กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 21 ธันวาคม 2552 01:00

นางสาวคำจิ่ง ผู้หญิงในร่างกระดาษ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

วันนี้ที่ประเทศไทยอาจจะเป็นวัน ที่เราดำเนินชีวิตเหมือนทุกๆวัน ตามปกติ ตื่นนอน ทำงาน สังสรรค์กับเพื่อนเมื่อตกเย็น

  อาจเป็นวันที่ครอบครัวของสาวพม่าคนหนึ่ง ถูกทหารร่วมชาติบุกมายึดข้าวของภายในบ้าน ทำร้ายพ่อแม่ของเธอ กระทั่งบังคับขืนใจแล้วปลิดชีวิตอย่างเลือดเย็น

 เรื่องราวที่โหดร้ายเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ทุกวันจวบจนปัจจุบัน เป็นเหตุให้หญิงสาวจากพม่าจำนวนมากแห่แหนเข้ามาในประเทศไทยผ่านทางอ.แม่สาย จ.เชียงราย เพียงหวังจะพบชีวิตที่ดีกว่า แม้ว่าจะต้องเสี่ยงอันตรายหลายอย่างเพื่อแลกมาซึ่งอิสรภาพก็ตามที

 "คำจิ่ง" จึงต้องออกเดินทาง....

ปฐมบทของ “คำจิ่ง”
 “ที่สโมสร Empower เราได้พบกับคำจิ่งคนแล้วคนเล่าเข้ามาที่แม่สาย จนเราสงสัยว่าพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร แม้เราจะพูดและเขียนกันคนละภาษา แต่เราใช้การวาดรูปเพื่อสื่อสารกัน วาดบ้านที่พวกเธออยู่ วาดรูปพ่อแม่ วัว ควาย ทุ่งนา ป่าเขา ทำให้เราได้รับรู้ถึงการเดินทางของพวกเธอ ซึ่งพวกเราเองก็ไม่คาดคิดมาก่อน” จันทวิภา อภิสุข นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Empower ซึ่งช่วยส่งเสริมและให้โอกาสผู้หญิง เล่าให้ฟังถึง "แรกพบ" ของเธอและคำจิ่ง

 สาเหตุหนึ่งที่เธอเรียกหญิงสาวชาวพม่าผู้อพยพทุกคนว่า “คำจิ่ง” ก็เพราะที่ไม่มีความคิดที่จะถามชื่อ อาชีพ และประวัติส่วนตัว ทุกคนเพียงแต่ต้องการจะแบ่งปันประสบการณ์ จากการเดินทางเพียงเท่านั้น คำจิ่งจึงกลายเป็นชื่อกลางในการเรียกหญิงอพยพทุกคน

 ในขณะที่คำจิ่งคนเก่าค่อยๆ ทยอยเดินทางต่อไป และคำจิ่งคนใหม่ก็เดินทางเข้ามาที่แม่สายเพิ่มขึ้นๆ จันทวิภา จึงคิดที่จะสร้างตุ๊กตากระดาษที่มีชื่อว่า "คำจิ่ง" ขึ้น หญิงสาวชาวพม่าต่างช่วยกันสร้างตุ๊กตาเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทนของพวกเธอ ในการเดินทางไปสู่สถานที่ เมือง ประเทศต่างๆ และเข้าร่วมกิจกรรม เฉกเช่นบุคคลทั่วไป เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเธอ ผู้ที่ไม่สามารถไปยืน ณ ที่แห่งนั้นได้ มีตัวตนอยู่จริง

 “เราเริ่มปั้นคำจิ่งตัวแรกขึ้น จนตอนนี้มีคำจิ่งมากมายหลายตัว เราได้ใส่ความฝันเข้าไปให้กับเขา ทุกคนล้วนอยากไปเจอสิ่งที่ดีกว่า บางคนอาจอยากเห็นกรุงเทพฯ อยากเห็นน้ำทะเลสีเขียว อยากเห็นตึกสูงระฟ้า อยากเข้าไปดูหนัง อยากเดินเล่นในศูนย์การค้า อยากเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย อยากเห็นรถไฟฟ้า ฯลฯ” หญิงแกร่งแห่ง Empower เล่าต่อ

 ความฝันเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่แสนธรรมดาในชีวิตประจำวันของคนกรุง แต่กับหญิงสาวกลุ่มนี้ มันเปรียบเสมือนโลกอีกใบ มิหนำซ้ำกำแพงที่กีดกั้นพวกเธอจากสิ่งเหล่านี้ยังคงสูงลิบลิ่ว เพราะการข้ามประเทศอย่างถูกกฎหมายโดยมีพาสปอร์ตอย่างถูกต้องนั้นต้องหมดเงินในการเดินทางเข้าเมืองหลวงหลายหมื่นบาท ในขณะที่การนั่งเรือข้ามฟากมายัง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เสียค่าใช้จ่ายแค่ 50 บาท แต่การเลือกเส้นทางราคาถูกก็จำเป็นต้องจ่ายราคาค่างวดที่แสนแพงในการกลายเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และก็มักจะถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นอาชญากรข้ามแดน ผู้ค้ายาเสพติด หรือ โสเภณี 

 และเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ณ นิทรรศการ “การเดินทางของคำจิ่ง” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกจากจะมีการจัด "ตุ๊กตาคำจิ่ง" จำนวนกว่า 100 ตัวแล้ว  หญิงสาว 3 คน ซึ่งเป็นต้นแบบคำจิ่งก็ปรากฏตัวขึ้น...

อิสรภาพที่ต้องแลกด้วยหยาดน้ำตา
 “เราอยากไปเมืองไทย เราไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ทุกๆ วันเราต้องคอยระแวดระวังทหารตลอดเวลา เราจึงนัดกับเพื่อนอีกคนหนึ่งว่าจะออกจากบ้านตอนเช้าหลังไก่ขัน 2 ครั้ง เมื่อไปถึงกระท่อมที่นัดกันก็ให้ต้มชาดื่มนั่งรอ ถ้าเสร็จแล้วอีกคนยังไม่มาก็ให้ล่วงหน้าไปได้เลย พอวันนั้นมาถึง เราไปเป็นคนแรกจนกระทั่งดื่มชาเสร็จเมื่อเรารู้ว่าเพื่อนไม่มาแล้วเราก็เสียใจร้องไห้” คำจิ่งคนแรกเล่าด้วยภาษาไทยที่ไม่คล่องนัก "ฉันเสียใจแต่ก็ไม่เคยอ่อนใจ" เธอย้ำ หากความรู้สึกที่หมองเศร้าก็เล็ดลอดผ่านออกมาทางน้ำเสียงได้อยู่ดี

 “ทางเดินมีทางธรรมดากับทางทุ่งนา เราต้องไปทางทุ่งนาเพราะเดี๋ยวจะเจอคนรู้จักมาถามว่าไปไหน เดี๋ยวพ่อแม่จะรู้ว่าเราหนีมา ส่วนตอนกลางคืนเราก็ต้องนอนในป่าเพราะเดี๋ยวทหารมาเจอแล้วเราจะถูกจับได้”

 ในการเดินทางวันต่อมา เธอก็ได้พบกับแม่ที่เดินทางมาดักเจอเธอในอีกทางหนึ่ง แต่แม่ไม่ได้ถามอะไรเธอสักคำ ด้วยเชื่อว่าลูกสาวของเธอเป็นผู้ใหญ่เพียงพอที่จะตัดสินใจทุกอย่างเองได้แล้ว

 “แม่เอาข้าวของมาให้เรา เราดีใจมากที่ได้อยู่กับแม่ แต่เราก็กลัวแม่จะพาเรากลับบ้าน แต่แม่ก็ไม่พูดอะไรเลย แม่กลับบอกให้เราไปหาพี่สาวที่ท่าขี้เหล็ก เพราะได้ยินว่าพี่สาวไปทำงานอยู่ที่นั่น ถ้าพบพี่สาวเราก็จะอยู่ได้” คำจิ่งผู้มีผิวเกรียมแดดกว่าเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด เล่าต่อ

 แม้ว่าเธอจะเดินทางข้ามแม่น้ำ ทุ่งนา และภูเขาจนมาถึงท่าขี้เหล็ก อ.แม่สาย แต่ปัญหาของเธอก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่เธอรู้เพียงอย่างเดียวคือชื่อของพี่สาว

 “เราไปถามชื่อของพี่สาวกับทุกๆ คนที่เราเจอ แต่ก็ไม่มีใครรู้จักเลย ตอนนั้นเราพูดภาษาไทยแทบไม่ได้ เราก็เดินหาไปเรื่อย เหนื่อยมาก รองเท้าก็กัด เดินไปร้องไห้ไป จนสุดท้ายเดินมาเจอพี่สาวก่อนพลบค่ำ เราก็โผเข้าไปกอดพี่สาว พี่ก็แปลกใจมากว่าเรามาได้ยังไง สุดท้ายก็รู้ว่าพี่สาวเปลี่ยนชื่อไปนานแล้ว” คำจิ่งหมายเลข 1 เริ่มยิ้มออกได้เมื่อประโยคสุดท้ายนี่เอง

หลงทางในเมืองใหญ่
 คำจิ่งคนที่ 2 เป็นหญิงสวยหน้าหมวย มาในชุดสาวชาวอาข่า จากพม่า เธอเดินออกมาด้วยท่าทางเขินอายนิดๆ พร้อมด้วยโพยจดเนื้อหาที่จะพูดไว้ เพียงแต่ในกระดาษไม่ใช่บทละคร หากแต่เป็นเนื้อหาชีวิตจริงของเธอที่เขียนเรียบเรียงเป็นภาษาไทยไว้อย่างดี เพื่อสื่อสารให้คนอื่นได้มากที่สุด

 “ฉันข้ามมาจากฝั่งพม่า มาทำงานที่สวนลิ้นจี่ พร้อมกับพ่อและพี่สาว 1 คน งานเราไม่ยากอะไรแค่คัดแยกลิ้นจี่ แล้วแพ็คใส่กล่อง ครอบครัวเรามีความสุขดีมาตลอด จนวันหนึ่งมีป้าแก่ๆ คนหนึ่งมาชวนพี่ไปทำงาน พี่เองก็อยากไปมากก็เลยสั่งไม่ให้เราบอกพ่อ และสัญญาว่าถ้าได้งานทำแล้วจะกลับมารับเรา”

 สุดท้ายพี่สาวของเธอก็แอบเดินทางออกไปโดยไม่บอกพ่อ พ่อเค้นความจริงจากเธอ ทั้งดุด่าต่างๆ นานา สุดท้ายเธอก็ยอมบอกความจริง

 “พอพ่อรู้พอเสียใจร้องไห้ พ่อออกตามหาทุกๆ ที่ที่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งจะสามารถไปได้ แต่ก็ไม่พบเลย หลังจากนั้น 2 เดือน พ่อก็ลาออกจากสวนลิ้นจี่ เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เพราะหวังว่าจะได้หาตัวพี่สาวไปด้วย แต่หลังจากผ่านไปหลายปี พ่อก็ตัดใจในที่สุด”

 แต่ในท้ายที่สุดก็มีญาติชวนพ่อไปทำงานด้วยกันที่เชียงใหม่ แต่พ่อของเธอก็ไม่มีtใจจะเปลี่ยนงานอีกแล้ว หากญาติคนนั้นได้พูดกับพ่อว่า เชียงใหม่เป็นที่ที่มีแรงงานต่างชาติอยู่มาก การไปที่นั่นอาจทำให้พ่อพบกับลูกสาวคนโตก็เป็นได้ และพ่อก็เปลี่ยนใจ

 "ตอนย้ายเข้าไปเราไม่มีอะไรเลย พูดภาษาไทยยังไม่เป็นด้วยซ้ำ จะเข้าพักที่โรงแรมก็ไม่ได้เพราะไม่มีบัตรประชาชน เราต้องนอนข้างถนน ในที่สุดเราก็ไปเจอหมู่บ้านที่มีคนต่างถิ่นอพยพมาอยู่ด้วยกัน เลยได้เช่าบ้านอยู่ในราคา 1,500 บาทต่อเดือน" ตอนนั้นเธออายุเพียง 8 ขวบ  พ่อพูดภาษาไทยไม่ได้เลย

