แม้เรื่องรถไฟจะยังยุ่งไม่จบ แต่ภารกิจเพื่อความสงบก็ไม่มีวันหยุด โดยเฉพาะม้าเหล็กสายปลายด้ามขวาน ไปตามติดการทำงานคนกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งติดอาร์มไว้ว่า "สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน" ที่ยิงปืนแม่นไม่แพ้ตำรวจ ตรวจค้นได้ไม่ต่างจากทหาร
ความพลุกพล่านของผู้คนภายในบริเวณสถานีรถไฟหาดใหญ่ ในช่วงเช้าตรู่ของวัน ดูจะกลายเป็นภาพชินตาไปเสียแล้ว ทั้งชาวบ้านร้านตลาด และนักท่องเที่ยวผู้พิสมัยการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น "ขาขึ้น" หรือ "ขาล่อง"
เมื่อเกิดความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน "ฮับของปลายด้ามขวาน" อย่างหาดใหญ่ก็ได้รับผลกระทบจากการสถานการณ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง วันนี้นอกจากปริมาณคนจำนวนมหาศาลที่สัญจรไปมาแล้ว ยังมีบรรดา "คนในเครื่องแบบ" กระจัดกระจายอยู่เพื่อ "รักษาความปลอดภัย" ไม่เว้นแม้แต่บนขบวนรถไฟ
โดยมี อส. เป็นเจ้าภาพใหญ่คอยอารักขาม้าเหล็กทุกเที่ยว ทุกขบวนที่มุ่งหน้าสู่ปลายด้ามขวาน
"อส." ข้างต้นไม่ได้ย่อมาจากอาสาสมัคร แต่เป็น กองอาสารักษาดินแดน เจ้าหน้าที่กึ่งตำรวจ กึ่งทหาร กึ่งข้าราชการ สังกัดกรมการปกครอง
ปิดทองหลังพระ
"เรียกผิดอยู่บ่อยไปครับ" เสียงบอกเล่าจากนายกองตรี วราดิศร อ่อนนุช หัวหน้ากลุ่มพัฒนากิจการ อส. สำนักอำนวยการกองรักษาดินแดน ถึงความสับสนของผู้คนเวลาที่มีตัวย่อ อส.ปรากฏอยู่ตามพื้นที่ข่าว ที่มักจะถูกเหมารวมกลายเป็นกลุ่มอาสาสมัครอยู่เรื่อยไป ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
อันที่จริงแล้ว อส. เป็นส่วนหนึ่งของกิจการอาสารักษาดินแดน ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย โดยมีความมุ่งหมายเพื่อฝึกอบรมประชาชนให้รู้จักหน้าที่ในการป้องกันรักษาประเทศชาติในเวลาสงคราม ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2484) และยกเลิกไปเมื่อสงครามสิ้นสุด
ภายหลังจึงได้รื้อฟื้นกิจการ อส.ขึ้นใหม่ โดยออกเป็น พ.ร.บ.กองอาสารักษาดินแดน พ.ศ.2497 ภายใต้ความดูแลของกระทรวงมหาดไทย หน้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นการ สนับสนุนฝ่ายปกครอง ในการรักษาความสงบเรียบร้อย
"ภารกิจส่วนใหญ่ของสมาชิก อส. คือ คุ้มครองพื้นที่ส่วนหลัง บริเวณชายแดนจะเป็นหน้าที่ของทหาร แต่ถ้าเป็นพื้นที่ในประเทศจะเป็นหน้าที่ของกอง อส. ตำรวจจะเน้นจับกุม ขณะที่ฝ่ายปกครองจะเน้นเรื่องงานมวลชน การรักษาความปลอดภัยสถานที่ และรักษาความปลอดภัยผู้คน" วราดิศรบรรยายภาพรวมในการทำงาน
สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัด มติคณะรัฐมนตรีผ่านการเห็นชอบเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 ทำให้เกิดสมาชิก อส.สังกัดกองร้อยบังคับการและบริการส่วนหน้า จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 252 คน คุ้มครองขบวนรถไฟ เริ่มจากสถานีแรก ชุมทางหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เรื่อยไปจนถึงสถานีสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส และสำนักงาน ศอ.บต. บางส่วน
นายกองตรี พูลเดช อุเทนพันธ์ ผู้บังคับกองร้อยบังคับการและบริการส่วนหน้า จังหวัดชายแดนภาคใต้ อธิบายถึงการกระจายกำลังดูแลว่า มีการจัดกำลังแยกตาม "ความเสี่ยง" เป็นหลัก พร้อมอาวุธครบมือ
"ไม่ว่าขบวนท้องถิ่น ขบวนรถเร็ว ขบวนรถด่วน ขบวนสินค้า หรือขบวนซ่อมบำรุง เราจะขึ้นทุกขบวน" เขายืนยัน
ไม่ใช่แค่งานรักษาความปลอดภัยจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเท่านั้น สำหรับ "ความผิดซึ่งหน้า" สมาชิก อส.ก็สามารถทำการจับกุมได้เหมือนกัน ผลงานที่จับกุมที่ผ่านมา เช่น ใบกระท่อม วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (อัลปราโซแลม) หัวเชื้อยาแก้ไอ บุหรี่ต่างประเทศหนีภาษี และแรงงานต่างด้าว เป็นต้น
"ตาม พ.ร.บ.กองอาสารักษาดินแดนมาตรา 29 เราสามารถจำกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้ทุกเรื่องที่ปรากฏตรงหน้า เพราะส่วนใหญ่บนรถไฟจะจับได้เยอะ มีรายงานการจับกุมทุกเดือน แค่ใบกระท่อมก็จับได้ปีละเป็นพันๆ กิโลแล้ว"
จากภาพรวมการทำงาน "สนับสนุน" การปฏิบัติงาน ของสมาชิก อส. จะเห็นว่าค่อนข้างต่างกับ "การอำนวยความสะดวก" ของกลุ่มอาสาสมัครหมู่บ้าน หรือมูลนิธิต่างๆ ค่อนข้างชัดเจน
เพื่อชาติยิ่งชีพ
ในมือเขาปลดเซฟ ประคับปืนแนบข้างบ่า ขณะสายตากวาดดูเป้าหมายอย่างละเอียด ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง เจ้าของร่างนั้นก็พุ่งทะยานออกสู่ด้านนอก เสียงปลอกกระสุนดีดออกจากรังเพลิงเป็นระยะ
ไม่เกิน 1 นาทีปืนกระบอกนั้นจึงถูกเก็บเข้าที่อยู่ในท่าเตรียมพร้อม หลัง "เป้ากระดาษ" สีดำขาดวิ่นถือเป็นการสิ้นสุดการฝึกยิงปืนจำลองสถานการณ์จริง หนึ่งในหลักสูตรเตรียมความพร้อมที่เหล่าสมาชิก อส. จะต้องผ่านเป็นระยะๆ
"หลักสูตรที่ใช้ฝึกจะเป็นหลักสูตรเดียวกันกับทหาร เป็นหลักสูตรของหน่วยรบพิเศษ และใช้ตัวล่าสุดที่ฝึกในหน่วยรบพิเศษตอนนี้ สำหรับรูปแบบการฝึกก็แล้วแต่ทางผู้เข้ารับการฝึกจะเป็นผู้กำหนด บางครั้ง 1 สัปดาห์ บางครั้ง 3-5 วันก็มี" รท.ลิขิต ชาฎา หัวหน้าชุดปฏิบัติการ รองหัวหน้าชุดครูฝึก อส.ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร
นายกองตรี พูลเดช เสริมว่า นอกจากการฝึกในวันปกติ การฝึกทบทวนเพื่อเตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่ของสมาชิก อส. แล้ว ยังมีการฝึกเพิ่มศักยภาพเพื่อใช้ในภารกิจการอารักขาบุคคลสำคัญ (DOPA) เข้ามาให้ครอบคลุมความสามารถของสมาชิก อส. โดยส่วนใหญ่เป็นทหารบก และนาวิกโยธิน แล้วแต่หน่วยไหนมีความพร้อมที่จะให้มาฝึก การฝึกแต่ละครั้ง ก็แล้วแต่หลักสูตรบางโครงการก็ฝึก 21 วัน 15 วัน หรือ 7 วัน ตามแต่ที่วางโครงการ
"20 วัน แน่นๆ มาเลยครับ" อส.ไผ่ - ธีระศักดิ์ เทพธร อส. บจว. (ปฏิบัติการจิตวิทยา) วัย 23 ปี ที่เพิ่งจบหลักสูตร DOPA มาหมาดๆ เอ่ยถึงการฝึกด้วยรอยยิ้ม
"มีอบรมยุทธวิธีการยิงบนรถ รปภ. บุคคลสำคัญ ทำยังไงก็ได้อย่าให้บุคคลสำคัญบาดเจ็บ ไม่ยากครับ เพราะฝึกมาเยอะแล้ว"
สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มบ้านตอหลัง อ.ตันหยงลิมอ จ.นราธิวาส เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมอส. ไม่มีอะไรมากไปกว่าการอยากเห็นบ้านเกิดของตนเองสงบสุข โดยเฉพาะกับคนครอบครัว ข่าวการดักยิงผู้หญิงท้อง 8 เดือนเสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ "ผู้หญิง" ในข่าวคือน้าสาวของเขาเอง
"สูญเสียมาเยอะแล้วครับ เราไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก" สายตา และน้ำเสียงนั้นเอาจริงเอาจัง
เขายอมรับว่า การปฏิบัติงานในพื้นที่เป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะยังมีเรื่องความเชื่อ และทัศนคติของชาวบ้านเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ในทางที่ผิดอยู่
"คนร้ายเวลาลงมือจะใส่ชุดคล้ายๆ เจ้าหน้าที่รัฐ ใส่หมวกแก็ป ใส่รองเท้าผ้าใบ ซึ่งแบบนี้เราก็รู้แล้วว่าเขาไม่ใช่ แต่ชาวบ้านบางคนเขาไม่รู้ มันคนจ้องเราคนแก้นี่ยากมาก เราต้องแก้ไปตลอด มันทำไว้เราต้องไปแก้ ยากตรงนั้นน่ะครับ เราต้องฝึกฝนให้ทันเขาให้ได้"
อส.ไผ่มองว่า เรื่องการพัฒนาศักยภาพของตัวเจ้าหน้าที่เองเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งต้องหมั่นใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม และฝึกฝนตลอดเวลา เพราะถ้าหากครั้งไหนที่พลาด นั่นก็หมายถึงความตาย
"ตายครับ ถ้าพลาดแม้แต่วินาทีเดียว ตายทันที แต่ก็คุ้มครับ มาถึงนี่แล้ว เราได้รับใช้ชาติ ได้ปกป้องคนที่เรารัก ก็สู้กันหน่อย เพราะว่าโดนมาเยอะแล้ว"
ดอกไม้บนรางเหล็ก
เพราะการทำงานในพื้นที่ ไม่ได้มีแค่การรักษาความปลอดภัยของขบวนรถไฟเท่านั้น แต่เรื่องการตรวจสอบ สืบค้นเพื่อจับกุมสิ่งผิดกฎหมายก็ยังอยู่ในขอบข่ายงานของกองอาสารักษาดินแดนด้วย การทำงานมวลชน ที่เน้นเรื่องความอ่อนโยนจึงต้องการเป็นธงนำ โดยเฉพาะกลุ่มชาวไทยมุสลิม ภาพเจ้าหน้าที่ผู้ชายถือปืนจึงดูดุร้ายกว่าผู้หญิงสะพายปืนเป็นไหนๆ
ด้วยความจำเป็นในการทำงานสายนี้ ในทีมสมาชิก อส. ในพื้นที่จึงมี อส.หญิงเข้ามาทำงานประกบคู่กับ อส.ชายอย่างไม่ขัดเขิน
"จำนวนสมาชิก อส. อัตรา 252 คน เราจะมีผู้หญิง 24 คน" พูลเดชแจงสัดส่วน
เขาบอกว่า ด้านการฝึก และภาระหน้าที่ในการทำงานระหว่าง อส.ชาย และ อส.หญิงนั้นแทบไม่แตกต่างกันเลย
"ฝึกเหมือนผู้ชายทุกอย่าง วิ่งเหมือนกัน กลิ้งเหมือนกัน เกลือกเหมือนกัน นอนเหมือนกัน ลงน้ำ กินข้าวในสระเหมือนกัน ลงทะเลเหมือนกันหมด ด้านการปฏิบัติหน้าที่เราไม่ค่อยแบ่งเท่าไหร่ ทำงานเหมือนกัน การตรวจค้น การแบ่งขึ้นขบวนรถไฟ ทุกอย่างจะเหมือนกัน"
สิ่งที่พูลเดชมองถึงข้อได้เปรียบของผู้หญิงก็คือความอ่อนโยน และนุ่มนวล จะดีกว่าผู้ชาย ในการพูดคุย และให้บริการต่างๆ ผู้ชายมีหน้าที่ประหนึ่ง รปภ.ไป แต่ผู้หญิงมักจะให้เดินสอบถามตรวจค้น
"เราชอบด้านนี้อยู่แล้วนะ เขาเปิดรับสมัครก็เลยมา" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความเข้มแข็งของ อส.หนู - นัฎติยา มุขคงคา สาวนุ้ยจากเมืองพัทลุงเผยถึงแรงจูงใจแรก
"อาชีพนี้ทำให้เราได้คลุกคลีกับผู้คนเยอะ ไม่ได้อยู่ที่เดียว เราไป-มา ได้พูดคุย ได้ยิงปืนด้วย ยิงเยอะเลย (หัวเราะ) ปกติก็ชอบหนังแอคชั่น ชอบเรื่องผาดโผนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วนะเป็นผู้หญิงแต่นิสัยจะแก่นๆ กระเดียดออกไปทางผู้ชายมากกว่า ห้าวๆ" หนูออกตัว
อดีตผู้ช่วยพยาบาล จากโรงพยาบาลสิโรรส จ.ยะลา เล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมากับเหตุการณ์ความไม่สงบอยู่พอสมควร จากความกลัวจึงกลายเป็นความเคยชิน แต่เมื่อคราวปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรกเธอยอมรับตรงๆ ว่าอดหวั่นใจไม่ได้
"วันแรกที่ไป ขึ้นรถด่วนไปสุไหโก-ลกเลย มันก็หวาดเสียวนิดหน่อย ต้องหลีกเลี่ยงเอาเอง ต้องหลบ ช่วงรถไฟเลี้ยวแถบนั้นรางรถไฟจะถูกขนาบข้างด้วยเนินดินทั้ง 2 ฝั่ง จัดว่าเป็นพื้นที่อันตรายมาก แถวๆ นี้จะเกิดเหตุค่อนข้างบ่อย เราจะต้องระวังเป็นพิเศษ ต้องเซฟตัวเองสุดๆ เหมือนกัน รถไฟจะมีความเสี่ยงสูง เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรตอนไหน วันไหน"
แต่ถึงอย่างนั้น ความสวยงามของธรรมชาติ 2 ข้างทางที่นั่นเธอก็ยังยกให้เป็นความประทับใจทุกครั้งที่ลงไปอยู่ดี
สำหรับการทำงานกับผู้โดยสารนั้น อส.หนูคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีอุปสรรคมากเท่าไหร่ ถึงแม้ในช่วงแรกๆ ผู้โดยสารจะมีออกอาการอยู่บ้าง แต่พอเริ่มคุ้นหน้า ก็เริ่มพูดคุยทำความรู้จัก กลายเป็นความสนิทสนมกันไปในที่สุด
"เคยมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเข้ามาขอถ่ายภาพ แล้วก็ให้ของที่ระลึกด้วยนะ" เธอเล่าถึงความประทับใจครั้งนั้น
เมื่อพูดถึงความตาย กับความคุ้มค่า อส.หนูคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมานั่งคิดให้เสียเวลา เพราะการทำงานรับใช้ชาติในฐานะคนไทยคนหนึ่งได้ เหนือกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว
แต่ถ้าถามถึงคู่ชีวิต...
"มีคู่ก็จะแต่ง รอคู่อยู่ หาคนที่ถูกใจก่อน สเปคถ้าเห็นแล้วโดนคือใช่นั่นแหละ" หลังคำตอบ รอยแดงที่แก้มของเธอก็ค่อยๆ จางลง
สุดสายใต้ให้ปลอดภัย
นายกองตรีพูลเดช ให้ข้อมูลถึงการโจมตีรถไฟของผู้ก่อการร้ายว่า ส่วนใหญ่จะโจมตีช่วงเวลา 4 ช่วง คือ รถชะลอความเร็ว รถจอดอยู่กับที่ รถกำลังจะเคลื่อนตัวออก และจังหวะรถเข้าโค้ง ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนจะต้องมีคือ ความไม่ประมาท
"บางครั้งผู้โดยสารแน่นจนไม่มีที่เดินเลย ตรงนี้ยิ่งต้องระวัง ทำงานบนรถไฟ ถ้าจังหวะรถหยุดต้องหยุดนะครับ อย่าดึงดัน ต้องดู ดูนิดนึง รถกำลังจะเข้าชานชาลา ไม่ต้องทำอะไรเลย เตรียมพร้อม ถ้ารถกำลังวิ่งไม่ต้องกลัว ไม่เคยมีก่อเหตุ โดดลงไปมันก็ตาย"


ความคิดเห็นที่ 1
chum , 5 พฤศจิกายน 2552 14:22
นี้แหละบอกได้ว่าประเทศปกครองด้วยระบอบอะไร