กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 01:00

แวมไพร์ โรมานซ์ คติทางเพศแห่ง New Moon

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ฟันแหลมวาววับจากปาก "แดร๊กคิวล่า" อาจไม่เป็นที่ปรารถนาของสาวๆ ทั่วไปสักเท่าใด แต่คงไม่ใช่ เขี้ยวคมจากปากแวมไพร์สุดเท่อย่าง "เอ็ดเวิร์ด" แน่ๆ

เพราะนอกจากจะไม่ปฏิเสธแล้ว ล่าสุด แวมไพร์อย่างเขายังถูกโหวตจากสาวๆ ทั่วโลกให้เป็นมนุษย์หมาป่าที่ป๊อปที่สุด ชนะแชมป์เก่าแดร๊กคิวล่า อย่าง Christopher Lee และ Wesley Snipes ไปเรียบร้อย ..(ถูกสำรวจโดยบริษัทโฆษณาชื่อดังสหรัฐอเมริกาชื่อ Pearl & Dean จากแฟนๆ แวมไพร์บริเวณหน้าโรงหนังกว่า 3,000 คน)

 ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ เพราะปรากฏการณ์ของ The Twilight นั้น ทั้งหนังและวรรณกรรม มีมากมายเกินกว่าจะเล่าให้จบด้วยเนื้อที่แค่ 1 หน้าหนังสือพิมพ์

 และ - ระหว่างที่ "จุดประกาย" ฉบับนี้วางหราอยู่บนแผง แวมไพร์เอ็ดเวิร์ด ก็อาละวาดความหล่อแล้วทุกโรงในโลก สานต่อความหล่อของ "คุณลุง" จากรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ที่ค่อยๆ กลับเข้าอู่ BTS ไป

 ภายใต้พล็อตเรื่องที่ว่าปิ นางเอก "เบลล่า" รู้ว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกเหนือธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งแวมไพร์และมนุษย์หมาป่า เมื่อชีวิตเธอกลับมาเป็นปกติหลังจาก เอ็ดเวิร์ด ทิ้งไป และเธอก็รู้ว่า "เจคอบ" มีความแตกต่างระหว่างเธอกับเอ็ดเวิร์ด เท่าๆ กับที่ เจคอบ จะไม่มีตัวตนถ้าไม่มี เอ็ดเวิร์ด

 และเนื้อหากลายเป็นความขัดแย้งหลักของเรื่อง ระหว่าง เจคอบและ เอ็ดเวิร์ด ซึ่ง เบลล่า ก็คือมนุษย์ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองเผ่าพันธุ์ นั่นหมายความว่าเรื่องรัก สงครามระหว่างแวมไพร์ มนุษย์ และ เผ่าพันธุ์หมาป่าที่ต้องมาต่อสู้กันเพื่อพิสูจน์ ถึงรักแท้ ได้เริ่มต้นขึ้น โดยมี "หญิงสาวนางหนึ่ง" จะต้องเสี่ยงชีวิตของเธอด้วย "คมเขี้ยวแห่งแวมไพร์"

 เมื่อใช้สายตามองผ่านจักษุ ทะลุข้ามเนื้อหาของหนังรักแวมไพร์เรื่องนี้ แง่มุมหนึ่งที่น่าถกเถียงจากงานเขียนของ สเตฟานี ไมเยอร์ คือ พื้นฐานของคตินิยมตามแบบสิทธิสตรีสมัยใหม่ (Modern Feminism) ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการกำหนดให้ฝ่ายหญิง (เบลล่า) ตกอยู่อารมณ์หมกมุ่นแห่งรักใคร่ ที่มิอาจปราศจากฝ่ายชายอย่าง "เอ็ดเวิร์ด" ได้
 นักวิจารณ์อย่าง ลอรา มิลเลอร์ จาก Salon.com วิจารณ์ว่า..

