"ธรรมดาบ้างก็ได้" เพื่อนคนหนึ่งบอก เมื่อเห็นท่าทางลังเลใจของฉัน ขณะกำลังมองหา "ที่ไป" ใหม่ๆ สำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์
นั่นน่ะสิ มานั่งนึกๆ ดูอีกที สถานที่เบสิคๆ ที่ใครๆ ไปแล้วนำเรื่องเล่ามาแลกเปลี่ยนกัน ฉันต้องนั่งฟังพร้อมกับทำหน้าเมื่อยอยู่เฉยๆ ทุกที แล้วคราวนี้จะไปไหน ไม่ทันตัดสินใจ เสียงโทรศัพท์ที่ปลายสายเป็นพี่สาวหุ่นสวยก็ดังขึ้น "ไปถ่ายรูปที่เมืองกาญจน์กันมั้ย"
นั่นล่ะ "ที่ไป" ครั้งนี้ของฉัน
1.
นิ้วมือแทบไม่พอนับเมื่อฉันลองไล่เรียงดูว่า เคยมากาญจนบุรีแล้วกี่ครั้ง แน่นอน มันมากกว่า 10 ครั้งขึ้นไป และดูเหมือนจะบ่อยครั้งกว่าจังหวัดใหญ่ๆ หลายแห่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมด้วยซ้ำ
ทั้งๆ ที่เคยย้ำเตือนตัวเองไว้ตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่า จะไม่มาเมืองกาญจน์อีก เหตุเพราะครั้งแรกกับกาญจนบุรีที่มีแพเธคเป็นจุดหมายปลายทางทำให้ฉันหมดสนุก เลยเหมารวมเมืองประวัติศาสตร์นี้ไม่ดีไปหมด แต่พอมีโอกาสได้สัมผัสมุมอื่นๆ ไม่แปลกใจตัวเองเลยว่าทำไมนิ้วมือจึงไม่พอนับ
อานิสงส์จากการเดินทางร่วมกันบ่อยๆ ทำให้พี่สาวที่เป็นสมาชิก ชมรมโฟกัสซิ่ง คลับ เอ่ยปากชักชวนให้ไปร่วมทริปถ่ายภาพด้วยกัน มันเป็นเส้นทาง "ธรรมดา" ที่ใครๆ ก็ไปกัน ถ้าบอกชื่อสถานที่นักท่องเที่ยวมือโปรหลายคนคงร้อง อ๋อ...ไปมาแล้ว แต่สำหรับฉันจัดว่าเป็นเส้นทางที่พิเศษมากทีเดียว เพราะนอกจากจะได้ไปสถานที่ "ใหม่" ในความรู้สึกแล้ว ฉันยังมีโอกาสเรียนรู้หลักการถ่ายภาพเบื้องต้นจากอาจารย์และนักถ่ายภาพมือโปรหลายๆ คนในชมรมด้วย
เรามาถึง อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ หรือ ปราสาทเมืองสิงห์ เอาตอนสิบโมงเศษ แดดยามสายส่องให้โบราณสถานแห่งนั้นดูขรึมขลังยิ่งขึ้น ฉันเดินเลาะกำแพงศิลาเตี้ยๆ เข้าไปภายในส่วนที่เรียกว่า โบราณสถานหมายเลข 1 ซึ่งตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางปราสาท
"แสงสำคัญมากสำหรับการถ่ายภาพสถาปัตยกรรม เราควรหามุมถ่ายภาพที่แสงเข้าด้านข้างเพราะจะทำให้เห็นเหลี่ยมมุมของสถาปัตยกรรมชัดเจนขึ้น และภาพๆ นั้นก็จะดูสวยงาม" อาจารย์ภู - ภูวพงษ์ ผจญอริพ่าย นักถ่ายภาพมือโปรแห่งชมรมโฟกัสซิ่ง คลับ แนะนำ ก่อนที่ฉันจะเดินหาเหลี่ยมมุมของแสงเพื่อยกกล้องขึ้นบันทึกภาพ
สำหรับปราสาทเมืองสิงห์ ตามข้อมูลว่า เป็นโบราณสถานที่มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 - 19 ภายในตัวเมืองล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลงและคูน้ำเป็นรูปสี่เหลี่ยมหลายชั้น เมื่อเดินเข้าทางด้านหน้าจะเห็น ปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งเป็นโบราณสถานหมายเลข 1 ตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของเมือง สังเกตได้จากประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ มุ่งหน้าเป็นเส้นตรงเข้าสู่ปราสาท โดยตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออกอันเป็นลักษณะของการวางทิศตัวอาคารในศิลปะแบบขอม มีโบราณสถานหมายเลข 2 และหลุมขุดค้นโครงกระดูกตั้งอยู่ไม่ไกล
น่าแปลกเหมือนกันที่ปราสาทศิลปะขอม มาสร้างไกลถึงฝั่งตะวันตกของประเทศไทย แต่พอลองเชื่อมกับข้อมูลด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ มีข้อสันนิษฐานที่พอเชื่อได้ว่า ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 เป็นระยะเวลาที่อาณาจักรทวาราวดีเสื่อมอำนาจลง อิทธิพลของศิลปะขอมได้แพร่ขยายเข้ามา ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศไทย ทำให้พบปราสาทศิลปะขอม และโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก
เราใช้เวลาถ่ายภาพอยู่ในปราสาทนานกว่าชั่วโมง จนท้องร้องจึงเบนเป้าหมายไปที่ร้านอาหาร แล้วค่อยๆ เดินทางต่อไปตามเส้นทางรถไฟสายมรณะที่ฟังชื่อทีไรก็ชวนขนลุก
ทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า รถไฟสายมรณะเริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านเข้ากาญจนบุรี ข้ามแม่น้ำแควใหญ่ไปทางทิศตะวันตก ผ่านด่านพระเจดีย์สามองค์จนถึงปลายทางที่เมืองตันบีอุซายัต ประเทศพม่า ปัจจุบันยังพอหลงเหลือร่องรอยของรางรถไฟให้เห็นอยู่บ้าง
รถจอดอีกครั้งบริเวณกิโลเมตรที่ 65 ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ ช่องเขาขาด ช่องเขาประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและน้ำตา เราศึกษาข้อมูลคร่าวๆ จากพิพิธภัณฑ์สถานช่องเขาขาดก่อนจะเดินตามขั้นบันไดที่ทอดตัวไปยังช่องเขาขาด
มันค่อนข้างเงียบจนได้ยินเสียงหวีดหวิวของใบไม้ที่ปะทะกับสายลม ฉันเดินตามทางแคบๆ ที่มีลูกศรชี้ไปเรื่อยๆ ไม่นานช่องเขาขาดก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ภาพเชลยศึกหลายเชื้อชาติทั้ง อเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ ฮอลันดา ที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นใช้แรงงานตลอด 24 ชั่วโมงเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์เต็มเพื่อสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า สานฝันให้กองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฉายชัดขึ้นมา แม้วันนี้จะไม่มีกองเลือดและน้ำตา ทว่า ฉันกลับได้ยินเสียงร่ำไห้ดังระงมอยู่ในความคิด
ดอกป๊อปปี้สีแดงผูกติดอยู่กับตะปูเหล็กขนาดใหญ่ มีไม้กางเขนเล็กๆ วางอยู่ใกล้ๆ เป็นอนุสรณ์ที่ใครเห็นแล้วต้องเศร้า ทุกๆ ปีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้จะเดินทางมาประกอบพิธีกรรมเพื่อรำลึกถึงเชลยศึกผู้เป็นญาติของพวกเขาที่จากไปเพราะการทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง เป็นที่มาของ hellfire pass ที่หมายถึงการจุดคบไฟทำงานกันตลอดทั้งคืน
ทั้งๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น แต่น้ำตาเจ้ากรรมก็พานจะไหล ฉันจึงต้องพาตัวเองถอยออกมา
2.
เราใช้ทางหลวงหมายเลข 323 อย่างคุ้มค่าต่อไป จนถึงบริเวณ น้ำตกเกริงกระเวีย ที่อยู่ติดกับถนนสายหลัก แวะถ่ายภาพแนวธรรมชาติกันที่นี่ โดยมีมือโปรอย่างอาจารย์ภูเป็นคนแนะนำการถ่ายภาพเหมือนเคย
"จะถ่ายภาพน้ำตกเราต้องดูช่วงเวลาและฤดูกาลด้วย ช่วงปลายฝนน้ำตกจะสวย เพราะน้ำเต็มพอดี ประมาณ 9 โมงนี่แสงสวยมาก ส่องกระทบสายน้ำจะได้ภาพที่พลิ้วนุ่ม แต่ถ้าเลยช่วงเวลานี้ไปเราก็ดูองค์ประกอบภาพอื่นๆ ร่วมด้วย"
แน่นอนว่าอาจารย์ไม่ลืมสอนการตั้งสปีดชัตเตอร์ที่จะทำให้ภาพสายน้ำดูพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ พร้อมย้ำถึงอุปกรณ์สำคัญที่ "ต้องมี" นั่นก็คือ ขาตั้งกล้อง
"ถ้าไม่มีขาตั้งกล้องก็ต้องหาที่วางกล้อง หรือทำให้มือเรานิ่งที่สุด เพราะเราใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ"
เกริงกระเวีย เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่เดินแค่ 10 นาทีก็เห็นทุกซอกมุม แต่สิ่งที่สะกดสายตาจนเราใช้เวลาเกินกว่า 30 นาที อยู่ ณ บริเวณน้ำตกเล็กๆ แห่งนี้ก็คือ ภาพสายน้ำที่แผ่กระจายไหลมาจากทุกทิศทาง ไหลลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ เป็นภาพที่สวยงามจริงๆ
ก่อนแวะเข้าตัวอำเภอสังขละบุรีราว 4 กิโลเมตร รถพาเราเลี้ยวขวาที่มีป้ายบอกทางไป ด่านเจดีย์สามองค์ เส้นทางลาดยางสายนั้นทอดยาวพาเราไปจนถึงด่านชายแดนด้านทิศตะวันตกที่เป็นแนวเชื่อมต่อระหว่างไทยกับพม่า เจดีย์สามองค์ตั้งตระหง่านเรียงกันดูสวยงาม แต่ดูเล็กกว่าที่ฉันจินตนาการไว้มาก
เดิมเจดีย์สามองค์นี้เป็นแค่กองหินที่คนไทยสักการบูชาก่อนจะเดินทางออกไปทางพม่า ชาวบ้านเรียกว่า หินสามกอง จนในปี พ.ศ. 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีนำชาวบ้านมาก่อสร้างเป็นเจดีย์ขนาดเล็กจำนวน 3 องค์ และคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในอดีตนั้นบริเวณนี้เคยเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าด้วย
ดูเหมือนว่าด่านเจดีย์สามองค์จะเป็นชายแดนที่ค่อนข้างคึกคักอีกแห่งหนึ่ง เพราะนอกจากพ่อค้าแม่ขายชาวไทยและพม่าที่นำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกันแล้ว นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติก็แวะเวียนมาซื้อของฝากของที่ระลึกกันเนืองแน่น บ้างก็ติดต่อขอข้ามเขตแดนเข้าไปชมตลาดพญาตองซูที่อยู่ในฝั่งพม่า พร้อมกับได้แป้งไม้ทานาคากลับมาเป็นของฝาก
พระอาทิตย์ยามเย็นที่บริเวณ สะพานไม้มอญ สังขละบุรี รอเราอยู่แล้ว หลังจากกลับรถแล้วตรงรี่มาถึงอำเภอสังขละบุรี เรารีบเก็บข้าวของเข้าที่พักแล้วเดินทอดน่องออกมาถ่ายภาพวิถีชีวิตและกิจกรรมยามเย็นของชาวมอญบริเวณนั้นทันที
"การถ่ายภาพคน หรือวิถีชีวิตควรจะถ่ายแบบเปิดหน้า หมายความว่าถ้าตัวแบบหันหน้าไปทางไหนควรเว้นพื้นที่ด้านนั้นไว้ ภาพจะได้ดูมีจินตนาการ ไม่อึดอัด" เมื่อลองทำตามคำอาจารย์สอนก็พบว่า ภาพดูมีมิติและมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
สังขละบุรี เป็นอำเภอที่อยู่ติดกับเขตแดนพม่า มีภูเขาสูงล้อมรอบ และมีแม่น้ำ 3 สาย คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ไหลมาบรรจบกันตรงบริเวณที่เรียกว่า "สามประสบ" กลายเป็นแม่น้ำแควน้อยที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวกาญจนบุรี ในพื้นที่นี้มีทั้งชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายมอญอาศัยอยู่มากมาย จนมีคนพูดว่า สังขละบุรีไม่เคยไร้ร้างผู้คน
ว่ากันว่า สังขละบุรีเป็นเมืองที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเมืองนี้มีอยู่ 2 ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงแรกราวปี พ.ศ. 2494 หลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งเป็นพระภิกษุชาวมอญจากเมืองมะละแหม่ง ได้พาชาวมอญอพยพหนีภัยสงคราม และความแร้นแค้นเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยช่วยกันสร้างวัดและบ้านเรือนขึ้นเป็นชุมชนมอญ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามตัวอำเภอ จากนั้นก็มีชาวมอญอพยพเข้ามาสมทบอีกเป็นระลอกจนกลายเป็นชุมชนใหญ่
ส่วนจุดเปลี่ยนในช่วงที่ 2 เกิดขึ้นราวปี พ.ศ. 2527 เมื่อมีการสร้างเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ์) ซึ่งสันเขื่อนอยู่ที่อำเภอทองผาภูมิ แต่พื้นที่กักเก็บน้ำช่วงปลายเขื่อนกินพื้นที่มาถึงอำเภอสังขละบุรี ทำให้ตัวอำเภอสังขละบุรี รวมทั้งวัดวังก์วิเวการามของหลวงพ่ออุตตมะ และหมู่บ้านมอญ ที่ตั้งอยู่เดิมจมหายไปอยู่ใต้บาดาล ชาวบ้านต้องย้ายวัดและบ้านเรือนขึ้นมาตั้งกันใหม่ที่เหนือเขื่อน เหลือเพียงอนุสรณ์สถานที่วันนี้กลายมาเป็นทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองกาญจน์ และจะชมได้ในช่วงเวลาที่น้ำลดเท่านั้น
วัดวังก์วิเวการาม เป็นอีกหมุดหมายหนึ่งที่สำคัญ เพราะเป็นวัดจำพรรษาของหลวงพ่ออุตตมะ ที่ชาวไทยเชื้อสายมอญ รวมถึงชาวไทยหลายคนให้ความเคารพนับถือ แม้วันนี้หลวงพ่ออุตตมะจะมรณภาพไปแล้ว แต่ความเลื่อมใสศรัทธายังคงอยู่ ผู้คนจากทั่วสารทิศจึงพากันหลั่งไหลไปทำบุญที่วัดวังก์วิเวการามอยู่เป็นประจำ
ฉันแหงนหน้าขึ้นมองเจดีย์พุทธคยาสีทองที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางวัด แสงยามเย็นส่องให้สีทองนั้นดูอร่ามเรือง ซึ่งเจดีย์แห่งนี้มีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารไว้ให้พุทธบริษัทได้กราบไหว้บูชา
เดินทักษิณาวัตรเวียนขวารอบองค์เจดีย์พุทธคยาครบ 3 รอบแล้ว ฉันก็ถอยฉากออกมายืนมองรอบๆ วัดอีกครั้ง เห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่ผ่านตาไปอย่างช้าๆ นึกขอบใจการเดินทางครั้งนี้ที่ทำให้รู้ว่า "ชีวิตคนเรา ธรรมดาบ้างก็ได้"
........................
- การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ แนะนำให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม หรือจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 338 (ถนนสายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ทั้งสองเส้นทางจะต้องผ่านแยกนครชัยศรี ขับตรงไปผ่านแยกบ้านแพ้ว จนถึงสะพานข้ามแยกบริเวณตัวเมืองนครปฐม ขับรถข้ามสะพานตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 323 จนถึงจังหวัดกาญจนบุรี แหล่งท่องเที่ยวที่กล่าวถึงจะอยู่บนถนนทางหลวงหมายเลข 323 จนไปสุดทางที่อำเภอสังขละบุรี
สำหรับรถโดยสารประจำทางมีบริการที่สถานีขนส่งสายใต้ เข้าไปดูข้อมูลการเดินรถที่ www.transport.co.th หรือโทรศัพท์ 0-2435-5605 ส่วนรถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเดินรถไปกาญจนบุรีทุกวัน และจัดรถไฟขบวนพิเศษสายกรุงเทพฯ-น้ำตก ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0-2220-4444 หรือสายด่วน 1690 และ www.railway.co.th
- ที่พัก
เขื่อนวชิราลงกรณ์ มีบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยวให้บริการ สอบถามที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต โทรศัพท์ 0-2436-3179, 0-2424-4794 ส่วนที่อำเภอสังขละบุรี มีโรงแรมที่พักหลายรูปแบบ เช่น พนธ์นที รีสอร์ท โทรศัพท์ 0-3459-5134, 0-3459-5269 โรงแรมพรไพลิน (ศรีแดง) โทรศัพท์ 0-3459-5088, 0-3459-5039 สามประสบรีสอร์ท www.samprasob.com พรไพลินริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท www.ppailin.com พี เกสท์เฮ้าส์ แอนด์ คันทรี รีสอร์ท โทรศัพท์ 0-0345-95061, 0-3459-5139 www.pguesthouse.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ททท.สำนักงานกาญจนบุรี โทรศัพท์ 0-3451-1200, 0-3451-2500 ทุกวันเวลาราชการ
Tags : กาญจนบุรี • ทางรถไฟสายประวัติศาสตร์






ความคิดเห็นที่ 2
JODIEMayo33 , 15 กรกฎาคม 2553 18:14
I strictly recommend not to wait until you earn enough money to order different goods! You can just get the mortgage loans or just short term loan and feel yourself free
ความคิดเห็นที่ 1
aa , 9 พฤศจิกายน 2552 11:26
เมืองกาญจน์ช่วงนี้อากาศดีมากๆๆครับเริ่มหนาวแล้วอยู่ใกล้ด้วย