บ้านวินเซอร์ บ้านเก่าอายุเกินร้อยยังรอบูรณะ ทั้งที่หลายฝ่ายตั้งใจฟื้นฟู แต่อุปสรรคสำคัญคือปัญหาร่วมกันของสิ่งก่อสร้างหลายแห่งในเขตเมืองเก่า
เพราะเป็นสังคมที่เร่งพัฒนา และให้คุณค่ากับความทันสมัย มานานหลายสิบปี เป็นความจริงว่า เพิ่งไม่นานมานี้เองที่สังคมไทย หันมาให้ความสนใจกับเรื่องการอนุรักษ์ โดยเฉพาะกับมรดกแห่งยุคสมัยที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของสามัญชน
"บ้านวินด์เซอร์" เป็นอีกตัวอย่างชะตากรรม ที่แขวนอยู่บนความเสี่ยง ของสถาปัตยกรรมอายุนับร้อยปี ซึ่งไม่เพียงรอคอยสำนึกอนุรักษ์ของคนรุ่นใหม่ แต่ยังต้องอาศัยความพยายามในอันที่จะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคซึ่งมีความซับซ้อนวุ่นวาย จนเอกชนคนธรรมดาผู้เป็นเจ้าของ ถึงจะอยากบูรณะรักษาบ้านตัวเองสักแค่ไหน ก็ไม่อาจดำเนินการได้โดยลำพัง
ความร่วมมือจากหลายฝ่ายเลยกลายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีความรู้เฉพาะทางและมุ่งผลักดันการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอย่าง โครงการแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นริมน้ำบางกอก โดย กรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเข้ามีบทบาทอย่างสำคัญในครั้งนี้
สำนึกอนุรักษ์ ก่อนจะสาย
บ้านวินด์เซอร์ เป็นบ้านโบราณที่ตกทอดจากตระกูลวินด์เซอร์ เจ้าของบ้านคือ นางสมบุญ วินด์เซอร์ ลูกเจ้าของโรงสีข้าวในย่านคลองบางหลวง ซึ่งสมรสกับ นายหลุยส์ วินด์เซอร์ ลูกชายของ กาเนียร วินด์เซอร์ กัปตันเรือชาวอังกฤษที่เดินเรือค้าขายระหว่างกรุงเทพ-สิงคโปร์-ฮ่องกง-ซัวเถา จนได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น "ขุนสมุทรโคจร" จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตั้งรกรากใน "ชุมชนกุฎีจีน" บนที่ดินของโบสถ์ซางตาครู้ส ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ตัวบ้านวินด์เซอร์เป็นเรือนขนมปังขิง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมของยุคนั้น ความสำคัญอยู่ที่ในย่านกุฎีจีนและคลองบางหลวงมีบ้านสไตล์นี้เหลือรอดผ่านกาลเวลามาเพียงน้อยหลัง อีกทั้งเป็นความโชคดีที่ถูกปิดทิ้งร้างมานานนับสิบปี ทำให้บ้านหลังนี้ไม่ถูกดัดแปลงหรือต่อเติมจนเสียสภาพดั้งเดิม ส่วนด้านลบคือการถูกปล่อยให้ผุพังโดยไม่ได้รับการดูแลรักษา ถึงวันนี้แม้ผู้เป็นเจ้าของคือ "ครูแอ๊ด" สมสุข จูฑะโยธิน ทายาท สมบุญ-หลุยส์ วินด์เซอร์ ในวัยเกิน 70 ปี จะอยากอนุรักษ์เรือนโบราณให้เป็นมรดกของครอบครัวและชุมชนก็ยังกลายเป็นเรื่องยากจนเกินกำลัง
"ตั้งแต่เด็กไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ก็ไปๆ มาๆ เลยไม่รู้สึกผูกพันกับบ้านหลังนี้สักเท่าไร จนมีคนบอกว่า 'บ้านแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้วนะครู' ถึงได้คิด" ครูแอ๊ดเล่าถึงสำนึกอนุรักษ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงสิบปี ที่ทำให้แม้ใครจะมาขอซื้อบ้านหลังนี้ ครูแอ๊ดก็ไม่ยอมขาย เพราะกลัวว่าคนที่ซื้อไปจะไม่เห็นคุณค่าของบ้านเก่า
แต่การดูแลบ้านวินด์เซอร์ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ "ครูแอ๊ด" ไม่ต้องพูดถึงเงินจำนวนมากที่จะต้องใช้เพื่อการซ่อมแซมบ้าน แม้แต่การหาช่างฝีมือดีซึ่งมีความรู้พอที่จะบูรณะบ้านโบราณก็เป็นเรื่องยากด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ครูแอ๊ดคิดว่าน่าจะพอเป็นไปได้ คือการขอความช่วยเหลือจากกรมศิลปากร แต่กลับพบอุปสรรค ว่าถ้าต้องการขึ้นทะเบียนอาคารเป็นโบราณสถานเพื่อการอนุรักษ์นั้น ในกรณีที่ทรัพย์สินเป็นของเอกชน ผู้เป็นเจ้าของต้องตกลงยินยอม ปัญหาก็คือ แม้บ้านจะเป็นของครูแอ๊ด แต่ที่ดินเป็นของ "โรมันคาทอลิกมิซซัง" ซึ่งเป็นส่วนการปกครองทางศาสนาที่อยู่เหนือวัดซางตาครู้สขึ้นไปอีก ดังนั้น ถ้าวัดและ "มิซซัง" ไม่สนใจจะอนุรักษ์บ้านเก่า (ซึ่งสภาพก็ดูผุๆ พังๆ จนไม่น่าอนุรักษ์) ก็เป็นอันว่าทำอะไรไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ก็อยากคงสิทธิของตัวเอง แทนที่จะสร้างเงื่อนไขให้เป็นข้อจำกัด เพราะหากอาคารถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ย่อมหมายถึงอำนาจของกรมศิลปากร ที่จะเข้ามาอนุรักษ์ดูแลตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา ปัญหากรรมสิทธิ์ทับซ้อนเช่นนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองเก่าในหลายกรณี และถือเป็นอุปสรรคสำคัญ ในการอนุรักษ์หรือแม้แต่จะฟื้นฟูดูแล ย่านที่อยู่อาศัยให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม
"บ้านวินด์เซอร์มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรม ตรงตามที่กรมศิลปากรกำหนดทุกประการ ติดตรงกรรมสิทธิ์ และปัญหาเรื่องเงินทุนที่จะมาบูรณะซ่อมแซมบ้าน ครูแอ๊ดเคยไปคุยกับเอกชนที่สนใจการอนุรักษ์ แต่ไม่มีหลักประกันว่าถ้าซ่อมเสร็จแล้วจะกลายเป็นเกสท์เฮ้าส์หรือเปล่า เลยไม่มีใครกล้าลงทุน" อาจารย์ ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดทำโครงการแผนที่มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นริมน้ำ ให้กับกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามฯ ชี้ทางออกว่าอยู่ที่การต้องหาทางนำบ้านขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานให้ได้เสียก่อน
เรือนไม้ริมน้ำ สู่ตึกแถวริมถนน
โครงการแผนที่มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นริมน้ำ มีเป้าหมายในการใช้ "แผนที่มรดกทางวัฒนธรรม" เป็นเครื่องมือในการสื่อสารถึงมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่ง "ย่านกุฎีจีน" ได้รับเลือกเป็นพื้นที่นำร่อง ด้วยเหตุที่เป็นชุมชนเก่าแก่ ที่ยังมีสิ่งก่อสร้างสวยงามหลงเหลืออยู่ไม่น้อย
โดยทีมงานซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์และนักศึกษา พากันลงเก็บข้อมูลทั้งด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี สภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดไปจนถึงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุนทรียภาพของชุมชน ไม่ใช่แค่การมองจากสายตาคนนอก แต่ยังดึงคนในชุมชนให้มาร่วมค้นหา "ของดี" ของชุมชนอีกด้วย
จากการเก็บข้อมูลพบว่าชุมชนแถบนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นชุมชนริมน้ำ ก่อนปรับตัวสู่การเป็นชุมชนบกจากการปรากฏตัวของ "ถนน" ส่งผลให้คลองต่างๆ ที่เคยเป็นเส้นทางสัญจรหลักในอดีตลดบทบาทลง กลายเป็นทางน้ำที่ตื้นเขิน และทางระบายน้ำที่เสื่อมโทรมสกปรก
อาคารในย่านกุฎีจีน แรกเริ่มเป็นเรือนแพหรือเรือนไม้ริมแม่น้ำ ต่อมาพัฒนาเป็นบ้านไม้ เมื่อถึงยุคการสัญจรทางบก จึงเริ่มมีการก่อสร้างตึกแถวทันสมัยหันหน้าหาถนน เรือนไม้ริมน้ำจึงถูกปล่อยทิ้งให้ทรุดโทรมผุพังไปตามมีตามเกิด บ้านวินด์เซอร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ส่วนด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จากชุมชนชาวสวนริมน้ำ ชาวชุมชนกุฎีจีนวันนี้เป็นคนเมืองเต็มขั้น ส่วนใหญ่รับราชการ เป็นพนักงานเอกชน หรือค้าขายนอกพื้นที่ สัดส่วนผู้คนในชุมชนเดิมมีแนวโน้มลดลงเพราะคนรุ่นใหม่แยกย้ายไปตั้งครัวเรือนยังทำเลอื่น พร้อมๆ กับการอพยพเข้าของแรงงานพลัดถิ่น กระนั้น ศาสนสถานยังคงเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในย่านทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่
ทีมงานนักวิชาการสถาปัตย์ชวนชาวกุฎีจีนตั้งวงระดมความคิดเห็นหลายครั้ง เพื่อร่วมกันกำหนดประเด็นปัญหาและค้นหาศักยภาพของชุมชน จนได้ข้อสรุปสำคัญประการหนึ่งว่า "บ้านวินด์เซอร์" เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมสำคัญของย่าน ซึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกับกายภาพอื่นๆ ของชุมชนคือล้วนตั้งอยู่บนพื้นที่ในความดูแลของ "โรมันคาทอลิกมิซซัง" ดังนั้น การจะบูรณะหรือพัฒนาใดๆ กุญแจดอกสำคัญคือ การชักจูงให้เจ้าของพื้นที่เห็นดีงามตามด้วย เริ่มจากเจ้าอาวาสวัดซางตาครู้ส ก่อนจะไปถึงโรมันคาทอลิกมิซซังในระดับที่เหนือขึ้นไป
หวังเป็นต้นแบบชุมชนอนุรักษ์
จึงเป็นหน้าที่ของทีมงานต้นคิดที่กลับไปจัดทำ "แผนการอนุรักษ์ฟื้นฟูบ้านวินเซอร์ สู่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นริมน้ำย่านกุฎีจีน" ในลักษณะของ "มาสเตอร์แพลน" ที่นำเสนอแนวทางการบูรณะบ้านวินด์เซอร์ พร้อมๆ กับการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทั่วทั้งชุมชนต่อทางวัดซางตาครู้ส ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงลานหน้าโบสถ์ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามตรอกซอกซอยต่างๆ ไปจนถึงการปรับปรุงทัศนียภาพโดยรอบให้สวยงามสมกับการเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญ
ผลก็คือ คุณพ่อวิทยา คู่วิรัตน์ เจ้าอาวาสวัดซางตาครู้ส เห็นด้วยและเปิดไฟเขียวเต็มที่
"ดีมาก เพราะไม่ใช่แค่ปรับปรุงบ้าน แต่เป็นการพัฒนาชุมชนให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายสวยงาม"
คุณพ่อวิทยายอมรับว่าที่ผ่านมา แม้ทางวัดกับชุมชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคริสต์ศาสนิกชนจะสัมพันธ์กันด้วยดี แต่ก็ยังมีลักษณะ "ต่างคนต่างอยู่" เช่นเดียวกับคนในชุมชนเองที่ต่างคนต่างทำมาหากิน แต่เมื่อสมาคมสถาปนิกสยามฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความรู้ความชำนาญเข้ามาชี้แนะและรวบรวมความคิดเห็นจากชาวชุมชนมานำเสนอแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ก็ทำให้เห็นภาพร่วมกันถึงทิศทางที่ควรจะไปอย่างเป็นรูปธรรม
หลายเรื่องที่ทีมงานนำเสนอ คุณพ่อวิทยาเห็นด้วยและพร้อมจะสนับสนุนทันที เช่น การปรับปรุงลานหน้าโบสถ์ แต่บางเรื่อง โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนโบราณสถานบ้านวินด์เซอร์ต้องเป็นการตัดสินใจของ "โรมันคาทอลิกมิซซัง" ซึ่งเจ้าอาวาสวัดซางตาครู้สเชื่อว่า "ผู้ใหญ่" ก็น่าจะ "say yes"
"ในพื้นที่ของ 'โรมันคาทอลิกมิซซัง' มีอาคารโบราณสวยๆ หลายแห่ง ถ้าผู้ใหญ่เห็นด้วยกับแผนของสมาคมฯ ก็อาจใช้เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ ที่เป็นความร่วมมือของหลายฝ่ายต่อไปในอนาคต" เจ้าอาวาสวัดซางตาครู้ส กล่าวทิ้งท้ายด้วยมุมมองของผู้ที่สนใจ และให้ความสำคัญกับงานอนุรักษ์ของชุมชนด้วยเช่นกัน
- 'คุณค่า' จากจุดยืนที่แตกต่าง
ทีมงานจัดการประเมินคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมย่านกุฎีจีนของคน 3 กลุ่ม พบว่ามุมมองของ "กรมศิลปากร" ให้คุณค่ากับกลุ่มโบราณสถาน และสิ่งก่อสร้างประเภทศาสนสถาน เช่น วัด ศาลเจ้า โบสถ์ และมัสยิด รวมทั้งคลองที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสะพานพระพุทธยอดฟ้า
ขณะที่ "เยาวชน" ซึ่งอาศัยในย่านกุฎีจีน นอกจากจะให้คุณค่าต่อศาสนสถานแล้ว ยังให้ความสำคัญกับพื้นที่กิจกรรมของคนในชุมชน ทั้งตรอก ซอก ซอย ทางเดินริมน้ำ สนามเด็กเล่น สิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในอดีตของย่าน รวมทั้งบ้านวินด์เซอร์ และบ้านไม้หลังอื่นๆ
มุมมองของ "สถาปนิก" และ "นักออกแบบชุมชนเมือง" หลากหลายที่สุด เพราะให้คุณค่าครอบคลุมองค์ประกอบเชิงกายภาพทั้งศาสนสถาน บ้านเรือน ลำคลอง สะพาน และพื้นที่สาธารณะ รวมไปถึงองค์ประกอบขนาดเล็กที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคม หรือเป็นสัญลักษณ์แทนความทรงจำต่างๆ ของคนในย่าน เช่น กุโบร์ ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของชาวมุสลิมกุฎีขาว หลุมหลบระเบิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณหน้าโรงเรียนศึกษานารี ฯลฯ
ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่คนแต่ละกลุ่ม ให้คุณค่าและเห็นว่าสมควรได้รับการใส่ใจดูแล และสิ่งไหนที่ได้รับความสนใจน้อย ก็จะถูกละเลยให้อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม เช่น ลำคลองสายต่างๆ เป็นต้น
Tags : บ้านวินด์เซอร์ • ชุมชนกุฎีจีน






ความคิดเห็นที่ 3
MR.HomePro , 28 มกราคม 2553 13:03
รับซ่อมและแก้ไขปัญหา น้ำรั่วซึม รอยแตกร้าว รั่วซึม น้ำรั่ว น้ำซึม ห้องน้ำรั่ว ห้องน้ำซึม พื้นห้องน้ำรั่วซึม หลังคารั่ว ดาดฟ้ารั่ว ผนังอาคารรั่ว ผนังห้องใต้ดินรั่วซึม น้ำรั่วซึมจากผนังภายนอกอาคารสูง น้ำรั่วจากสาเหตุรอยแตกแยกจากการต่อเติมบ้าน และรับงานเทพื้นเพื่อป้องกันการรั่วซึม รับงานกรุงเทพฯและปริมณฑล
รับซ่อมโดยช่างที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านระบบกันซึมโดยตรง ซึ่งมีวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยเทคนิคพิเศษ โดยใช้วัสดุกันซึมประสิทธิภาพสูงชนิดพิเศษ กันน้ำได้ 100% ซึ่งมีความหนาแน่น แข็งแกร่ง ยืดหยุ่นตัวได้ ทนต่อทุกสภาพแวดล้อม สามารถยึดติดกับวัสดุอื่นได้เสมือนเป็นเนื้อเดียวกัน อายุการใช้งานยาวนาน พร้อมรับประกันผลงานเป็นเวลา 2 ปี
รับซ่อมหลังคารั่ว แก้ไขปัญหาด้วยการใช้วัสดุกันซึมประสิทธิภาพสูงชนิดพิเศษ ทนต่อแสงแดด และใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหลังคาโดยตรง ใช้เวลาซ่อมประมาณ 3-6 ชั่วโมง พร้อมออกใบรับประกันผลงาน 2 ปี ราคาเริ่มต้น 3,500 บาท
รับซ่อมน้ำรั่วจากสาเหตุรอยแตกแยกจากการต่อเติมบ้าน ระหว่างอาคารใหม่กับอาคารเก่า แก้ไขปัญหาด้วยการใช้วัสดุกันซึมประสิทธิภาพสูงชนิดพิเศษ พร้อมออกใบรับประกันผลงาน 2 ปี ราคาเริ่มต้น 5,000 บาท
รับซ่อมห้องน้ำรั่วซึม พื้นห้องน้ำรั่วซึม ท่อน้ำทิ้งรั่วซึม น้ำรั่วหยดลงชั้นล่าง ไม่ต้องทุบ ไม่ต้องรื้อถอน ไม่ทำลายโครงสร้างเดิม แก้ไขปัญหาด้วยการใช้วัสดุกันซึมประสิทธิภาพสูงชนิดพิเศษ ซึ่งน้ำยาทำความสะอาดพื้นห้องน้ำไม่สามารถทำลายยาแนวกันซึมได้ สามารถใช้ห้องน้ำได้ภายใน 3-6 ชั่วโมง พร้อมออกใบรับประกันผลงาน 2 ปี ราคาเริ่มต้น 5,000 บาท
ระบบกันซึม เทพื้น ดาดฟ้า แตกร้าว น้ำรั่วซึม รับประกันผลงาน 2 ปี ราคาเริ่มต้น 5,000 บาท
ระบบกันซึมผนังภายนอก แตกร้าว น้ำรั่วซึม รอยต่อผนัง ตึกสูง อาคารสูง หลังคาโดม ปัญหาน้ำรั่วซึม ขอบกระจก อาคารสูง และไม่สามารถแก้ไขปัญหาจากภายในอาคารได้ สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยวิธีโรยตัว ราคาเริ่มต้น 7,000 บาทขึ้นไป รับประกันผลงาน 2 ปี
หมายเหตุ การประเมินราคาพิจารณาจากจำนวนพื้นที่ ลักษณะงาน
ติดต่อ MR.HomePro Group
http://www.mr-homepro.com
e-mail:mr.homepro@gmail.com
มือถือ: 08 70115657 โทร: 02 9163739-40 แฟกซ์: 11
ความคิดเห็นที่ 2
MR.HomePro , 28 มกราคม 2553 13:00
MR.HomePro Group
บริการ ซ่อมแซมบ้าน ปรับปรุงบ้าน ครบวงจร
บริการปรับปรุง บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ สำนักงาน คอนโดมิเนียม ทุกประเภทครบวงจร
งานต่อเติมบ้าน หลังบ้าน ห้องครัว ขยายห้อง กั้นห้องผนังเบา ต่อเติมโรงจอดรถ ระเบียง ต่อเติมชั้นสอง ทุกประเภทครบวงจร
งานตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์บิวอิน งานปูกระเบื้อง พื้น ผนัง ทุกประเภทครบวงจร
งานฝ้าเพดานต่างๆ ฝ้าทีบาร์ ฝ้าฉาบเรียบ งานโครงกระจกอลูมิเนียม บานเลื่อน บานสวิง งานกั้นห้อง งานผนังเบา งานกั้นผนังห้องด้วยกระจกหรือกั้นด้วยผนังเบา ทุกประเภทครบวงจร
งานโครงสร้างเหล็ก โครงหลังคาMetals * t โครงหลังคาโพลีคาร์บอเนต ยินดีให้คำปรึกษาโดยวิศวกร
งานไฟฟ้า ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เดินสายไฟ เดินสายไฟร้อยท่อฝังผนัง ติดตั้งปลั๊ก สวิทซ์ ติดตั้งตู้ควบคุม เดินสายเมน ทุกประเภทครบวงจร
งานประปา ติดตั้งระบบท่อประปา ติดตั้งสุขภัณท์ ติดตั้งปั๊มน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่น น้ำร้อน วางถังแซท บ่อพัก ซ่อมแซมรั่วซึม ทุกประเภทครบวงจร
งานสี สีภายใน สีภายนอก สีน้ำมัน สีอีพ๊อกซี่ ทุกประเภทครบวงจร
สนใจติดต่อสอบถาม ยินดีให้คำปรึกษา ประเมินราคาถึงสถานที่ บริการทั้งงานเล็กและงานใหญ่
ติดต่อ MR.HomePro Group
http://www.mr-homepro.com
e-mail:mr.homepro@gmail.com
มือถือ: 08 70115657 โทร: 02 9163739-40 แฟกซ์: 11
ความคิดเห็นที่ 1
ปรัชญา , 23 พฤศจิกายน 2552 09:27
สมควรที่จะนำเรื่องลักษณะนี้มาเสนอเป็นข่าว เพราะสิ่งเหล่านี้ถึงจะเป็นสมบัติของเอกชน แต่ก็มีความสำคัญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย น่าที่จะมีผู้ที่มีกำลังทรัพย์และมีศรัทธาเข้ามาดูแลช่วยเหลือ เราก็มีศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นทุกวันอยู่แทบจะทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพแล้ว แต่สมบัติแบบนี้มีแต่จะน้อยมีลงไป