 "ในหลายๆ ครั้ง มีการเล่าถึงตัวละคร เอ็ดเวิร์ด ในมุมมองของ เบลล่า เพื่อบ่งบอกถึงการมีอคติทางเพศ (Sexism) โดยเห็นได้จากพฤติกรรมหมกมุ่นและคำพูดเน้นย้ำสถานะตัวละครฝ่ายชายในฐานะที่เป็นพระเอกในนวนิยายโรแมนติก" (แม้ว่าภายหลัง ผู้เขียนอย่าง ไมเยอร์ จะออกมาตอบโต้ว่า เธอแค่ต้องการให้ เบลล่า เป็นศูนย์กลางของการเล่าเรื่อง)

 พันทิพย์ อศินธรรม คอลัมนิสต์-นักแปลจากรั้วจามจุรี ซึ่งติดตามอ่านและดูหนัง Twilight มาตลอด ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า...

 "จะเห็นได้ว่า New Moon ซึ่งเป็นหนังสือเล่มที่ 2 ต่อจากเล่มแรก Twilight นั้น มีเนื้อหาเข้มข้นถึงขั้นหดหู่ในช่วงต้นถึงกลางเรื่อง ทั้งยังสะท้อนความรักของแวมไพร์และหญิงสาวธรรมดาด้วยเหตุผลหลายประการ  ในมุมของสตรีนิยม เราจะเห็นว่าเรื่องมันถูกเล่าผ่านมุมมองของ เบลล่า หญิงสาวอายุ 17 ปีค่อนข้างสะท้อนมุมมองความรู้สึกของเด็กผู้หญิงทั่วไปที่ไม่มั่นใจใน "ความสวยงาม" ทางรูปร่างหน้าตาของตัวเอง แม้เด็กผู้ชายในโรงเรียนหลายคนแสดงออกว่าชอบเธอ นี่อาจแสดงภาวะอ่อนแอทางเพศมุมหนึ่ง"

 "โดยส่วนตัวคิดว่า มันมีเรื่องของมายาทางเพศเหมือนกัน เช่น ในหนังสือ เบลล่า ไม่มั่นใจในตัวเอง และดูเหมือนจะไม่ต้องการให้เด็กหนุ่มวัยเดียวกัน มาสนใจตัวเธอ แต่ในทางตรงกันข้าม เบลล่า กลับหลงใหลคลั่งไคล้ชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์งดงามอย่าง เอ็ดเวิร์ด เราคิดว่าความคงความเยาว์วัยที่อยู่ในรูปร่างของชายหนุ่มตลอดกาลนั้น ได้สะท้อนมายาภาพที่อยู่ในหัวของ เบลล่า คือ ทัศนคติเกี่ยวกับความงาม"

 พันทิพย์ บอกว่า อย่าลืมว่า เบลล่าเองเลือกปฏิเสธโลกแห่งความจริงและกลับเลือกความสวยงามที่เป็นอมตะ ไม่มีวันโรยรา   

 "เรื่องราวนี้เป็นสิ่งสะท้อนที่ชัดเจนถึงการเทิดทูนสิ่งสวยงามที่แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ในชีวิตจริง นวนิยายเล่มนี้พาผู้อ่านหลีกหนีออกจากโลกที่บอกเราว่าผู้หญิงโดยทั่วไปมีทางเลือกน้อยกว่าผู้ชาย โลกที่ความสวยงามของผู้หญิงถูกสังคมกำหนดไว้แล้ว ไปสู่โลกที่เธอสามารถเลือกชายที่สวยงามเกินมนุษย์ สามารถให้ความรักอันเป็นอมตะแก่เธอได้ไม่มีวันเสื่อมคลาย เป็นความรักอมตะที่เกี่ยวข้องกับความสวยงามอย่างแน่นแฟ้น"

แวมไพร์ชนะพ่อมด
 ดูเหมือนว่า ขณะที่ twilight ไม่ว่าภาคไหนจะกลายเป็นปรากฏการณ์คลั่งเมือง แต่ประเด็นหนึ่งที่ถูกมองและถกเถียงคือ วัฒนธรรมความงาม และเรื่องรักใคร่ระหว่างชายหญิงผ่านตัวละครของเรื่อง

 พรทิพย์ แย้มงามเหลือ คอลัมนิสต์ภาพยนตร์รุ่นใหม่ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็น "แฟนพันธุ์แท้" ของ Twilight เสริมประเด็นนี้ว่า มีบริบทที่สะท้อนเรื่องมายาและคติทางเพศเหมือนกัน

 "เคยมีสำนักข่าวต่างประเทศ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น CNN ไปถามเด็กอายุ 12-14 ปีว่าทำไมพวกเขาถึงเปลี่ยนใจจากการหลงใหล Harry Potter มาเป็น Edward Cullen หรือจากพ่อมดมาเป็นแวมไพร์ เด็กสาวคนหนึ่งบอกว่า เธอรู้ว่าไม่สามารถเป็นพ่อมดได้ แต่เธอสามารถฝันถึงการมีผู้ชายสมบูรณ์แบบเข้ามาในชีวิตได้ เราคิดว่า นั่นน่าจะเป็นหนึ่งในคำตอบที่ดีถ้าจะถามว่าอาการ Fever New Moon ที่กำลังเกิดขึ้นสะท้อนอะไรออกมาได้บ้างและมันก็เป็นคำตอบที่ตรงกับที่เราคิด"

 "คนที่อ่าน The Twilight Saga อาจจะไม่ได้มองด้วยซ้ำว่านี่เป็นหนังสือที่ว่าด้วยแวมไพร์ แต่เป็นหนังสือที่พูดถึงความในใจของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งได้พบและตกหลุมรักกับชายหนุ่มสมบูรณ์แบบ ประโยคยอดฮิตที่บรรดา Twi-Hard (แฟนพันธุ์แท้ Twilight) ชอบพูดกันก็คือ Edward Cullen is a Perfect Boyfriend แวมไพร์เป็นเหมือนเงื่อนไขที่ถูกใส่เข้ามาเท่านั้น เหมือนโรมิโอที่ไม่อาจจะรักกับจูเลียตได้เพราะชาติกำเนิด เอ็ดเวิร์ดก็ไม่ควรรักกับเบลล่าเพราะสิ่งที่เขาเป็น

 จะว่าไปใน New Moon ก็มีกลิ่นอายของรักต้องห้ามอยู่มากพอสมควร แน่นอนว่าด้านหนึ่งงานเขียนของสเตฟานี ไมเยอร์ ทำให้คนอ่านหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของความฝัน ผู้หญิงทุกคนอยากเป็นเบลล่า และอยากได้เอ็ดเวิร์ดมาเป็นคนรัก เอ็ดเวิร์ดเป็นตัวแทนของชายสมบูรณ์แบบทั้งหล่อ รวย เก่งที่สำคัญปกป้องหญิงที่เขารัก แถมยังเป็นรักต้องห้ามที่ยังคงขายได้อยู่ทุกยุคทุกสมัย และใช่ The Twilight Saga อาจจะขายฝัน แต่ก็เป็นฝันที่ผู้หญิงทุกคนอยากจะซื้อและอยากจะได้.."

 ปรากฏการณ์ของ แวมไพร์ ของ สเตฟานี ไมเยอร์ วัย 35 ปีนั้น ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขายหนังสือเท่านั้น แต่เด็กสาวทั่วโลกพากันแต่งตัวให้เหมือนกับตัวละครในหนังสือของเธอ ถึงขนาดว่ามีแฟนคลับบางกลุ่มเขียนเรื่องราว Twilight ในเวอร์ชั่นของตนเอง แล้วนำไปปล่อยในอินเทอร์เน็ต

  นิตยสาร Sight & Sound รายงานว่า เมื่อใดที่ ไมเยอร์ ปรากฏตัวในร้านหนังสือ แฟนคลับราว 3,000 คนจะคอยต้อนรับเธอเสมอ นอกจากนี้ยังมีวงดนตรีร็อคที่ธีม "Twilight" เป็นธีมในการเล่นดนตรี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ไมเยอร์ กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวรรณกรรมและภาพยนตร์ มากกว่าเป็นแค่เพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

 ..."ถ้าในการดูหนัง อ่านวรรณกรรม จะมีอะไรที่สะท้อนชัดๆ ถึงภาวะถูกบดบังโดยมีเรื่องเพศนิยมอย่างชัดเจน โดยส่วนตัวคิดว่า ความคลุมเครือระหว่าง realistic กับ illusion ก็ปรากฏให้เห็นอยู่นะ

 อย่างฉากที่เธอมัก "สลบ" เพราะเป็นลม สลับกับการ "ตื่นขึ้น" พร้อมกับกรีดร้องจากฝันร้ายตลอดเวลา คือสาวอย่าง เบลล่า ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนจริง เธอควบและยืนคร่อมระหว่างเมโลดรามาและความเป็นจริงที่ซ้อนทับกันอยู่" พันทิพย์ อธิบายกับ "จุดประกาย"

ตัวแทนของ Bad Boy
 นักสตรีนิยมบางคนและนักวิจารณ์บางกลุ่มของต่างชาติ ตั้งข้อสังเกตทีเล่นทีจริงว่า เป็นไปได้ไหมว่า ผู้หญิงก็ต้องการอะไรที่ดูฝันๆ และเอาเข้าจริงๆ แล้ว แวมไพร์ ทไวไลท์ ก็คือ อีกด้านหนึ่งของ "ซอมบี้" ที่รูปหล่อในปี 2009

 "ก่อนอื่นลองมองไปที่ภาพลักษณ์ของแวมไพร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ก่อนทั้งใน Twilight ซีรีส์สุดฮิตอย่าง True Blood และล่าสุดกับ The Vampire Diaries ที่เบียด Gossip Girl ตกไปแล้วเรียบร้อย ทั้ง 3 เรื่องมีจุดร่วมที่เหมือนกันคือ การเปลี่ยนแวมไพร์จากผู้ร้ายกระหายเลือดมาเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องและที่สำคัญพวกเขารักกับหญิงสาวธรรมดา Vampire 2009 คิดว่าถ้ามองในมุมนี้ น่าจะเป็นการกลับมาของซอมบี้และแดร๊กคิวล่าในเวอร์ชั่นโรแมนติกมากกว่า" พรทิพย์ แย้มงามเหลือ เสริมบ้าง...

 "การที่ผู้หญิงหลงใหลในเรื่องความหล่อเพียงอย่างเดียว เชื่อว่าถ้าใน Twilight เอ็ดเวิร์ดนอนอยู่แต่ในโลง ออกมาได้เฉพาะตอนกลางคืน ดื่มเลือดของผู้คนเป็นอาหาร บางทียุค Vampire Craze ตามที่ Forbes Magazine เรียกอาจจะไม่ถือกำเนิดขึ้นก็ได้ 

 พูดแบบบ้านๆ ก็คือ หล่อน่ะหล่อจริง แต่ทั้งเอ็ดเวิร์ด คัลเลน บิลล์ คอมป์ตัน และสเตฟาน ซัลวาทอร์ มีอะไรมากกว่าความหล่อ ขณะที่ซอมบี้และแดร๊กคิวล่าอาจจะได้กลุ่มคนดูที่เป็นผู้ชายเป็นหลัก แต่กับหนังและซีรีส์ที่เป็นแวมไพร์ในตอนนี้ ได้คนดูหลักเป็นผู้หญิงทั้งหมด ตั้งแต่ก่อนวัยรุ่น วัยรุ่น วัยทำงาน เลยเถิดไปถึงวัยคุณแม่ (เรียกว่า Twi-Mom) CNN เพิ่งทำสกู๊ปถามว่า ทำไมผู้หญิงหลงรักแวมไพร์แต่ผู้ชายถึงไม่ ซึ่งคำตอบก็คือ ผู้ชายชอบซอมบี้มากกว่าเพราะมีการนองเลือด มีแอ็คชั่นมากกว่า ตรงกับรสนิยมของผู้ชายมากกว่า

 แต่แวมไพร์เป็นเหมือนมอนสเตอร์ ที่ดูภายนอก ท่าทางและการพูดจาเหมือนผู้ชาย เต็มไปด้วยความปรารถนา โรแมนติก และเจ็บปวด ในหลายๆ ทางแวมไพร์เป็นตัวแทนของ Bad Boy และผู้หญิงก็ชอบ Bad Boy"

 สาวรุ่นใหม่ที่เวียนว่ายอยู่กับวัฒนธรรมแวมไพร์และการเสพทั้งวรรณกรรมและหนัง สะท้อนมุมมองไปแล้ว น่าสนใจว่า นักเขียน-นักวิจารณ์สาวที่เธอออกตัวว่า เป็นรุ่นเก่าไปแล้วอย่าง คำ ผกา จะมองวัฒนธรรมแบบนี้อย่างไร

 คอลัมนิสต์สาวที่มีงานชุกที่สุดคนหนึ่งของบ้านเรา บอกกับ "จุดประกาย" ว่า จริงๆ แล้ว วัฒนธรรมแวมไพร์นั้น ถือเป็นโกธิคมากๆ และไม่น่าจะมีรากอะไรเชื่อมกับสังคมไทยได้เลย 

 "อาจเป็นไปได้ว่า พระเอกหล่อมากๆ แต่โดยส่วนตัวก็คิดนะว่า myth แบบนี้มันมักจะเวิร์คกับสังคมไทย หรือเปล่า (เธอถาม) แขกว่า โมเดลแบบนี้มันเป็นตะวันตกมากๆ นะ ไม่ใช่ไทยเลย แต่ก็เข้าใจได้ว่าทำไมคนรุ่นใหม่ถึงรับได้อย่างรวดเร็ว และจริงๆ เรื่องแบบนี้ทางนักวรรณคดีเขาก็มีการวิจารณ์กับตีความกันไว้เยอะมาก ถ้าจะสรุปถึงกระแสง่ายๆ คงต้องบอกว่า คงเพราะแวมไพร์เขาหล่อมาก แต่แขกเฉยๆ เพราะแขกโตมากับกระสือกระหัง" (หัวเราะ)

 น่าสังเกตว่า ในบรรดาวรรณกรรมฮิตๆ ที่ถูกนำมา "แปรรูป" เป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมานั้น งานที่ทำเงินมากๆ มักมีตัวเอกเพศชาย ที่มีใบหน้าหล่อเหลา และหล่อแบบสมัยใหม่ (เช่นทรงผมและดวงตา)

 จิระนันท์ พิตรปรีชา บอกกับ "จุดประกาย" ว่า มันเป็นไม้ตายอย่างหนึ่งเหมือนกัน แม้แต่ในหนังที่เกี่ยวกับ "ชู้รัก" ทั้งหลาย ถ้าตัวชู้หน้าตาดี คนดูหรือผู้ชมจะเห็นอกเห็นใจไปกับการกระทำของตัวละคร

 "ในยุคหนึ่ง นักแสดงในบทนี้อาจจะเป็น โรเบิร์ต เรดฟอร์ด หรือ แบรด พิทท์ ถามว่า แล้วพอเราดูหนังแบบนั้นกัน มีใครเอาจริงเอาจังกับแง่มุมเรื่องชู้สาวของตัวละครบ้าง เพราะมันถูกบดบังไปหมดด้วยความหล่อของนักแสดงนั่นเอง หรือพูดตรงๆ ก็คือ พอพระเอกซึ่งไปมีชู้กับคนอื่นๆ แต่ดันหล่อแบบ โรเบิร์ต หรือ แบรด พิทท์ จะมีใครสักกี่คน ที่ไม่เห็นอกเห็นใจตัวละคร นั่นก็เพราะว่าคนดู ได้ตกเป็นเหยื่อในการรับกับภาวะความหล่อนั่นเอง"

 และบางที - นี่อาจหมายความว่า "แวมไพร์" หรือ "กระหัง" ไม่ใช่ปมปัญหา
 เพราะประเด็นที่ใหญ่กว่าทุกเรื่อง คือ "ความหล่อ"

 ความหล่อเป็นเหตุของคติเพศและข้อถกเถียงแห่งสตรีนิยม-นั่นเอง

Tags : แวมไพร์ โรมานซ์ คติทางเพศแห่ง New Moon

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

***ลองแสดงความคิดวิทยาศาสตร์แนวขำๆไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่าเรื่องเม็ดเลือดแปรสภาพสำหรับผู้หญิงไม่เป็นปัญหามากถึงจะนั่งนานๆเพราะมีรอบเดือนเอาไว้ถ่ายออกและจะมีความรู้สึกอารมณ์ทางเพศใต้สะดือส่วนใหญ่ยามถูกเสียดสีและสัมผัสก็เกิดจากการกระตุเนเม็ดเลือดที่จะหมดสภาพให้มีแรงเหมือนกับผิวหนังแขนขาเมื่อยามตอนเจออากาสหนาวๆหากเอาไปเสียดสีหรือมีความร้อนแขนขาจากเดิมที่ใกล้จะหมดสภาพแข็งไปหมดก็ทำให้มีพลังงานขยับได้ใต้สะดือก็เช่นกันที่ระบายและที่ให้กำเนิดแต่ถ้าเป็นผู้ชายล่ะครับอย่านั่งนานๆมากก็ดีอ่ะครับเพราะหากเม็ดเลือดที่ได้จากการบดกันของผิวหนังอย่างเนื้อที่ก้นจากเดิมแปรสภาพมาเป็นอสุจิหากมีมากๆที่สะสมจะวนเวียนทำให้เพี้ยนๆอยู่หลายๆอย่างหากทำให้เม็ดเลือดเสียโดยที่ไม่ตั่งใจอีกนั้นแหละใน1วัน1หน่วยชีวิตมีทั้งยืนนั่งนอนอยู่3อย่างนี้ลองสังเกตุดูดีดีหากทำอย่างใดอย่าง1มากไปจะเกิดความเพี้ยนเสมอไม่อธิบายต่อดีกว่าเพราะใช้ภาษายังไม่แน่นอนกลัวเข้าใจผิด

ความคิดเห็นที่ 1

เรื่องของแวมไพร์ กับความสวยงามมีให้เห็นในวรรณกรรมหลายๆ เรื่อง หรือจะท้าวความไปถึงปฐมบทแห่งแวมไพร์ จากวรรณกรรมของ Bram Stocker ก็ยังมีกลิ่นไอความงามแห่งรูปลักษณ์ให้เห็น...จากที่ได้ติดตามทั้ง Twilight และ New Moon ก็รู้สึกว่าผู้สร้างหนัง และเจ้าของวรรณกรรมทำสำเร็จที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าการติดตามภาคต่อของหนังเรื่องนี้เป็นหน้าที่...แต่สำหรับคนที่ติดตามเรื่องราวของแวมไพร์จริงๆ คงให้คุณค่าของ Edward Cullen ได้แค่แวมไพร์เกิดใหม่ เพราะเขายังขาดมนต์ขลังในตัวเอง...เมื่อเทียบกับตัวแสดงอื่นๆ อย่าง คาไลน์ และ อโร

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement