กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 01:00

โฮมสเตย์ในฝัน?

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ช่วงนี้หลายคนคงกำลังวางแผนเที่ยวหน้าหนาว ก่อนหน้านี้ สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว เผยโผ 10 โฮมสเตย์ยอดเยี่ยมออกมา ไปดูกันว่าราคาคุยหรือของจริง

หาดสองแคว เสน่ห์แบบบ้านๆ 
เรื่อง :  บุญพิมพ์ ใบยา

 หาดสองแคว อยู่ในการปกครองของอำเภอตรอน ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปทางใต้ 25 กิโลเมตร แม้จะเป็นเพียงชุมชนขนาดเล็ก แต่วันนี้ กลับมีผู้คนสนใจหลั่งไหลเข้าไปเยี่ยมเยือนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดความสนใจ แต่เพราะวิถีชีวิตของคนที่นี่...รักกัน สามัคคี จิตใจดีงาม

"ชาวหาดสองแคว ไม่อายที่จะบอกว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน และอยู่ด้วยวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เรียบง่าย รักษ์ถิ่นกำเนิด การพัฒนาทุกด้านจึงขับเคลื่อนและประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะความสวยงามของชุมชน ไม่มีถังขยะตั้งอยู่หน้าบ้าน และดอกไม้นานาชนิดบานตลอดทั้งปี กลายเป็นจุดสนใจของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน" อรุณี นันทโชติ รองประธานโฮมสเตย์บ้านหาดสองแคว บอก

 นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนแบบ “มาเยือนเรา ไม่ต้องไปไกล พักที่บ้านเราดีที่สุด”

 อรุณี บอกว่า ชาวหาดสองแคว ไม่เคยรู้ว่าอะไรคือ “โฮมสเตย์” ที่ผ่านมาหากมีแขกแวะมา ถ้าจำนวนมากก็กระจายพักตามบ้านชาวบ้าน จนกระทั่งสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุตรดิตถ์ ประสานและให้คำแนะนำ ให้ความรู้ ผ่าน อบต.หาดสองแคว มีการจัดอบรม ศึกษาดูงานจากต่างพื้นที่ซึ่งประสบความสำเร็จเรื่องของการจัดการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์

 รูปแบบของโฮมเสตย์ ของหาดสองแคว เป็นบ้านของชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ที่รักความสงบ ต้องการสัมผัสบรรยากาศพื้นบ้าน  ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างในโรงแรม

“เจ้าบ้านอยู่อย่างไร แขกก็อยู่เช่นนั้น ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ แต่รับรองความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์” และมีข้อแม้ว่า ห้ามส่งเสียงดังหลังเวลา 22.00 น. ห้ามเล่นการพนัน เมื่อเจ็บป่วยแจ้งเจ้าบ้านทันที และที่สำคัญห้ามทิ้งขยะในเขตชุมชนโดยเด็ดขาด

 โปรแกรมสำหรับการเป็น “ชาวหาดสองแคว” เวลาสั้นๆ  หนึ่งในนั้นคือ การหาบจักหัน วัฒนธรรมหนึ่งเดียวของที่นี่

 “เวลาเช้าตรู่พระสงฆ์ออกบิณฑบาต ทุกครอบครัวจะตักเฉพาะข้าวใส่บาตรให้กับพระสงฆ์ ส่วนสำรับอาหารจะนำมาวางแท่นไม้ที่มีอยู่ทุกหลังคาบริเวณหน้า จากนั้นจะมีคนกลุ่มหนึ่งไม่ต่ำกว่าเช้าละ 10 คน หาบจักหันตามหลังพระสงฆ์ เพื่อเก็บสำรับไปถวายพระสงฆ์ที่วัด พร้อมเก็บสำรับกลับมาวางไว้ที่เดิม”
 
เอาใจเขามาใส่ใจเรา แบบ "ท่าขันทอง"
เรื่อง : ชินภัทร์ ไชยมล

 ด้วยสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมและวิถีการดำรงชีวิตแบบพื้นบ้านไว้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะรวมความหลากหลายทางเชื้อชาติไว้ถึง 9 ชนเผ่า ได้แก่ จีนคณะชาติ (จีนฮ่อ) เผ่าอิ้วเมี่ยน เผ่าลาหู่ เผ่าอาข่า ไทยใหญ่ ไทยลื้อ ลั๊วะ เผ่าอีสานและเผ่าพื้นเมือง แต่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

