เปิดใจสองนักเตะสายเลือดแคเมอรูนในทีมไทย เจาะเส้นทางค้าแข้งของนักบอลเชื้อสายอัฟริกัน ที่ฟุตบอลเปรียบได้กับศาสนา และยังเป็นประตูสู่ชีวิตใหม่
การพาเหรดเข้ามาค้าแข้ง ของบรรดานักฟุตบอลต่างชาติ นอกจากจะสร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้กับบรรดาแฟนบอลแล้ว เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า "ไทยลีก" กำลังกลับมาสดใสอีกครั้ง แต่เบื้องหลังนักเตะอิมพอร์ตเหล่านั้น ยังมีอะไรอีกมากมาย...ซ่อนอยู่
การเถลิงแชมป์ของ “กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ดเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการ "รูดม่าน" ไทยพรีเมียร์ลีก 2009 อย่างชื่นมื่น เมื่อกระแสฟุตบอลไทยถูก "ปลุกผี" ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539
ทั้งระบบการแข่งขันที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้น สโมสรที่พัฒนามากขึ้น การโปรโมทตามสื่อแขนงต่างๆ อันส่งผลให้บรรยากาศของกองเชียร์ และแฟนคลับในสนามดูคึกคักขึ้นผิดหูผิดตา รวมทั้งการเดินทางเข้ามาค้าแข้งของบรรดานักเตะต่างชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นสีสัน และเป็นเครื่องยืนยันว่าวงการฟุตบอลอาชีพของไทยกำลังก้าวสู่ความเป็นลีกมาตรฐานเหมือนลีกฟุตบอลอาชีพหลายๆ ลีกในเอเชีย
"ธีโอ" ธีโอดอร์ ยูยุ่น (Theodore yuyun) และ "ดีไวน์" เอ็นจี้ เอ็นเจเนวู ดีไวน์ (Njie Ngenevu Divine) 2 นักเตะผิวสีสายเลือดแคเมอรูนที่ถูกอยุธยาเอฟซีจากลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 ดึงตัวมาร่วมทีม ก่อนทั้งคู่จะมาร่วมทดสอบฝีเท้ากับสโมสรบีอีซี เทโรศาสนเพื่อเตรียมสู้ศึกในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นในเดือนมีนาคม 2553
ก่อนเสียงนกหวีดไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกจะดังขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สองหนุ่มจากกาฬทวีปปลีกเวลามานั่งเล่าเรื่องราวใต้ปุ่มสตั๊นท์บนสนามชีวิต
จากฟุตบอลลูกแรกจนได้มาค้าแข้งอีกซีกโลก
"ฟุตบอล" ในสายเลือด
"ถ้าการประนมมือไหว้พระหมายถึงการแสดงศรัทธาของคุณ ฟุตบอลสำหรับพวกเราก็ไม่ต่างกัน" ทั้งน้ำเสียง สีหน้า และแววตาที่ทั้งคู่แสดงออกยิ่งช่วยให้ "นิยาม" ของเกมลูกหนังสำหรับพวกเขาชัดเจนยิ่งขึ้น
ธีโอ ยืนยันว่า ไม่เฉพาะแค่เมืองใดเมืองหนึ่งที่ฟุตบอลมีความหมายมากกว่าแค่ "กีฬา" แต่ความชอบระดับ "คลั่งไคล้" ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก แม้กระทั่งที่ บาเมนด้า (Bamenda) เมืองศูนย์กลางภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของแคเมอรูนบ้านเกิดของเขาก็ตาม
"ที่นั่นเป็นเมืองวัฒนธรรม และการศึกษา มีผู้คนมากมายจากเมืองต่างๆ มาเรียนที่นี่ค่อนข้างเยอะ บางคนทำเกษตรกรรม บางคนทำธุรกิจเล็กๆ ขายเสื้อผ้า ร้านอาหาร ขายของชำ อุปกรณ์แต่งบ้าน และอีกหลายอย่าง แต่ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร จะอยู่ที่ไหน คุณก็เล่นฟุตบอล"
เส้นทางฟุตบอลของธีโอ และดีไวน์ก็เริ่มต้นที่นี่ ทั้งคู่เริ่มเตะฟุตบอลเมื่ออายุ 12 ปี ก่อนที่แมวมองจากสถาบันฝึกสอนฟุตบอลจะมาดึงตัวเข้าสังกัดเพื่อเข้าแข่งขันในระดับเยาวชน
"ฟุตบอลอาชีพในแคเมอรูนเรามีดิวิชั่น 1 ที่เป็นลีกสูงสุด รองลงมาเป็นดิวิชั่น 2 และลีกระดับจังหวัดที่จะแข่งกันระหว่างเมือง ซึ่งก็จะมีระบบการเลื่อนชั้น ตกชั้นไม่ต่างจากลีกอื่นๆ"
สิ่งที่ทำให้ฟุตบอลแตกต่างจากกีฬาชนิดอื่นๆ ในความรู้สึกของเขานั้น นอกจากจะไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เสียค่าใช้จ่ายมากมาย และยังสามารถเล่นได้ทุกที่ที่ต้องการแล้ว ฟุตบอลยังสามารถเปลี่ยนชีวิตให้ไปพบกับสิ่งที่ดีกว่าได้อีกด้วย
"ฟุตบอลถือเป็นโอกาสที่จะทำให้คุณมีชื่อเสียง และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้" ดีไวน์สรุป
ไม่เฉพาะในหมู่ผู้ชายเท่านั้น เกมลูกหนังก็เป็นที่นิยมของผู้หญิงด้วยเช่นกัน ทวีปแอฟริกาก็มีฟุตบอลอาชีพผู้หญิงเกิดขึ้นเหมือนกับหลายๆ ประเทศทางแถบยุโรป
"เราจะมีการสอนฟุตบอลให้กับผู้หญิงตั้งแต่ชั้นประถมเหมือนกับผู้ชาย และมีการแข่งขันด้วย ผู้หญิงที่เล่นฟุตบอลอาชีพในแอฟริกามีหลายประเทศ อย่าง ไนจีเรีย แอลจีเรีย หรือที่แคเมอรูนเอง และด้วยความที่ฟุตบอลหญิงไม่ได้มีรูปแบบมากมายเหมือนอย่างผู้ชายจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วงการฟุตบอลหญิงแถบภูมิภาคนี้เติบโตอย่างรวดเร็วมาก" ดีไวน์อธิบายเพิ่ม
"ทีมหญิงของเรายังเคยคว้ารองแชมป์ของแอฟริกามาด้วยนะ" ธีโอเสริม
ชีพจร "รองเท้า"
เมื่อนักกีฬาทั้ง 22 คน ต่างพากันรุมไล่ลูกบอลกลมๆ เพียงลูกเดียวบนสนามหญ้า กลายเป็นความตื่นตาตื่นใจของผู้คนกว่าค่อนโลก เสียงเชียร์ดังกระหึ่มทุกครั้งทันทีที่บอลลงไปนอนอยู่ก้นตาข่าย ท่วงท่า ลีลาการเลี้ยงบอล "ขั้นเทพ" ของเหล่าซูเปอร์สตาร์ จังหวะมหัศจรรย์ต่างๆ ที่มักทำให้คนดูลืมหายใจอยู่เสมอ หรือเม็ดเงินที่สะพัดอยู่ในวงการสามารถเสกใครคนหนึ่งให้กลายเป็นเศรษฐีน้อยๆ ได้เพียงแค่จรดปากกาเซ็นสัญญา
ความอัศจรรย์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงกลายเป็นแรงกระตุ้นอันดับต้นๆ ให้หลายคนขวนขวายใฝ่ฝันหาความสำเร็จในฐานะ "นักฟุตบอลอาชีพ" การจากบ้านเพื่อไปเล่นฟุตบอลอีกซีกโลก เพื่อชีวิตที่ "ดีกว่า" ของนักเตะจึงมีให้เห็นทั่วไป ธีโอ และดีไวน์ ก็ไม่ต่างกัน
"จริงๆ ผมไม่เคยได้ยินชื่อประเทศไทยหรอกนะ" ธีโอออกตัวยิ้มๆ
เขายอมรับว่า เมื่อพูดถึงประเทศในโซนเอเชีย ประเทศแรกที่โผล่เข้ามาในหัวก็คือ ประเทศจีน หรือไม่ก็เจลีกในญี่ปุ่น เคลีกในเกาหลีใต้ ขณะที่กรุงเทพฯ มักปรากฏให้เห็นในโลกภาพยนตร์มากกว่า
ถึงแม้ ส่วนต่างที่ชัดเจนของรายได้จะมีส่วนดึงดูดให้นักเตะสนใจเข้ามาเล่นให้กับทีม แต่สำหรับการค้าแข้งในประเทศที่ค่อนข้าง "โนเนม" ทั้งธีโอ และดีไวน์มักได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับบรรดาเอเย่นต์ฟุตบอลต่างชาติที่มักจะ "กดค่าตัว" และ "หักเปอร์เซ็นต์" จากนักเตะอยู่บ่อยๆ
"เอเย่นต์ต่างๆ จะไปดูตัวคุณ แล้วก็ติดต่อมาให้เซ็นสัญญา แต่พอมาเข้าทีมจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เขาจะโกหกคุณว่า สามารถจ่ายให้ 5,000-10,000 ดอลล่าร์ต่อเดือนเท่านั้น ทั้งที่จริงมันควรจะมากกว่านั้น เราก็ไม่สามารถจะกลับประเทศได้ เพราะพ่อแม่ก็ใช้เงินเหล่านั้นไปแล้ว หรือผู้จัดการทีมที่บางคนคุณต้องจ่ายเงินให้เขาเพื่อที่จะได้คัดตัว และแม้ว่าคุณจะเซ็นสัญญาแล้วเขาก็จะเก็บค่านายหน้าอยู่
"สมมติตอนนี้ สโมสรหนึ่งอยากได้กองหน้า เขาก็จะมาบอกกับคุณ ถ้าคุณอยากเข้าไปเป็นกองหน้าที่นี่ก็ต้องจ่ายให้เขา 10,000 บาท หากได้เซ็นสัญญาแล้ว เขาก็จะหัก 15-20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อเดือน บางครั้งถ้าคุณไปเจอคนที่เห็นแก่เงินมากกว่าต่อให้คุณเล่นได้ดีเขาก็จะปฏิเสธเพื่อหาเหยื่อรายต่อไป ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก แต่ผมโชคดีที่เจอผู้จัดการทีมที่สนับสนุน ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่ตกลงไว้"
ขณะที่ ดีไวน์มองถึงการสื่อสารกันในทีมก็ถือเป็นปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับนักเตะต่างชาติอย่างพวกเขาเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการฉีกสัญญาจากสโมสรซึ่งนักเตะเหล่านี้ ไม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายใดๆ ได้ และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ทั้งของทางสมาคม ทำให้นักเตะอิมพอร์ตหลายต่อหลายคนต้องพากันส่งออกตัวเองกลับไปด้วยความผิดหวัง ทำให้ในไทยลีกแฟนบอลอาจจะเห็นนักเตะต่างชาติไม่เยอะนัก
"นักเตะต่างชาติที่เข้ามาเล่นอยู่ที่นี่น่าจะมีอยู่ประมาณ 50 คนเป็นอย่างน้อย" ทั้งคู่ประมาณจำนวนนักเตะคร่าวๆ ที่มีอยู่
ลีกไทยในสายตาแข้งนอก
ตอนนี้ ธีโอและดีไวน์กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบฝีเท้ากับสโมสรเพื่อเข้ารับคัดเลือกเป็นนักเตะในทีมเพื่อสู้ศึกฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง ทั้งคู่ยืนยันถึงการเปลี่ยนสถานที่หรือบรรยากาศของการแข่งขันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่น เพราะพวกเขามาที่นี่เพื่อทำในสิ่งที่เขารัก
"ถ้าคุณเป็นนักฟุตบอลอาชีพ คุณก็ต้องซื่อสัตย์กับอาชีพของคุณ ไม่ว่าจะเตะที่ไหน ที่สิงคโปร์ หรือไทย ก็ต้องเตะ เพราะมันเป็นอาชีพของเรา ถ้าคุณอยู่แคเมอรูนแล้วเล่นฟุตบอลมันคือความสนุก นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคุณออกนอกประเทศแล้ว ฟุตบอลก็คืองาน" ธีโออธิบาย
ไทยลีกสำหรับทั้ง 2 คน ก็คือประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ต้องเก็บเกี่ยวเพื่อยกระดับการเล่นของตัวเองให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ การปักหลักค้าแข้งไปจนแขวนสตั๊นท์ที่ประเทศไทยจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับนักเตะที่เพิ่งย่าง 20 ต้นๆ อย่างพวกเขา
"นักเตะควรมีความทะเยอทะยาน ไปเรื่อยๆ จริงอยู่ ตอนนี้ผมเล่นให้เมืองไทย ผมรักเมืองไทย คนที่นี่มีความเป็นมิตร แต่... คุณก็ต้องการความฝันที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพ ผมอยากไปเล่นที่ฟุตบอลระดับโลก อย่างพรีเมียร์ลีก" ธีโอบอก
"พวกเราฝันถึงลีกเอิง บุนเดสลีกา พรีเมียร์ลีก ลา ลีกา เป็นการหาประสบการณ์ เมืองไทยก็คือที่หาประสบการณ์เอาไปใช้ เมื่อเราได้เลื่อนชั้นไปสู่การเตะอีกระดับ" ดีไวน์มองไม่ต่างกัน
อีกเหตุผลหนึ่งสำหรับนักเตะที่ทุกคนต้องยอมรับก็คือ "ความเป็นมืออาชีพ" และ "การดำรงชีวิต" สำหรับฟุตบอลอาชีพของไทยในสายตาพวกเขายังมีข้อจำกัดอยู่ ทั้งความกระตือรือล้น ความเอาใจใส่ แม้กระทั่งวินัยในการดูแลตัวเอง
"ธรรมชาติของมืออาชีพ ถ้าเวลาแพ้จะคุณโกรธมาก แต่เมืองไทยไม่เป็นไร ซึ่งผมมองว่ามันไม่ถูกต้อง จริงอยู่หากมองในแง่ดี เรายังไม่เสียกำลังใจมาก เพื่อที่จะกลับมาเอาชนะในคราวหน้า แต่มันก็ขาดแรงกระตุ้นในการเอาชนะ นั่นคือปัญหา คุณต้องทำงานหนัก ต้องสู้ นักเตะไทยอายุ 28 ปี ก็รู้สึกว่าเหนื่อยแล้ว นั่นเป็นเพราะพวกเขายังไม่มีความเป็นมือโปรเท่าที่ควร ไม่ขยันซ้อม ชอบเที่ยว สูบบุหรี่ และดื่มหนัก ในแต่ละเกมก็แค่เล่นให้จบๆ ไป อันที่จริงพวกเขาต้องพัฒนาตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่" ธีโอออกความเห็น
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของค่าตอบแทนที่เมื่อเปรียบเทียบกับเจลีก เคลีก ลีกในพม่า วีลีกของเวียดนาม หรือฟุตบอลในสิงคโปร์ ประเทศไทยยังต้องพัฒนาระบบอีกพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมองว่า ฟุตบอล ยังถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เพราะหากไม่มีฟุตบอล เขาก็อาจจะไม่ได้มาเล่นที่เมืองไทย
"แต่เราก็เหมือนคนอพยพนะ พรุ่งนี้อาจจะต้องไปอีกที่หนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะได้เซ็นสัญญากับใคร คืนนี้ผมนอนเมืองไทย แต่ถ้าพรุ่งนี้มีสโมสรในลีกเอิงของฝรั่งเศสมาเซ็นสัญญา ผมก็ไปฝรั่งเศส บางครั้งคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้ใครจะดูคุณเล่น แต่คุณก็ต้องทำหน้าที่ของคุณไป คุณอาจจะเล่นฟุตบอลอยู่ข้างถนนแต่ถ้ามีใครสักคนมาเห็นว่าคุณเล่นได้ดี คุณก็จะได้รับเชิญให้ไปเล่นกับเขา เราก็ต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ" ดีไวน์แตกมุมมองออกไปอีกด้าน
และแม้ทั้งคู่จะมองอนาคตของตัวเองไปยังเวทีฟุตบอลระดับโลกในสโมสรต่างๆ ของยุโรปโดยคาดหวังว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะต้องไปยืนอยู่ในทีมแถวหน้าของลีกฟุตบอลอาชีพไม่ลีกใดก็ลีกหนึ่งให้ได้ แต่วันนี้ ทั้งธีโอ และดีไวน์ก็ยังไม่ลืมว่าจะต้องช่วยสโมสรที่ตนเองสังกัดให้ประสบความสำเร็จบนเวทีไทยลีกในฤดูกาลหน้าให้ได้ก่อน
"เป้าหมายของพวกเราอยู่ที่เอเชียแชมเปียนลีก" พวกเขาตอบด้วยความมั่นใจ
Tags : ไทยพรีเมียร์ลีก • นักบอลผิวสี
