) เปิดให้คนพนมเปญเข้าชมกันได้ตลอดรายการ และยังมีการนำเสนอความคิดเห็นในเวทีเสวนา เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการให้มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน
ศิลปิน อู ทัน ยุ้น ของประเทศพม่านั้น มีหุ่นสายจากมัณฑะเลย์คณะ “Mandalay Marionett” มาเชิดหุ่นให้ชม และสอนการเชิดหุ่นสาย ให้ตัวหุ่นกระดิกแขน ยักตัวยักไหล่ อย่างมีชีวิตชีวานัก ส่วนคุณลุง เลิดมะนี อินซีเชียงใหม่ แห่งกองละคอนตุ๊กตา กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมประเทศลาว ก็ได้นำคณะ “หุ่นกะบองลาว” มาแสดงการเล่นหุ่น สอนการขยับมือขยับแขนเชิดหุ่นของลาว ที่เก็บเอาเศษขยะซึ่งผู้คนโยนทิ้ง มาประดิษฐ์เป็นหุ่นหน้าตาน่ารัก เดินยึกยักตามจังหวะดนตรี
ทางไทยก็ใช่ย่อย มีคณะหุ่นเงาผู้หญิงล้วน “พระจันทร์พเนจร” นำทีมโดย นายโรงหญิง- มณฑาทิพย์ สุขโสภา และทีมงานร่วมกันเล่นหุ่นเงา ที่พัฒนาขึ้นมาอย่างเป็นตัวของตัวเองจากหุ่นเงาหนังตะลุง หนังใหญ่โบราณ แต่นำมาปรับเทคนิคปรับเนื้อหา บอกเล่าเรื่องราวทางสังคม ความรัก การทำแท้ง วิกฤตของผู้หญิงในโลกปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีการแสดง performance ของเยาวชนฟิลิปปินส์ การแสดงของศิลปินสาวญี่ปุ่น คณะของจีน เวียดนาม และที่หลายๆ คนลงความเห็นสอดคล้องกันว่า “เด็ดสุด” คือ performance จากคุณลุง Mugiyono Kasido ชาวอินโดนีเซีย ที่สร้างความประทับใจอย่างร้ายกาจ ชนิดข้ามาคนเดียว เพราะคุณลุงแสดงเดี่ยวเรื่อง Living Water โดยไม่มีอุปกรณ์ใดๆ นอกจากเสื้อยืดสีขาวและกางเกงที่ใส่ แต่ลุงยักย้ายถ่ายเท ม้วนหน้าหลัง หัวมุดเสื้อแขนดัดแขนงอเลื้อยไล่นั่งยืนยืดหดขา ป่ายคอป่ายไหล่ได้ตลกประหลาดเสียจนตรึงสายตาผู้ชมให้แทบกระดิกไปจากลุงไม่ได้ ตลอดเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงของการแสดง
ยังมีกิจกรรมสำคัญที่เป็นหัวใจหลักส่วนหนึ่งของงานเทศกาลในกัมพูชาครั้งนี้ คือ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการทางด้านศิลปะ ระยะเวลา 3 วันเต็มสำหรับเยาวชนกัมพูชา ลาว ไทย จีน ฟิลิปปินส์ (Children and Youth Bloc) ทั้ง 24 คน เพื่อให้เด็กๆ นานาชาติได้แลกเปลี่ยนความคิด แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เรียนรู้จากกัน และร่วมกันสร้างงานศิลปะ งาน performance เพื่อแสดงบนเวที ในคืนสุดท้ายให้ผู้เข้าร่วมงานเทศกาลได้รับชม
Mr.Luca Pierantoni จากหน่วยงานยูโรเปี้ยน คอมมิชชั่น ซึ่งให้ทุนในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ผ่านทางองค์กร PETA กล่าวเปิดงานพร้อมเผยเหตุผลในการสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ว่า
“ความเข้าใจระหว่างมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีคนยุโรปตายไปมาก ดังนั้นเราจึงมีความคิดที่จะสร้าง “ความเข้าใจ” และสันติภาพ ซึ่ง “ศิลปะ” เป็นหนทางในการสร้างสรรค์เสรีภาพ สันติภาพ ระหว่างชนชาติต่างๆ ในช่วงอายุที่ยังเป็น “เยาวชน” อยู่นั้น มีความพิเศษอย่างยิ่ง เยาวชนมีความสุขเพราะมีความสามารถที่จะเห็นจะสัมผัสสิ่งงดงามรอบตัว ใครได้เห็นสิ่งงดงามรอบตัว เขาก็จะมีความสุขเสมอ และจะไม่มีวันแก่ด้วย”
-3-
เด็กเยาวชนไทยที่ Save the Children-UK สนับสนุนให้มาร่วมกิจกรรมนี้ คนหนึ่งเป็นสาวน้อยเชื้อสายกะเหรี่ยงปกาเกอะญอชื่อน้องนัท นางสาวณัฐกานต์ สิริมาลัย อายุ 18 ปี จากสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน อีกคนนั้นเป็นหนุ่มเมืองเหนือ ชื่อ น้องมอส นายณัฐพล จองใจ มาจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่น้องมอสนั้นบอกชัดว่า อนาคตอยากเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือเด็กที่เชียงดาว ให้มีโอกาสทัดเทียมกับคนในพื้นที่อื่น และยังบอกอีกว่ามางานนี้ตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มาต่างประเทศ โดย “ซี้” สุดๆ กับหนุ่มน้อยชาวลาวเวียงจันทน์ หน้าหล่อละอ่อนชื่อ สิดทิพอน ไชปันยา เป็นอย่างยิ่ง เพราะพูดกันรู้เรื่องดีมากระหว่างลาว-ไทย
ตลอด 3 วันเต็ม เราได้เห็นความแตกต่างของภูมิหลังที่มาของเด็กแต่ละชาติอย่างแจ่มชัด สาวจีนยูนนานที่ชีวิตเกิดมาสงบสบายนั้น คำอธิบายตัวเธอผ่านทางศิลปะการตัดกระดาษ คือรูปพระอาทิตย์ที่สว่างสดชื่น แจ่มใส มีชีวิตชีวา, สาวฟิลิปปินส์นั้นเลือกตัดกระดาษเป็นรูปใบหน้าแห่งความสุขในเทศกาลนี้, สาวรัตนาจากเมืองพนมเปญ โตขึ้นในช่วงประเทศยังลำบาก เธอพับกระดาษเป็นรูปนก เพราะนกเรียนรู้ที่จะบินด้วยตนเอง เหมือนชีวิตเธอที่ตั้งแต่เด็กได้เรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมด้วยตัวเองมาตลอด
ส่วน น้องมอส หนุ่มไทยจากเชียงดาว เล่นขยุ้มกระดาษเป็นม้วนกลมๆ และคลี่ออก เหมือนกับปัญหาอุปสรรคที่เราแก้ได้ ด้วยการคลี่คลายมัน จนปัญหาจากไป ส่วนน้องมิ้นท์สาวไทยกรุงเทพจากคณะละครศิลปะขันธา เธอตัดกระดาษเป็นรูปเลข 4 ซึ่งบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องของเธอในเชิงปัจเจกล้วนๆ เพราะเธอเกิดวันที่ 4 เกิดมาก็เจอเลขนี้แล้ว
ยังมีเด็กเขมรพระตะบองที่ตัดกระดาษเป็นรูปบ้าน อยากมีบ้านดีๆ เพราะเคยเป็นเด็กเร่ร่อนยากจนอยู่นาน กว่าจะได้มาเข้าเรียนศิลปะที่โรงเรียนฟาร์ ส่วนสุกลเธียรา สาวเขมรอีกคนหนึ่งนั้น พับกระดาษเป็นรูปเรือ เนื่องจากน้ำโขงท่วมบ้านเธอทุกปีช่วงน้ำหลาก เรือจึงเป็นสิ่งจำเป็น และโกเรลเด็กหนุ่มเขมรตัดกระดาษเป็นรูปสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ เพราะต้องการความสงบสุข
กิจกรรมของเด็กๆ ยังฝึกฝนต่อเนื่องทั้งความคิด การแสดงท่าทาง อารมณ์ในใบหน้า โดยแบ่งกลุ่มชาติต่างๆ เขียนบอกเล่าถ้อยคำที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตเยาวชนในประเทศของตน
เด็กฟิลิปปินส์ ไทย จีน ลาว นั้นเล่าเรื่องความสุขเสียมาก มีทั้งคอมพิวเตอร์ ท่องเที่ยว กีฬา และ ดิสนีย์แลนด์ จะมีเรื่องทางลบบ้างก็แค่ ยาเสพติด แต่กลุ่มเยาวชนเขมรนั้น มีทั้งความหิว ความโกรธ ความกลัว ความสุข เพื่อน การร้องไห้ การข่มขืน การแสวงหาประโยชน์จากแรงงานเด็ก ความรุนแรง สิทธิของเด็ก ความโศกตรม อาสาสมัคร ฯลฯ
-4-
กิจกรรมตลอด 3 วันของเด็กหนุ่มสาว จีน ลาว ไทย ฟิลิปปินส์ เขมรทั้ง 24 คนได้สรุปรวมเป็นละครเวที ผูกเรื่องราวมาแสดงให้ได้รับชมกันในคืนสุดท้ายของเทศกาล มีผู้ชมชาวพนมเปญแน่นขนัดอาคารจตุมุข เด็กๆ แสดงละครเพื่อให้เสียงจากพวกเขาดังก้องไปถึงผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจในสังคม บอกเล่าถึงความฝันว่าเด็กๆ เยาวชนไม่ได้ต้องการอะไรมากเลย แค่สิ่งธรรมดาที่มนุษย์พึงได้รับ
เช่น เด็กๆ ควรมีสิทธิได้เรียน ได้รับการปกป้องคุ้มครองดูแล ได้รับความรัก ได้มีความสุข มีสุขภาพที่ดี ได้มีอิสรภาพที่จะพูด จะคิด จะทำ จะเลือกโดยไม่ถูกบีบคั้นบังคับ ไม่ถูกปิดกั้นด้วยพรมแดนใดๆ และได้มีชีวิตเติบโตไปภายใต้สันติภาพ อิสรภาพ ที่ไม่ถูกเอาเปรียบ ไม่เป็นแรงงานเด็ก ไม่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ไม่ถูกหาประโยชน์ด้วยยาเสพติด และไม่ถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วยเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
งาน Mekong Arts and Media Festival 2009 จบลงด้วยความชื่นมื่นของทุกฝ่าย แต่ความฝันของเยาวชนหลากสัญชาติ ยังเป็นความฝันความหวังเดียวกันกับเด็กๆ เยาวชนทั่วโลก ที่จะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น อันไม่อาจถูกปิดกั้นด้วยพรมแดนของเชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย หรือระบบการเมืองการปกครองใดๆ
เด็กๆ เยาวชนจากประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แสดงให้ปรากฏอย่างชัดแจ้งแล้ว ในงานเทศกาลครั้งนี้