 ความแตกต่างด้านภาษาและชาติพันธุ์ที่ใครๆ มองว่าเป็นปัญหา แต่ชาวท่าขันทองพลิกกลับมาเป็นจุดเด่นสร้างจุดขาย โดยไม่มีการสร้างภาพหรือแต่งเติมเรื่องราวการดำเนินชีวิตแต่อย่างใด

จนกลายเป็นความประทับใจที่กระจายกันไปแบบปากต่อปาก

 สองปีที่แล้ว มีคณะจากต่างจังหวัดเข้ามาศึกษาดูงานกิจกรรม 5 ส. และกลุ่มฝึกอาชีพของ อบต.บ้านแซว แต่คราวนั้น ไม่มีที่พักรับรอง ต้องไปอาศัยบ้านพักของป่าไม้ชั่วคราว

 “ตอนหลัง มีคนเข้ามาดูงานกันมากขึ้น จึงเกิดไอเดีย อยากทำโฮมสเตย์ไว้รองรับ เลยหารือกับชาวบ้านและคณะทำงาน พอเห็นว่าน่าจะก่อให้เกิดรายได้เสริมแก่ชาวบ้าน จึงเริ่มดำเนินการ” เศรษฐศักดิ์ พรหมมา ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย  ในฐานะโต้โผใหญ่ เล่ายิ้มๆ

 เริ่มต้นด้วยสมาชิก 10 กว่าหลัง มาตอนนี้เพิ่มเป็น 23 หลังคาเรือน ทุกหลังเน้น ความสะอาดและการบริการ ภายใต้แนวคิด “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”

 “เมื่อเราไปบ้านเขาเราต้องการอะไร ดังนั้นก็จงทำกับเขาเหมือนที่เราอยากให้เขาทำกับเรา  จะเน้นให้ชาวบ้านคิดอย่างนั้น และผลตอบรับก็ดีเกินคาด นักท่องเที่ยวบางคนกลับไปแล้วก็กลับมาอีก มีบางคนก็ยังโทรศัพท์ติดต่อมาหาเจ้าของบ้านอยู่เรื่อยๆ หรือบางคนก็เขียนจดหมายมาหา เพราะความรักความผูกพัน” 

 ลุงเสถียร บุญปก ประธานโฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง เจ้าบ้านหลังแรกๆ ที่เปิดประตูรับแขกแปลกหน้าให้เข้ามาพัก และแขกคนแรกของเขาคือ นักศึกษาแลกเปลี่ยนต่างชาติ

 “มากันเต็มรถทัวร์ รับไว้คนเดียวคงไม่ไหว เลยแบ่งให้ไปหลังโน้นบ้างนี้บ้าง ปรากฏว่าพอฝรั่งเข้ามาพักก็ถูกอกถูกใจ เพราะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตแบบชาวบ้านแบบแท้จริง ได้ทำอาหารและรับประทานร่วมกัน รวมไปถึงการตื่นเช้ามาบิณฑบาต”

 ลุงเสถียร เล่าต่อว่า หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรม จะมีการทำพิธี “บายสีสู่ขวัญหมู่” ให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นพิธีเรียกขวัญอันศักดิ์สิทธิ์ของภาคอีสาน ด้วยการมัดแขน ผู้ข้อมือจากพ่ออุ๊ยและแม่อุ๊ย

“เวลาที่มีคณะมา ชาวบ้านทุกคนจะตื่นเต้นและเตรียมการต้อนรับอย่างดี โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ ที่จะมานั่งร้อยพวงมาลัย เพื่อมอบให้เป็นของที่ระลึก ซึ่งทุกคนมีความสุขและตั้งใจกับสิ่งที่ทำจริงๆ โดยหวังเพียงว่า อยากให้คนที่มาเยี่ยมเรามีความสุขกลับไป เงินทองไม่ใช่เรื่องใหญ่” ภรณ์นภา ยะราช หรือ บาน เจ้าหน้าที่ธุรการ อบต.บ้านแซว เสริมลุงเสถียร
 
รักษ์ป่าที่บ้านโปง
 
เรื่อง : จันจิรา จารุศุภวัฒน์

 บ้านโปง ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ หมู่บ้านเล็กๆ ที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ด้วยสภาพป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะห่างจากตัวเมืองเพียง 15 กม.เท่านั้น

 แม้ทำเลจะคาบเกี่ยวระหว่างชนบทและชุมชนเมือง แต่ชาวบ้านโปง กลับใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย กลมกลืนไปกับป่าไม้และธรรมชาติ

ด้วยสภาพชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติทำให้คณะวิทยาการจัดการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับชุมชนแห่งนี้ เล็งเห็นศักยภาพของชุมชนจึงเข้ามาช่วยจัดรูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ ภายใต้คอนเซปต์ "โฮมสเตย์" ให้ชาวบ้านตั้งแต่ปี 2542

 นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ โฮมสเตย์บ้านโปงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง พี่เลี้ยงคนสำคัญของชาวบ้านโปงคือ มิ่งขวัญ แดงสุวรรณ หัวหน้าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักฟาร์ม ม.แม่โจ้ ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายบริหารจัดการบ้านพักโฮมสเตย์ ของชมรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บ้านโปง

 อ.มิ่งขวัญ เล่าว่า ชมรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านโปง หรือ บ้านโปงโฮมสเตย์ เกิดขึ้นเพื่อต้องการสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านช่วยดูแลทรัพยากร ดิน น้ำ ป่าไม้ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“โฮมสเตย์บ้านโปงจึงแตกต่างจากที่อื่นๆ คือ จัดการท่องเที่ยวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรป่าต้นน้ำ การอนุรักษ์ดิน  และป่าไม้ รวมทั้งเน้นพัฒนาคน สังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป”

นอกเหนือจากบริการพื้นฐาน โฮมสเตย์บ้านโปงยังมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและการอนุรักษ์ป่าไม้ เช่น การเดินสำรวจป่าชุมชนโดยมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ปั่นจักรยานชมธรรมชาติ การตกปลา

นอกจากจะติด 1 ใน 10 โฮมสเตย์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยแล้ว โฮมสเตย์แห่งนี้ได้รางวัลมาหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ รางวัลลูกโลกสีเขียว เมื่อปีที่แล้ว

แม้จะได้รับรางวัลมามากมายแต่ อ.มิ่งขวัญ บอกว่า โฮมสเตย์บ้านโปง ไม่เน้นขยายธุรกิจให้ใหญ่โต ทุกอย่างยังเป็นไปแบบเรียบง่าย ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังประกอบอาชีพหลัก คือ รับจ้าง เกษตรกรรมและค้าขายเล็กๆ น้อยๆ  เวลาที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการ ทุกคนจะมาช่วยกันตระเตรียมสถานที่เพื่อนต้อนรับแขกที่มาเยือน กิจกรรมเหล่านี้ช่วยสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นภายในชุมชนและยังทำให้หลายคนรักถิ่นฐานบ้านเกิดมากขึ้น

 "การบริหารจัดการโฮมสเตย์ ชาวบ้านทุกคนจะมีส่วนรวม เริ่มตั้งแต่การลงหุ้นเพื่อตั้งเป็นกองกลาง หุ้นละ 10 บาท ส่วนรายรับที่ได้จากการเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพัก เจ้าของบ้านจะหักรายได้ 10 เปอร์เซ็นต์เพื่อเข้ากองกลาง เมื่อถึงเดือนเมษายนทุกปีจะมีการแบ่งปันผลจากกองกลางให้ชาวบ้านตามหุ้นที่ตนเองลงไว้

เรามีข้อตกลงในชมรมฯ ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกจะลงหุ้นได้ไม่เกินคนละ 2,000 บาท สาเหตุที่ตั้งกฎเกณฑ์ดังกล่าวขึ้น เพื่อป้องกันการแสวงหากำไรจากรายได้ ปัจจุบันมีชาวบ้านเป็นสมาชิกชมรมฯกว่า 300 คน มีจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 9,000 หุ้น แต่ละปีที่มีการปันผลให้กับชาวบ้านเฉลี่ยได้คนละประมาณ 1,000 - 2,000 บาท"