 ท้ายที่สุดพ่อของเธอก็เลือกให้เธอทำงานเป็น “เด็กขายดอกไม้” เพราะไม่ต้องใช้ภาษามากมาย แต่คำจิ่งก็ยอมรับว่า การทำงานวันแรก อายมาก

 “เราไม่อยากทำเลย เราอายมาก ทำไมเราต้องเอาดอกไม้ไปเร่ขายให้กับคนที่เราไม่รู้จัก เราก็ทำหน้าบึ้งตึงตลอดเลยช่วงแรก คนที่เขาอยากได้จริงๆ แทบไม่มีเลย”

 แต่ในความทุกข์ใจก็ยังมีความโชคดีแฝงอยู่ วันหนึ่งระหว่างเด็กสาวไปพักเหนื่อยที่ร้านนมแห่งหนึ่ง พ่อของเธอก็ได้พบหญิงสาวชาวอาข่าที่มีอายุไล่เลี่ยกับลูกสาวคนโต ด้วยความที่เป็นคนบ้านเดียวกันจึงคุยกันอย่างถูกคอ

 “พอเขาได้เห็นหน้าเรา เขาก็บอกว่าหน้าเราเหมือนเพื่อนเขาเลย ทั้งน้ำเสียงและท่าทางการพูดการจา พ่อจึงขอร้องให้พาไปหาเพื่อนเธอ ซึ่งพอไปถึงห้องเช่าก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาในชุดนอน เมื่อพ่อเห็นก็น้ำตาไหลโผเข้ากอดทันที คนคนนั้นเป็นพี่สาวของฉันที่ไม่ได้กันนานหลายปี ฉันก็ดีใจมาก สุดท้ายก็กลับมาที่บ้านเช่าด้วยกัน แล้วพี่สาวเราก็มีงานทำแล้ว พ่อก็ไม่ต้องทำงานเหนื่อยอีก เราก็เลยมีความสุขกันหลังจากนั้นมา” เธอเล่าพร้อมยิ้มอย่างสดชื่นที่สุดราวกับเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน
 
“กะหรี่” ก็มี “หัวใจ”
 คำจิ่งคนที่สาม ดูต่างจากคนอื่นมากเป็นพิเศษด้วยความที่เธอเป็นคนแขกหน้าสะสวย ดวงตากลมโต โดดเด่นตัดผิวสีเข้ม แต่เธอก็มาพร้อมกับเรื่องเล่าอันโหดร้ายกว่าคนอื่นๆ

 “เราสมัครเป็นแม่บ้านของคนไทยบ้านหนึ่งที่เชียงใหม่ ได้ค่าจ้างเดือนละ 1,500 บาท  จนกระทั่งเราเก็บเงินได้ 8,000 บาท เราก็กลับมาเยี่ยมบ้าน แต่ก็ลาได้อาทิตย์เดียวเพราะไม่มีใครทำงานบ้านแทนเรา”

 หลังจากกลับบ้านได้ 1 สัปดาห์ เธอก็เดินทางกลับเชียงใหม่ เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน รถที่เธอนั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าค้นจนกระทั่งเธอโดนจับ

 “ตอนนั้นเราหลับอยู่ เขาก็มาปลุกเราว่ามีบัตรมั้ย เราก็ไม่รู้จักบัตรคืออะไร เขาก็รู้แล้วว่าเราไม่ใช่คนไทยเขาก็เลยจับเราไปขังจนเช้าวันต่อมา เราก็เจอคนพม่าในนั้น ก็เลยถามเขาว่า เราทำอะไรผิด ทำไมเขาต้องขังเราด้วย จนเราก็เข้าใจทุกอย่าง แต่ตอนนั้นก็ไม่สามารถติดต่อญาติพี่น้องได้เลย เราก็คิดมากร้องไห้ สุดท้ายเขาก็มาส่งเราที่ ด่านตรวจคนเข้าเมืองแต่ก็ยังขังเราไว้อยู่ ข้าวก็มีมาให้กินแต่กับข้าวเป็นเนื้อหมู ซึ่งหลักศาสนาเราไม่ให้กิน เลยต้องกินข้าวเปล่า ส่วนน้ำก็พอมีให้กินบ้างแต่ก็ไม่พอต้องอาศัยกินน้ำในห้องน้ำเอา”

 ในที่สุดทางการก็ส่งตัวเธอกลับมาบ้าน แต่ที่บ้านก็ไม่ได้มีอะไรสวยงามรอเธออยู่

 “เรากลับมาบ้านไม่มีเงินเลย พ่อก็ขาไม่ดี ทำงานไม่ได้  สุดท้ายเราก็เลยพยายามกลับเข้าไปฝั่งไทยอีกครั้ง คราวนี้เราทำสำเร็จ แต่บ้านที่เราเคยไปทำงาน ก็รับคนใหม่เรียบร้อยแล้ว เราก็เลยทำงานสารพัดทั้งร้านอาหาร โรงแรม เพราะเราไม่มีบัตรคนต่างด้าวเราจะทำงานที่ไหนนานๆ ก็ไม่ได้”

 สุดท้ายก็มีเพื่อนของเธอคนหนึ่งมาชวนเธอทำอาชีพ “หมอนวด” ซึ่งแน่นอนว่ารายได้ย่อมดีกว่างานที่ผ่านๆ มา แต่ก็ต้องแลกกับความรู้สึกบางอย่างในจิตใจเธอเช่นกัน

 “ความจริงหลักศาสนาเราไม่ได้สนับสนุนให้ทำอาชีพแบบนี้ แต่เราก็ตัดสินใจทำ เพราะหาเลี้ยงครอบครัวได้ ตอนแรกพ่อแม่ก็ตกใจแต่สุดท้ายแล้วก็ยอมรับได้”

 สายตาของคนในครอบครัวย่อมมองเธออย่างเข้าใจมากกว่าคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน เพราะลูกสาววัย 17 ปี ที่เข้าไปทำงานเป็นหมอนวดในฝั่งไทย ใครๆ ก็ตราหน้าว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี

 “หลายคนเข้ามาด่าฉันว่า ฉันเป็นกะหรี่ ฉันขายตัวแลกเงิน แต่แล้วทำไมล่ะ ถึงฉันเป็นกะหรี่ ฉันก็หาเลี้ยงพ่อแม่ฉันนะ” เธอพูดด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น ขณะที่น้ำใสๆ เริ่มพรั่งพรูออกมาจากดวงตาของลูกผู้หญิงคนนี้
 
ตุ๊กตากระดาษ ประกาศศักดิ์ศรีความเป็นคน
 “เราพาตุ๊กตาคำจิ่ง ไปยังงานประชุมสำคัญต่างๆ มากมายทั่วโลก เราไม่ได้ไปประท้วงอะไร แต่เราอยากเปลี่ยนมุมมองของคนที่มักมองผู้อพยพข้ามประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่จนกว่า ที่มักมองว่าพวกเขาเป็นอาชญากร เราทุกคนต่างก็แสวงหาชีวิตที่ดีกว่า เขาแค่ต้องการกินข้าวที่หุงจากหม้อไฟฟ้าที่กดปุ่มเพียงครั้งเดียว มากกว่าการหุงข้าวด้วยเตาถ่าน เขาต้องการอยู่ที่ที่ปลอดภัยไม่ต้องระแวดระวังทหารอีก ก็เท่านั้น” จุมพล อภิสุข อีกหนึ่งหัวเรี่ยวหัวแรงของมูลนิธิเป็นฝ่ายเล่าบ้าง

 “เราไม่ได้ต้องการประท้วงเราแค่ต้องการให้คนอื่นๆ มองผ่านตุ๊กตากระดาษพวกนี้แล้วเห็นคนจริงๆ ที่ไม่มีใครมองเห็น เราพาตุ๊กตาพวกนี้เดินทางไปด้วย ทุกคนมีพาสปอร์ต (ซึ่งทำขึ้นเองโดยมูลนิธิซึ่งระบุสิทธิมนุษยชนในการเดินทางเอาไว้ในท้ายเล่ม) บางประเทศเขาก็ยินดีแสตมป์วีซ่าให้กับคำจิ่งกระดาษเหล่านี้ แต่บางประเทศก็ตรวจหายาเสพติดในตุ๊กตาใหญ่เลย บางที่ก็ปฏิบัติกับเราค่อนข้างแย่ ลองคิดดูสิว่านี่เป็นแค่ตุ๊กตากระดาษที่นั่งมากับเราด้วย ถ้าเป็นหญิงพม่าจำนวนมากนั่งอยู่ในรถระหว่างผ่านเขตแดนประเทศ เขาจะถูกปฏิบัติแบบไหน” จันทวิภา เสริมบ้าง

 การเดินทางของคำจิ่ง เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2547 หลังจากได้เข้าร่วมประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ที่กรุงเทพฯ คำจิ่งได้เดินทางไปหลายจังหวัด ในประเทศไทย และนานาประเทศ เช่น สิงคโปร์ เกาหลี อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น และในหลายๆ ครั้งก็เริ่มมีผู้ที่เห็นคำจิ่งอยู่ในสายตามากขึ้น และเริ่มรับรู้ถึงเรื่องราวของคำจิ่งตัวจริงที่มีชีวิตจิตใจผ่านเจ้าตุ๊กตากระดาษเหล่านี้

 “เวลามีการประชุมเรื่องผู้อพยพเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะมีผู้อพยพจริงๆ เข้าร่วมประชุมด้วย แต่คำจิ่งช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายได้ตระหนักถึงชีวิตของคนเหล่านี้ และมีการพูดถึงประเด็นนี้อย่างระมัดระวังมากขึ้น เราไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ เราแค่พยายามเสนอมุมมองใหม่ที่สอดแทรกเรื่องของวิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรม ซึ่งดูจริงมากกว่าการเรียกร้องสิทธิต่างๆ”

 ทุกวันนี้ “คำจิ่ง” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นปากเสียงในการปกป้องสิทธิของผู้หญิงอีกหลายคนที่พยายามแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ล่าสุดคำจิ่งเพิ่งจะกลับมาจากกรุงลอนดอน ที่เธอไปเพื่อรับรางวัลนานาชาติ “อิสรภาพแห่งการสร้างสรรค์” เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดอย่างดีว่าโลกได้มองเห็นเธอจริงๆ แล้ว

 “ตอนที่เราอยู่แม่สายเราก็ได้ยินเรื่องของเด็กผู้หญิงอายุ 17 คนหนึ่งที่ตั้งท้อง เธอพยายามมาขโมยของที่ฝั่งไทยทุกวัน แต่ตำรวจก็ไม่อยากจับเพราะเห็นว่าเป็นเด็ก แต่เธอก็ยังคงเพียรพยายามมาขโมยของทุกวันทั้งๆ ที่ท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที จนโดนตำรวจจับในที่สุด แต่สาเหตุที่เธอไปทำนั้น เธออธิบายว่า เธอดีใจมากที่ติดคุกเพราะคุกที่เมืองไทยดีถ้าเจ็บป่วยก็จะพาไปรักษา ถ้าคลอดลูกก็จะได้คลอดในโรงพยาบาลดีๆ มีเครื่องไม้เครื่องมือดีๆ แถมลูกของเธอก็ยังได้เกิดในแผ่นดินไทยอีกด้วย”

 ถ้าคิดสั้นๆ เธอก็คือ “หัวขโมย” แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกชั้นแล้วเธอคือ “แม่” ที่กำลังทำทุกอย่างเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
 ....ก็คงขึ้นอยู่กับว่าเราจะขีดเส้นแบ่งนั้นตรงไหนในใจของเรา

Tags : นางสาวคำจิ่ง ผู้หญิงในร่างกระดาษ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4

เขียนบทความได้เยี่ยมจริงๆ :>

ความคิดเห็นที่ 3

เรื่องนี้ทำให้เราหยุดมองความคิดตัวเองมากขึ้น ขอบคุณที่นำเรื่องดี ๆ อย่างนี้มาให้อ่าน

ความคิดเห็นที่ 2

เมืองไทยอยู่เย็นเป็นสุขเพราะเรามีพระเจ้าอยู่หัว

ผมอยู่มหาชัยคนพม่าเพียบเลย แต่ถ้าไม่มีคนงานเหล่านี้เศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนไปได้ยาก

ความคิดเห็นที่ 1

อ่านแล้วสะท้อนสังคมดีมากกกกกกก

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement