ตัดคำว่าช้างเท้าหน้า-ช้างเท้าหลังออกไป ผู้ชายกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะสลัดสูททิ้ง แล้วหันมาวิ่งไล่จับเจ้าตัวเล็ก สลับกับทำงานบ้าน
จ่ายตลาด หรือ ทำกับข้าว ...พูดอย่างหยาบๆ พวกเขาคือผู้ชายอบอุ่น แต่ถ้าลองเข้าไปรู้จักจริงๆ พวกเขาก็คือผู้ชายอบอุ่นอยู่ดี แข็งแกร่งด้วย
เวลาผู้ชายได้ทำงานที่ "ไม่แมน" เช่น ทำกับข้าว ซักผ้า ทำงานบ้าน หรือ เดินจ่ายตลาด ...เขามักจะถูกเพศตรงข้ามมองว่า "น่ารัก" หรือ ไม่ก็อยู่ในหมวด "อบอุ่น อ่อนโยน"
หากต้องมีวงเล็บตามมาด้วยว่า หน้าที่หลักของช้างเท้าหน้าก็ไม่ขาดตกบกพร่อง โดยเฉพาะ เรื่องดูแลปากท้องของครอบครัว
แต่วันนี้ เราอยากจะแนะนำให้รู้จักสุภาพบุรุษกลุ่มหนึ่งที่ทั้งน่ารัก อบอุ่น อ่อนโยน ไม่แพ้ใคร
พูดแบบฟุดฟิดฟอไฟ ก็ต้องเรียกว่า House Husband หรือ "พ่อบ้าน" ที่ยอมถอดอีโก้ประสาชายไทยทิ้งไป และเต็มใจเป็นหลังบ้านให้ภรรยา 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม
กฤต โพธิปิติ
"ผมเป็นพ่อบ้าน จบ"
ชื่อของ "อู๋" หรือ กฤต โพธิปิติ มาเป็นอันดับแรกๆ ในหัวข้อ "พ่อบ้าน"
ด้วยภรรยา "ท็อป" ดารณีนุช โพธิปิติ เดินหน้าเต็มที่ในวงการบันเทิง ซึ่งลักษณะงานไม่เป็นเวลา บวกกับรายได้ที่มากกว่า สามีภรรยาจึงคุยกันว่า ถ้าทำงานนอกบ้านทั้งคู่จะไม่มีเวลาดูแลลูก จึงต้องมีใครสักคนเสียสละ
"ช่วงแรกๆ ก็เครียดนะ คนข้างนอกจะมองว่าเราเกาะภรรยากิน ท็อปก็พูดว่า พ่ออย่าไปสนใจคนอื่นนะ เราก็มีครอบครัวของเราแบบนี้ แล้วเราเองรู้สึกว่าถ้าเราไม่อยู่กันแบบนี้ คนที่จะมีปัญหาคือลูกเรา เขาอาจจะขาดความอบอุ่น" อู๋จึงตกลงใจว่า จะไม่แคร์ความรู้สึกใครมากกว่าคนในครอบครัว บวกกับเพื่อนฝูงที่เข้าใจ แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับเขา "ถ้าคนข้างนอกถาม ก็บอกว่าเป็นพ่อบ้าน จบ ไม่ต้องอธิบายมากมาย"
อู๋รับบทพ่อบ้านเต็มตัวมา 15 ปีแล้ว คิวงานของเขามีตั้งแต่จับจ่ายซื้อของเข้าบ้าน รับ-ส่งลูกที่โรงเรียน ทำความสะอาดบ้าน กระทั่งเรื่องเล็กๆ อย่าง กรอกน้ำใส่ขวดให้ลูก เตรียมอาหารเช้า รินนมใส่แก้ว และ ดูแลภรรยา..เป็นพิเศษ
"เขาไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง ผมจะคอยดูแลเขา" สามีภรรยาคู่นี้ รู้จักกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยม
ผู้ชายร่างเล็กยอมรับว่างานในมือเขา เข้าข่ายจุกจิก ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและความใส่ใจในทุกรายละเอียด ที่สำคัญ ต้องอดทน แต่มากกว่านั้น เขายอมซูฮกให้กับ ผู้หญิงที่เป็นแม่ทุกคน
"สำนึกเลยครับ การเป็นแม่บ้านต้องใช้ความอดทนมหาศาล ของใช้ในบ้านต้องไม่ขาด แค่สบู่หมด หรือ วันนี้ไม่มีผลไม้ มันก็บกพร่องแล้ว" ในหมวดงานบ้าน สิ่งที่อู๋ถนัดที่สุด คือ จ่ายตลาด เพราะจะเป็นคนไปเองทุกครั้ง ทำให้รู้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคนในบ้านดีว่า ใครชอบหรือไม่ชอบอะไร "อย่างคนโตชอบกินชีสแบบนี้กับกล้วยนะ คนเล็กชอบอีกแบบ จะรู้ใจทุกคนว่าชอบอะไร"
เขาบอกว่า ที่ผ่านมา ไม่รู้สึกเสียอะไรไปเลย ไม่ว่าจะเป็นความเป็นส่วนตัว หรือ ศักดิ์ศรี แต่สิ่งที่ได้ต่างหาก มากมาย
อย่างน้อยก็ความใกล้ชิดในครอบครัว ลูกได้เห็นหน้าพ่อทุกวัน
"มันเหมือนเรามีต้นไม้สักต้นแล้วคอยรดน้ำใส่ปุ๋ย ต้นไม้ก็จะมีอะไรสวยงามกลับมาให้เรา เหมือนเลี้ยงลูกเราก็พยายามดูแล อบรม ให้คำปรึกษา เราก็ได้ความรัก ความอบอุ่นมาสู่ครอบครัว ครอบครัวที่ทำแต่งานอาจจะลืมเรื่องนี้ไป"
จุดสำคัญคือ การพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกอยู่เสมอ เพียงแค่สลับบทบาทพ่อกับแม่เท่านั้นเอง
"ประชุมผู้ปกครองเราก็ไป เห็นพ่อๆ มากัน 3-4 คน ก็เป็นเรื่องดีนะ" เล่าเสร็จ พ่อบ้านขอตัวไปออกรอบต่อ
จากบก.สู่พ่อครัว
ผู้ชายคนนี้เคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารไฮ-คลาส แต่พอรู้สึกว่างานไม่ค่อยสนุก เลยเปลี่ยนบรรยากาศ ลาออกมาอยู่บ้าน-เลี้ยงลูกดีกว่า
สมัยยังทำงานนอกบ้าน โต้ง หรือ วัชรวงษ์ วิภากร ก็ทำอาหารบ้าง ดูแลบ้านบ้างอยู่แล้ว พอออกมาเป็นพ่อบ้านเต็มตัวเลยไม่รู้สึกอะไรไปมากกว่า "มีความสุข"
"มันอบอุ่น สบายใจ เวลาเราทำอะไรให้ลูกมันไม่มีเงื่อนไข จะวางแผนก็ไม่ต้องกังวลใจ ทำตามธรรมชาติ"
ด้วยเคมีที่ต่างแต่ลงตัว โต้งถนัดงานเล็กๆ น้อยๆ ละเอียดอ่อนมากกว่า ส่วนภรรยาเชี่ยวชาญด้านการวางแผน บริหารและทำงานอย่างเป็นระบบ การสลับบทบาททางสังคมจึงไม่มีปัญหา
"แต่ภรรยาชอบล้างจาน เขาก็ทำ ไม่ได้เปลี่ยนกันหมด" หัวหน้าครอบครัวยิ้มๆ "ลูกจะชอบพูดว่า พ่อทำอาหารอร่อยกว่าแม่ จริงๆ เราก็ไม่ได้ทำอร่อยมากหรอก แต่เขาคงชิน"
เมนูที่โต้งถนัดจะเป็นพวกผัดผัก ตระกูลไข่ แต่ถ้าให้ยก "เมนูเด็ด" เขาบอกว่ามีหลายอย่าง เช่น ผัดกะเพรา ต้มยำ และลาบทุกชนิด
โชคดีไม่เคยมีใครมาถามโต้งตรงๆ ว่า ทำไมถึงอยู่บ้าน แต่เขากลับมีคำตอบให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว
"ผมรู้ว่า ผมทำตรงนี้แล้วมีความสุข เช่น ตอนลูกเกิด ภรรยาผมไม่กล้าอาบน้ำ แต่ผมกล้า ผมได้ใกล้ชิดกับลูก เรียนรู้เขาทุกๆ อย่าง" นอกจากนี้ ด้วยความที่จบรัฐศาสตร์มา เขายังควบตำแหน่งที่ปรึกษาให้ภรรยาไปในตัว
คุณพ่อลูกสอง ฝากบอกไปถึง พ่อบ้านและว่าที่พ่อบ้านอีกหลายๆ คนว่า ความยากที่สุดของบทบาทนี้ คือ การฝืนใจทำ เพราะถ้าไม่ได้มาจากใจแล้ว ไม่ว่าทำอะไรก็ไม่มีความสุข
ส่วนเรื่องช้างเท้าหน้า-เท้าหลังนั้น พ่อบ้านรีบโบกมือทันที พร้อมกับบอกว่า ไม่ได้คิดอะไร
"บางทีช้างอาจจะเดินถอยหลังบ้าง หรือไม่ก็เดินข้างๆ บ้าง สับเปลี่ยนกันไป ตามสถานการณ์ จังหวะ โอกาสที่เหมาะสมมากกว่า"
คุณพ่อนักซัก & ซ่อม
สงกรานต์ที่ผ่านมา ลูกคนที่สองเพิ่งลืมตาดูโลก พ่อบ้านวัย 40 อย่าง "กวาง" บรรพต วิจิตรศรีวงศ์ ที่วุ่นอยู่แล้ว ก็ยิ่งวุ่นขึ้นไปอีก
ระหว่างคนโตไปโรงเรียน และคนเล็กกำลังหลับอยู่ เขาปลีกเวลามาเล่า "ภารกิจใหญ่" ให้ฟังว่า เดิมทีทำงานอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เมื่อประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจ มีโครงการจ้างออก ประกอบกับมีปัญหากับหัวหน้ามาตลอด เขาจึงออกมาหาอะไรทำเล็กๆ น้อยๆ อย่าง ร้านวิดีโอกับร้านเสริมสวย สลับกับรับ-ส่งภรรยา ที่ยังทำงานอยู่บริษัทเดิม
ปรากฎว่า อย่างแรกเจ๊ง อย่างหลังรอดแต่ก็ปล่อยให้แม่ยายกับภรรยาดูแลไป ประจวบเหมาะกับภรรยาท้อง เลยย้ายจากคอนโด มาอยู่บ้านหลังใหญ่กว่าย่านชานเมือง และบทบาทพ่อลูกอ่อนก็เริ่มตอนนั้น
"ทั้งซักผ้าอ้อมเด็ก ถูบ้านวันเว้นวัน ทำอาหารให้ลูกกินทุกมื้อ ง่ายๆ อย่าง ขูดผลไม้ แต่ดูลูกเป็นหลัก งานบ้านอื่นๆ ก็จ้างมาทำบ้าง ทำอะไรไม่ได้มากหรอก แป๊บๆ ลูกก็ตื่นแล้ว วันๆ หนึ่งหมดเร็วมาก"
แต่กวางก็ยังเจียดเวลาหางานทำเล็กๆ น้อยๆ ค้าขายทางอินเตอร์เน็ต เช่น ถุงแบ่งน้ำนม , ครีมทาผิวเด็ก , เสื้อผ้าเด็ก หรือถ้าตอนไหนแม่อยากเห็นหน้าลูก พ่อก็จะถ่ายแล้วส่งไฟล์ออนไลน์ไปให้ดูทันใจ
ถึงจะดูไม่ค่อยว่าง แต่พอได้อยู่นิ่งๆ แม้เพียงนิดเดียว อดีตพนักงานอย่างกวางก็ถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า กำลังทำอะไรอยู่ หรือ ทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วย
"เราเคยมีความสุขกับการทำงาน บางครั้งก็ฝันถึงเรื่องงานด้วยนะ" แต่แก้ได้ด้วยกำลังใจก้อนใหญ่จากภรรยา "เขาจะคอยบอกว่า อย่าคิดมาก เราแค่เปลี่ยนหน้าที่กัน"
วันดีคืนดี เจอเพื่อนแซว "เฮ้ย เมียหาเลี้ยงเหรอ" คนฟังยิ้มๆ แซวกลับไปว่า "อยากมีบ้างล่ะสิ" แต่ลึกๆ ในใจเขาก็คิด เพราะรู้ดีว่าสังคมไทยยังไม่ค่อยยอมรับเรื่องนี้ แม้แต่พ่อแม่ยังถามลูกชายบ่อยๆ เลยว่า เมื่อไหร่จะหางานทำสักที
"แล้วใครจะเลี้ยงลูกล่ะ" เขาตอบไปอย่างนี้ เพราะคิดว่าชีวิตแบบนี้ลงตัวแล้ว "สามี-ภรรยาต้องคุยกัน ยอมรับให้ได้ก่อนว่าเราจะเปลี่ยนหน้าที่กัน และที่สำคัญ อย่าไปฟังคนรอบข้างมาก เขายังติดความเชื่อเก่าๆ อยู่"
กวางและภรรยา แยกแผนการใช้จ่ายเงินไว้อย่างลงตัว คือ ภรรยาดูแลค่าใช้จ่ายภายในบ้าน และทำบัตร(เครดิต)เสริมให้กวางไว้ใช้ซื้อของเข้าบ้าน ส่วนรายได้จากตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญที่กวางลงทุนไว้ก็เพียงพอต่อการใช้จ่ายของสองพ่อลูก เช่น ไปเที่ยวหรือทานข้าวข้างนอก
นอกจากอาบน้ำให้ลูก ทำอาหาร เปลี่ยนผ้าอ้อมแล้ว ในบรรดางานบ้าน กวางยังว่า เขาเป็นมือวางอันดับหนึ่งเรื่อง ช่าง
"ซ่อมได้ทุกอย่าง ไม่ต้องจ้างช่างเลย อย่างท่อประปาแตก ก็เดินเองทั้งหลังเลย"
และคงเหมือนกับพ่อ(บ้าน) หลายคนที่เสียสังคมเพื่อนฝูงบางส่วนไป แต่สิ่งที่ได้มาคือ ความทรงจำต่อลูกแบบละเอียด หรือ "ทุกเม็ด" ตามภาษาชาวบ้าน
"มีอยู่ครั้งหนึ่งตัดเล็บให้ลูก แต่พลาดไปโดนเนื้อ เลือดไหล เราร้องไห้เลย" กวางเสียงเครือ
นอกเหนือไปจากอารมณ์อันอ่อนไหวมากขึ้น เขายังมีอาการข้างเคียงบางอย่าง กับ แม่บังเกิดเกล้า
"เชื่อไหม เดี๋ยวนี้เจอย่า ต้องวิ่งเข้าไปกอด เรารู้ว่าเขาเหนื่อยมาก เหนื่อยจริงๆ (เสียงสั่นๆ) มันพูดไม่ถูก เจอด้วยตัวเอง รู้เลยว่าสาหัส กว่าเราจะโตมาถึงป่านนี้ได้"
พ่อไทย ห่างไกลลูก
- สำรวจจากประชากรในกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล พบว่า พ่อมีระยะห่างกับลูกมากกว่าแม่กับลูก ปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้มาจาก 2 ส่วน คือ 1. พ่อคิดว่าตัวเองดูแลลูกได้ไม่ดีเท่าแม่ 2. เป็นค่านิยมว่าการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องของคนเป็นแม่
- การใช้เวลาว่างร่วมกัน คู่แม่ลูกมีเวลาที่ใช้ร่วมกันประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคู่พ่อลูกใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ประมาณ 56 เปอร์เซ็นต์ และยังพบอีกว่าสิ่งที่ครอบครัวต้องการจากพ่อมากที่สุด คือ การพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจ และการสัมผัส เช่น การเล่นด้วยกัน การกอด หอมแก้ม เป็นต้น
- อาจเป็นเพราะธรรมชาติของคนเป็นพ่อ ที่จะเข้าหาลูกได้ยากกว่าคนเป็นแม่ แต่คุณพ่อสามารถเริ่มความสัมพันธ์ได้ง่ายๆ คือ พ่อแม่ช่วยกันดูในแต่ละวันว่าพ่ออยากเข้ามาร่วมจุดไหน ในกิจวัตรประจำวันของลูก อย่างการอาบน้ำ การรับประทานอาหาร เตรียมตัวไปโรงเรียน ฯลฯ ถ้าเริ่มใกล้ชิดลูก ลูกจะคุ้ยเคยและเข้าหาเอง
- หัวใจสำคัญคือการพูดคุยกันกับลูก กับ ครอบครัว เพราะเด็กถ้าคุยกับแม่อย่างเดียวก็อาจจะยังไม่มั่นใจ แต่หากคุยกับพ่อด้วยเขาจะได้รับความเชื่อมั่นจากพ่อ ซึ่งจะทำให้เขาเป็น เด็กที่มีความมั่นใจ
(หมายเหตุ : ข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและมนุษย์ สถาบันราชานุกูล มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และสำนักงานกอง ทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.)
ผู้ชายห่างพ่อ บ๊วย--เชษฐวุฒิ วัชรคุณ
เพิ่งรับบทคุณพ่อป้ายแดง บ๊วย-เชษฐวุฒิ วัชรคุณ ก็เปลี่ยนตัวเองได้หลายๆ อย่าง เพื่อลูก
"อะไรที่ไม่ควรทำก็จะไม่ทำ เช่น ผมติดเกมวินนิ่ง (เกมฟุตบอล) มาก ก็มาคิดว่ามันเป็นส่วนเกินของชีวิต เราสามารถตัดออกไปได้ ใช้เวลาอยู่กับลูกดีกว่า ไม่ได้เล่นก็ไม่เห็นเป็นไร เผอิญก่อนที่จะมีน้องแพรวผมก็เริ่มปฏิบัติธรรมแล้ว (ไปปฏิบัติที่วัดผาติการาม 2 ปีแล้ว) จากที่เคยกินเหล้าผมก็เลิก เลิกตลอดกาล
เขาก็เหมือนหัวหน้าครอบครัวส่วนใหญ่ ที่อยากให้ภรรยาเลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน
"ผมอยากให้ลูกโตขึ้นมาพร้อมกับความอบอุ่น ก็เลยให้ตุ๊กเขาไม่ต้องทำงาน ดูแลลูกอย่างเดียว ส่วนผมจะเป็นคนทำงานเอง ผมจะไม่วางอนาคตให้ลูก ส่วนใหญ่เท่าที่เห็นมา พ่อแม่ไปทางไหน ลูกก็มักจะไปทางนั้นอยู่แล้ว แม่เป็นนางแบบ ก็อาจจะเป็นเหมือนแม่ก็ได้ ลูกหน้าตาเหมือนตุ๊ก แต่เดินเหมือนผม เดินกางขา (หัวเราะ) ลูกเป็นอะไรก็ได้ครับ แค่รู้จักภูมิคุ้มกัน ขจัดความทุกข์ในชีวิตของเขาได้ ผมก็มีความสุขแล้ว ”
และเมื่อมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว ลูกผู้ชายห่างพ่ออย่างเขา ก็เข้าหาพ่อมากขึ้น
“ก็เริ่มเข้าใจคนที่เป็นพ่อว่า รักลูกอย่างไร และพ่อรู้สึกยังไงกับผม ผมเป็นเด็กโรงเรียนประจำ รู้จักพ่อตามคำบอกเล่าของแม่ สนิทกับแม่มากกว่า พอผมเริ่มทำงาน มีแฟนแต่งงาน มีลูก ก็เริ่มเข้าใจคนที่เป็นพ่อ คิดว่าพ่อเราก็คงเป็นแบบนี้ ผู้ชายจะไม่ค่อยบอกว่ารักลูก มักไม่ค่อยแสดงออก เช่น กอดลูก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รัก เขาก็จะแสดงออกในแบบอื่น เช่น แค่ถามว่ากินข้าวมาหรือยัง ตอนนี้ผมก็เริ่มแสดงความรักกับพ่อมากขึ้น กอดท่าน กินอาหาร พูดคุย และบอกรักพ่อบ่อยๆ” นักแสดงหนุ่มทิ้งท้าย
Tags : (หลัง) บ้านนี้ สามีคุม •