ส่วนป้าจันทร์สม พงค์หาญ ชาวบ้านโปง หนึ่งในสมาชิกชมรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านโปง  บอกว่า แม้จะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่ชาวบ้านหลายคนรวมทั้งตนเองไม่มีแนวคิดขยายบ้านพักให้ใหญ่ โตรองรับนักท่องเที่ยวที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทุกคนยังใช้ชีวิตแบบพอเพียง และพอใจกับสิ่งที่มีอยู่

 "บ้านพักของป้ามีทั้งหมด 2 ห้อง รับนักท่องเที่ยวประมาณ 10 คน  นักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักค้างคืนจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่  ป้าจะทำอาหารพื้นเมืองให้รับประทานทั้ง 2 มือ ส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นบ้านแบบง่ายๆ เช่น แกงฮังเล น้ำพริกอ่อง และแกงผักในท้องถิ่น"ป้าจันทร์สมบอก

เคี้ยวข้าวเหนียวจิ้มหมอลำที่บ้านปลาค้าว 
เรื่อง : สุชาติ สูงเรือง 

ถ้าเอ่ยชื่อหมอลำบ้านปลาค้าว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ หลายคนรู้จัก เพราะที่นี่คือชุมชนที่มีคณะหมอลำมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

 เกือบ 50 คณะที่มีทั้งหมอลำหมู่ หมอลำกลอนและคอนเสิร์ตลูกทุ่งหมอลำ แต่ละปีจะออกรับงานแสดงไปทั่วประเทศไทยสร้างรายได้เข้าหมู่บ้านปีละไม่น้อยกว่า 50-60 ล้านบาท โดยชาวบ้านทุกหลังคาเรือน จะยึดอาชีพเป็นหมอลำเป็นอาชีพเสริม

 บางครอบครัว พ่อเป็นพระเอก แม่เป็นนางร้าย ลูกๆ แสดงเป็นนางเอกหรือหางเครื่องก็มี หลายหลังเป็นศิลปินยกครอบครัวแบบมีความสุข

 นอกจากเป็นแหล่งศิลปินหมอลำพื้นบ้านแล้ว บ้านปลาค้าวยังควบงาน "หมู่บ้านโฮมสเตย์" อีกด้วย ดังนั้นในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวหลายพันคน เข้าไปพักผ่อนนอนค้างคืนและสัมผัสกับหมอลำอย่างใกล้ชิด

 เหรียญชัย โพธารินทร์ ประธานบริหารชมรมหมู่บ้านโฮมสเตย์บ้านปลาค้าว เล่าว่า บ้านปลาค้าวก่อตั้งมาประมาณ 150-200 ปี  แบ่งได้เป็น 4 หมู่บ้าน วัดเก่าแก่ 2 วัด 1 ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ บรรพบุรุษรุ่นบุกเบิกมีเชื้อสายภูไท หลายคนยืนยันว่าอพยพมาจากเวียงจันทน์

บ้านปลาค้าวเป็นหมู่บ้านเก่าแก่รักสงบ ไม่มีโจรผู้ร้าย คนท้องถิ่นจะชอบทำงานด้านศิลปะ เช่น ชอบวาดรูป ชอบแกะสลักไม้มงคลชนิดต่างๆ โดยยกชุมชนขึ้นเป็นหมู่บ้านโฮมสเตย์ เมื่อปี 2546 จนถึงขณะนี้มีทั้งหมด 40 หลังคาเรือนที่ร่วมโครงการ

 "จุดเด่นโฮมสเตย์ที่นี่ อยู่ที่การบริการดีและชุมชนมีความเป็นศิลปะ" เหรียญชัย ภูมิใจ

 แต่ไฮไลต์ของที่นี่จะเป็นอะไรไปเสียไม่ได้นอกจาก หมอลำ

 “ทั้งหมอลำกลอน หมอลำหมู่ หมอลำเรื่องต่อกลอนก็แสดงกันสดๆ จะรับประทานอาหารไปชมการแสดงไปก็ได้ อิ่มทั้งข้าวและอิ่มเอิบความงามในศิลปะท้องถิ่น” บัวสอน แก้วศรี ชาวบ้านปลาค้าว วัย 65 โชว์ของดี

 “หรือจะเป็นผ้าไหมมัดหมี่ ที่นี่ก็สวยงามไม่แพ้ภาคอื่นๆ” ลุงบัวสอน หยอดท้าย

Tags : โฮมสเตย์ในฝัน? หาดสองแคว

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement